บทที่ 13 หนึ่งคนที่หายไป
ยูเมะกลับมาถึงบ้านพร้อมกับความสับสนขณะที่ภายในใจยังคงคิดถึงคำถามที่เกิดขึ้นในสวนสาธารณะ
ในตอนที่คิดถึงคำถามภาพของชายวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าก็ปรากฏขึ้นในใจทำให้ความลังเลใจค่อยๆ อ่อนแรงลง
ชั่วขณะนั้นความคิดที่จะค้นหาความจริงก็ปรากฏขึ้นในใจแต่มันก็ถูกสะกดลงอีกครั้งด้วยความกลัวที่มีต่อพลังอันลึกลับที่อยู่เื้ัการหายตัวไปของใครบางคน
‘ใครคือคนที่หายไปนะแล้วหายไปเพราะอะไร..ทั้งที่ทุกคนกลับมา แต่ทำไมคนคนนั้นถึงไม่กลับมา’
ยูเมะมีความคิดมากมายเกี่ยวกับเื่นี้ อีกทั้งยังมีความสงสัยอีกไม่น้อยเขาถึงกับสงสัยว่าหน้าต่างระบบของเขานั้นมีความเกี่ยวข้องกับคนที่หายไปหรือไม่
ถ้าหน้าต่างระบบของเขามีความเกี่ยวข้องกับคนที่หายไปจริงเช่นนั้นการค้นหาความจริงใช่จะก่อให้เกิดปัญหาหรือไม่
ความคิดนี้ทำให้ยูเมะสับสนจนไม่กล้าตัดสินใจส่วนหนึ่งเป็เพราะเขากลัวพลังลึกลับนั่นจริงๆพลังที่สามารถลบตัวตนของใครบางคนออกไปจากโลกได้พลังเช่นนี้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาอย่างเขาจะเข้าใจได้
ต่อหน้าพลังระดับนี้ยูเมะไม่มีแม้กระทั่งความสามารถที่จะเผชิญหน้าด้วยทำให้เขาไม่มั่นใจนักว่าการพยายามค้นหาความจริงจะก่อให้เกิดปัญหาใดที่ส่งผลเสียต่อตัวเขาและครอบครัวหรือไม่
‘แต่ถ้าเราไม่พยายามเลย..เราก็คงต้องรู้สึกผิดแบบนี้ต่อไป’
ความลังเลใจเริ่มกลับมาอีกครั้ง ทำให้ยูเมะรู้สึกว่ายากที่จะตัดสินใจจนกลายเป็ความสับสนที่เกาะกุมจิตใจ
ยูเมะตกอยู่ในสภาพสับสนอยู่นานเขาคิดถึงเื่นี้อยู่ตลอด แม้กระทั่งตอนกินมื้อเย็นยังดีที่เขาเก็บซ่อนความคิดเอาไว้ได้มากพอ ทำให้แม่กับน้องสาวไม่สังเกตเห็น
แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่าความสับสนนี้จะถูกเมโลดี้สังเกตเห็นในตอนที่พวกเขาเล่นเกมด้วยกัน
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะยูเมะคุง”
คำถามของเมโลดี้ทำให้ยูเมะหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาของเธอชั่วขณะนั้นความรู้สึกสับสนในจิตใจก็บรรเทาลงอย่างน่าประหลาด
“ผมคิดถึงเื่ที่เจอวันนี้นะ..”
ยูเมะลังเลใจเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ตัดสินใจเล่าให้เมโลดี้ฟังว่าเขาเจอกับอะไรเพียงแต่เขาไม่ได้เปิดเผยความคิดและคำถามที่เกิดขึ้นในใจเวลานั้น
สิ่งที่เขาเล่าออกมามีเพียงเื่ของชายวัยกลางคนเท่านั้นเขาพูดถึงสีหน้าโศกเศร้าและท่าทางที่ดูเหมือนกับกำลังมองหาใครสักคนแต่กลับหาไม่เจอ
“ผมเห็นคุณลุงแล้วก็รู้สึกสงสารนะ ก็เลย..อยากจะช่วยแต่ก็กลัวว่าจะกลายเป็การรบกวนเสียเปล่า”
ขณะที่พูดยูเมะก็สบตากับเมโลดี้อยู่ตลอดและััได้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนที่ส่งผ่านมาทางดวงตาััได้ถึงความรู้สึกผ่อนคลายจากบรรยากาศรอบตัวเธอทำให้เขารู้สึกว่าขอแค่มีเธออยู่ ไม่ว่าจะพบเจอกับปัญหาที่ใหญ่แค่ไหนเขาก็สามารถคิดหาหนทางแก้ไขได้ด้วยหัวใจที่เยือกเย็น
ความคิดนี้เกิดขึ้นในใจของยูเมะอย่างเงียบงันทำให้คำถามใหม่เกิดขึ้นในใจ ทว่าคำถามนี้ไม่ได้ทำให้เขา้าหาคำตอบ แต่ทำให้เขารู้สึกสงบและมั่นคงขึ้นอย่างน่าประหลาด
“ยูเมะคุงเนี่ย..ใจดีไม่เปลี่ยนเลยนะคะที่ยูเมะคุงอยากช่วยก็เพราะสงสารคุณลุงใช่ไหมคะ”
“ใช่ แต่บางทีมันอาจจะเป็เพียงความเห็นแก่ตัวของผมก็ได้ผมก็แค่..อยากทำให้ตัวเองสบายใจ”
ยูเมะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มฝืนๆ แม้ว่าความรู้สึกจริงๆของเขาจะไม่ได้เป็แบบนั้นไปเสียทั้งหมด แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธว่าเขาเองก็รู้สึกแบบนี้แม้ว่ามันจะเป็เพียงความรู้สึกส่วนน้อยก็ตาม
“เื่นั้นก็ไม่เห็นจะแปลกนี่ค่ะไม่ว่าใครก็มีความเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น..เมลเองก็เห็นแก่ตัวเหมือนกันเพราะความเห็นแก่ตัวของเมลทำให้ยูเมะคุงต้องลำบาก..”
“เื่นั้นไม่จริงสักหน่อย! ผมไม่ได้รู้สึกลำบากเลยสักนิดกลับกัน ผมกลับรู้สึกสมเพชตัวเองมากกว่าที่ปล่อยให้เมลต้องเป็ฝ่ายเริ่ม!!”
เมโลดี้ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มหวานออกมาเธอขยับเข้ามากอดเขาแน่นและซุกใบหน้าเข้ากับอ้อมกอดของเขา
“แต่เมลมีความสุขมากเลยนะคะที่ได้ทำแบบนั้นแบบนี้ไม่เรียกว่าความเห็นแก่ตัวหรือคะยูเมะคุง”
“เื่นั้นมัน..แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกไม่ดีนี่”
“ใช่ไหมล่ะคะ! ในเมื่อยูเมะไม่รู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เมลทำเช่นนั้น ทำไมยูเมะคุงถึงคิดว่าคุณลุงท่านนั้นจะรู้สึกว่าถูกรบกวนล่ะคะ”
คำถามนี้ทำให้ยูเมะนิ่งคิดไปนานก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายใจจริงเขาก็อยากจะบอกว่าสาเหตุที่ทำให้เขาไม่กล้าตัดสินใจไม่ได้มาจากเื่นี้
แต่เขาก็ไม่กล้าพูดออกมาเพราะหน้าต่างระบบมันน่ากลัวเกินไปพลังลึกลับที่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเขาได้อย่างง่ายดายนั้นเป็อะไรที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้เลยจริงๆ
เมื่อเห็นว่ายูเมะไม่ตอบเมโลดี้ก็ยิ้มออกมาบางๆ ราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง
“เมลว่าเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ยูเมะคุงลังเลใจคงจะไม่ใช่เื่นี้สินะคะ”
ชั่วขณะนั้นสีหน้าของยูเมะก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยจนแทบไม่สังเกตเห็นแต่เมโลดี้ก็ยังสังเกตเห็น ทำให้เธอยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
“ดูเหมือนว่าเมลจะเดาถูกสินะคะถ้าเมลเดาไม่ผิด..เหตุผลที่ทำให้ยูเมะคุงลังเลน่าจะเป็เพราะกลัวจะทำให้คุณแม่กับโนโซมิจังต้องลำบากสินะคะ”
ยูเมะนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกหมดสิ้นคำพูดจากนั้นก็พยักหน้ารับ
“ปิดเมลไม่ได้จริงๆใช่แล้วละ..ผมกลัวว่าจะทำให้ทุกคนลำบาก”
ได้ยินแบบนั้นเมโลดี้ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก เธอเพียงยิ้มน้อยๆแล้วโอบกอดยูเมะเอาไว้แน่น
“ถ้าอย่างนั้นให้เมลช่วยนะคะแม้ว่าเมลจะช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่ว่าตระกูลสวีทฮาร์ตของเมลก็พอจะมีอิทธิพลอยู่บ้างถ้าแค่ช่วยปกป้องคุณแม่กับโนโซมิจังละก็ ไม่มีปัญหาค่ะ”
“เื่นั้นมัน..มันจะดีหรือเมล”
“ดีสิคะ! คุณแม่ของยูเมะคุงก็เหมือนคุณแม่ของเมลนั่นแหละค่ะโนโซมิจังก็เหมือนกับน้องสาวของเมล ถ้าเมลไม่ปกป้องแม่กับน้องสาวของตัวเองแล้วจะไปปกป้องใครกันละคะ”
ได้ยินแบบนั้นหัวใจของยูเมะก็อุ่นไปทั้งดวงมันทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะดึงเมโลดี้เข้ามากอดแน่นก่อนที่สายตาของทั้งคู่จะสบกันด้วยความรักจนลืมทุกอย่างและจูบกันอย่างดูดดื่ม
ชั่วขณะนั้นร่างกายของพวกเขาก็ตอบสนองต่อความปรารถนาที่เริ่มก่อตัวขึ้นแต่ก่อนที่ความปรารถนาจะกลืนกินความคิดทั้งหมดจนทำให้ทั้งสองเลยเถิดไป
กรอบข้อความเตือนก็ปรากฏขึ้นทำให้ดวงตาของยูเมะเบิกกว้างขึ้น ก่อนจะได้สติและหยุดตัวเองเอาไว้
เมโลดี้ที่ถูกปล่อยตัวก็หอบหายใจน้อยๆด้วยดวงตาที่หวานฉ่ำซึ่งแฝงไว้ด้วยแววตัดพ้ออยู่รางๆ จนทำให้ยูเมะหัวใจสะดุดไปชั่วขณะ
ทว่าหญิงสาวก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเธอเพียงแค่เม้มริมฝีปากแน่นราวกับพยายามอดทนเพื่อไม่ให้เขารู้สึกลำบากใจ
แต่ผลที่ได้มันกลับตรงกันข้ามท่าทางตัดพ้อด้วยสายตาที่หวานฉ่ำนั้น กระตุ้นอารมณ์ของยูเมะอย่างรุนแรงมันทำให้เขาสูญเสียการควบคุมไปชั่วขณะจนจูบเมโลดี้ไปอีกหลายอึดใจ
ทว่ายูเมะยังคงรักษาสติเสี้ยวสุดท้ายเอาไว้จึงไม่ได้กด ‘ตกลง’ ในกรอบข้อความทำให้การระบบควบคุมชั้นสุดท้ายไม่ถูกยกเลิก
ด้วยเหตุนี้อวัยวะเพศของทั้งสองจึงไม่ปรากฏขึ้นในร่างอวตารทำให้พวกเขาไม่สามารถทำอะไรมากไปกว่านั้นได้
การจูบที่วาบหวานและดื่มด่ำก็ค่อยๆทำให้ยูเมะและเมโลดี้หลงลืมตัว ทว่าพวกเขาก็ฟื้นคืนสติกลับมาอย่างช้าๆเพราะขีดจำกัดของระบบ ทำให้พวกเขาไม่สามารถปลดปล่อยความปรารถนาออกมาได้สุดท้ายความปรารถนาก็กลายเป็ความอัดอั้นที่ทำให้พวกเขาอึดอัดจนเลือกที่จะหยุด
“ใจร้ายจังเลยนะคะยูเมะคุง..”
“ขอโทษนะเมล..แต่มันยังเร็วไปหน่อย ขอร้องละช่วยรออีกหน่อยเถอะ!”
เมโลดี้ยิ้มน้อยๆด้วยท่าทางตัดพ้อซึ่งทำให้หัวใจของยูเมะเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอดกลั้นแต่สุดท้ายเขาก็ฝืนทนจนผ่านมาได้ในที่สุด
ค่ำคืนนั้นจึงกลายเป็ค่ำคืนที่ยากจะหลับตาลงแต่สุดท้ายทั้งสองก็หลับไปได้ในที่สุด
ทว่าหลังจากนั้นยูเมะก็ต้องแอบสะดุ้งน้อยๆเพราะคำขู่ก่อนจากไปของเมโลดี้
“ครั้งหน้า..เมลจะไม่อดทนแล้วนะคะ”
ยูเมะได้แต่ยิ้มขมๆ โดยไม่พูดอะไร อันที่จริงคนที่้าที่สุดก็คือเขาแต่ที่เขาพยายามฝืนไม่ยอมทำก็เพราะอยากทำให้ตัวเองเหมาะสมกับเมโลดี้มากกว่านี้ก่อน
จะพูดว่าเป็‘ทิฐิ’ ก็ได้แต่เพราะเขาจริงจังกับเมโลดี้มากทำให้เขาไม่อยากทำอะไรมากเกินไปจนกว่าตัวเขาจะมีคุณค่ามากกว่านี้
เป้าหมายของเขาก็ไม่ได้สูงนักเพราะเขารู้ดีว่าความแตกต่างระหว่างเขากับเมโลดี้นั้นมีมากขนาดไหนดังนั้นเขาจึงตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่สิ่งที่เขาสามารถทำได้เร็วที่สุด
นั่นก็คือการลดน้ำหนักอย่างน้อยเขาต้องไม่ดูน่าเกลียดจนทำให้เมโลดี้ต้องอับอายที่เป็แฟนเขา
ต่อให้เขาจะรู้ว่าเมโลดี้ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นแต่เขาก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าเขาจะต้องลดน้ำหนักและมีรูปร่างที่คู่ควรที่จะยืนเคียงข้างของเมโลดี้ก่อนเขาถึงจะยอมปล่อยให้ความสัมพันธ์ของเขากับเมโลดี้ก้าวไปยังขั้นต่อไป
อันที่จริงเมโลดี้เองก็พอจะคาดเดาได้ว่ายูเมะคิดอะไรด้วยเหตุนี้เธอจึงไม่พยายามไปพบเขาในโลกแห่งความเป็จริง แต่เลือกที่จะพบกันในเกมออนไลน์ที่สามารถทำอะไรได้มากมายโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าคนนอกจะรู้
แต่เธอก็ประเมินความตั้งใจของยูเมะต่ำไปจนต้องผิดหวังอีกครั้งสุดท้ายเธอก็อดไม่ได้ที่จะงัดไม้ตายที่เรียกว่าคำขู่ออกมา
ยูเมะก็ได้แต่ยิ้มฝืนๆและคิดในใจด้วยความตั้งใจที่มากกว่าเดิม ก่อนจะออกไปจากเกม
หลังจากกลับมายังโลกแห่งความเป็จริงอีกครั้งยูเมะก็หลับตาอยู่นาน ทบทวนสิ่งที่ตัวเอง้าทำจากนั้นก็เปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาอีกครั้งแล้วกวาดสายตาไปยังมุมจอซึ่งมีสัญลักษณ์ต่างๆรวมอยู่
นอกจากสัญลักษณ์ของหน้าต่างภารกิจและทักษะที่ได้มาก่อนแล้วตอนนี้มีสัญลักษณ์ใหม่ปรากฏขึ้นเป็ตัวอักษร ‘I’ ซึ่งเขาคุ้นเคยดี
“ช่องเก็บของน่าเสียดายที่มันเก็บได้เฉพาะของรางวัลที่ได้จากภารกิจ”
ยูเมะยิ้มน้อยๆ ด้วยความเสียดายพลางคิดในใจว่ามันคงจะดีมากหากเขามีช่องเก็บของเหมือนในนิยายที่สามารถใส่สิ่งของเข้าไปได้มากเท่าที่้า
แต่เขาก็ได้แค่คิดและมองดูช่องเก็บของมองดูของในช่องที่มีเพียง 1 ชิ้นซึ่งได้มาจากการทำภารกิจฝึกฝนเมื่อวันก่อน
“ด้วยสิ่งนี้การลดน้ำหนักจะไม่ใช่เื่ยากอีกต่อไป”
สิ่งที่ยูเมะได้รับมาจากภารกิจฝึกฝนเมื่อวันก่อนคือ ‘ยารักษา S’ คำอธิบายของยารักษานั้นมีน้อยมากมันอธิบายเอาไว้สั้นๆ ว่าสามารถรักษาาแและฟื้นฟูพละกำลังได้เล็กน้อย
เขาไม่รู้ว่าคำว่า‘เล็กน้อย’ในคำอธิบายนั้นให้ผลขนาดไหนแต่ถ้ามองในแง่ของความลึกลับและพลังอำนาจที่เหนือธรรมชาติของหน้าต่างระบบแล้วเขาเชื่อว่าต่อให้คำอธิบายเขียนไว้ว่าเล็กน้อย
แต่ผลลัพธ์ของยาจะต้องเหนือกว่ายาตัวใดที่มีในโลกใบนี้แน่
ยูเมะไม่ได้หวังมากนักเขาเพียงแค่หวังให้มันมีสรรพคุณมากกว่ายาที่ได้จากศูนย์ฝึกก็พอสำหรับเขาแค่นั้นก็มากพอที่จะใช้เป็ตัวช่วยในการลดน้ำหนักแล้ว
หลังจากมองดูของรางวัลที่น่ายินดียูเมะก็เปิดหน้าต่างภารกิจเพื่อดูภารกิจประจำวันก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ฝึกฝนจิตใจด้วยการทำสมาธิ”
ยูเมะนิ่งไปชั่วขณะเพื่อทำความเข้าใจกับภารกิจนี้ ซึ่งพอดูรายละเอียดแล้วเขาก็พอจะโล่งใจได้บ้างเพราะว่ามันไม่ได้หนักหนาสาหัสเหมือนกับภารกิจฝึกฝนร่างกายในครั้งก่อน
‘3 ชั่วโมง ไม่มากนักแต่..ไม่รู้ว่าต้องทำสมาธิในระดับไหนมันถึงจะนับ’
หลังจากนั่งคิดอยู่นาน ยูเมะก็ตัดสินใจหยุดคิด จากนั้นทำทุกอย่างเหมือนกับทุกวันจนกระทั่งน้องสาวออกไปโรงเรียนและแม่กลับไปทำงานเขาก็เตรียมตัวออกไปจากบ้านเช่นกัน
เป้าหมายในครั้งนี้ยังคงเป็ศูนย์ฝึกเช่นเดิมเพราะเขา้าทำภารกิจฝึกฝนของวันนี้ให้สำเร็จก่อนจากนั้นก็ตั้งใจจะใช้ห้องฝึกสมาธิของศูนย์ฝึกในการทำสมาธิด้วยเลย
ตลอดทางที่ออกมาจากบ้านยูเมะไม่ได้พบเจอกับใครเลย ไม่มีเพื่อนบ้านคนไหนออกมาทักทายราวกับเป็อพาร์ทเม้นท์ร้างที่ปราศจากผู้คน
บรรยากาศที่แปลกประหลาดนี้กลับเป็เื่ปกติของอพาร์ทเม้นท์ในเมืองแห่งการศึกษาโดยเฉพาะในพื้นที่ส่วนนอกที่ประชากรส่วนใหญ่ทำงานให้กับเมืองแห่งการศึกษาผ่านระบบฟูลไดร์
ใน่เวลางานแบบนี้จึงไม่น่าแปลกเท่าไหร่ที่บรรยากาศภายในอพาร์ทเม้นท์จะเงียบเหงาแบบนี้
แม้กระทั่งบรรยากาศภายในรถประจำทางก็ยังเงียบเหงาจำนวนผู้โดยสารมีน้อยกว่าวันหยุดอย่างเห็นได้ชัดทำให้ระยะเวลาในการเดินทางหดสั้นลงไปหลายส่วนเนื่องจากไม่ต้องจอดรับผู้โดยสารระหว่างทางบ่อยนัก
แต่เมื่อไปถึงศูนย์ฝึกเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าบรรยากาศภายในศูนย์ฝึกนั้นค่อนข้างที่จะคึกคักจนผิดปกติ
แม้กระทั่งเขตออกกำลังกายที่มักจะเงียบเหงาก็ยังมีคนจำนวนมากออกกำลังกายอย่างขยันขันแข็ง
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านี้เป็ภาพที่ยูเมะไม่เคยเห็นมาก่อนมันทำให้เขาประหลาดใจมาก จนไปกระตุ้นความสงสัยของพนักงานสาวที่คอยให้บริการขึ้นมา
พนักงานสาวก็ตรงเข้ามาสอบถามเขาทันทีแต่ก่อนที่เธอจะเดินเข้ามาถึงตัวยูเมะ เธอก็ถูกเพื่อนพนักงานอีกคนขวางเอาไว้ก่อน
ทั้งสองพูดคุยกันเล็กน้อยจากนั้นพนักงานสาวที่ยูเมะคุ้นหน้าก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้ม
“มีอะไรให้ช่วยไหมคะคุณเมมโมไรซ์”
“เออ ไม่ครับไม่มี แต่ว่า..วันนี้มีกิจกรรมพิเศษอะไรหรือเปล่าครับทำไมคนถึงเยอะจัง”
คำถามของยูเมะทำให้พนักงานสาวประหลาดใจเล็กน้อยแต่ไม่นานนักเธอก็เข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงถามแบบนี้
“ไม่ค่ะ วันนี้ไม่มีกิจกรรมพิเศษค่ะ ที่คุณเมมโมไรซ์แปลกใจก็เพราะปกติแล้วคุณเมมโมไรซ์ไม่เคยเข้ามาที่ศูนย์ในวันจันทร์และศุกร์ใช่ไหมคะ”
“เออ..ครับ ดูเหมือนจะเป็แบบนั้น หรือว่า ่เวลานี้คนเยอะแบบนี้เป็ปกติหรือครับ”
“ค่ะ ่วันจันทร์และวันศุกร์จะเป็่ที่เขตต่อสู้ปิดนะคะคนที่ปกติฝึกอยู่ในเขตต่อสู้ก็มักจะใช้่เวลานี้ออกมาฝึกฝนร่างกายกันในเขตออกกำลังกายค่ะ”
ยูเมะพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจก่อนจะมองหาที่ว่างเพื่อออกกำลังกายตามปกติ ซึ่งก็ไม่ได้ยากนักจะลำบากหน่อยก็ตรงสายตาของคนที่มองมาทางเขามีมากกว่าปกติทั้งยังมีเสียงพูดคุยที่พูดถึงเขาค่อนข้างมาก
ทว่าเขาชินกับเื่แบบนี้แล้วนอกจากนั้นคนที่มาออกกำลังกายก็ไม่ใช่พวกช่างคุยนักหลังจากพูดคุยด้วยความประหลาดใจและแปลกใจได้ไม่นาน คนเหล่านี้ก็หมดความสนใจไป
เขาจึงออกกำลังกายต่อไปได้อย่างสบายใจจนกระทั่งจำนวนชุดของการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น สายตาที่ผู้คนมองมาก็เริ่มเปลี่ยนไป
ด้วยประสบการณ์ของคนส่วนใหญ่ที่กำลังออกกำลังกายอยู่ในขณะนี้การประเมินความแข็งแกร่งของยูเมะจากการออกกำลังกายนั้น ไม่ใช่เื่ยากเลย
การที่เห็นเขาออกกำลังกายอย่างหนักติดต่อกันเป็เวลานานขนาดนี้ความคิดที่ผู้คนมีต่อเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากเดิมที่มองว่าเป็คนอ้วนที่พยายามออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักก็กลายเป็ความประหลาดใจและประทับใจ
ทั้งนี้ก็เพราะความเข้มข้นในการออกกำลังกายของยูเมะนั้นยังเหนือกว่าคนส่วนใหญ่ในศูนย์ฝึกอีก สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่งของเขาที่มีมากกว่าคนส่วนใหญ่
แต่ในขณะที่เขากำลังออกกำลังกายอย่างหนักอยู่นั้นเสียงอุทานก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ยูเมะจึงหันกลับไปมองโดยไม่ได้ตั้งใจ
วินาทีนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปความประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนจะส่งเสียงอุทานออกมาเบาๆ
“คุณนั่นเอง!”
เ้าของเสียงอุทานที่ดังขึ้นในตอนแรกนั้นคือหญิงสาวร่างบางที่ยูเมะคุ้นหน้าดีเธอคือคนที่เขามักจะพบขณะที่นั่งรถประจำทางมายังศูนย์ฝึก
หลังจากอุทานออกมาเบาๆยูเมะก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะเขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดีเช่นเดียวกับหญิงสาวที่ดูเหมือนไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรถึงจะเหมาะสม
ใน่เวลานั้นเพื่อนสาวของหญิงสาวก็มองมาทางยูเมะสลับกับเพื่อนของเธอ ก่อนจะถามออกมาด้วยความประหลาดใจ
“คนรู้จักหรอชีอา”
คำถามนี้ทำให้สีหน้าของยูเมะกับหญิงสาวร่างบางเปลี่ยนไปเล็กน้อยบรรยากาศระหว่างพวกเขาก็กลายเป็แปลกประหลาดเพราะไม่รู้ว่าควรจะตอบคำถามนี้ยังไง
ใจหนึ่งหญิงสาวกลัวว่าจะทำให้เพื่อนเข้าใจผิดแต่พอคิดที่จะปฏิเสธก็กลัวว่าจะทำร้ายจิตใจของยูเมะ
นั้นเป็เพราะพวกเขาไม่ใช่คนรู้จักจริงๆแต่ก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าเช่นกัน ทำให้หญิงสาวไม่สามารถตอบปฏิเสธเหมือนกับว่ายูเมะเป็แค่คนแปลกหน้าได้
ท่าทางลังเลใจเหมือนมีลับลมคมในของหญิงสาวทำให้เพื่อนสาวตัวเล็กของเธอหรี่ตาลงเล็กน้อยราวกับกำลังพบเห็นเื่ราวที่น่าสนใจ
เห็นแบบนั้นหญิงสาวร่างบางที่รู้จักนิสัยของเพื่อนสาวดีก็เริ่มร้อนใจและอยากที่จะปฏิเสธ
ยูเมะที่เห็นแบบนั้นก็ยิ้มบางๆด้วยความเป็มิตร ก่อนจะชิงตอบคำถามนี้ออกมา
“ถ้าจะพูดให้ถูกละก็ พวกเราไม่รู้จักกันหรอกครับ แต่จะเรียกว่าเพื่อนร่วมทางที่คุ้นเคยก็คงได้”
คำตอบของยูเมะได้รับการตอบรับด้วยการพยักหน้าโดยหญิงสาวร่างบางที่ชื่อ ‘ชีอา’ ทำให้เพื่อนสาวของเธอมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะยอมรับคำอธิบายนี้
เมื่อรู้แล้วว่าทั้งสองไม่ใช่คนรู้จักเธอก็เหมือนจะหมดความสนใจ ทว่ามารยาทของหญิงสาวก็น่าประทับใจหลังจากเริ่มพูดคุยกันแล้ว เธอก็เริ่มแนะนำตัวเองอย่างเป็มิตรรวมไปถึงเพื่อนสาวของเธอด้วย
“ไหนๆ พวกเราก็รู้จักกันแล้วคงจะไม่ดีนักหากไม่แนะนำตัวสักหน่อย ฉันโซฮีค่ะ ส่วนนี้เพื่อนของฉันเอง ชีอายินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
“อ่า..ครับ ผมยูเมะ เมมโมไรซ์ ยินดีที่ได้รู้จัก”