หอช่างเป็นห้องใหญ่หลบอยู่ด้านหลังมีนอกชานต่อเชื่อมจากโถงชานกว้างเครื่องมือที่เก็บอยู่ในห้องล้วนเป็นเครื่องมือช่างที่ประณีต ใช้กับงานละเอียดบางชิ้นก็ทำด้วยเงิน ทองเหลืองและเหล็กกล้า นับว่าเป็นเครื่องมือที่มีค่ามากของช่างชั้นครูส่วนพวกเครื่องมือหยาบจะถูกเก็บไว้นอกเรือนในเพิงเก็บของข้างโรงช่าง
แสงพรายกำลังง่วนอยู่กับการขัดเช็ดถูทำความสะอาดเครื่องมือ เสียงของพิไรก็ดังขึ้นหน้าห้อง
“นี่ท่าน พ่อปู่เรียกให้ไปพบ”
เสียงเง้างอดที่พูด กับหน้าซึ่งเชิดขึ้นขณะที่เจ้าตัวก็ยืนขวางประตูห้องอยู่
ผู้ถูกตามตัวบรรจงเก็บเครื่องมือวางลงแล้วเดินเบียดผ่านประตูออกไปราวกับไม่มีหญิงสาวยืนอยู่ยิ่งทำให้นางถึงกับถลึงตามองด้วยความตกใจ
“เอ๊ะนี่กระไร ฉันยืนอยู่จะรอให้ขยับถอยออกไปก่อนก็ไม่ได้เลยเชียวหรือ”
เจ้าหนุ่มไม่ตอบคำเพียงหันหน้ามายิ้มให้ แต่เป็นรอยยิ้มแห้งๆ ที่ดูเศร้าและเย็นชา จนหญิงสาวต้องสะบัดหน้าหนี
เมื่อเดินออกมาตามนอกชานซึ่งเปิดโล่งแล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่โถงชานกว้างที่มีหลังคาคลุมด้านซ้ายเป็นหอหน้า มี ๒ ห้องพัก เป็นห้องของครูพิธานและห้องของพิไรบุตรสาวส่วนด้านขวามือเป็นหอกลาง มี ๒ ห้องเช่นกัน คือห้องพระและห้องพักของปู่หลวง
ผู้เฒ่าเจ้าของสำนักช่างนั่งรออยู่บนพื้นชานหอกลางหน้าห้องของท่าน
“เป็นยังไงทำความสะอาดเสร็จหมดหรือยัง”
“ยังไม่เสร็จขอรับคงอีกสักสองวันจึงจะแล้วเสร็จดี” ชายหนุ่มกล่าวตอบผู้ชราด้วยความนอบน้อม
“ไม่เป็นไร ค่อยๆ ทำไปเถอะที่ข้าให้เจ้าทำความสะอาดเพราะเจ้าจะได้รู้ว่าทั้งบ้านทั้งสำนัก มีเครื่องมืออะไรอยู่ตรงไหนบ้าง โดยเฉพาะเครื่องมือสำคัญ”
“ขอรับแล้วที่ปู่หลวงเรียกข้าพเจ้ามา มีสิ่งใดจะสั่งให้ทำเพิ่มเติมบ้างหรือขอรับ”
“ไม่มีสิ่งใดหรอกจะบอกว่าพรุ่งนี้ให้พักงานทำความสะอาดเครื่องมือไว้ก่อนข้าจะให้ไปช่วยเตรียมดินเหนียวที่จะเอามาใช้ปั้นรูปหล่อพระพุทธรูป หน้าตัก ๑๒ นิ้วจะขึ้นไปขุดเอาดินบนเขาหลวงทิศหัวนอน (ทิศใต้)เจ้าก็เตรียมตัวไปพักนอนค้างข้างนอกด้วยหนึ่งคืน พรุ่งนี้กินข้าวแต่เช้าแล้วเรารีบออกเดินทางกัน”
แสงพรายรับคำแล้วปู่หลวงก็สั่งหญิงสาวต่อทันที
“เจ้าก็ไปเตรียมเครื่องบูชาที่จะนำไปไหว้พระเจ้าสี่พระองค์วัดเชตุพนและพระขพุงด้วยนะ”
เขาหลวงอยู่ทางทิศใต้ของตัวเมืองสุโขทัยห่างจากกำแพงเมืองด้านใต้ออกไปราว ๓๐๐ เส้น (๑๒ กิโลเมตร)มีลักษณะคล้ายองค์พระพุทธรูปนอนหงายขนาดใหญ่ยาว ๑๕๐ เส้น (๖ กม.)นอนทอดพระเศียรไปทางทิศใต้ ทอดพระบาทมาทางทิศเหนือทำให้ชาวเมืองยึดทิศใต้เป็นทิศเบื้องหัวนอนบนยอดเขามีพระขพุงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเมืองกราบไหว้บูชาแม้องค์พ่อขุนก็จัดขบวนแห่ช้างม้าขึ้นไปบวงสรวงสักการะเป็นประจำทุกปี
“ถ้าอย่างนั้นข้าพเจ้าขอตัวไปทำความสะอาดเครื่องมือช่างต่อขอรับ” แสงพรายกล่าวเมื่อได้รับฟังคำสั่งชัดเจนแล้ว
“ไปเถอะ ค่อยๆทำงานของเจ้าไปแล้วกัน”
เมื่อลับร่างของเจ้าหนุ่มตรงมุมเรือนนอกชานหญิงสาวก็เอ่ยขึ้นทันที
“ดูพ่อปู่จะเอ็นดูเขาเสียเหลือเกินนะถ้าเป็นคนอื่นเข้าไปขัดถูอยู่สองวันแล้วงานยังไม่เสร็จ คงโดนตำหนิไปแล้ว”
“จะมีใครเข้าไปได้ล่ะห้องนั้นข้าอนุญาตให้พ่อพิธานเข้าไปได้เพียงคนเดียว นี่ถ้าไม่ใช่พ่อพรายข้าก็ต้องใช้พ่อของเอ็งนั่นแหละเป็นคนทำความสะอาด.. ยังไงก็ต้องเตรียมเครื่องมือเครื่องไม้กันแล้ว”
“นี่ถ้าพ่อปู่อนุญาตให้พี่คำแปงเข้าไปทำความสะอาดในหอช่างได้ก็จบเรื่องแล้ว”
นางกล่าวถึง “คำแปง”ศิษย์คนโปรดของบิดาตน ก่อนแบะปาก กล่าวต่อว่า
“อีกสองวันก็ไม่รู้จะเสร็จหรือเปล่าเห็นทำงานเหมือนคนเกียจคร้านไม่มีแรง วันๆ จะทำได้สักกี่ชิ้น..พ่อปู่ไม่เห็นหรือว่าบางทีก็เอาแต่เหม่อลอย”
“เหอะ เรื่องเหม่อลอยข้าก็เห็น..”ชายชรารับคำให้รู้ว่าตนไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปเสียทั้งหมด แล้วแจงต่อว่า“นั่งเหม่อเหมือนคนอมทุกข์ แต่ฝีมืองานนั้นเขารับผิดชอบดีเครื่องมือชิ้นไหนเสียก็จัดการซ่อมแซมจนคืนกลับมาดี ชิ้นไหนทื่อ ปลายทู่ก็จัดการลับฝนให้คมให้แหลม การขัดการลงน้ำมันก็สะอาดหมดจด ประณีตเห็นชัดว่าเป็นคนตั้งใจทำงาน.. นอกจากพ่อของเจ้าข้าไม่เคยเห็นช่างคนไหนจะละเอียดรอบคอบและตั้งใจทำงานเหมือนพ่อหนุ่มคนนี้”
“ฉันขอไปสั่งคนให้เตรียมข้าวของสำหรับงานพรุ่งนี้ก่อนละ”
นางตัดบทและลุกออกจากเรือนทันทีด้วยไม่อยากฟังพ่อปู่ของนางสาธยายถึงความดีความวิเศษของชายหนุ่มผู้มาใหม่ผู้ที่นางไม่ถูกชะตา
--------------------------------------------------
“ฉันเตรียมเครื่องมือและสิ่งของสำหรับพรุ่งนี้เสร็จหมดแล้วแม่พิไรลองดูก่อนว่าขาดเหลืออะไรอีก”น้าหมานกล่าวขึ้นหลังจากใช้เวลาทั้งช่วงบ่ายจัดการสิ่งของตามที่แม่เรือนสำนักบ้านเงินบ้านทองสั่ง
หญิงสาวตรวจดูสิ่งของต่างๆ ที่วางกองอยู่บนแคร่มีถุงผ้าดิบเตรียมไว้สำหรับบรรจุสิ่งของ นางจับโน่นจับนี่แล้วกล่าวขึ้นกับอีกคนว่า
“จุก อย่าลืมเก็บดอกไม้ตามที่สั่งแต่เช้าตรู่ด้วยนะ”
“ไม่ลืมหรอกจ้ะ” จุกที่ยืนอยู่ข้างๆน้าหมานรับคำ “ได้ยินว่าพี่แสงพรายจะไปด้วยใช่ไหมหมู่นี้ดูปู่หลวงจะเรียกใช้ใกล้ชิดตลอด”
หญิงสาวถลึงตา กล่าวทันที
“ก็คนใหม่ ไม่ประสีประสาอะไรก็ต้องเรียกมาอยู่ใกล้ตัว จะได้คอยสั่งคอยสอนไม่ให้ทำอะไรผิดพลาดเสียหายก็แค่นั้น”
น้าหมานพาซื่อกล่าวแย้งขึ้น
“เอข้าว่าปู่หลวงคงจะเอ็นดูเป็นพิเศษกระมัง คนอื่นสมัยที่มาอยู่ใหม่ๆก็ไม่เห็นปู่หลวงจะให้อยู่รับใช้ใกล้ชิดอย่างนี้นี่ก็ให้เข้าไปในห้องเก็บเครื่องมือชั้นครูด้วย ขนาดคำแปงยังไม่ได้เข้าไปเลย”
พิไรกระแทกปลายด้ามจอบที่จับอยู่ทิ้งลงบนแคร่เสียงที่กล่าวออกมาก็กระแทกกระทั้นเช่นกัน
“นี่จะมาอะไรกันนักกันหนางานเสร็จแล้วก็ไปช่วยแม่ผินเตรียมกับข้าวกับปลากันเถอะจะมามัวยืนสนใจคนที่ไม่รู้หัวนอนปลายตีนอยู่ได้”
ยังดีที่นางลากเสียงทอดยาวในตอนท้ายทำให้ไม่ดูขึ้งเคียดก้าวร้าวกับคู่สนทนาที่อายุแก่กว่ากล่าวแล้วนางก็ผลุนผลันจากไป ปล่อยให้น้าหมานยืนพึมพำด้วยอาการงุนงง
“นี่เค้าเป็นอะไรของเขาดูเหมือนจะไม่ชอบพ่อพรายเอาซะเลย”
“อ้าว น้าหมานไม่รู้หรือ พี่พิไรเค้าไม่ชอบพี่พรายเขาว่าพี่พรายหยิ่งยโส ฉันได้ยินพูดบ่นให้คนในครัวฟัง” เด็กหนุ่มกล่าวเบาๆราวไม่อยากให้ใครมาได้ยิน ทั้งที่ยืนกันอยู่เพียงสองคนในบริเวณ
“จริงเหรอ ไอ้จุก”
“ก็จริงนะสิน้าเขาบอกว่าพี่พรายคอตั้งหน้าเชิด ตั้งแต่วันแรกที่เหยียบสำนักเข้ามาแล้วเขาอุตส่าห์ออกไปรับที่ปากประตูด้วยตนเอง แต่กลับไม่มองหน้า ไม่พูดจาทักทายเหมือนกับว่ามาพบปู่หลวงเพียงคนเดียว คนที่เหลือไม่อยู่ในสายตา”
“เฮ้ย มันจะอะไรกันขนาดนั้น..ข้าว่าแม่พิไรจะคิดไปเองหรือเปล่า ข้าก็เห็นพ่อพรายเขาพูดจากับข้าดีมีสัมมาคารวะให้ตลอด”
“ก็นั่นสิ แต่ฉันก็สังเกตนะพี่พรายนี่ถ้าใครไม่ไปยุ่งกับเขา เขาก็ไม่ยุ่งด้วยนะ คอยแต่จะเก็บตัวอยู่เงียบๆ”
“ก็มีแต่พวกสาวๆ ละที่ชอบเข้าไปสุงสิงกับพ่อพรายเขา.. พวกผู้ชายก็เกรงๆ กันจนเกร็งไปหมดเห็นเป็นหลานศิษย์ของพี่ชายปู่หลวง..” แล้วน้าหมานก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้“เออ แล้วเอ็งเอามุ้งอีกหลังไปให้พ่อพรายหรือยังเดี๋ยวพอบุญจันมันกลับมาพ่อพรายจะไม่มีมุ้งนอน”
น้าหมานพูดถึงบุญจันเพื่อนร่วมเรือนพักอีกคนของแสงพรายซึ่งตอนนี้ไม่อยู่ในสำนัก
“โถ..พี่พรายเขานอนในมุ้งเสียที่ไหนกันฉันเข้าไปดูในห้องแกปูที่นอนแยกต่างหากไม่ได้เข้าไปนอนทับที่ของพี่บุญจันมุ้งก็ไม่ได้ปลดย้ายมากาง”
“อ้าว..ยังงี้ไม่โดนยุงกัดจนลายแย่เหรอ ยิ่งฤดูนี้ด้วย”
“ก็ดูตามแขนตามตัวพี่เขาสิมีรอยยุงกัดเสียที่ไหนล่ะ มีแต่รอยแผลเป็น..”
--------------------------------------------------