บทที่ 20 เหล่าหวง...เป็ข้าเอง
ความแค้นระหว่าง หลี่หัวเฟิง และฟางเฉิน หากจะย้อนความไปก็มิใช่เื่ซับซ้อน
เมื่อหกเจ็ดปีก่อน ตอนนั้นฟางเฉินยังไม่ได้ผ่านศึกสามภพ เขามีอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปี แต่พร์ด้านวรยุทธ์กลับโดดเด่นจนเข้าสู่ระดับต้านชี่ได้ั้แ่เยาว์วัย! ในตอนนั้น หลี่หัวเฟิงคือบุคคลที่ราษฎรต้าเซี่ยยกย่องสูงสุด ด้วยวัยยี่สิบสามยี่สิบสี่ปี เขามีบรรลุถึงขั้นอวี้ชี่ระดับกลางแล้ว ถือเป็อันดับหนึ่งในรุ่นเยาว์ แม้แต่คนรุ่นเก่าก็น้อยนักที่จะเปรียบเขาได้
หลี่หัวเฟิงรับราชการในศาลต้าหัว ดำรงตำแหน่งรองเ้าศาลและเคยตัดสินคดีขุนนางชั้นสูงมานับไม่ถ้วน
วันหนึ่ง เขาได้รับรายงานว่าขุนพลนายหนึ่งในกองทัพแอบสมคบคิดกับแคว้นชิงซง หลี่หัวเฟิงจึงนำกำลังไปจับกุมคนผู้นั้นมาขังไว้ที่ศาลต้าหัวด้วยตนเอง
ทว่าขุนพลผู้นั้นกลับมีใจเด็ดเดี่ยว แม้หลี่หัวเฟิงจะใช้เครื่องทัณฑ์ทรมานสารพัดวิธี เขาก็ไม่ยอมรับข้อหาขายชาติ จนสุดท้ายไม่อาจทนรับความอัปยศได้จึงกัดลิ้นฆ่าตัวตายในคุก
ขุนพลท่านนี้ เคยเป็อาจารย์สอนวรยุทธ์ให้ฟางเฉินอยู่่หนึ่ง และยังเป็ยอดขุนพลผู้กล้าหาญภายใต้สังกัดของฟางชางไห่ อีกด้วย
เมื่อเขากัดลิ้นฆ่าตัวตาย ฟางชางไห่โกรธจัด รีบทูลต่อฮ่องเต้ให้สืบสวนเื่นี้อย่างละเอียด ภายหลังจึงสืบทราบว่า มีคนที่มีความแค้นส่วนตัวกับขุนพลผู้นี้ได้สร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อใส่ความเขา
ในวันเคลื่อนศพขุนพลไปฝัง ฟางเฉินในวัยเพียงสิบหกสิบเจ็ดปีเป็ผู้แบกโลงศพด้วยตนเอง และระหว่างทางเขาก็ได้เผชิญหน้ากับหลี่หัวเฟิงที่มาร่วมงานศพ
หลี่หัวเฟิงนอกจากจะไร้ความสำนึกผิดแล้ว ยังเอ่ยปากเย้ยหยันว่าขุนพลผู้นั้นช่างมุทะลุ การฆ่าตัวตายมีแต่จะทำให้เื่ราวยุ่งยากขึ้น
ในวันนั้น... ฟางเฉินลงมือ
และในวันเดียวกันก็ทำให้ทั่วทั้งแคว้นต้าเซี่ยได้ประจักษ์ว่า มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อายุน้อยกว่าหลี่หัวเฟิงมาก ได้บรรลุวรยุทธ์ถึงขั้นอวี้ชี่สูงสุดแล้ว!
หลี่หัวเฟิงที่อยู่ในขั้นอวี้ชี่ระดับกลางจะเป็คู่ต่อสู้ของฟางเฉินได้อย่างไร เขาถูกฟางเฉินหักแขนขาจนสิ้น และทะเลแห่งปราณ (ชี่ไห่) บางส่วนถูกทำลาย ั้แ่วันนั้นวรยุทธ์ของหลี่หัวเฟิงก็ถอยหลังมาอยู่ที่ระดับเป้าชี่สูงสุดและไม่มีความก้าวหน้าอีกเลย!
หากมิใช่เพราะมหาเสนาบดีหลี่กั๋วจู้พาคนมาขวางไว้ทันเวลา เกรงว่าหลี่หัวเฟิงคงต้องทิ้งชีวิตไว้ในมือฟางเฉินั้แ่วันนั้นแล้ว
นับแต่นั้นมา ทั้งสองจึงกลายเป็ศัตรูคู่อาฆาต หลี่หัวเฟิงมักจะหาเื่กลั่นแกล้งฟางเฉินอยู่บ่อยครั้ง และฟางเฉินก็ตอบโต้กลับไปทุกครั้ง ซึ่งสุดท้ายคนที่เสียเปรียบก็คือหลี่หัวเฟิงเสมอมา
“ข้าก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่า ผ่านไปตั้งหลายปี เ้าก็ยังเป็แค่รองเ้าศาลต้าหัวเหมือนเดิม” ฟางเฉินฉีกยิ้มกล่าว หลี่หัวเฟิงสีหน้าเปลี่ยนไปมา สำหรับคนทั่วไปตำแหน่งนี้อาจจะดูสูงส่งจนมิอาจเอื้อม
แต่สำหรับเขา... มันยังไม่พอ!
ใจของเขาอยู่ที่กองทัพ เขาปรารถนาจะออกไปรบพุ่งกับนักรบชิงซงในสนามรบ ทว่าฟางเฉินกลับทำลายความฝันและอนาคตอันรุ่งโรจน์ของเขาจนย่อยยับ!
ดังนั้น คำพูดของฟางเฉินเมื่อครู่ จึงเป็การตบหน้าเขาอย่างรุนแรงท่ามกลางที่สาธารณะ
“เ้ามันก็แค่เป็ดที่ตายแล้วแต่ปากยังแข็ง *[1]ถ้าตอนนั้นหมัดของเ้าแข็งเหมือนปาก เ้าคงไม่พ่ายแพ้อย่างอนาถที่เขาซานเจี้ยซานหรอก”
หลี่หัวเฟิงแค่นเสียงเ็า เขาไม่อยากเสียเวลากับฟางเฉินอีก จึงสั่งให้อวี้เฉิง *[2]นำตัวฟางเฉินไปขังไว้ในคุก ส่วนคดีจะพิจารณาในภายหลัง!
ภายในคุกของศาลต้าหัว เมื่อเหล่านักโทษเห็นสมาชิกใหม่เข้ามา ต่างก็ตื่นเต้นราวกับฝูงลิง บ้างก็ะโข่มขู่ บ้างก็เอ่ยคำประชดประชันเสียดสี
“คุกศาลต้าหัวนี่ไม่เล็กเลยนะ มีคนทุกประเภทจริง ๆ”
ฟางเฉินกวาดสายตามองคร่าว ๆ คุกแห่งนี้ขังคนไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยคน และตามระเบียบของศาลต้าหัว ผู้ที่ถูกขังอยู่ที่นี่มักจะเป็คนที่มีตำแหน่งขุนนางติดตัวแทบทั้งสิ้น
“ห้องนี้แหละคือคุกของเ้า”
อวี้เฉิงผลักประตูห้องขังออก ข้างในมีนักโทษอยู่ก่อนแล้วหกเจ็ดคน อายุอานามต่างกันไป แต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันคือใบหน้าที่อิดโรยและสิ้นหวัง พวกเขามองฟางเฉินอย่างเ็าโดยไม่เอ่ยคำใด เห็นได้ชัดว่าพวกเขาจำฟางเฉินไม่ได้
“อวี้เฉิงข้าสั่งให้คนส่งของบางอย่างมาให้แล้ว เ้าช่วยนำมันมาให้ข้าที่นี่ได้หรือไม่?” ฟางเฉินถามยิ้ม ๆ
ผู้คุมชะงักไป “มันคืออะไร?”
“ก็ไม่มีอะไรมาก แค่พู่กันขนหมาป่า ชาดแดงนิดหน่อย และกระดาษยันต์ปึกหนึ่งเท่านั้นเอง”
อวี้เฉิงมองฟางเฉินด้วยสายตาประหลาดใจ... เทพาคนนี้คิดจะมาวาดเก่ายันต์ในคุกงั้นหรือ? เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง
“คุกก็มีกฎของคุก นอกเสียจากท่านรองเ้าศาลจะอนุญาต”
“เ้าคือคนของหลี่หัวเฟิงสินะ” ฟางเฉินยิ้มกล่าว
“ท่านรองเ้าศาลมีพระคุณต่อข้าดุจขุนเขา” อวี้เฉิงพยักหน้าเรียบ ๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
เมื่อเขาลับตาไป เหล่านักโทษก็ยิ่งได้ใจ นักโทษห้องตรงข้ามะโล้อเลียนฟางเฉินว่า
“ไอ้หนู เ้าอยากจะวาดพู่กันในคุกศาลต้าหัวงั้นเรอะ? ข้าถูกขังมาตั้งหลายปี เพิ่งเคยเห็นคำขอเพี้ยน ๆ แบบนี้เป็ครั้งแรก น่าขันจริง ๆ ฮ่า ๆ !”
“ไอ้หนู ดูเ้ายังหนุ่มยังแน่น ไปทำอีท่าไหนถึงติดคุกได้? คนที่จะเข้าศาลต้าหัวได้ต้องไม่ธรรมดา ที่บ้านพอจะมีเส้นสายพาเ้าออกไปได้ไหมล่ะ?” นักโทษบางคนพยายามถามหยั่งเชิงถึงเื้ั เกี่ยวกับฐานะครอบครัวของเขา
นักโทษในห้องเดียวกับฟางเฉินก็เอ่ยขึ้นว่า “คุกมีกฎของคุก ในเมื่อเ้าเป็น้องใหม่ ต่อไปนี้ถังอุจจาระเ้าต้องเป็คนล้าง”
“ให้ข้าล้างถังอุจจาระงั้นหรือ?” ฟางเฉินมองไปที่มุมห้องขังแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ
“พวกเ้าจะหนวกหูอะไรกันนักหนา? จะไม่ให้คนเขานอนหรืออย่างไร!” ทันใดนั้น เสียงทุ้มกังวานทรงพลังก็ดังขึ้น
เสียงเจี๊ยวจ๊าวหายไปทันที ทุกคนต่างหันมองไปยังส่วนลึกของคุกด้วยความหวาดเกรง
“มีน้องใหม่เข้ามาอีกแล้วใช่ไหม?” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง “ไอ้น้องใหม่ รายงานชื่อแซ่มา!”
“ทำไมไม่รีบบอกชื่อไปล่ะ? เ้ารู้ไหมว่าคนพูดคือใคร? นั่นคือหนึ่งในสี่ขุนพลั ‘หลงเจี้ยง’ ภายใต้บัญชาของท่านเทพาฟางเชียวนะ!” นักโทษคนหนึ่งเห็นฟางเฉินนิ่งเฉยจึงรีบกระซิบเตือนด้วยความหวังดี
“สี่ขุนพลัตอนนั้นช่างเกรียงไกรจริงๆ เสียดายที่ศึกเขาซานสามภพเมื่อห้าปีก่อนตายไปสาม เหลือรอดมาเพียงคนเดียวก็ถูกขังลืมอยู่ในศาลต้าหัวมาตั้งห้าปีแล้ว ยังไม่มีการเปิดศาลพิจารณาคดีเลยสักครั้ง” มีคนซุบซิบกันเบา ๆ
“เหล่าหวง... ข้าเอง” ฟางเฉินกล่าวเสียงเรียบ
เหล่าหวง!?
ทุกคนมองฟางเฉินอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา... ไอ้เด็กนี่มันอยากตายหรืออย่างไร? ถึงกล้าเรียกท่านผู้นั้นว่า ‘เหล่าหวง’ แม้แต่ผู้คุมคุกยังต้องเรียกเขาอย่างเกรงใจว่า "ท่านแม่ทัพหวง"!
เสียงในความมืดเงียบไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะะเิออกมาดังสนั่นดุจเสียงอัสนีบาต:
“ท่านแม่ทัพ!? พวกมันกล้าจับท่านเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร!!! อ๊ากกกก พวกมันสมควรตาย! พวกมันต้องตายให้สิ้น!!!”
โครมมมมม!!!
เสียงประตูกรงเหล็กถูกพังทลายด้วยพละกำลังมหาศาลดังสนั่นจนทุกคนต้องเอามืออุดหูด้วยความเ็ป
วินาทีต่อมา ร่างสูงใหญ่กำยำประดุจูเาขนาดย่อมก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าฟางเฉิน
ทุกคนถึงกับตกตะลึง ร่างนั้นสูงกว่าคนปกติเกือบเท่าตัว ่แขนหนาพอ ๆ กับเอวของชายฉกรรจ์ แม้จะอยู่ในชุดนักโทษแต่ก็แผ่ซ่านไปด้วยรังสีอำมหิตที่น่าเกรงขามจนไม่มีใครกล้าสบตา
เขามองฟางเฉินด้วยดวงตาเบิกกว้าง “ท่านแม่ทัพ พวกมันกล้าดียังไงถึงจับท่านมาขังไว้ที่นี่! พวกมันหลอกข้า... ข้าจะไปฆ่าพวกมันให้หมด แล้วพาท่านออกไปจากที่นี่!”
ท่านแม่ทัพ!?
เหล่านักโทษที่เพิ่งล้อเลียนฟางเฉินเมื่อครู่ต่างพากันเงียบกริบดุจป่าช้า พวกเขารู้ดีว่าคำว่า "ท่านแม่ทัพ" ที่หลุดออกมาจากปากชายผู้นี้หมายถึงใคร
“เด็กหนุ่มคนนี้คือ... ท่านเทพาฟางงั้นหรือ!?”
“ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น!? ทำไมท่านเทพาถึงถูกจับเข้าคุก?”
ความตระหนกใแผ่ซ่านไปทั่วคุก ในเวลาเดียวกัน บรรดาอวี้เฉิงต่างวิ่งกรูกันเข้ามาด้วยความหวาดกลัว พวกเขาจ้องมองั์ใหญ่ผู้นั้นด้วยท่าทางลนลาน ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเข้าไปใกล้ ได้แต่ะโข่มขู่เสียงสั่นว่า
“ท่านแม่ทัพหวง! รีบกลับเข้าห้องขังเดี๋ยวนี้!”
[1] เป็ดตายแล้วยังปากแข็ง หมายถึง ปากเก่งแต่ไม่มีน้ำยา [2] อวี้เฉิง คือ ผู้ดูแลคุกและนักโทษในศาลต้าหัว