ตอนที่ 19
ข้าถนัดขวาเพราะงั้นข้าก็เลยเ็ปเป็พิเศษ
เป็อีกครั้งที่ข้าต้องสูญเสียสิ่งสำคัญไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ข้าตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกที่ทรมานราวกับตกนรกหัวที่ปวดตื้ออย่างกับว่าสมองบวม ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองไข้ขึ้นสูงและท้องว่างจนแสบคอแห้งผาก มีผ้าห่มหนักๆวางทับอยู่บนตัวของข้าอันที่จริงมันอาจจะเป็เพราะว่าข้ากำลังอ่อนแรงอยู่
ข้าค่อยๆดันตัวลุกขึ้นคนที่นั่งเฝ้าข้าอยู่ตรงมุมห้องและเผลอหลับไปค่อยๆลืมตาตื่นข้าไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นนางเดินมายกแก้วน้ำเปล่าให้ข้าก่อนจะสั่งให้ข้ารอซักครู่แล้วจากนั้นนางก็เดินหายออกไปข้าถือน้ำเปล่าด้วยความงุนงงเพราะสมองยังไม่สามารถจะรื้อฟื้นความทรงจำก่อนหน้านี้ได้เหมือนทุกอย่างมันลอยฟุ้งอยู่ในหัวราวกับควันหมอกจางๆไม่สามารถจะจับเอามารวมกันเป็เื่ราวได้เลย
แล้วข้าก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่แปลกออกไปจากปกติในขณะที่ข้าถือแก้วน้ำไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างแต่แขนข้างขวาของข้าไม่มีความรู้สึกว่าข้ากำลังัักับแก้วน้ำอยู่อันที่จริงไม่ใช่กับเฉพาะแขน เพราะขาขวาของข้าเองก็ไร้ความรู้สึกไปเหมือนกันแม้มันจะขยับได้แต่ข้าก็ไม่ได้รู้สึกถึงอวัยวะตรงส่วนนั้น
“อะไรกันเนี่ย!” ข้ารีบวางแก้วน้ำลงแล้วทดลองหยิกไปตามแขนที่ชาไร้ความรู้สึก ข้าไม่เจ็บและในตอนที่พูดเองหูข้างขวาของข้ากลับไม่ได้ยินอะไรเลย ความกลัวทำให้หัวใจของข้าเต้นรัวอีกครั้งนี่ข้ากำลังป่วยหรือว่าอะไร ใครก็ได้ตอบที!
ประตูเปิดออกท่านเนียเรสเดินอุ้มอาเธอร์เข้ามาในห้อง นางมาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆแต่เมื่อเห็นสีหน้าของข้านางก็หุบยิ้มทันที
“ท่านเนียเรส!” ข้าร้องเรียกนาง “เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของข้าก็ไม่รู้หูข้า...แขนข้า มันไม่รู้สึกเลย” ข้าพูดด้วยเสียงถี่รัว
“ใจเย็นๆนะฟีเชียร์เ้าจะต้องไม่เป็ไร” ท่านเนียเรสเดินเอาอาเธอร์มาวางไว้บนตักของข้า“เ้าหลับไปสามวันเลยนะรู้ไหม”
ข้ากวาดสายตาไปรอบๆและเพิ่งตระหนักได้ว่าข้าไม่ได้อยู่ในมหาดันเจี้ยนแห่งน้ำแข็งอีกต่อไปแล้วที่นี่คือห้องพยาบาลหรูหราและอบอุ่นทว่าเตียงนุ่มๆก็ไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้นเลย “ก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้นกับข้ากัน”
“หลังจากที่โค่นสัตว์อสูรหมาป่านั่นลงได้เ้าก็ได้รับาเ็อย่างหนัก” ท่านเนียเรสเริ่มเล่า
“ข้าโดนโจมตีงั้นเหรอ” ข้าขมวดคิ้วและรู้สึกหงุดหงิดอย่างมากที่หูข้างขวามันไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงของตัวข้าเอง
“นั่นเป็ผลข้างเคียงจากการใช้พลังที่เกินตัวต่างหาก”อาเธอร์ที่นอนอยู่บนตักของข้าเอ่ยออกมา ข้าขมวดคิ้ว
“ข้าไม่คิดว่านั่นจะเป็ความเสียหายจากการโจมตีภายนอกหรอกนะ”ท่านเนียเรสออกความเห็น “ทันทีที่สู้เสร็จชุดเกราะเวทมนตร์ของเ้าก็สลายไป พร้อมๆกับร่างของเ้าที่ล้มลงเ้ากระอักเืออกมาจากปาก แถมเลือกยังไหลออกมาตามจมูก ตา และหูบอกตามตรงในตอนนั้นข้าคิดว่าจะต้องเสียเ้าไปอีกคนแล้ว”
ข้ายกเ้าอาเธอร์ขึ้นมาแล้วจ้องหน้ามันแขนขวาของข้าไม่ได้รู้สึกถึงความนุ่มนิ่มเหมือนเคย “บอกทีว่าข้าจะรักษามันได้ยังไง”
“ม๋าวววว ไม่มีหรอก” อาเธอร์ถอนหายใจ
“อะไรนะ” ข้าอ้าปากค้าง
“สมองของเ้าได้รับาเ็อย่างหนักเลยนะไม่ใช่ทุกคนหรอกนะเหมียวที่จะยังมีชีวิตรอดจากการสวมเกราะระดับสูงของข้า” อาเธอร์กล่าว
“ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วเนี่ยนะ!”ข้าเริ่มโกรธ “ทั้งๆที่เ้ารู้ว่าข้าอาจจะไม่รอดแต่เ้าก็ยัง…”
“แล้วข้าจะต้องทำยังไงให้เ้าพอใจได้ล่ะเหมียว”อาเธอร์ทำหน้าเซ็งๆ
“ถ้าเป็ฟาเอลจะต้องช่วยข้าได้ดีกว่านี้แน่!”ข้ารู้ว่าตัวเองกำลังขาดสติ แต่ข้าก็ไม่สามารถยับยั้งได้ข้าเพิ่งจะได้รู้ว่าตัวเองจะต้องมีร่างกายที่ผิดปกติไปตลอดชีวิตมันไม่ใช่เื่ที่จะยอมรับกันได้ง่ายๆหรอกนะ “ถ้าเป็ฟาเอลล่ะก็…”
“โทษทีแล้วกันนะที่ข้าไม่ใช่ฟาเอลน่ะ”อาเธอร์ยังดูเนือยๆเบื่อๆไม่ได้รู้สึกโกรธหรือรู้สึกผิดอะไรทั้งสิ้นนั่นยิ่งทำให้ข้าโกรธเข้าไปใหญ่
“พอได้แล้วฟีเชียร์” ท่านเนียเรสจับไหล่ของข้า แล้วน้ำตาของข้าก็ไหลทันที “พอได้แล้ว” นางบีบไหล่ของข้าเบาๆข้ายอมปล่อยอาเธอร์ลงและโผเข้ากอดนางก่อนจะร้องไห้ออกมา
ข้าเกลียดการสูญเสียข้ากลัวที่จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปหลังจากนี้ ข้ากลัวว่าทุกๆอย่างจะไม่เหมือนเดิมหากวันนึงหูของข้าไม่ได้ยินทั้งสองข้างล่ะหรือหากวันนึงแขนขาของข้าใช้ไม่ได้ขึ้นมาข้าจะทำยังไง ข้ากลัวเหลือเกิน
ใช้เวลาพักใหญ่ข้าจึงเริ่มที่จะตั้งสติได้ข้าบอกกับท่านเนียเรสว่าอยากกลับไปที่บ้าน ไปหาท่านแม่กับอิเรเมียท่านเนียเรสยินดีจะพาข้าไปส่งและตามไปดูแลอย่างใกล้ชิด ข้าพบว่าระหว่างเดินทางของจากกิลด์ข้าตกเป็เป้าสายตาของนักสำรวจที่มีอยู่จำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ท่านเนียเรสบอกว่าข่าวการเสียชีวิตของสามในห้านักสำรวจที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรทำให้นักสำรวจเกือบครึ่งวางมือและที่เหลือก็ตกอยู่ในความหวาดผวา
“สามในห้า” ข้าทวนคำ“ใครเป็อีกคนงั้นเหรอ”
“ท่านโพรตาติสคนที่พวกเราพยายามเข้าไปช่วยนั่นแหละ” ท่านเนียเรสบอก“กลุ่มของท่านโพรตาติสถูกโจมตีอย่างหนักเราสูญเสียนักสำรวจไปทั้งหมดแต่ก็ยังคงเก็บกู้ตะเกียงนำทางที่เสียหายเพียงเล็กน้อยกลับมาได้”
และนั่นก็คงเป็เหตุผลที่ทำให้พวกเรารอดกลับออกมาได้สินะ
ข้าขึ้นไปบนรถเทียกริฟฟินอีกครั้งนี่เป็รอบที่สามแล้วที่ข้าได้นั่งบนรถคันนี้มันทำให้ข้านึกถึงท่านโซวาโรและท่านลูคัสเกิดความสูญเสียมากมายั้แ่ที่ข้าได้พบกับอาเธอร์ข้าไม่อยากจะคิดหรอกนะว่าเ้าแมวส้มนี่จะเป็ตัวนำโชคร้ายมาสู่ข้าและทั้งอาณาจักรแต่มันก็อดไม่ได้ยิ่งท่านเนียเรสบอกว่ามันเป็สัตว์อัญเชิญที่แปลกประหลาดที่สุดมันยิ่งทำให้ข้ารู้สึกแปลกๆอยู่ตลอดเวลา
“ตกลงข้าต้องอยู่แบบนี้ไปตลอดเลยงั้นเหรอ”ข้าเอ่ยถามอาเธอร์ มันเป็แมวมหัศจรรย์น่าจะพอมีหนทางรักษาข้าบ้างสิ
“ไว้ลองไปถามเ้าฟาเอลเองก็แล้วกัน”อาเธอร์หาว แล้วแมวส้มก็นอนหลับไปอย่างสบายใจ ชิไอ้เ้าแมวไร้ประโยชน์เอ้ย
“สัตว์อสูรของเ้าจะต้องซ่อนพลังที่แท้จริงเอาไว้อีกแน่”ท่านเนียเรสออกความเห็น
“นั่นแหละที่น่าหงุดหงิด” ข้าตอบ “ไม่มีเหตุผลที่ต้องซ่อนเอาไว้เลยซักนิด”
“เดาความคิดของมันไม่ถูกเหมือนกันอย่างที่ข้าบอก อาเธอร์เป็สัตว์อัญเชิญที่มีการตัดสินใจเป็ของตัวเองซึ่งมันไม่ควรจะเป็เช่นนั้น” ท่านเทียเรสทำสีหน้าครุ่นคิดเวลาที่นางกำลังจริงจังกับอะไรซักอย่างมันทำให้ใบหน้าสวยของนางดูมีเสน่ห์ขึ้นมาอย่างมาก“บางทีมันอาจจะมีความเกี่ยวของกับมหาดันเจี้ยนที่บ้าคลั่งขึ้นก็ได้”
ท่านเนียเรสพูดในสิ่งที่ทำให้ข้าขนลุกเพราะข้าเองก็แอบคิดเช่นนั้น
ข้ากลับมาถึงบ้านหลังโทรมๆข้ารีบวิ่งเข้าไปดูอาการของครอบครัวและคิดว่าพวกเขากำลังหิวโซอยู่แน่ๆข้าจึงวิ่งเข้าไปในครัวเพื่อเอามันบดออกมา แต่แล้วท่านเนียเรสก็ใช้ตราอัญเชิญของนางเรียกเอาอาหารที่เหลือจากมหาดันเจี้ยนออกมาแทนมันต้มโง่ๆของข้าข้าดีใจจนน้ำตาซึมและไม่รอช้าที่จะฉีกเนื้อของตัวอะไรก็ไม่รู้ให้อิเรเมียกินข้าจำได้ว่ามันรสชาติอร่อยมาก และบางทีอาจจะทำให้อาการของอิเรเมียดีขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นกับนางงั้นเหรอ”ท่านเนียเรสเอ่ยถามแววตาที่จับจ้องไปยังอิเรเมียน้องสาวของข้าคือแววตาที่เต็มไปด้วยความเห็นใจนางดูจะะเืใจไม่น้อยกับความเป็อยู่ปกติของข้า แหงล่ะ ก็นางเป็ชนชั้นสูงนี่
“นางโดนพวกผู้ชาย…” ข้าพบว่าตัวเองเสียงสั่น จู่ๆข้าก็รู้สึกอ่อนแอเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านเนียเรสข้าอยากจะนึกรังเกียจพวกผู้ชายให้ได้เหมือนแต่ก่อนแต่ภาพของท่านลูคัสกับท่านโซวาโรก็กลับมาซ้อนทับในใจของข้าและพยายามจะทำลายความเกลียดชังที่ข้ามีมันทำให้ข้ารู้สึกแย่กับตัวเองสุดๆ
ท่านเนียเรสเดินเข้ามาลูบหัวของข้าก่อนที่นางจะเดินไปสำรวจอาการท่านแม่ “นางได้รับคำสาปนี่”
“ใช่มอนสเตอร์ตัวหนึ่งหลุดออกมาจากมหาดันเจี้ยนและทำร้ายแม่ของข้า” ข้าปาดน้ำตาพลางพูดต่อไปว่า “นี่ก็เกือบปีแล้วที่แม่ของข้าหลับอยู่แบบนั้น”
หญิงสาวนักอัญเชิญตรวจดูร่างกายแม่ของข้าซักพักก่อนที่นางจะหันกลับมาแล้วฉีกยิ้มให้ข้า “ข้ามีข่าวดีจะมอบให้เ้า”
“อะไรงั้นเหรอ” ข้ารู้สึกสนใจทันที
“ข้ามีตราอัญเชิญลบล้างคำสาประดับกลางอยู่อันนึงและข้าก็ยินดีที่จะมอบให้เ้าเพื่อใช้รักษาท่านแม่ของเ้า” นางพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไม่เหมือนเป็การล้อเล่นและเหมือนกับว่าเื่ร้ายๆถูกลบล้างออกไปในคราวเดียว ข้ารู้สึกเหมือนโลกใบนี้สว่างขึ้นซักร้อยเท่า
และในขณะเดียวกันข้าก็รู้สึกว่าบุญคุณที่ท่านเนียเรสมีต่อข้ามันเพิ่มขึ้นนับล้านเท่าด้วย
.
.
.
เย็นวันนั้น ท่านเนียเรสพาข้ากลับมายังกิลด์นางบอกว่าตราอัญเอิญลบล้างคำสาปถูกเก็บไว้ในห้องนิรภัยของกิลด์ระหว่างเดินเข้าไปข้างในก็หลายคนที่พยายามเดินเข้ามาขอพูดคุยเื่สำคัญกับท่านเนียเรสแต่นางกลับบอกให้คนเ่าั้รอไปก่อน ราวกับว่าเื่ของข้าสำคัญที่สุดในยามนี้นั่นยิ่งทำให้ข้ารู้สึกซึ้งใจ
นางเข้าไปในโซนห้องเก็บของนิรภัยของทางกิลด์โดยให้ข้าที่ไม่มีสิทธิ์ยืนรออยู่ด้านนอกจากนั้นก็กลับออกมาพร้อมกับตราอัญเชิญสีม่วงอมฟ้า ข้ารู้สึกตื่นเต้นความฝันของข้าจะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป ท่านแม่ ข้ากำลังจะกลับไปช่วยท่านแล้วนะ
ท่านเนียเรสส่งตราอัญเชิญลบล้างคำสาปให้แก่ข้าข้ารับมันเอาไว้ราวกับเ้าสิ่งนั้นคือเพชรอันแสนจะเปราะบางและล้ำค่า ข้ารู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ที่ไหลเวียนอยู่ภายใน
พริบตานั้นเองร่างของอาเธอร์ก็เรืองแสงสีแดงขึ้นมาทุกๆสายตามองเ้าแมวส้มอย่างแตกตื่นข้าเองก็ใด้วยเช่นกันเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆเ้าอาเธอร์ถึงเปลี่ยนร่างหรือว่าฟาเอลกำลังจะออกมาบอกอะไรบางอย่างอีกแล้ว
ทว่าเมื่อแสงสีแดงสงบลงร่างตรงนั้นกลับไม่ใช่ทั้งฟาเอล หรือแม้แต่ลูซิสมันกลับกลายเป็แมวขนสีขาวดวงตาสีฟ้าคราวที่ทอประกายอันตราย มันจับจ้องมาที่ข้าไม่สิ เป็ตราอัญเชิญในมือข้าต่างหาก และก่อนที่ข้าจะได้รู้ตัวสายลมรุนแรงก็ะเิขึ้นตรงหน้าข้าส่งผลให้ข้าปลิวกระเด็น ตราอัญเชิญลอยขึ้นฟ้าและตกลงตรงหน้าของแมวตัวนั้นมันค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ตราอัญเชิญ
“เกิดคลั่งอีกแล้วงั้นเหรอ!”ท่านเนียเรสดูในางหยิบตราอัญเชิญออกมาบีบเพื่อเรียกงูทองคำที่มีสายฟ้าห่อหุ้มอยู่รอบตัวออกมา“หยุดมันไว้!” นางออกคำสั่งงูทองคำพุ่งเข้าใส่เ้าแมวขาว ข้าใจนทำอะไรไม่ถูก
พริบตานั้นเองที่งูท้องคำถูกสายลมซัดขึ้นไปบนฟ้านอกจากดวงตาของแมวตนนั้นที่เปลี่ยนเป็สีแดงฉาน ข้าไม่เห็นว่ามันจะขยับเลยซักนิดงูทองคำของท่านเนียเรสถูกสายลมที่หอบขึ้นฟ้าหมุนวันเป็ลูกบอลสายลมความเร็วสูงและฉีกกระชากร่างของมันออกเป็ชิ้นๆจากการบิดของแรงลมงูตนนั้นสลายหายไป ท่านเนียเรสอ้าปากค้าง
นักสำรวจที่เริ่มตั้งสติได้จู่โจมใส่เ้าแมวขาวที่ทำตัวเป็อันตรายต่อผู้คนทว่าการโจมตีจากเวทมนตร์ทั้งะเิกลางอากาศโดยที่ยังไม่ได้ปะทะกับเป้าหมายเ้าแมวขาวร้องคำรามออกมา
“แงววววว!” สิ้นเสียงของมันพื้นของกิลด์ที่ทำจากไม้ก็พุ่งขึ้นรัดร่างเหล่านักสำรวจทุกคนจนไม่สามารถจะขยับเขยื่อนไปไหนได้
เ้าแมวขาวยกเท้าขึ้นและเตรียมจะเหยียบไปบนตราอัญเชิญลบล้างคำสาปของท่านแม่ข้าใจหายวูบและร้องะโออกไปสุดเสียงว่า “อย่า!!!”
เปรี๊ยะ…
เท้าเล็กๆย่ำลงไปบนตราอัญเชิญและทำให้มันแตกสลาย
ความหวังของข้าเองก็แตกสลายไปพร้อมกัน
ทุกคนอ้าปากค้างไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่สัตว์อัญเชิญใช้งานตราอัญเชิญมาก่อนวงเวทย์จากตราอัญเชิญปรากฏขึ้นและปลดปล่อยออร่าสีม่วงห่อหุ้มร่างของแมวสีขาวตัวนั้นเอาไว้
แล้วข้าก็นึกถึงคำพูดของฟาเอล ที่เคยบอกไว้ว่าแมวอีกสองตัวที่เหลือนั้นอันตรายแค่ไหนไม่ผิดแน่ เ้าแมวชั่วนั่นจะต้องเป็ เอเธน ไม่ผิดแน่!
โปรดติดตามตอนต่อไป