Puppy Love จดหมายรักระหว่างนายและฉัน (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 96

            “เซี่ยเจิง?” ชวีเสี่ยวปอนึกไม่ถึงว่าเขาจะตอบตกลงแต่สิ่งที่ชวีเสี่ยวปอสนใจในตอนนี้คือ ตั้งแต่ออกจากห้องพักครูมาสีหน้าของเซี่ยเจิงก็ดูไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เลย

     

            “หืม” เซี่ยเจิงเดินลงบันไดไป ทั้งยังไม่ได้หันกลับมามองเขา

     

            “ช่างเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว”  ทันใดนั้นชวีเสี่ยวปอก็รู้สึกไม่อยากพูดขึ้นมาแล้วไม่ใช่เพราะเขารู้สึกอึดอัดใจอะไรแต่กลับเป็นเพราะเขารู้สึกว่าในใจของเซี่ยเจิงมีเรื่องบางอย่างเก็บซ่อนเอาไว้อยู่ทว่าเซี่ยเจิงไม่ได้อยากจะพูดมันออกมา ถึงแม้ว่าชวีเสี่ยวปอจะผ่านสถานการณ์เช่นนี้มาแล้วหลายครั้งเขาก็ยังคงรับมือกับมันได้ไม่ดี เขาจึงเลือกที่จะปิดปากเงียบดีกว่าอารมณ์เสียออกไป

     

            ทั้งสองคนเดินกลับมาอย่างเงียบสงัดตลอดทาง เซี่ยเจิงไปสูบบุหรี่หลังจากที่ชวีเสี่ยวปอไปเข้าห้องน้ำกลับมาแล้ว ซือจวิ้นก็เดินเข้ามาหาเขาพร้อมทั้งเอ่ยถามขึ้นมาว่า : “โหยวเจียเรียกนายสองคนไปหามีเรื่องอะไรเหรอ?”

     

            “ลีกบาสเกตบอลมอปลาย” ชวีเสี่ยวปอปกปิดความกลัดกลุ้มเอาไว้ไม่อยู่

     

            “ฮะ? นายไม่อยากเข้าร่วมก็ไม่ต้องไปสิ”ซือจวิ้นรู้สึกคาดไม่ถึงเป็นอย่างมากแต่ก็ยังดีดนิ้วขึ้นมาอย่างไม่ได้สนใจเลยสักนิด “เรื่องเล็กแค่นี้เอง”

     

            “แต่ว่าเซี่ยเจิงอยากเข้าร่วมอะ” ชวีเสี่ยวปอเงยหน้าขึ้นไปมองซือจวิ้น“อีกอย่างดูเหมือนว่าเขาก็อยากให้ฉันเข้าร่วมมากเหมือนกัน”

     

            ในตอนที่ใกล้จะถึงเวลาเข้าเรียนเซี่ยเจิงก็เดินเข้ามาในห้องเวลาฉิวเฉียดกับเสียงกริ่งที่ดังขึ้นพอดี

     

            ชวีเสี่ยวปอชำเลืองมองเขาไปครั้งหนึ่งแล้วจึงพบว่าบนใบหน้าของเซี่ยเจิงมีหยดน้ำที่เช็ดออกไม่หมดติดอยู่

     

            “ไปล้างหน้ามาเหรอ? ” คุณครูในคาบเรียนนี้ค่อนข้างที่จะอารมณ์ร้อนอยู่พอสมควรว่ากันว่าเสียงตะโกนถึงระดับขั้นทำลายล้างในตอนที่ด่าขึ้นมาแทบจะทำให้ไฟตรงทางเดินบนอาคารสั่นสะเทือนจนแตกกระจายออกมาได้เลยทีเดียวชวีเสี่ยวปอไม่กล้าที่จะทำตามอำเภอใจ จึงได้ถามออกไปเสียงเบา

     

            “อืม ให้รู้สึกสดชื่นขึ้นหน่อย” เซี่ยเจิงตอบ

     

            ชวีเสี่ยวปอไม่ได้พูดอะไรอีกในขณะที่เรียนอยู่เขาแอบพูดกระซิบกับเซี่ยเจิงไปเพียงแค่สองประโยคก็ถือว่าสุดขีดแล้วจริงๆตัวเขาเองยอมนอนหลับไปดีกว่า ถ้าจะทำให้เซี่ยเจิงต้องเสียการเรียน อีกอย่างหนึ่งการมองเซี่ยเจิงขีดๆเขียนๆ เช่นนี้ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เพลินตามากเลยทีเดียว

     

            ซึ่งเรื่องนี้เมื่อก่อนเขาก็รู้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับแน่ใจยิ่งกว่าเดิม

     

            หลังจากที่เลิกเรียนในตอนดึก ชวีเสี่ยวปอ เซี่ยเจิงและซือจวิ้นทั้งสามคนออกไปทานข้าวด้วยกัน ในขณะที่เดินออกมาจากร้านซี่โครงแกะซือจวิ้นก็พูดทิ้งไว้หนึ่งประโยคอย่างรู้ตัวว่า “พวกนายสองคนคุยกันไปนะ ฉันขอตัว”จากนั้นก็หายวับไปในทันที ปล่อยให้พวกเขาสองคนยืนอยู่ตรงทางแยกมองหน้ากันและกันอย่างทำตัวไม่ถูก

     

            “รีบกลับบ้านไหม? ” เซี่ยเจิงถาม

     

            “ไม่อยู่แล้ว” ชวีเสี่ยวปอตอบออกมาหนักแน่น “เดินไปกัน”

     

            อันที่จริงตรงนี้ก็ไม่ได้น่าเดินสักเท่าไหร่ร้านอาหารที่พวกเขามาทานกันไม่ได้ห่างจากโรงเรียนมากบริเวณนั้นล้วนมีแต่อาคารร้านค้าเรียงรายอยู่เป็นแถวในเวลานี้ร้านค้าก็ปิดไฟปิดร้านกันแทบจะหมดแล้ว และที่บอกว่าเดินก็คือเดินจริงๆถือว่าเดินย่อยก็แล้วกัน

     

            แต่ที่ชวีเสี่ยวปอเสนอความคิดนี้ออกมาเป็นเพราะเขารู้สึกว่าเซี่ยเจิงเหมือนมีอะไรอยากจะพูดกับตัวเองอยู่

     

            เป็นเช่นนั้นจริงๆ ทั้งสองคนเดินออกมาอย่างเงียบๆ ไม่ถึงสองร้อยเมตรเซี่ยเจิงก็หยุดฝีเท้าลงพร้อมทั้งถามขึ้นมาว่า : “เดี๋ยวฉันพานายไปที่ที่หนึ่ง?”

     

            เมื่อเดินมาถึงตรงนี้ก็ไม่มีแสงไฟจากข้างทางแล้ว ที่นี่เป็นอาคารเก่าบนผนังกำแพงที่หลุดลอกจนเห็นเป็นรอยด่างมีไม้เลื้อยที่จะตายแหล่ไม่ตายแหล่ฝังรากเอาไว้อยู่เต็มไปหมดทั้งยังมีกระจกแตกอยู่บานหนึ่ง ดูท่าแล้วคงจะยังไม่ได้รับการซ่อมแซมเพราะช่องกระจกที่แตกออกมาถูกใช้เพียงแค่เทปกาวปิดเอาไว้อย่างลวกๆ อยู่หลายชั้น ชวีเสี่ยวปอยืนอยู่ด้านล่างของตึกเขาได้กลิ่นผัดกับข้าวอันหอมฉุยซึ่งไม่รู้เลยว่าโชยมาจากบ้านของใครทั้งยังได้ยินเสียงแหลมของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังด่าใครบางคนอยู่มีทั้งเสียงสบถด่าและเสียงร้องไห้ผสมรวมกันจนฟังไม่ได้ศัพท์

     

            สถานที่แห่งนี้ตั้งปะปนอยู่ตรงกลางระหว่างอาคารที่พักอาศัยใหม่ทั้งสองฝั่งซึ่งห่างจากตรงนี้ไปไม่ไกลราวกับว่าที่นี่คือหนองน้ำที่เป็นแอ่งเว้าลงไปของเมืองเมืองนี้

     

            “เดินระวังหน่อย”เซี่ยเจิงหยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดไฟฉายส่องไปยังพื้นด้านล่างให้ชวีเสี่ยวปอที่เดินตามหลังมา“แย่กว่าเมื่อก่อนนี้เยอะเลย”

     

            เมื่อก่อน?

     

            ชวีเสี่ยวปอเดินหลบเลี่ยงพื้นที่เป็นหลุมเป็นบ่อเหล่านั้นแล้วเดินตามรอยเท้าของเซี่ยเจิงไป เขาไม่รู้เลยว่าเขาเดินเลี้ยวขดไปขดมาแล้วกี่รอบแต่สุดท้ายเซี่ยเจิงก็หยุดฝีเท้าลง เขาจึงหยุดตามไปด้วย

     

            เซี่ยเจิงเงยหน้าขึ้นมามองตึกเก่าที่อยู่ด้านหน้าส่วนชวีเสี่ยวปอก็จ้องมองเขาเพราะกำลังหอบหายใจ หน้าอกขยับขึ้นลงเล็กน้อยอันที่จริงทั้งสองคนเดินมาไม่ไกลมาก และไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไรเช่นกันดังนั้นความไม่สงบในใจเช่นนี้ ล้วนส่งออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกทั้งนั้น

     

            “นายดูนี่” เซี่ยเจิงยื่นมือชี้ไปยังตึกที่อยู่ตรงหน้า

     

            ชวีเสี่ยวปอมองตามไปยังทางที่นิ้วของเซี่ยเจิงชี้ออกไปห้องที่เขาชี้ไปนั้นไม่ได้เปิดไฟแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างห้องชั้นบนและห้องชั้นล่างที่เปิดไฟสว่างโร่จึงทำให้ดูมืดยิ่งขึ้นไปอีกอย่างเห็นได้ชัด

     

            “นั่นคือบ้านเดิมของฉัน” เซี่ยเจิงลดแขนลงพร้อมทั้งพูดออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา

     

            “ฮะ” ชวีเสี่ยวปอรู้สึกว่ามันกะทันหันเกินไป “ทำไมถึงพาฉันมาที่นี่ล่ะ?”

     

            เพราะอะไรกัน?

     

            เซี่ยเจิงไม่ได้ตอบกลับมา แต่กลับดึงมือของชวีเสี่ยวปอเข้ามาในตึกโดยไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ

     

            ที่นี่เป็นตึกพักอาศัยที่เก่ามากอีกทั้งกลอนล็อกประตูตรงทางเดินก็มีเอาไว้แค่ประดับมาตั้งนานแล้วในตอนที่เซี่ยเจิงดึงประตูใหญ่ตรงทางเดินออกประตูที่ชำรุดทรุดโทรมบานนี้ก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแสบแก้วหูออกมาทันใดนั้นชวีเสี่ยวปอก็ตกใจจนตัวสั่นขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าด้านนอกจะไม่มีไฟถนนแต่กลับไม่ได้มืดสนิทจนมองไม่เห็นทว่าทางเดินในตึกนี่สิถึงจะเรียกได้ว่ามืดสนิทของจริง หลังจากที่ชวีเสี่ยวปอเดินเข้ามาเขาก็ยืนนิ่งอยู่หลายวินาทีก่อนที่ดวงตาจะปรับรับกับแสงในนี้ได้

     

            “ตามฉันมา” เขาได้ยินเสียงเซี่ยเจิงพูดขึ้น

     

            ทั้งสองคนค่อยๆ ขยับก้าวขึ้นไปทีละก้าวภายใต้ความมืดมิดในแต่ละชั้นจะมีบันไดขั้นเล็กๆ เพียงประมาณสิบกว่าขั้น แต่ชวีเสี่ยวปอกลับรู้สึกเดินได้ยากกว่าปกติมากไม่ใช่เพราะตกอยู่ในความมืดอันเงียบงันแต่เป็นเพราะความรู้สึกอึดอัดใจที่ปะทะเข้ามา ในทางเดินอันคับแคบนี้ในโพรงจมูกของเขาได้กลิ่นของสิ่งต่างๆ มากมายหลายหลากอย่างผสมปนเปกันไปหมดทั้งยังเป็นกลิ่นทำให้รู้สึกคลื่นไส้จนอยากอาเจียนชวีเสี่ยวปอรู้ว่าเซี่ยเจิงเองก็รู้สึกสะอิดสะเอียนกับสถานที่แห่งนี้เช่นกันดังนั้นจึงทำให้เขาอยากรู้ยิ่งขึ้นไปอีกว่าทำไมเซี่ยเจิงถึงต้องพาเขามาที่แห่งนี้

     

            “ถึงแล้ว” แม้ว่าเซี่ยเจิงจะพูดออกมาเสียงเบาแต่เสียงขณะที่พูดขึ้นมาในตึกกลับดึงขึ้นมาหลายเท่า

     

            “ที่นี่? ” ชวีเสี่ยวปอมองไปยังประตูกันขโมยที่อยู่ด้านหน้าในความมืดประตูบานนี้เป็นประตูกันขโมยแบบเก่าที่ไม่มีคนติดตั้งมานานมากแล้วและที่บอกว่ากันขโมย แต่กลับใช้การไม่ได้ตามชื่อที่ตั้งไว้เลย

     

            “อืม” เซี่ยเจิงวางมือลงไปบนประตู แล้วจู่ๆ เขาก็ยิ้มขึ้นมา : “นายดูนี่สิ”

     

           ชวีเสี่ยวปอก้มหน้าลงตามแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือ แล้วจึงเห็นตัวการ์ตูนเล็กๆตัวหนึ่งวาดอยู่บนประตูบานนี้ ซึ่งน่าจะใช้ลูกกุญแจวาดมันขึ้นมาทันทีที่เห็นก็รู้ได้เลยว่าเป็นเด็กวาดเพราะดูเหมือนว่าเด็กน้อยล้วนเป็นเช่นนี้เหมือนกันหมด มักจะชอบวาดขีดๆ เขียนๆลงบนพื้นที่ว่างอย่างมีความสุข ทว่าความแตกต่างของตัวการ์ตูนตัวนี้ก็คือด้านหลังของตัวการ์ตูนยังมีตัวอักษรคำว่าตรง [1] เขียนอยู่เต็มไปหมดชวีเสี่ยวปอกวาดสายตามองไป ตัวอักษรตัวสุดท้ายกลับยังเขียนไม่เสร็จ

     

            “นายเขียนเองเหรอ? ” ชวีเสี่ยวปอเอ่ยขึ้นมาอย่างรู้สึกสงสัย“แล้วทำไมถึงต้องเขียนตัวอักษรคำว่าตรงไว้เยอะขนาดนี้ด้วย? นายกำลังนับจำนวนอยู่เหรอ?”

     

            “เป็นจำนวนครั้งที่ฉันถูกขังเอาไว้ข้างนอก” เซี่ยเจิงพูดขึ้น“นึกไม่ถึงว่าจะเยอะขนาดนี้เลยนะเนี่ย”

     

            ทันใดนั้นชวีเสี่ยวปอก็จับมือของเซี่ยเจิงให้แน่นขึ้น

     

            ความจริงแล้ว ตั้งแต่ที่เดินเข้ามาตรงทางเดิน จนกระทั่งถึงตอนนี้มือของทั้งสองคนไม่ได้ปล่อยออกจากกันเลย

     

            ชวีเสี่ยวปอไม่อาจที่จะอธิบายความรู้สึกนี้ออกมาได้

     

            หรือบางทีนี่อาจจะเป็นความแตกต่างของภาษากับการเห็นภาพจริงตรงหน้าเพราะเซี่ยเจิงเคยเล่าถึงวันเวลาที่อยู่ที่นี่ให้เขาฟังแล้วแต่เมื่อสิ่งของเหล่านี้ซึ่งมีร่องรอยในอดีตฝังไว้อยู่ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของชวีเสี่ยวปอปะทะเข้ามา ทั้งยังขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้งไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า

     

            “นายรู้ไหม? ” เซี่ยเจิงลูบลงไปบนประตูอย่างเบามือ“ในตอนที่อยู่ที่นี่ ความหวังอันสูงสุดของฉันก็คือต้องออกจากที่นี่ไปให้ได้ยิ่งไกลยิ่งดี”

     

            ความสว่างของโทรศัพท์ค่อยๆ ดับลงแต่ชวีเสี่ยวปอกลับจับเสียงถอนหายใจของเซี่ยเจิงที่แทบจะไม่ได้ยินได้เป็นอย่างดีดวงตาของเขากำลังจ้องมองเซี่ยเจิงในความมืด จากนั้นจึงได้ยินอีกฝ่ายถามขึ้นมาว่า :

     

            “อยากออกจากที่นี่ไหม? ทั้งนายและฉัน”

     

     

     

    .............................

    เชิงอรรถ

    [1] ตัวอักษรคำว่าตรง ( 正 ) เนื่องจากเป็นอักษรที่มีจำนวนห้าขีด คนจีนจึงใช้ตัวอักษรนี้เพื่อขีดนับจำนวน

     

    คล้ายกับเรื่องPuppy Love จดหมายรักระหว่างนายและฉัน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808