เวลาค่อยๆลดลงเรื่อยๆมีผู้เข้าทดสอบบางส่วนยอมแพ้ไปแล้วพวกเขาพากันหยุดอยู่บนขั้นบันไดที่ไปถึงบางคนก็นั่งลงไม่ขยับเขยื้อนไปไหนอีก
ในตอนนี้ชายหนุ่มร่างกายกำยำกับเด็กสาวร่างกายอ้อนแอ้นก็ทยอยกันไปถึงขั้นที่เก้าร้อยเก้าสิบเก้าแล้วพวกเขาต่างก็กำลังนั่งพักเพื่อฟิ้นฟูพลังลมปราณ
“ผลลัพธ์ปีนี้ไม่เลวเลย มีสามคนที่จะได้เป็ศิษย์สายหลัก”
“หืม เ้าหนุ่มนั้นคิดที่จะไต่บันไดพิสูจน์ตนด้วยกายเนื้อล้วนๆเลยงั้นหรือ” ผู้าุโสามคิดในใจใน่แรกเทียนเฟิงปะปนอยู่กับฝูงชนจนกระทั่งยิ่งสูงขึ้นจำนวนคนก็เริ่มลดลงผู้าุโสามถึงพึ่งสังเกตเห็นเทียนเฟิง
ในระหว่างนี้ก็มีผู้เขาทดสอบอีกคนหนึ่งที่สามารถไปถึงบันไดขั้นสูงสุดได้คนๆนี้เป็ชายหนุ่มที่หน้าตาดูเ้าเล่ห์แต่พร์ของเขานั้นไม่ธรรมดาเลย
ในตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้นในที่สุดเทียนเฟิงก็มาถึงบันไดขั้นที่เก้าร้อยเก้าสิบแปดอีกเพียงแค่ขั้นเดียวเท่านั้นแค่ก้าวขาออกไปอีกเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้นเขาก็จะได้เป็ศิษย์หลักของสำนักกระบี่นภา
ในสายตาเด็กหนุ่มอายุสิบสองและชายหนุ่มที่หน้าตาดูเ้าเล่ห์นั้นเต็มไปด้วยแววดูถูกเหยียดหยามในใจของพวกเขาคิดว่าสภาพของเทียนเฟิงที่ดูย่ำแย่ถึงเพียงนั้นไม่สมควรที่จะขึ้นมายืนอยู่บนขั้นเดียวกันกับพวกเขาส่วนชายหนุ่มร่างกายกำยำกับเด็กสาวที่ร่างกายอ้อนแอ้นต่างก็ไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมา
ตอนนี้ร่างกายของเทียนเฟิงเต็มไปด้วยเหงื่อและความเหนื่อยล้าลมหายใจของเขาหอบหนัก แต่ในที่สุดเขาก็กัดฟันและก้าวเท้าก้าวสุดท้ายออกไป
เมื่อเทียนเฟิงก้าวขึ้นไปยืนบนขั้นที่เก้าร้อยเก้าสิบเก้าทันใดนั้นบรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอากาศรอบข้างกลับกลายเป็เบาสบายแรงกดดันอันหนักหน่วงที่เคยเผชิญหายไปในพริบตา ร่างกายของเขารู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“สำเร็จ ในที่สุดข้าก็ทำได้”เทียนเฟิงกู่ร้องในใจกับความสำเร็จที่เกิดขึ้น
“เฮอะ ดีใจกับอีแค่เื่เล็กๆน้อยๆแค่นี้”เสียงดูถูกของเหล่าเจี้ยนดังขึ้นในหัว
เทียนเฟิงแกล้งทำเมินไม่สนใจเสียงของเหล่าเจี้ยนเขาสูดลมหายใจเข้าลึกไม่เคยรู้สึกว่าอากาศสดชื่นขนาดนี้มาก่อน
ในที่สุดเวลาการทดสอบก็หมดลงมีทั้งคนที่สมหวังและผิดหวังเหล่าคนที่ผ่านการทดสอบต่างก็พากันดีอกดีใจขณะเดียวกันคนที่ไม่ผ่านการทดสอบต่างก็พากันแสดงสีหน้าที่ผิดหวังเป็อย่างมากออกมา
เมื่อการทดสอบจบลงเหล่าผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบต่างก็ถูกพลังอันไร้รูปลักษณ์เคลื่อนย้ายร่างกายของพวกเขาออกจากบันไดพิสูจน์ตนหลงเหลือไว้แค่เพียงผู้ที่ผ่านการทดสอบ
“เอาล่ะ การทดสอบได้จบลงแล้วผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบขอให้ออกจากบริเวณพื้นที่ของสำนักกระบี่นภาซะ”
“ส่วนพวกเ้าที่ผ่านการทดสอบขอให้อยู่กับที่เดี๋ยวศิษย์พี่ของพวกเ้าจะเข้าไปแจกแจงลำดับชั้นของศิษย์และจะจัดหาที่พักให้ส่วนพวกเ้าทั้งห้าที่ผ่านการทดสอบแล้วได้เป็ศิษย์หลักอีกเดี๋ยวศิษย์พี่ของพวกเ้าจะจัดที่พักให้เช่นกัน จงพักผ่อนอยู่ในที่พักอย่างสงบหลังจากนี้อีกสามวันจะเป็วันที่เหล่าผู้าุโจะเลือกศิษย์เมื่อนั้นพวกเ้าก็จะได้เป็ศิษย์หลักอย่างเป็ทางการ”ผู้าุโสามกล่าวออกมา เมื่อกล่าวจบผู้าุโสามก็หันกายและเหาะจากไปทิ้งทุกอย่างที่เหลือให้เหล่าศิษย์ที่ติดตามเขามาจัดการ
บนยอดเขาที่สูงเสียดเมฆมีตำหนักที่ใหญ่และหรูหราตั้งอยู่ตัวของตำหนักแผ่บรรยากาศที่ดูสูงส่งและน่าเกรงขามออกมานี่ก็คือตำหนักหลักของสำนักกระบี่นภา
ผู้าุโสามเหาะเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าตำหนักและเดินเข้าไปภายในตำหนักหลักภายในตำหนักหลักอบอวลไปด้วยกลิ่นอายกดดันและสูงส่งผู้ที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้กลางโถงกลางคือผู้เฒ่าอายุราวเก้าสิบปี บนศีรษะเต็มไปด้วยเส้นผมสีขาวทิ้งตัวยาวจนถึงกลางหลังและมีเครายาวสีขาวแซมเทาบรรยากาศรอบกายล้วนดูธรรมดาััไม่ได้ถึงความแข็งแกร่งเลยแม้แต่น้อย
สองฝั่งซ้ายขวาเรียงรายไปด้วยเก้าอี้ซึ่งบนเก้าอี้แต่ล่ะตัวก็มีคนนั่งเรียงกันอยู่บรรยากาศที่แผ่ออกมาของแต่ล่ะคนต่างก็แข็งแกร่งกันทั้งนั้น
“ผลการทดสอบเป็อย่างไรบ้างผู้าุโสามมีต้นกล้าที่ควรค่าแก่การบ่มเพาะหรือไม่” ผู้เฒ่าที่นั่งเก้าอี้ประธานเอ่ยปากถาม
“เรียนท่านเ้าสำนักบรรดาผู้ผ่านการทดสอบในปีนี้แบ่งออกเป็ศิษย์สายนอก 1545 คน ศิษย์สายใน 175 คนและศิษย์หลัก 5 คน ขอรับ” ผู้าุโสามรายงานผลการทดสอบ
เสียงฮือฮาดังขึ้นในตำหนักที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยความเงียบหลังจากที่ผู้าุโสามกล่าวจบ
“อืม ศิษย์หลักห้าคนรึ ไม่เลวๆ”ท่านเ้าสำนักลูบเคราพร้อมกล่าวออกมาด้วยความพึงพอใจ
“เรียนท่านเ้าสำนักศิษย์หลักห้าคนที่ผ่านการทดสอบใรครั้งนี้ ควรจะให้ไปเป็ศิษย์ของผู้ใดดีขอรับ”หนึ่งในผู้าุโที่นั่งอยู่ถามขึ้นมา
“อืม ตอนนี้ผู้าุโสี่ ผู้าุโหกผู้าุโเจ็ดและผู้าุโสิบยังไม่มีศิษย์ส่วนตัวงั้นครั้งนี้ก็ให้เลือกศิษย์ส่วนตัวไปคนล่ะหนึ่งคนส่วนที่เหลืออีกหนึ่งคนก็ค่อยดูล่ะกันว่าผู้าุโคนไหนอยากจะรับศิษย์เพิ่ม”ท่านเ้าสำนักพูดออกมา
“เรียนท่านเ้าสำนักข้าจำได้ว่าผู้าุโสิบสามก็ยังไม่มีศิษย์ส่วนตัวนี่ขอรับ”ผู้าุโคนหนึ่งกล่าวออกมา
“อืม แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่ในสำนักเื่รับศิษย์ของเขาก็ค่อยว่ากันเถอะ”
“งั้นก็ตกลงตามนี้อีกสามวันจะจัดพิธีรับศิษย์หลัก” ท่านเ้าสำนักตัดสินใจออกมา
“ขอรับ ท่านเ้าสำนัก” เหล่าบรรดาผู้าุโขานรับพร้อมเพรียงกัน
ทางด้านของเทียนเฟิงได้ถูกจัดให้เข้าพักที่เรือนหลังเล็กหลังหนึ่งจากข้อมูลที่เขาได้จากศิษย์พี่ที่พาเขามายังที่พักเขาได้รู้ว่าพวกศิษย์สายนอกจะถูกส่งตัวออกไปอยู่ที่บริเวณรอบนอกของสำนักโดยที่พักที่ได้รับจะต้องอยู่ร่วมกันทั้งหมดสองคนต่อหนึ่งห้อง ส่วนศิษย์สายในจะอยู่บริเวณตีนเขาของสำนักกระบี่นภาโดยจะมีห้องเดี่ยวให้ ส่วนศิษย์หลักนั้นจะอยู่ที่ยอดเขาของผู้าุโที่เป็อาจารย์
สำนักกระบี่นภามีผู้าุโหลักทั้งสิ้นสิบสามท่านแต่ล่ะท่านต่างก็มียอดเขาเป็ของตนเองซึ่งสำนักกระบี่นภามียอดเขาทั้งสิ้นยี่สิบเอ็ดยอดนอกจากยอดเขาของผู้าุโหลักทั้งสิบสามแล้วอีกแปดยอดเขาที่เหลือต่างก็เป็ที่ตั้งของสถานที่สำคัญๆภายในสำนัก
สิ่งเหล่านี้นั้นล้วนเป็สิ่งที่เทียนเฟิงรับรู้มาจากศิษย์พี่ที่นำเขามาที่เรือนหลังนี้ศิษย์พี่คนนั้นค่อนข้างที่จะสุภาพกับเทียนเฟิงซึ่งเทียนเฟิงก็พอที่จะเดาได้ถึงสาเหตุที่ศิษย์พี่ทำตัวสุภาพกับเขาได้เกรงว่าคงจะเป็เพราะสถานะศิษย์หลักของเขาเพราะเท่าที่เขารู้มาเหล่าศิษย์ที่ตามผู้าุโสามมาดูแลการทดสอบต่างก็เป็แค่ศิษย์สายในกันทั้งนั้นซึ่งสถานะแตกต่างกับผู้ที่กำลังจะกลายเป็ศิษย์หลักแบบเขา
เมื่อศิษย์พี่ผู้นั้นพาเทียนเฟิงมาส่งถึงเรือนพร้อมบอกว่าอีกสามวันหลังจากนี้จะเป็วันที่จัดพิธีรับศิษย์หลักแล้วก็จากไป
“คนที่ผ่านการทดสอบเป็ศิษย์หลักแต่ล่ะคนต่างก็ได้รับที่พักส่วนตัวมีสิทธิพิเศษไม่น้อยเลยนะ” เทียนเฟิงพูดกับตัวเอง
“บ่นอะไรของเ้า” เสียงของเหล่าเจี้ยนดังขึ้น
“ไม่มีอะไรหรอกข้าก็แค่คิดว่าแค่เริ่มต้นก็ได้รับการปฏิบัติต่างจากศิษย์ทั่วไปแล้ว”
“แล้วมันแปลกตรงไหน เป็เื่ปกติที่สำนักจะทุ่มเทบ่มเพาะเหล่าคนที่มีพร์เป็พิเศษสำนักไหนๆก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้นเพราะพวกมีพร์ต่างก็จะเติบโตไปเป็กำลังหลักของสำนักภายในอนาคตกันทั้งนั้นจะให้เปลืองทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปทุ่มเทให้พวกพร์ธรรมดารึไง”เหล่าเจี้ยนพูดออกมา
“ก็จริงของเ้า” เมื่อเทียนเฟิงคิดๆตามก็เห็นด้วยกับคำพูดของเหล่าเจี้ยน
“มีเวลาสามวัน ระหว่างนี้จะทำอะไรดีล่ะ”เทียนเฟิงครุ่นคิดอยู่ในใจ
“ลองโคจรลมปราณของเ้าดู” จู่ๆเหล่าเจี้ยนก็พูดขึ้นมา
“หืม” ถึงเทียนเฟิงจะสงสัยแต่เขาก็ยังโคจรลมปราณตามที่เหล่าเจี้ยนบอก
เมื่อเขาโคจรลมปราณ เขาก็ััได้ถึงสิ่งที่เปลี่ยนไปในทันที
“ข้ารู้สึกได้ว่าลมปราณโคจรได้เร็วขึ้นและลื่นไหลมากขึ้นอีกทั้งร่างกายก็รู้สึกเบาขึ้นมาก” เทียนเฟิงบรรยายถึงความรู้สึกที่ััได้ก่อนหน้านี้เขามัวแต่ดีใจกับผลการทดสอบที่ออกมา จนลืมที่จะสังเกตุว่าร่างกายของตัวเองได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างถ้าไม่ได้เหล่าเจี้ยนเตือนคงจะอีกสักพักกว่าที่เขาจะรู้ตัว
“สิ่งที่เกิดขึ้นก็เพราะว่าร่างกายของเ้าแข็งแกร่งขึ้นไงล่ะทำให้สามารถรองรับการโคจรลมปราณที่รวดเร็วขึ้นได้เพราะฉะนั้นเ้าควรฝึกลมปราณควบคู่ไปกับการฝึกร่างกาย” เหล่าเจี้ยนอธิบายออกมา
“ผลลัพธ์ช่างน่าใจริงๆ” เทียนเฟิงอดรู้สึกใไม่ได้
“มีเวลาอีกสามวันเ้าก็ฝึกลมปราณพร้อมกับทบทวนประสบการณ์ที่ได้รับมาตอนอยู่บนบันไดพิสูจน์ตนไปด้วยล่ะกันจำไว้ว่าหลังจากผ่านการต่อสู้หรือผ่านเหตุการณ์ใหญ่ๆ เ้าจะต้องทบทวนว่าเ้าได้รับสิ่งใดมาบ้างและมีข้อผิดพลาดใดบ้างเมื่อทำเช่นนี้พลังและความเข้าใจของเ้าก็จะมั่นคงและแข็งแกร่งขึ้นและเ้าก็จะไม่ทำพลาดอีก”เหล่าเจี้ยนแนะนำออกมา
“ได้รับสิ่งใดมาบ้างและทำผิดพลาดอะไรไปบ้างเหรอ”เทียนเฟิงพึมพำและตกอยู่ในห้วงความคิด
ในระหว่างที่เทียนเฟิงกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองอยู่นั้นเหล่าเจี้ยนก็เงียบไปไม่ได้ส่งเสียงขึ้นมารบกวนเทียนเฟิงแต่ปล่อยให้เขาจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง เื่บางเื่ก็ต้องให้เ้าตัวตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเองคนอื่นทำได้แค่ให้คำแนะนำเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น
การจมอยู่ในความคิดครั้งนี้ของเทียนเฟิงกินเวลาไปกว่าครึ่งชั่วยามเขานั่งหลับตาอยู่ตรงที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนมีแต่เพียงคิ้วของเขาที่ขยับไปมาบางครั้งก็เลิกขึ้น บางครั้งก็ขมวดเข้าหากัน จนในที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้นมาสีหน้าเหมือนมีความเข้าใจอะไรบางอย่าง
“เสร็จแล้วหรือ เข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างล่ะ” ในที่สุดเหล่าเจี้ยนก็ส่งเสียงขึ้นมา
“อือ เข้าใจอะไรขึ้นมาหลายเื่เลยไม่เคยคิดเลยว่าการกระทำเล็กๆน้อยๆอย่างการทบทวนนี่จะทำให้เข้าใจอะไรได้มากขึ้นแบบนี้” เทียนเฟิงพูดขึ้นมาพร้อมกับดวงตาที่เป็ประกาย
“เข้าใจได้ก็ดีแล้ว จำไว้ว่าหลังจากนี้ถ้าเ้าเลื่อนขั้นพลังหรือว่าผ่านการต่อสู้หรือเหตุการณ์อะไรมาให้หาเวลาหลังจากนั้นมาทบทวนสิ่งที่ผ่านมา การทำแบบนี้จะมีส่วนช่วยให้การฝึกฝนของเ้าราบลื่นขึ้น”เหล่าเจี้ยนพูดออกมา เทียนเฟิงััได้ถึงความเป็อาจารย์ของเหล่าเจี้ยนได้ในน้ำเสียงที่เปล่งออกมา