เมื่อก่อนนางกรีดนิ้วมือยังมีอุปสรรคในใจอยู่บ้าง หนึ่งคือกลัวเจ็บสองคือไม่แน่ใจว่าเืของนางมีผลหรือไม่ สามคือเพราะความตั้งใจอยากช่วยไป๋ซีอวิ๋นมิได้แรงกล้าเพียงนั้นวันนี้นางกลับลงมีดกับตนเองอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย าแลึกมากคงจะหายช้าลงหน่อยทั้งยังมีเืออกมาก
ขณะที่ผสมเืในโจ๊กฉีเมี่ยวก็ลังเลอยู่บ้าง
หรือว่าโจ๊กนี้จะไม่อร่อย! นางได้กลิ่นดอกไม้ในเื แต่ถึงอย่างไรก็ยังรู้สึกว่ากลืนยากโชคดีที่ไป๋ซีอวิ๋นไม่รู้อะไรทั้งนั้น
กลับถึงห้องนอนเห็นไป๋ซีอวิ๋นกินยาขมสีดำปี๋หนึ่งชามโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน แล้ววางถ้วยเครื่องเคลือบสีขาวบนถาดสีดำที่อ้ายเหลียนถืออยู่
ลองนึกดูว่าเมื่อก่อนเขากินยาไร้ประโยชน์มาตั้งกี่ปีบางทียาพวกนั้นล้วนผสมยาพิษ แต่เขาก็ดื่มรวดเดียวหมด นางรู้สึกอึดอัดในใจถือหม้อดินเดินเข้ามาใกล้ ขมวดคิ้วพูดว่า “ยานั้นอย่ากินขณะท้องว่างดีที่สุดเพิ่งให้สาวใช้มาบอกซื่อจื่อว่าข้าไปเตรียมอาหารไม่ใช่หรือ ก็ไม่รู้จักรอ? นี่รังเกียจว่าร่างกายของตนดีเกินไป?”
ฉีเมี่ยวตำหนิอย่างเข้มงวดทำให้อวี้เหลียน อ้ายเหลียนและคนอื่นๆ โดยรอบตกตะลึง
ก่อนที่พวกนางจะมาคุณชายลั่วเคยกำชับล่วงหน้า ไป๋ซื่อจื่อเ้าอารมณ์ นิสัยเ็า ให้พวกเขาใส่ใจรับใช้อย่างรอบคอบไม่ให้ซื่อจื่อโมโห
ฮูหยินเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกก็กล้าตำหนิซื่อจื่อเห็นได้ชัดว่าไม่อยากอยู่ดีมีสุขในวันหน้าแล้ว!
พวกสาวใช้ก้มหน้าปาดเหงื่อแทนฉีเมี่ยว
ผู้ใดจะรู้ว่าท่านซื่อจื่อไม่เพียงแต่ไม่โกรธซ้ำยังยิ้มขอโทษซื่อจื่อฮูหยินอยู่ตรงนั้น...เอ่อนั่นคือยิ้มกระมัง?
“ครั้งหน้าไม่ทำแล้ว เ้าต้มอะไร หอมนัก”
เขายิ้มขึ้นมาหน้าตาบิดเบี้ยวอยู่บ้างแต่ฉีเมี่ยวอยู่กับเขามาสองสามวันย่อมรู้จักสังเกตดวงตาของเขาแล้วเห็นเขายิ้มขอโทษ ซ้ำยังชมโจ๊กผักที่นางต้ม ความกังวลในใจของนางหายไปเล็กน้อยฝีมือการทำอาหารของนางพอถูไถไปได้ มากที่สุดนับว่ารสชาติทั่วไปถ้าบอกว่ามีผลในการรักษานั้นนางมั่นใจ ถ้าบอกว่ารสชาติดีเพียงใดกลับเป็ไปไม่ได้
“ข้าต้มโจ๊กใสมา เพราะกังวลว่าหากเลี่ยนเกินไปกระเพาะลำไส้ท่านทนไม่ไหวพวกเราก็กินสิ่งนี้สักระยะหนึ่งก่อน” ฉีเมี่ยววางถาดนั่งถัดจากไป๋ซีอวิ๋น หยิบถ้วยเครื่องเคลือบสีขาวลายครามตักแบ่งให้เขาหนึ่งชามคนด้วยช้อนเป่าให้เย็น
นางทําปากจู๋ริมฝีปากแดงจิ้มลิ้มพริ้มพราวท่าทางคนโจ๊กนุ่มนวลละเอียดลออ นิ้วขาวนวลและเล็บชมพูอ่อนแวววาวโปร่งใสการเคลื่อนไหวเรียบง่ายเช่นนี้ ในสายตาของเขาล้วนเจริญตาเจริญใจ
“กินได้แล้ว” ฉีเมี่ยวเชิดหน้าขึ้น สบตากับเขาพอดีนางเบนสายตาออกราวกับััถูกไฟฟ้า สองมือยื่นชามและช้อนให้เขา
ไป๋ซีอวิ๋นชะงักจากนั้นยิ้มแย้ม สาวน้อยรู้จักมองเขาแล้วหน้าแดง เป็สัญญาณที่ดี
นั่งเคียงข้างความงามของนางไป๋ซีอวิ๋นกินถึงสองชามติดต่อกัน รู้สึกเพียงโจ๊กผักที่นางต้มไม่เพียงแต่หอมหวานยังมีกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ที่กินแล้วทำให้เขาสดชื่นกระปรี้กระเปร่าราวกับอากาศขุ่นมัวที่อุดตันในก้นบึ้งหัวใจนั้นล้วนสลายไปพร้อมกับลมหายใจเขายังอยากกินชามที่สามแต่ฉีเมี่ยวยิ้มพูดว่า “อย่ากินมากเกินไปในครั้งเดียวพักหน่อยค่อยกิน”
ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มพยักหน้าแล้วถึงวางชามลงอวี้เหลียนพาคนมาทำความสะอาดโต๊ะทันที เหลือพื้นที่ห้องนอนให้พวกเขาสองคน
เมื่อพวกคนรับใช้ออกไปฉีเมี่ยวก็รู้สึกแปลกๆ ที่ต้องนั่งเผชิญหน้ากับไป๋ซีอวิ๋นบนเตียงป๋าปู้ต่อไปถึงอย่างไรทั้งสองก็เป็เพียงคนเพิ่งรู้จักกัน แม้ผูกกันไว้ด้วยด้ายแดงทว่าภายในใจยังรู้สึกไม่คุ้นเคยยุคนี้ไม่มีความบันเทิง นางกับเขายังทำอะไรร่วมกันได้ คุยกันเฉยๆ? แต่ทั้งสองไม่สนิทกัน จะคุยอะไรได้ล่ะ
ฉีเมี่ยวยิ้มให้ไป๋ซีอวิ๋นอย่างเก้อเขิน
ไป๋ซีอวิ๋นคล้ายมองปัญหาในใจนางออกยิ้มพูด “ข้าเหนื่อยนิดหน่อยเ้าพักผ่อนเป็เพื่อนข้าชั่วครู่เถอะ”
ฉีเมี่ยวค่อยโล่งใจหน่อยนอนกับเขาเงียบๆ ดีกว่าหาเื่พูดคุยอย่างเก้อเขินฉีเมี่ยวถอดรองเท้าและถุงเท้านอนข้างเขาอย่างว่องไว
นางเพิ่งนอนลงไป๋ซีอวิ๋นก็เอียงตัวมาโอบเอวนาง ดึงเข้าในอ้อมแขน
ฉีเมี่ยวหลับตาปี๋ตัวเกร็งแข็งทื่อซบอยู่ในอ้อมแขนของเขา
ไป๋ซีอวิ๋นโอบกอด ‘ท่อนไม้’ โค้งเว้า ไม่ใช่ว่าจิตใจผ่องใสบริสุทธิ์ไร้ซึ่งความรู้สึกแม้เขาสุขภาพไม่ดี ความ้าต่ำกว่าบุรุษทั่วไปหน่อยแต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่หลิ่วเซี่ยฮุ่ย[1]มิฉะนั้นชาติก่อนทั้งสองจะมีลูกชายได้อย่างไร บนร่างสตรีนางนี้ผิวกายทุกส่วนผมยาวทุกเส้นล้วนเป็ของเขา ความอ่อนไหวทุกแห่งล้วนเป็สิ่งที่เขาคุ้นเคยไป๋ซีอวิ๋นรู้สึกตัวร้อนวูบวาบ เพียงแต่เขาก็รู้สถานการณ์ของตน เขาย่อมไม่กระทำการบุ่มบ่ามเด็ดขาดเวลานี้จึงทำได้เพียงอดทน แต่ไม่ยอมผ่อนคลายอ้อมกอดแม้แต่น้อย
ฉีเมี่ยวหนุนแขนเขาพิงแอ่งไหล่เขา รู้สึกได้ตั้งนานแล้วว่าบางแห่งบนร่างเขาแข็งทื่อยิ่งไม่กล้าขยับมั่วซั่ว
วันนี้ผสม ‘ยา’ มากเกินไปใช่หรือไม่
ฉีเมี่ยวอดคิดทบทวนไม่ได้จากนั้นคิดต่อว่าถ้าครั้งนี้ซื่อจื่อเรียกร้องให้ทำหน้าที่สามีภรรยาขึ้นมา นางสามารถปฏิเสธได้หรือถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็สามีภรรยา นางจะมีสิทธิ์ปฏิเสธจริงหรือ
เมื่อคิดเช่นนี้ฉีเมี่ยวยิ่งตัวเกร็ง ทั้งอึดอัดและหงุดหงิดใคร่ครวญว่าพรุ่งนี้ต้องลดส่วนผสมในอาหารของเขาหรือไม่ นางก็เจ็บมากเช่นกัน...
ผู้ใดจะรู้ว่านอนอยู่ครู่ใหญ่ซื่อจื่อหายใจเป็จังหวะไปแล้ว
ฉีเมี่ยวถอนใจโล่งอกแล้วถึงค่อยกอดเอวไป๋ซีอวิ๋นนอนหลับ
เมื่อนางหลับสนิทจริงๆไป๋ซีอวิ๋นถึงก้มหน้ามองนาง ถอนใจอย่างจนปัญญา เขาจูบหน้าผากนางเช่นเดียวกับที่จวินอี้พูด พวกเขาเพิ่งรู้จักกัน อนาคตยังอีกยาวไกล
ยิ่งกว่านั้นในเมื่อเขารู้ว่าอายุขัยของตนคือสี่ปีนับจากนี้เขายังต้องใคร่ครวญให้ดีว่าสุดท้ายจะวางแผนเพื่อนางอย่างไร
เมื่อคิดเช่นนี้เหนื่อยล้าเพียงใดก็นอนไม่หลับแล้ว
ขณะที่ไป๋ซีอวิ๋นโอบกอดฉีเมี่ยวครุ่นคิดหน้าประตูเรือนชิ่นหยวน สาวใช้อ่อนวัยนางหนึ่งถือกล่องอาหารมาไม่ทันได้เคาะประตูก็ถูกสาวใช้น้อยที่พรมน้ำกวาดพื้นหน้าประตูขวางไว้
“สวัสดีพี่หญิงท่านนี้ มิทราบว่าท่านมาหาผู้ใด”
สาวใช้อ่อนวัยพินิจสาวใช้น้อยที่พรมน้ำกวาดพื้นเห็นนางสวมเสื้ออ่าวสีเขียวอ่อนใหม่เอี่ยม แต่งกายสะอาดเรียบร้อยบนศีรษะยังปักปิ่นดอกไม้เงินบริสุทธิ์รูปแบบแปลกใหม่สาวใช้น้อยที่ทำหน้าที่พรมน้ำกวาดพื้นยังเป็เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าข่าวลือเป็จริงนายหญิงคนใหม่แห่งเรือนชิ่นหยวนมีสินเดิมมากมายอย่างยิ่ง มิฉะนั้นคงเป็ไปไม่ได้ที่คนรับใช้ที่เพิ่งซื้อมาจะแต่งกายดูดีเช่นนี้
สาวใช้อ่อนวัยยิ่งเกรงใจขึ้นหลายส่วนยิ้มพูดว่า “สวัสดีน้องหญิง ข้าชื่อจื่อเช่ว์เป็สาวใช้ขั้นสามในห้องนายน้อยสามนายน้อยสามสั่งให้ข้ามาดูว่าซื่อจื่อเป็อย่างไรบ้าง และนำรังนกเืสดใหม่ถ้วยนี้มาให้ซื่อจื่อบำรุงร่างกาย”
สาวใช้น้อยจึงเปิดประตูเรียก “พี่อวี้เหลียน” เบาๆจากนั้นยิ้มพูดกับจื่อเช่ว์ “พี่หญิงเชิญเข้ามารอสักครู่น้องหญิงเพิ่งมา เดิมทีเื่ต้อนรับแเื่ในลานบ้านนี้ข้าไม่ใช่ผู้ดูแล”
ไม่ใช่สาวใช้ใหญ่เช่นกันจื่อเช่ว์ย่อมเข้าใจ ยิ้มแย้มพยักหน้าเข้าเรือนชิ่นหยวนรู้สึกเพียงในเรือนชิ่นหยวนนี้พวกสาวใช้และหญิงรับใช้ที่สวมเสื้อผ้าสีเขียวอ่อนใหม่เอี่ยมแต่ละคนได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเห็นแล้วเป็ระเบียบเรียบร้อยกว่าคนรับใช้เก่าแก่ในจวนนี้เสียอีก รวมทั้งดอกไห่ถัง[2]ที่ผลิดอกตูมล่วงหน้าตรงทางเดินเองก็ยังเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดอย่างอิจฉา“เรือนชิ่นหยวนแห่งนี้เป็แดนสุขาวดีโดยแท้”
“ั้แ่ฮูหยินพวกเราแต่งเข้ามา เรือนชิ่นหยวนก็เต็มไปด้วยพลังชีวิต”อวี้เหลียนยิ้มแย้มเดินเข้ามาใกล้ทำความเคารพกับจื่อเช่ว์อย่างอ่อนโยนพานางดูดอกไม้ตรงทางเดินและสนามหญ้าหน้าประตูห้องครัวเล็กที่เขียวชอุ่มกว่าลานบ้านอื่น
จื่อเช่ว์ปลาบปลื้มเพราะอวี้เหลียนแต่งกายดูดีกว่าคุณหนูผู้ดีในครอบครัวเศรษฐีทั่วไปเสียอีกดูเหมือนสาวใช้ใหญ่ข้างกายเหล่าไท่จวินกับอานลู่โหวฮูหยินปกติสาวใช้ใหญ่ที่มีหน้ามีตาเช่นนี้จะหยิ่งผยองอยู่บ้าง ทว่าตัวนางเป็เพียงสาวใช้ขั้นสามอยู่เรือนในที่มีขั้นหนึ่งเยอะแยะเต็มไปหมด นางย่อมไม่เคยกล้าเพ้อฝันเข้าใกล้สาวใช้ใหญ่
ดังนั้นจื่อเช่ว์จึงตอบอย่างกระตือรือร้นยิ่งขึ้น“ไม่ใช่เพียงลานบ้านแห่งนี้แม้แต่สุขภาพของซื่อจื่อก็ดีขึ้น เห็นได้ว่าซื่อจื่อฮูหยินเป็คนมีโชคดีเพียงใด” ส่งกล่องอาหารให้อวี้เหลียน “นี่เป็คำสั่งของนายน้อยสาม” จากนั้นอธิบายสิ่งที่เพิ่งพูดอีกครั้ง
อวี้เหลียนรับกล่องอาหารพูดคุยกับจื่อเช่ว์อย่างสนิทสนมสักพัก จากนั้นมอบแหวนเงินประณีตวงเล็กให้นางจื่อเช่ว์ดีใจจนหน้าแดงเรื่อ สนิทสนมกับอวี้เหลียนขึ้นหลายส่วนเมื่อได้เวลาแล้วถึงอำลาอย่างอาลัยอาวรณ์
จื่อเช่ว์ถือกล่องอาหารเพิ่งออกจากประตูลานบ้านเรือนชิ่นหยวนตรงหน้ากลับเห็นหญิงรับใช้จ้าวที่เฝ้าประตูเรือนสองสาวเท้าเข้ามา สองคนเฉียดไหล่จื่อเช่ว์ชะลอฝีเท้าก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันในลานบ้าน “...แม่ทัพฉีมาด้วยตนเอง บอกว่าพาคนที่ซื่อจื่อ้ามาแล้ว”
จื่อเช่ว์กลอกตาแล้วรีบไปที่เรือนนอก
ไป๋ซีมู่กำลังก้มตัววาดภาพที่โต๊ะหินอ่อนริมหน้าต่างในภาพคือสตรีรูปร่างสูงโปร่งผอมเพรียวเดินเล่นเยื้องกรายท่ามกลางสวนดอกไม้นานาพันธุ์ เอวบางร่างน้อย ชายกระโปรงพัดพลิ้วเพียงแลดูนางงดงามกว่าดอกไม้ แม้เพียงขีดเขียนไม่กี่ครั้งถึงขนาดใบหน้าของสตรีนั้นยังไม่ได้ลงรายละเอียดท่าทางงดงามบอบบางเพริศแพร้วนั้นก็เผยออกมาแล้ว
ไป๋ซีมู่มองภาพอย่างเคลิบเคลิ้มสิ่งที่ปรากฏในหัวกลับเป็ห้องหอสะท้อนแสงเทียนสีแดงวูบไหวเขาใช้คันชั่งเลิกผ้าคลุมหน้ามงคล เห็นใบหน้างามเพริศแพร้วน่าหลงใหลนั้นครั้งแรก
อนาคตเขาอาจยังมีโอกาสสวมเสื้อคลุมพญางูสีแดงเข้มเลิกผ้าคลุมหน้าสีแดงของสตรีในห้องหอที่มีเทียนสีแดงส่องสะท้อนอีกครั้ง
แต่เกรงว่าสตรีนางนั้นคงไม่มีรูปโฉมยั่วเย้ายวนใจเช่นนี้แล้ว
ขณะที่ไป๋ซีมู่หมดอาลัยตายอยากจื่อเช่ว์ก็กลับมาแล้วทำความเคารพ เล่าทุกสิ่งที่เห็นในเรือนชิ่นหยวนสุดท้ายพูดว่า “ขณะที่บ่าวกลับมาได้ยินคนพูดว่าแม่ทัพฉีพาคนที่ซื่อจื่อ้ามาแล้ว”
“อะไรนะ” ไป๋ซีมู่เดินช้าๆ ไปหน้าประตูมองสีท้องฟ้าข้างนอก ครู่ใหญ่ก็โบกมือ
หลังจากที่เขากลับจวนด้วยความเป็ห่วงฉีเมี่ยวจึงให้คนเฝ้าดูหน้าประตูลานบ้านเมื่อฉีเมี่ยวกลับมาให้แจ้งเขา ไม่นึกว่าฉีเมี่ยวกลับมาอย่างรวดเร็วซ้ำยังกลับมาพร้อมกับไป๋ซีอวิ๋น เขาอยากไปทักทายยิ่งนัก แต่กลัวว่าจะเป็การกระทำเกินขอบเขตจึงสั่งคนอ้างว่าส่งรังนกเืแล้วไปสืบข่าวสักหน่อย
ท่าทีที่แม่ทัพฉีมีต่อฉีเมี่ยวมองออกว่าเขาไม่ใช่บิดาที่ห่วงใยลูกสาว
ยามนี้กลับเยี่ยมถึงบ้านและมาส่งคนอะไรด้วยตนเองเห็นได้ชัดถึงความสำคัญของคนผู้นั้น
ไป๋ซีมู่ครุ่นคิดชั่วครู่ก็มุ่งหน้าออกไปข้างนอกบังเอิญเจอบิดาอานลู่โหวไป๋หย่งชุนที่ออกมาจากเรือนในพอดี
ไป๋หย่งชุนเห็นไป๋ซีมู่ก็มิได้ถามว่าเขาจะไปที่ใดแต่พูดว่า “เ้าไม่ต้องออกไปเดินเล่น พ่อตาของพี่รองเ้ามาแล้ว เ้าก็ตามพ่อไปพบหน่อย”
ข้อเสนอตรงใจ!
ไป๋ซีมู่พูดว่า “ขอรับ” แล้วไปยังโถงหน้ากับไป๋หย่งชุน
[1] หลิ่วเซี่ยฮุ่ย ชาวแคว้นหลู่ อยู่ในสมัยชุนชิวจ้านกั๋วได้รับการยกย่องว่าเป็บุรุษผู้มีคุณธรรมอันสูงส่ง
[2] ดอกไห่ถังเป็ดอกไม้ตระกูลเดียวกับแอปเปิ้ลซึ่งจะบานใน่ฤดูใบไม้ผลิ มีหลายสี เช่น ขาวแดง ชมพู