กู้หลานยังคงมีความประทับใจที่ดีต่อบัณฑิตหนุ่มผู้นี้อยู่ไม่น้อย
อยู่ในวัยที่ต้องก้มหน้าก้มตาอ่านตำรา ก็ยังรู้จักกตัญญูรู้คุณดูแลครอบครัว วาจาไพเราะ และไม่มีท่าทีหยิ่งผยอง ถือว่าเป็บัณฑิตที่มีคุณลักษณะครบถ้วนตามแบบฉบับของโลกนี้เลยทีเดียว
นับจากที่แยกกันที่หน้าที่ทำการเมืองวันนั้น ก็ไม่ได้พบหน้ากันอีกเลยหลายเดือน
ไม่นึกเลยว่าเขาจะตกอับถึงเพียงนี้!
‘ไม่ถูกต้อง ปลายปีก่อนที่ฮูหยินรับซื้อชาจากพี่สาวเขาไป เงินจำนวนนั้นก็น่าจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตแล้วสิ เหตุใดถึงกลายเป็สภาพนี้ไปได้?’
กู้หลานรู้สึกสงสัย จึงค่อย ๆ ลุกขึ้นสั่งให้ลุงหยางดื่มเหล้าต่อไป ส่วนตัวเขาเองเดินออกไปดูให้เห็นกับตา
ในตอนนั้นเอง ภายใต้การเร่งเร้าของเสี่ยวเอ้อร์ หลินลู่ยังไม่ทันจากไป แต่กลับลังเลที่จะเดินเข้ามาหาเขาพลางกระซิบถ้อยคำบางอย่าง
ดูเหมือนจะเป็เื่ที่กระดากอายอย่างยิ่ง เขาจึงพูดติด ๆ ขัด ๆ
เพียงแต่หลังจากได้ยินคำพูดนั้น เสี่ยวเอ้อร์ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็ไม่พอใจทันที และะโเสียงดังว่า “ไอ้คนแซ่หลิน ที่นี่คือโรงเตี๊ยม ไม่ใช่โรงทาน!”
“ไป ออกไป! อยากขอทานก็ไปที่อื่น ที่นี่ไม่มีเงินให้เ้า และยิ่งไม่มีเงินให้ไอ้หลุมดำของบ้านเ้าหรอก!”
เสี่ยวเอ้อร์สะบัดผ้าขี้ริ้วใส่ ไม่แม้แต่จะชายตามองหลินลู่ ก่อนจะหันหลังเดินกลับร้านไปอย่างรังเกียจ
แม้จะถูกตอกหน้าด้วยวาจาเชือดเฉือน แต่หลินลู่กลับไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองแต่อย่างใด
ร่างที่ผอมและบอบบางยืนนิ่งอยู่บนถนนสายยาวเป็เวลานาน
หลินลู่ถอนหายใจช้า ๆ แววตาฉายความจนใจ ก่อนจะเดินโซเซมุ่งหน้าไปทางอื่น
ทว่าเมื่อบรรดาพ่อค้าที่ตั้งแผงลอยอยู่รอบ ๆ ได้ยินคำพูดของเสี่ยวเอ้อร์ ต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์
“นั่นใครกัน ดูคุ้นหน้าคุ้นตาดีนะ”
“คนตระกูลหลินไง ่นี้เขาเดินขอทานไปตามถนนตลอด ใครพอช่วยได้ก็ช่วยกันไปแล้ว แต่ใครจะไปเลี้ยงไอ้หลุมดำของบ้านเขากันล่ะ!”
“หลุมดำคืออะไร?”
“เ้าไม่รู้หรือว่า พี่สาวเขาป่วยเป็โรคประหลาดเมื่อสองเดือนก่อน คุณชายหลินผู้นี้ถึงกับต้องขายสมบัติทุกอย่างในบ้าน เพื่อเอาเงินไปรักษาพี่สาวเขา...”
“เฮ้อ น่าสงสารเหลือเกิน! แบบนี้คุณชายหลินก็เป็คนรักครอบครัวคนหนึ่งเลยนะ!”
“นี่แหละที่เขาว่าบัณฑิตนั้นไร้ค่า เมื่อวันก่อนเห็นเขาไปรับจ้างใช้แรงงาน แต่เถ้าแก่ไม่จ้าง จนไม่มีทางเลือกถึงต้องออกมาขอทานนี่แหละ!”
“...”
กู้หลานมีประสาทััที่เป็เลิศ ย่อมได้ยินบทสนทนาเหล่านี้อย่างชัดเจน
‘ที่แท้พี่สาวป่วยหนักจนบ้านแตกสาแหรกขาดนี่เอง…’
เมื่อมองดูแผ่นหลังที่โดดเดี่ยวของอีกฝ่าย กู้หลานก็รู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก
แม้จะไม่ได้สนิทสนมกันมาก แต่เขายังจำได้ดีที่ฮูหยินเคยบอกว่า สองพี่น้องคู่นี้ชีวิตน่าสงสารนัก แต่นิสัยใจคอเป็คนดีเยี่ยม
ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่เช่นนี้ แต่ยังรักษาจิตใจที่บริสุทธิ์ไว้ได้นั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลย
“เสี่ยวเอ้อร์ รบกวนเ้าช่วยตามคุณชายหลินเมื่อครู่กลับมาให้ข้าที”
กู้หลานสั่ง
สิ้นคำพูดนั้น ลูกค้าในร้านหลายคนต่างหันมามองด้วยความอยากรู้และประหลาดใจ ว่าเหตุใดจึงมีคนอยากเอาตัวไปพัวพันกับ ‘หลุมดำ’ ของบ้านนั้น!
“หึหึ!”
เสี่ยวเอ้อร์เหลือบตามองกู้หลานด้วยความกังขา
“นี่ท่าน... เงินค่าเหล้าก็ยังไม่ยอมจ่าย แล้วยังจะคิดมานั่งเป็คนใจบุญเรียกแขกอีกหรือ?”
“ตาแก่ที่นั่งข้างท่านก็กินไปตั้งเท่าไหร่แล้ว ข้าว่าท่านรีบจ่ายเงินก่อนดีกว่า...”
ในฐานะตัวประกอบเหมือนกัน เสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้ดูจะไม่น่าคบหาเท่าไหร่นัก
กู้หลานขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ เขาก็สอดมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้ววางแท่งทองคำลงบนโต๊ะ
ตึง!
ดวงตาของเสี่ยวเอ้อร์แทบถลนออกจากเบ้า!
ทองคำแท่งหนักห้าตำลึงกำลังเปล่งประกาย จนคนรอบข้างที่แอบมองอยู่ต่างตกตะลึง!
‘โธ่เอ๊ย เห็นผู้ติดตามมีน้อยคนก็นึกว่าจะเป็คุณชายธรรมดา ที่แท้ก็เป็คุณชายตระกูลร่ำรวยนี่เอง!’
“พอ... พอแล้วขอรับ!”
เสี่ยวเอ้อร์ที่เคยทำท่าไม่พอใจบัดนี้เปลี่ยนเป็ยิ้มร่า “เดี๋ยวจะไปเชิญท่านผู้นั้นมาให้ทันที ท่านเชิญนั่งรอสักครู่นะขอรับ!”
เสี่ยวเอ้อร์รีบพยักหน้าหงึก ๆ แล้ววิ่งออกไป กู้หลานจึงได้แต่นั่งพักอยู่ข้างประตู
แต่ในตอนนั้นเอง ลูกค้าที่นั่งกินข้าวอยู่ข้าง ๆ ก็เตือนด้วยความหวังดี
“คุณชาย ข้าขอเตือนท่านไว้ก่อน ดีที่สุดคืออย่าไปยุ่งกับคุณชายหลินคนนั้นเลย”
กู้หลานไม่ได้ตอบ เพียงแค่หันไปสบตา
“ข้าไม่ได้โกหกท่านหรอก... ไม่ใช่ว่าเขาคนนั้นไม่ดีนะ แต่ดวงชะตามัน... เฮ้อ… พี่สาวเขาป่วยเป็โรคประหลาดที่ต้องใช้เงินมหาศาล รักษาไปก็เสียเปล่า”
กู้หลานฟังแล้วก็เกิดความสนใจ “เ้าแน่ใจได้อย่างไร?”
“ก็ข้าเป็หมอแถวนี้ เคยไปดูอาการมาแล้ว... โรคของนางต้องใช้ ‘หญ้าิญญา’ หล่อเลี้ยงชีวิต ซึ่งราคามันไม่ถูกเลย... ต่อให้ผลาญเงินไปหลายพันตำลึง ก็ไม่แน่ว่าจะรักษาให้หายได้!”
เมื่อเห็นเสี่ยวเอ้อร์กำลังพาหลินลู่กลับมา หมอคนนั้นจึงประสานมือคารวะกู้หลานแล้วเดินเลี่ยงออกไป
‘ที่แท้ก็เป็โรคประหลาดจริง ๆ สินะ…’
ด้วยความรู้ที่ได้รับมาจากตำราแพทย์อย่าง ‘ตำราโรคไข้หวัดใหญ่และโรคแทรกซ้อน’ กู้หลานจึงได้ผสาน ‘เจตจำนงวิชาแพทย์’ ที่ลึกล้ำไว้ในความทรงจำ
แต่เขากลับไม่รู้เลยว่าโรคชนิดไหนที่ต้องใช้ ‘หญ้าิญญา’ ในการต่อชีวิต
อีกอย่าง หญ้าิญญาก็ถือเป็สมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นเสียด้วย...
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด เสียงเกือกม้าที่ควบขี่อย่างรวดเร็วก็ดังขึ้น
ทางฝั่งประตูเมือง มีม้าฝีเท้าดีสองตัวควบขี่มาอย่างรวดเร็ว สวนทางกับถนนสายยาว
คนหนึ่งเป็บัณฑิตหนุ่มสวมชุดยาว หน้าตางดงาม อีกคนเป็ชายชราในชุดคลุมสีดำที่มองไม่เห็นใบหน้า
ดูเหมือนจะเป็คุณชายจากตระกูลใหญ่ที่มาสอบฤดูใบไม้ร่วง
“นี่เป็คุณชายจากบ้านไหนกัน ขี่ม้าในเมืองเร็วขนาดนี้ ไม่กลัวชนคนหรือไง?”
“ไม่รู้สิ แต่ดูไม่เหมือนคนในหลางโจวเราเลย ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน...”
“...”
ทุกคนมองดูแล้วก็เริ่มซุบซิบกัน
กู้หลานมองไปที่ม้าเ่าั้
ทันใดนั้น เขาสังเกตเห็นชายชราในชุดคลุมสีดำ แววตาก็ฉายความเคร่งขรึมขึ้นมา!
ระดับหลัง์...
ในแคว้นจิ้งมีผู้ฝึกตนระดับหลัง์อยู่ไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็คนมีชื่อเสียง
‘ทำไมเราถึงจำไม่ได้ว่าในเมืองหลางโจวมีคนระดับนี้?’
‘แถมดูท่าทางชายชราคนนี้เหมือนจะเป็เพียง ‘บ่าว’ ของคุณชายหนุ่มคนนั้น…’
‘คนระดับนี้ยอมก้มหัวเป็บ่าวรับใช้ให้ เป็คุณชายจากขุมอำนาจไหนกัน?!’
กู้หลานเกิดความสนใจขึ้นมาทันที จึงใช้นิ้วชี้สองนิ้วแตะที่เปลือกตาเบา ๆ แสงสีฟ้าจาง ๆ พลันไหลผ่านดวงตา
วิชาดูดวงชะตา ระดับเซียนขั้นต้น!
กู้หลานใช้วิชาดูดวงชะตาตรวจสอบ และพบว่าทั้งสองคนมีโชคชะตาเป็สีดำทั้งสิ้น!
‘ดีจริง ๆ หมายความว่าในโลกของนิยายเล่มนี้ ทั้งสองคนเป็ตัวร้ายระดับแกนนำเลยสินะ…’
เขายังไม่ทันได้ตรวจสอบรายละเอียดดวงชะตาของทั้งคู่ให้ชัดเจน เบื้องหน้าของพวกเขาที่ม้ากำลังวิ่งผ่านไปก็เกิดเื่ขึ้น!
“ไอ้ขอทานสกปรก หลีกไป!”
เสียงะโของชายชราในชุดคลุมสีดำดังขึ้น พร้อมกับแส้สีดำที่ฟาดลงมาบนร่างผอมบางนั้นเต็มแรง!
ร่างนั้นคือหลินลู่ที่เพิ่งถูกเสี่ยวเอ้อร์ตามกลับมานั่นเอง
เสี่ยวเอ้อร์ใจนะโหนีไม่คิดชีวิต
ส่วนหลินลู่ถูกฟาดจนล้มกลิ้งไปกับพื้น บนเสื้อผ้าเก่าขาดปรากฏรอยแผลที่เต็มไปด้วยเืสด ๆ
“แม่เ้า!”
“นี่คนบ้านไหนกัน กลางวันแสก ๆ กล้าลงมือทำร้ายคนเช่นนี้ ไม่กลัวกฎหมายเลยหรือ?”
“...”
เมื่อเห็นคนน่าสงสารถูกกระทำเช่นนี้ ชาวบ้านรอบข้างถึงแม้จะไม่มีเงินช่วยแต่ก็อดรู้สึกเดือดดาลไม่ได้!
อย่างไรก็ตาม สองคนนั้นดูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงก่นด่าของชาวบ้าน แม้แต่จะหันกลับมามองก็ยังไม่ทำ พวกเขายังคงควบม้าต่อไปโดยไม่หยุดพัก
‘ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับหลัง์ คนธรรมดาก็เปรียบดั่งมดปลวก... โลกในนิยายต้นฉบับนี่ช่างโหดร้ายเสียจริง!’
กู้หลานไม่คิดจะวิ่งตามสองคนนั้นไป เขาดีดตัวจากหน้าประตูร้าน เดินตรงไปประคองหลินลู่ขึ้นมา
“น้องหลิน เ้าไม่เป็อะไรนะ?”
กู้หลานขมวดคิ้ว พลางตรวจดูอาการของเขา
คนธรรมดาถูกยอดฝีมือระดับหลัง์ฟาดด้วยแส้เพียงครั้งเดียว ไม่ถึงตายก็ต้องพิการ ยิ่งเป็หลินลู่ที่ร่างกายอ่อนแออยู่ก่อนแล้ว จะรอดชีวิตมาได้อย่างไร?