มกราคม ค.ศ. 1933
หน้าร้านกาแฟฮกกี่
รถแห่ป้ายโฆษณาหนังเงียบเื่ใหม่“ ตะวันลับที่บึงทอง ” ที่มีโรส ซันดารีดาราสาวดาวรุ่งนำแสดง แล่นผ่านหน้าร้านไป พร้อมเสียงประกาศผ่านโทรโข่งเชิญชวนให้ไปชม
“ เชิญนะจ้ะพ่อแม่พี่น้องหญิงชายทั้งหลาย ไปดูไปชมได้ที่ศาลาเฉลิมนครเริ่มฉายวันศุกร์นี้นะจ้ะ นอกจากท่านจะได้รับโปสการ์ดรูปโรสเป็ที่ระลึกแล้วยังได้เจอดาราตัวจริงมาแจกลายเซ็นให้ท่านด้วย ”
“ เออเว้ยั้แ่อีชะอมมันได้เป็นางงาม จนมีคนชวนไปเล่นหนังก็ไม่เห็นมันโผล่หัวมาแถวนี้เลยว่ะ ”ตาแย้มบ่นถึงชะอมหลานยายมะ
“ มันคงจะมีคิวเยอะจนไม่มีเวลามาน่ะ” ยายมะแก้ตัวแทนหลาน
“ ชะอมมันมีการมีงานทำ เลี้ยงตัวเองได้ก็ดีแล้วแหละยายจะได้แบ่งเบาภาระของยายไปได้บ้าง เหลือแต่มะเหมี่ยวนี่สิ ต้องส่งเสียอีกนาน ” โสมสุดา ในชุดสปริงสูทกระโปรงยาวแบบนักข่าว ทะมัดทะแมง สวมแว่นตาท่าทางเคร่งขรึม ดูต่างจากไมล่าอย่างกะคนละคน กล่าวปลอบใจยายมะไมให้เป็ห่วงชะอมจนเกินไป
โรสได้รับเชิญไปออกงานสังคมต่าง ๆ เป็นางแบบถ่ายปกนิตยสารหลายฉบับด้วยรูปร่างหน้าตาที่สวยเฉี่ยว เซ็กซี่ แตกต่างจากดาราคนอื่น
บ้านพักพระยากำแหงหาญ
“ สหรัฐงดขายอาวุธให้เรา เพราะรู้ว่าเรานำไปขายต่อให้อารีเซียแล้วครับเ้านาย จะทำประการใดต่อไปดีครับ ” พันเอกสดมภ์รายงาน
“ เป็ฝีมือเ้าชายดูรีกับพวกสำนักข่าวเกาหัวอีกแล้วใช่มั๊ยคงใกล้ถึงเวลาที่เราต้องกำจัด แต่ยังหาเหตุเอาผิดกับพวกมันไม่ได้ ฝากไว้ก่อนเถิด ” พระยาจอมทุจริตผูกใจเจ็บ แล้วถามต่อว่า
“ แล้วนักเขียนที่ใช้นามปากกา คมกริช นั้นรู้ตัวหรือยังว่ามันเป็ใครมันเขียนคุ้ยแคะค่อนขอดรัฐบาลเื่ทุจริตจัดซื้ออาวุธสร้างความมัวหมองให้แก่ภาพพจน์ของเรา ทำลายความมั่นคงของชาติ เอาไว้ไม่ได้ ”
“ ยังไม่รู้ตัวครับ ไปตามที่สำนักข่าวเกาหัว ก็ไม่ยอมเปิดเผยมันอ้างชื่อเ้าชายดูรี ทำให้คนของเราไม่กล้าทำอะไร หากสิ้นเ้าชายดูรีเสียแล้วมันก็คงอยู่ไม่ได้หรอกครับ ” พ.อ.สดมภ์ รายงานพร้อมเสนอแนะ
สำนักข่าวเกาหัว
“ ่นี้มีคนมาป้วนเปี้ยนถามหานักเขียนชื่อคมกริชอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นขอให้คุณหลบไปสักพักหากมันรู้ว่าคมกริชคือนามปากกาของคุณ มันคงทำอันตรายคุณได้เพราะคอลัมน์ที่คุณเขียนไปกระทบต่อชื่อเสียงของมันมาก ”บ.ก.ดม บอกโสมสุดาให้ระวังตัว
“ หากดิฉันหายหน้าไป จะมิยิ่งทำให้มันรู้หรือคะว่าเป็ดิฉัน เอาเป็ว่าเราเพลา ๆ การเสนอข่าวทุจริตของรัฐบาลลงไปบ้าง หันไปเขียนข่าวบันเทิงข่าวสังคมอื่น ๆ ไปก่อน ” โสมสุดาเห็นแย้งกับบ.ก.
“ เอางั้นก็ได้ ” บ.ก.ยอมตามก่อนจะถามเื่ที่ให้ไปสืบ “แล้วเื่ไมตรีคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”
“ ค่ะ ดิฉันก็พยายามสานสัมพันธ์กับเขา จนเขาเริ่มติดดิฉันมากแล้วรอเวลาให้เขาพาไปรู้จักพ่อแม่เขาก่อน ดิฉันจะอ้างว่ายายมะเป็ยายแท้ ๆ ของฉันเมื่อเข้านอกออกในบ้านเขาได้แล้ว ก็จะสืบหาอะไรได้มากขึ้น ”
“ แล้วคนชั้นสูงอย่างนั้นจะไปยอมรับลูกหลานแม่ค้ามาเป็สะใภ้รึ โสมสุดาพวกนั้นเ้ายศเ้าอย่างจะตาย เห็นคนจนเหมือนเห็นอาจมก็ไม่ปาน ”
“ ดิฉันก็จะอ้างว่าน้าสาวของดิฉันไปทำการค้าอยู่เมืองสยามจนร่ำรวยซึ่งท่านก็รวยจริง ๆ แต่จะเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม มิให้รู้ว่าเป็สกุลของแม่ ”
“ อย่าให้เสียแผนก็แล้วกัน ”
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครเจมทาวน์
“กราบบังคมทูลเ้าชายไมเคิลแห่งลิเดีย พร้อมทั้งผู้มีเกียรติทุกท่านข้าพเ้าขอนำเสนอประวัติแห่งประเทศSouvanna ( โซวันน่า )พอสังเขปดังนี้
ราชอาณาจักรSouvanna ( โซวันน่า )เป็นครรัฐในแหลมอินโดจีน
ภูมิอากาศร้อนชื้นมีพื้นที่บางส่วนติดทะเล บางส่วนเป็ที่ราบสูง เทือกเขาแดนดอย
ภาคเหนือติดเมืองมอญภาคตะวันออกติดสยาม
ภาคตะวันตกติดอ่าวเบงกอลและภาคใต้ติดทะเลอันดามัน
เมืองหลวงชื่อกรุงเจมทาวน์( เดิมเรียกว่าเมืองรัตนปุระ )
คนในประเทศเรียกตนเองว่าชาวโซวาเนียน
แต่ฝรั่งนักเดินเรือโบราณเรียกพวกเขาว่าชาวสุวรรณภูมิ ( Suvarnabhumi)
ชาติพันธุ์ของชาวโซวาเนียนผสมผสานระหว่างชาวสยาม ชาวลาว ชาวมอญชาวมาเลย์ บางส่วนมีเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนจากพวกจีนอพยพ และมีจากอินเดียบางส่วน
ประวัติศาสตร์ชาวโซวาเนียน
-ยุคโบราณเคยมีศูนย์กลางปกครองอยู่ที่เมืองคูบัว ราชบุรี ประเทศสยามต่อมาอาณาจักรศรีวิชัยเรืองอำนาจขึ้นสุวรรณภูมิจึงย้ายมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนปัจจุบัน เมื่อศรีวิชัยอ่อนแลลงสุวรรณภูมิก็ตกอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรขอมบรรพบุรุษบางส่วนถูกกวาดต้อนไปเป็แรงงานสร้างปราสาทหินพิมายจนตั้งรกรากสร้างเมืองสีมา คู่กับเมืองโคปุระ กลายมาเป็เมืองโคราชในปรัตยุบัน
-ยุคกลาง เคยตกอยู่ใต้การปกครองของมอญสมัยพระเ้าาาธิราช(พญาน้อย)ราชวงศ์พระเ้าฟ้ารั่ว (มะกะโท) จึงรับเอาอารยธรรมมอญมาส่วนหนึ่งต่อมาตกเป็ประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรจึงรับเอาวัฒนธรรมของชาวสยามมาอีก
-ยุคใหม่ เมื่ออังกฤษเข้ามาปกครองอาณานิคมแถบมลายูก็ได้นำเอาแรงงานชาวมลายู ชาวอินเดีย และชาวจีนเข้ามาในSouvanna ( โซวันน่า )ด้วย จึงมีวัฒนธรรมของกลุ่มชนเหล่านี้ปะปนอยู่ในวัฒนธรรมรวมของชาวโซวาเนียนด้วย
ศาสนาฮินดูเป็ศาสนาประจำชาติ มีผู้นับถือประมาณร้อยละ75 ที่เหลือเป็พุทธ อิสลาม และ อื่น ๆ
วัฒนธรรมของชาวโซวาเนียนผสมผสานจากมอญ มลายู ไทย อินเดีย และจีน
ผู้ชายชอบนุ่งโสร่งสวมเสื้อแขนยาว
ผู้หญิงชาวบ้านนุ่งผ้าซิ่นยาวแค่เข่าไม่สวมเสื้อ แต่ใช้ผ้าแถบคาดอก
หญิงสูงศักดิ์จึงจะสวมเสื้อลูกไม้โปร่งบางทอจากใยสัปปะรด เกล้าผมมวยสูงปล่อยชายผมยาวมาข้างหนึ่งแบบชาวมอญ
อาหารการกินชาวโซวาเนียนนิยมกินข้าวเหนียว กับ “ ไก่แกง” เป็ไก่ทั้งตัว นำไปต้มกะทิกับสมุนไพรต่าง ๆ
อาหารอีกอย่างที่ชาวโซวาเนียนนิยมคือ ขนมจีนน้ำยาใส่น้ำฮาดู เรียกว่า คะนอมฮาดู
ขนมหวานที่ชาวโซวาเนียนโปรดปรานคือ ขนมขนุน หรือ เมียคะเนาะ ( นำแป้งข้าวเหนียวผสมแป้งข้าวเ้า ปั้นเป็เม็ดขนุนนำไปต้มพอสุก แล้วนำมาคลุกเคล้าน้ำตาลโตนดกับมะพร้าวขูดในกระทะ )
การปกครองในปัจจุบันเป็แบบประชาธิปไตย อันมีพระาาธิบดีเป็พระประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญทรงใช้อำนาจบริหารผ่านทางรัฐบาล อำนาจนิติบัญญัติผ่านทางรัฐสภาและอำนาจตุลาการผ่านทางศาลสถิตยุติธรรม...”
พิธีกรยังบรรยายไม่ทันจบก็มีคนประท้วงขึ้นว่า
“ ไม่จริงทุกวันนี้มันทำกับองค์เหนือหัวเหมือนกับหัวหลักหัวตอพวกรัฐมนตรีก็คนของไอ้พระยากำแหง ผู้แทนราษฏรก็ไม่มี ผู้พิพากษาก็คนของมันแบบนี้จะเรียกได้ไงว่าประชาธิปไตย นี่มันเผด็จการ ฟาสซิสม์ชัด ๆ ”
สารวัตรทหารที่รักษาความปลอดภัยต้องลากตัวผู้ประท้วงออกไปท่ามกลางความงุนงงของอาคันตุกะจากต่างประเทศและสื่อมวลชน
งานกาล่าดินเนอร์โรงแรมยามาธานี
“ ยินดีต้อนรับท่านผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงานกาล่าดินเนอร์การกุศลในค่ำคืนนี้สำหรับรายได้ทั้งหมดเราจะนำไปสมทบทุนมูลนิธิสภากาชาดโซวันน่านครเพื่อสงเคราะห์ผู้ประสบภัยและสาธารณประโยชน์อื่น ๆ ต่อไปครับ ” พิธีกรชายในชุดสูทขาวหูกระต่ายดำ กล่าวต้อนรับแขก
บรรดาบุคคลในสังคมชั้นสูงทั้งหลายพากันมาร่วมงานอย่างคับคั่งล้วนประดับกายด้วยเครื่องเพชรนิลจินดาอันมีค่า ราวกับร้านทองร้านเพชรเคลื่อนที่ในจำนวนนั้น ก็มี โรส ซันดารี หรืออีชะอมของยายมะ รวมอยู่ด้วย โรสได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ ไมตรี โดยม.จ.สนุก สุขหรรษา ผู้อำนวยการสร้างรายใหญ่ แห่งเอเดนภาพยนตร์
ดาราสาวเชิญไมตรีให้ร่วมลีลาศกับเธอซึ่งเขาก็ตอบรับตามมารยาท
“ คุณโรสมากับท่านชายหรือครับ แล้วไม่เชิญคุณพ่อคุณแม่มาด้วยละครับได้ทำบุญด้วยนะ ” ไมตรีถาม เหมือนอยากรู้ว่าลูกหลานใคร
“ เอ้อ พอดีคุณพ่อคุณแม่ดิฉันท่านไปทำธุรกิจอยู่เมืองนอกนานแล้วนะค่ะดิฉันอยู่ทางนี้ก็มีคนรับใช้คอยดูแล ท่านก็ส่งเงินมาให้ใช้ตลอด”โรสอัพเกรดตัวเอง จนยายมะกลายเป็คนรับใช้เสียแล้ว
“ เพลงจบพอดี ผมขอตัวก่อนนะครับ ”ไมตรีฉวยจังหวะจะปลีกตัว
“ เออะ อย่าเพิ่งสิคะคุณ ดิฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายรบกวนช่วยไปส่งดิฉันที่บ้านได้ไหมคะ ”โรสเกิดป่วยขึ้นมากะทันหัน
“ อ้าว ท่านชายล่ะ เสด็จกลับแล้วหรือครับ งั้นไม่เป็ไร เดี๋ยวผมไปส่งก็ได้” ไมตรีประคองโรสไปที่รถแล้วขับไปส่งถึงหน้าบ้าน
“ เข้าไปนั่งในบ้านก่อนเถอะค่ะ แถวนี้มันเปลี่ยวถ้าเกิดโรสเป็ลมอยู่หน้าบ้านนี้ คงจะแย่ นะคะ ”โรสออดอ้อนจนไมตรีใจอ่อน ลงจากรถ
“ เชิญนั่งค่ะ เดี๋ยวโรสไปเอาน้ำเย็นมาให้นะ ประเดี๋ยวเดียวเอง ”
“ ไม่เป็ไรครับ ผมคงต้องขอตัวกลับแล้ว ดูแลตัวเองดี ๆ นะครับ ” ไมตรีพยายามปลีกตัวอีก แต่โรสเข้าไปกอดไว้ แล้วพยายามส่งสายตายั่วยวนทั้งเบียดกายส่วนบนอันอวบอูมแนบชิดกับอกไมตรีมากขึ้น ก่อนจะกล่าวว่า
“ อยู่เป็เพื่อนโรสก่อนนะ โรสเหงา ไม่มีเพื่อน คุณไม่ชอบคนสวย ๆอย่างโรสหรือคะ ” โรสเอื้อมมือข้างหนึ่งไปโอบคอไมตรีไว้หมายจะโน้มให้เขาจูบ
“ ไม่ละครับ ผมขอโทษ ผมต้องไปแล้ว ราตรีสวัสดิ์ครับ ”ไมตรีแกะมือและแขนของโรสที่เกาะกุมเขาออก แล้วเดินหนีออกไปที่รถอย่างไม่ไยดีปล่อยให้โรสยืนกำหมัด ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างคั่งแค้น
“ ไอ้โง่ มีเนื้อนุ่ม ๆ ให้เคี้ยวไม่ชอบ แล้วแกจะชอบอะไร คอยดูนะแกไม่พ้นมือฉันหรอก อย่าหวังว่าจะรอด ”
ไมตรีขับรถกลับบ้านระหว่างทางก็นึกถึงราตรีอันแสนหวานกับไมล่า ที่ทะเลและคำพูดของเธอที่ขอให้เขาพาไปพบพ่อแม่
โกลเด้นบีชโปโลคลับ
ไมตรีขับรถพาไมล่าผ่านประตูใหญ่ของสนามเล่นโปโลสุดหรูแห่งเมืองโซวันน่าซึ่งรับเฉพาะสมาชิกที่เป็คนรวยและมีเกียรติในวงสังคมเท่านั้น
“ ผมทำตามสัญญานะ จึงพาคุณมาพบคุณพ่อวันนี้ท่านนัดสังสรรค์กับเพื่อนเก่าและบรรดารัฐมนตรีที่นี่ครับ ” ไมตรีกล่าวขณะขับรถเข้าจอด
“ จริงหรือคะ ดีใจจริง ๆ ค่ะ ขอบคุณมากนะค่ะ ที่ยังจำสัญญาได้ ” ไมล่ายิ้มแย้มแจ่มใส คิดว่าแผนการใกล้จะสำเร็จแล้ว หารู้ไม่ว่ามีใครคนหนึ่งแอบมองเธออยู่ข้างพุ่มไม้ใกล้ลานจอดรถ ที่แท้เป็ โรส นั่นเอง
“ อีนังโสมสุดา แกมากับคุณไมตรีได้ยังไง อ๋อ เป็อย่างนี้นี่เองเขาถึงปฏิเสธกู มึงนี่ช่างเป็มารหัวใจกูซะจริง ๆ อีลูกฏ ! ”
พระยากำแหงกับเพื่อนๆ นั่งดื่มสุรากันอยู่ที่สโมสร ไมตรีพาไมล่าเดินเข้ามาไหว้
“ สวัสดีคุณพ่อผมสิ คุณพ่อครับ นี่คุณไมล่านักร้องประจำวงดนตรีกรมการบันเทิงครับ ”
“ อะจ้า ไหว้พระเถอะหนู มานั่งด้วยกันสิ ”พระยากำแหงรับไหว้
สักพักพันเอกสดมภ์ก็เดินเข้ามากระซิบกับพระยากำแหงแล้วพระยากำแหงก็เรียกให้ไมตรีเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง เพื่อคุยธุระด่วนและให้ไมล่านั่งรออยู่ข้างนอก
เมื่อไมล่านั่งอยู่เพียงลำพังโรส หรือชะอม ก็โผล่เข้ามาทักทาย
“ พี่ดา มานั่งทำไมคนเดียวที่นี่ ”โรสแหย่ด้วยท่าทางเป็มิตร
“ เอ้า ชะอม เอ้ยลืมไป ต้องเรียกว่าโรส แล้วเธอล่ะมาทำไมที่นี่ ” ไมล่าจับไม้จับมือน้องสาวบุญธรรม
“ มากับท่านชายน่ะ ท่านนัดมาเล่นโปโลกับพระสหาย ไอ้เราเล่นไม่เป็เลยมาเดินเตร่แถวสโมสรนี่ เออ เราไปนั่งคุยกันข้างในโน้นดีกว่าจะได้สั่งอะไรมากินเล่นไปด้วย ไปกัน ” โรสจูงมือไมล่าเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง
“ พี่คงอยากรู้ใช่มั๊ย ว่าพ่อของพี่ไปอยู่ที่ไหน ฉันพอรู้อยู่นะ ” โรสว่า
“ จริงหรือ อยากรู้สิ แล้วเธอไปรู้มาจากไหน ”โสมสุดาลืมตัวว่าเป็ไมล่า เผลอบอกออกไป
“ ตกลงพ่อของพี่ชื่ออะไรนะ หลุง หรือหลิง ชื่อเต็ม ๆ ว่าอะไรนะขุนพิพัฒน์อะไรน๊า ” โรสหลอกล่อ
“ หมอหลง ศรีตรัง ขุนพิทักษ์หวยหาญ ”โสมสุดากล่าวชัดถ้อยชัดคำ
“ ที่เป็หัวหน้าคณะก่อการปฏิวัติปี 1912 ใช่มั๊ย แล้วทำสำเร็จหรือเปล่าล่ะ” โรสถามย้ำ
“ ใช่ แต่ไม่สำเร็จ ” โสมสุดาพูด
แป๊ะๆๆๆๆ เสียงปรบมือดังออกมาจากผนังห้องอีกด้านที่แท้มันก็มีฉากกั้นระหว่างห้องนี้กับห้องที่พวกไมตรีเข้าไป
“ ยอดเยี่ยมมาก ยินดีที่ได้พบคุณหนูแห่งตระกูลศรีตรังลูกฏหมอหลงอันลือเลื่อง ” พันเอกสดมภ์เดินเข้ามาพร้อมกับพระยากำแหง ไมตรี และรัฐมนตรีทั้งหลาย
โสมสุดางุนงงจนทำอะไรไม่ถูก
“ ว่าไงล่ะ คุณโสมสุดา ศรีตรัง เงียบอยู่ทำไม บอกเขาไปสิว่าไม่ใช่
นี่แหละค่ะท่านนักข่าวสาวของสำนักข่าวเกาหัว ฉันรู้จักดี ยายฉันเคยทำงานในบ้านของแม่หล่อนนี่แหละลูกฏละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” โรสเยาะเย้ยอย่างสะใจที่ได้กระชากหน้ากากของโสมสุดา
ไมตรีเดินเข้ามาเขย่าตัวไมล่าคาดคั้นเอาคำตอบ
“ เป็จริงอย่างโรสว่าหรือเปล่า ไมล่า ตอบสิ ”
“ ใช่ ฉันเอง ฉันคือโสมสุดา ไม่ใช่ไมล่า ฉันหลอกคุณ ”โสมสุดาร้องไห้แล้ววิ่งออกไปจากที่นั้น ไมตรีวิ่งตามออกไป
พันเอกสดมภ์เดินเข้ามาใกล้โรสแล้วกุมมือของหล่อนเบา ๆ ทั้งคู่ยิ้มกริ่มด้วยภูมิใจในความสำเร็จ
โสมสุดาเดินออกมาจากโปโลคลับทั้งน้ำตาความหวังที่จะสืบหาข่าวของพ่อคงมลายหายสูญซ้ำยังทำให้ภารกิจของสำนักข่าวกรองล้มเหลวอีกด้วย หัวสมองของเธอตอนนี้มันคล้ายโลกทั้งใบหมุนคว้างไปหมด หล่อนล้มลงข้างทาง ไมตรีขับรถตามมาอุ้มเธอขึ้นรถ
หลังจากนั้น
“ ฟื้นแล้วหรือ ” ไมตรีถามด้วยน้ำเสียงเ็า
“ นี่ฉัน...” โสมสุดางัวเงียตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองมานอนอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
“ ไม่ต้องพูดหรอก หมอบอกว่าคุณไม่เป็อะไรมาก พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้ส่วนเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไว้ค่อยคุยกันวันหลัง ผมไปละ ” ไมตรีลุกออกไปจากห้อง
สวนสาธารณะกลางเมืองเจมทาวน์
“ ขอให้ประชาชนจงเชื่อผู้นำ ชาติจะพ้นภัย ”เสียงพระยากำแหงพูดผ่านไมโครโฟน ต่อหน้าประชาชนรวมถึงกลุ่มคนถือป้ายประท้วงต่อต้านรัฐบาลส่งเสียงโห่ไล่รัฐบาลให้ลาออกเต็มพื้นที่สวนอันมีขนาดกว้างประมาณ 500 ตารางเมตร
เปรี้ยง!
เสียงกรี้ดด้วยความใของคนรอบเวทีไฮปาร์คของท่านผู้นำทำให้คนบนเวทีต้องหมอบลง เมื่อมีะุปืนยิงเข้าใส่ฉากหลังเวทีห่างจากตัวพระยากำแหงเพียงไม่กี่คืบ ทหารและโปลิศต้องคุ้มกันตัวท่านผู้เผด็จการออกไปและยุติการปราศรัยลงเพียงเท่านั้น
“ เกิดเหตุวางะเิในหลายจุดของเมือง กลุ่มคนร้ายก่อการจลาจลเผาทำลายสถานที่ราชการ ยังติดตามจับกุมตัวมาไม่ได้ ”เสียงวิทยุรายงานข่าวความวุ่นวายของบ้านเมืองไม่เว้นแต่ละวันทั้งที่เคยสงบเงียบมานาน
สำนักข่าวเกาหัว
โสมสุดากลับมานั่งเขียนข่าวด้วยจิตใจเลื่อนลอย จน บ.ก.ดม ต้องมาตบโต๊ะ จึงได้สติ
“ คุณเป็อะไร ถ้าไม่มีสมาธิจะเขียนก็กลับไปบ้านก่อน ไว้อารมณ์ดี ๆค่อยมาเขียน ”
“ ขอโทษค่ะ หนูทำให้ บ.ก. ต้องผิดหวัง ”โสมสุดาทำสีหน้าละห้อย
ร้านข้าวแกงยายมะ
“ ยายครับ ยายพอจะรู้จักผู้หญิงที่ชื่อโสมสุดามั๊ยครับ ” ไมตรีถามยายมะ ขณะที่นั่งกินคะนอมฮาดู ( ขนมจีนน้ำยาฮาดู ) อยู่ในร้าน
“ รู้จักค่ะ แล้วคุณเป็ใครคะ ” ยายมะแบ่งรับแบ่งสู้
“ อ๋อ ผมเป็เพื่อนสมัยเรียนน่ะครับได้ข่าวว่าเธอทำงานที่สำนักข่าวนี้ไม่ทราบเธอมากินบ่อยมั๊ยครับแล้ววันนี้เธออยู่หรือเปล่า ” ชายหนุ่มซักอีก
“ ก็มากินบ่อยอยู่นะคะ แต่วันนี้เธอลาค่ะ เห็นว่าไม่ค่อยสบายคุณมีธุระด่วนกับเธอหรือเปล่าคะ ”
“ ไม่ด่วนหรอกครับ แล้วปกติเธออัธยาศัยเป็ยังไงคือว่าผมไม่ได้เจอเธอนานแล้ว เลยอยากจะรู้ว่ายังเหมือนเดิมหรือเปล่า ” ไมตรีหาข้อกลบเกลื่อน
“ เอ๊ แต่ยายว่า คุณคงไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดาละมั๊ง มาเลียบ ๆ เคียง ๆถามแบบนี้ แอบชอบเค้าอยู่ใช่มั๊ยล่า ฮ่าๆๆ แน่ะ ทำเขิน เอ้าบอกก็ได้คุณโสมสุดาแกก็นิสัยดี เป็มิตรกับคนทั่วไป แต่ชีวิตแกน่าสงสารเป็กำพร้าั้แ่เด็ก พ่อก็เป็นักโทษฏ ไม่รู้หายตัวไปไหน แม่ก็ตรอมใจตายั้แ่คุณหนูแกยังเรียนมัธยมดีว่าปู่กับย่ารวย ถึงส่งไปเรียนปีนังสิงคโปร์ได้ จนจบมาเป็นักข่าวนี่แหละ เฮ้อพูดแล้วก็เศร้าใจ ” ยายมะบรรยายซะละเอียด
“ จริงค่ะ พี่ดาเค้าเป็คนดี หนูยืนยันได้ ”มะเหมี่ยว หลานคนเล็กของยายมะสนับสนุน
ไมตรีกินเสร็จจ่ายเงิน แล้วขับรถออกไป โดยไม่รู้ว่ามีสายลับจับจ้องอยู่ในมุมหนึ่ง
บ้านพักพระยากำแหง
“ แกไปหาอีลูกฏนั่นมารึ ไมตรี ”พระยากำแหงแค่นถามลูกชาย
“พ่อรู้....” ไมตรีฉงนใจ
“ อย่าคิดว่าฉันแก่แล้ว จะหูหนวกตาบอดนะ แกเลิกยุ่งกับมันได้แล้วถ้ายังคิดว่าเราเป็พ่อลูกกัน เหตุลอบยิงวันก่อน ก็คงเป็ฝีมือพวกมันที่มันแกล้งมาคบกับแก ก็เพื่อหาทางบ่อนทำลายพวกเรา มันไม่จริงใจกับแกหรอก ”คำพูดของพ่อ ทำให้ไมตรีเริ่มลังเลสงสัยว่าจะเป็ดังว่า
บ้านพักพันเอกสดมภ์
“ ทำตามแผนการของเราได้เลย หลังจากนั้นค่อยตามเก็บอีนังนั่น อย่าให้พลาด ” เสียงพระยากำแหงสั่งการผ่านทางโทรศัพท์
“ ครับท่าน จะไม่ให้ท่านผิดหวัง ”พันเอกสดมภ์พูดจบก็วางสาย สีหน้าบ่งบอกแววเ้าเล่ห์ ในขณะที่โรส เข้ามานวดเฟ้นคลอเคลียเขาอยู่ข้างเตียงแล้วทั้งคู่ก็พากันโบยบินขึ้น์ชั้นเจ็ดในห้องนอนสุดหรู
วันที่28 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1933
โรงแรมรถไฟ
สถานีรถไฟนครปายางภาคเหนือของประเทศSouvanna( โซวันน่า )
เ้าชายดูรีบากาซาตู กรมพระยาเฉลิมเมือง กำลังจะเสด็จกลับพระนครโดยขบวนรถด่วนมีรับสั่งให้ราชเลขาไปบุ๊ครถนอนถวายไว้ล่วงหน้าวันนี้รถด่วนขาล่องออกจากสถานีปายาง เวลาบ่ายโมงเศษเสด็จในกรมเสวยพระกระยาหารกลางวันราวๆ เที่ยงแล้วก็รับสั่งว่าจะบรรทมพักผ่อนสักครึ่งชั่วโมงก่อนที่จะเสด็จไปสถานี
ในระหว่างที่บรรทมอยู่นั้นเองเ้าพนักงานโปลิศสันติบาลที่ขึ้นไปจากพระนครเจมทาวน์ ก็ขอเฝ้าโดยด่วนเมื่อได้เฝ้าก็ทูลเชิญเสด็จกลับ
มีรับสั่งถามว่า“ มีเื่อะไร ”
นายโปลิศผู้นั้นก็ทูลว่า“ ผู้บังคับการโปลิศสันติบาลจะขอเข้าเฝ้าที่พระนคร ”
เสด็จในกรมรับสั่งถามต่อไปว่า“ ใครเป็ผู้บังคับการโปลิศสันติบาล ”
โปลิศกราบทูลต่อไปว่า“ ขุนสอนกาลาจี ”
ในกรมมีรับสั่งว่า“ เอ ฉันไม่รู้จัก ”
เมื่อนายตำรวจทูลถามว่าทรงมีปืนหรือไม่
ก็รับสั่งตอบว่า“ ไม่เคยมีเลยแม้แต่ปืนยิงนก ” แล้วก็เสด็จออกจากพระที่แต่งพระองค์เสด็จไปสถานีรถไฟมีนายโปลิศนั่งไปหน้ารถพร้อมผู้ตามเสด็จอีกหลายคน
ั้แ่เวลาที่โปลิศเข้าไปจับหรือเชิญเสด็จตลอดจนถึงเวลาที่เสด็จขึ้นรถด่วนเข้าไปในห้อง มีเ้าพนักงานยืนคุมหัวรถท้ายรถเสด็จในกรมมิได้มีพระอาการผิดปรกติหรือสะทกสะท้านแม้แต่น้อย คำว่า “ ขัตติยมานะ” นั้น เราท่านเคยได้ยินคนพูดบ่อยครั้งและตีความหมายกันไปมากมาย แต่เราอาจได้เคยเห็นของจริงก็ในคราวนี่นั่นเอง...”
ครั้นเสด็จถึงพระนครเจมทาวน์เสด็จในกรมจึงได้ทรงทราบว่าถูกหลอกมาให้เขาจับกุมแล้ว
พระยากำแหงหาญก็หลอกให้พระเ้าหมื่นฟ้าลงพระนามในราชโองการจัดตั้งศาลพิเศษ แล้วแต่งตั้งพรรคพวกของตนขึ้นเป็ผู้พิพากษาและอัยการประจำศาลพิเศษนั้นโดยไม่ให้สิทธิแต่งทนายของจำเลยแต่อย่างใด
คำพิพากษานั้นมีว่า
“..คดีเป็อันฟังได้ว่า จำเลยทั้งหมดในคดีนี้ ได้สบคบกันกระทำการประทุษร้ายเพื่อทำลายรัฐบาลมีความผิดฐานฏตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 104…
อาศัยเหตุดังกล่าวแล้วจึงต้องพิพากษาให้ปะาชีวิต แต่นายพลโท พระยาเทพวายุภักษ์ กรมพระยาเฉลิมเมืองและพันเอก หลวงพิชัยชำนาญยุทธ จำเลยทำความดีมาก่อน ประกอบกับเมื่อได้ระลึกถึงเหตุผลที่ว่า ๆ ไปแล้วควรได้รับความปรานี จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 ตามมาตรา 58 และมาตรา 34 (1) คงให้จำคุกจำเลยทั้ง 3 นี้ ไว้ตลอดชีวิต…”
จากนั้นเ้าชายดูรีกับจำเลยร่วมอีกสองนาย ก็ถูกนำไปยังคุกมหันตโทษและถูกถอดราชอิสริยยศฐานันดรศักดิ์ โดยให้ออกนามใหม่ว่า “ นักโทษชายดูรี”
ณคุกมหันตโทษ
“ ทำไมหนอรัฐบาลจึงไม่ยอมที่จะเข้าใจเลยว่าฉันไม่มีความทะเยอทะยานในเื่อำนาจวาสนาฉัน้าอยู่ตามลำพังอย่างคนสามัญทั้งหลาย ” นักโทษชายดูรีตัดพ้อ
เมื่อพระราชินีฟาติมาในสมเด็จเ้าหมื่นฟ้าและเป็พระธิดาของเ้าชายดูรีทรงทราบจึงเสด็จมาประกันตัวเ้าชายดูรีด้วยทรัพย์สินส่วนพระองค์
“ ฉันขอประกันด้วยทรัพย์สินที่ฉันมีอยู่ถ้าหนีหาย ฉันก็จะยอมเป็ขอทาน ...”
แต่พระยากำแหงหาญหายอมไม่เป็เหตุให้พระราชินีฟาติมาทรงโทมนัสยิ่งนัก
“ ทำไมรังแกฉันอย่างนี้ มันจะเอาชีวิตฉัน มาทำพ่อฉัน เห็นได้เทียวว่ารังแกฉัน ” ไม่ช้าก็ทรงประชวรและสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา
จบตอนที่ 15 โปรดติดตามตอนที่ 16 ทะเลชีวิต