ซูอี้หว่านหารู้ไม่ว่าเซียวจวิ้นอันกำลังวางแผนการอันใดและยิ่งไม่ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเขาล้วนมีสาเหตุจากการสนทนาในห้องครัวครั้งสิ้น
ยามนี้ซูอี้หว่านกลับให้ความสนใจไปที่ซูอี้โจวอย่างเต็มที่นางมองพี่ชายด้วยสีหน้าประหลาดใจ
"พี่ชาย ท่านเป็นอะไรไป?"
เดิมทีซูอี้โจวออกไปข้างนอกเพื่อสืบหาราคาห้องแถวในเมืองอวิ๋นเฉิงหมายจะเปิดโรงหมอหรือสถานพยาบาลสักแห่ง ทว่าหลังจากเขากลับมาก็มีท่าทีครุ่นคิดหนัก
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้หว่านและจางอ้ายหลินอดประหลาดใจไม่ได้พวกนางไม่เข้าใจว่าเขากำลังเผชิญกับเรื่องใดกันแน่
"อาโจว เจ้าพูดอะไรหน่อยเถิด!"
จางอ้ายหลินเห็นบุตรชายเอาแต่เงียบไม่เอ่ยคำใด ก็ร้อนใจยิ่งนัก เมื่อเห็นซูอี้โจวไม่ตอบคำถามของบุตรีนางจึงอดไม่ได้ที่จะเร่งเร้าอยู่ข้างๆ
ในที่สุดซูอี้โจวก็ราวกับเพิ่งได้สติกลับคืนมาโบกมือให้สองแม่ลูก "ข้าไม่เป็นไรพวกท่านไม่ต้องกังวล"
"จะไม่ให้แม่กังวลได้อย่างไร เจ้าออกจากบ้านไปครั้งหนึ่งกลับมาก็มีท่าทางเหม่อลอยเยี่ยงนี้ แล้วไหนจะอี้หว่านเล่าเมื่อครู่กลับมาก็เต็มไปด้วยคราบเลือด เกือบจะทำให้ข้าตกใจตายแล้ว!"
จางอ้ายหลินได้ยินซูอี้โจวกล่าวเช่นนั้นก็เอ่ยอย่างไม่พอใจทันที
ในสายตานางการที่บุตรทั้งสองมีความคิดเป็นของตนเองไม่ใช่ปัญหาทว่าห้ามมิให้ปิดบังซ่อนเร้นจากคนในครอบครัวเป็นอันขาด
"มีเรื่องอันใด พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันมิอาจเปิดอกพูดคุยกันให้กระจ่างได้หรือ?"
"ท่านแม่ อี้หว่านเป็นอะไรไป?"
ซูอี้โจวได้ยินคำพูดของจางอ้ายหลินในยามนี้จึงหันความสนใจไปที่ซูอี้หว่าน มองสำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้าเมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งผิดปกติ จึงค่อยคลายใจลง
"เจ้าอย่าคิดเบี่ยงเบนประเด็น ข้ากำลังพูดถึงเจ้าอยู่นะ!"
จางอ้ายหลินเห็นบุตรชายเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องสำคัญก็พลันไม่พอใจขึ้นมา
นางเลี้ยงดูบุตรทั้งสองมากับมือย่อมมองออกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ
จางอ้ายหลินมองออกว่าบุตรชายมีความคิดทว่าไม่กระจ่างว่าเขากำลังปิดบังสิ่งใดกันแน่
"ใช่แล้ว ครานี้ข้าขอเข้าข้างท่านแม่ ท่านพี่รีบอธิบายมาให้ชัดแจ้งว่าเกิดอันใดขึ้น? เป็นเพราะพวกเราไม่ใช่คนท้องถิ่นเมืองอวิ๋นเฉิงจึงไม่อาจเปิดสถานพยาบาลได้ใช่หรือไม่?"
ซูอี้หว่านรู้สึกว่าเรื่องที่ทำให้พี่ชายของตนกลัดกลุ้มถึงเพียงนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องสถานพยาบาล
"ไม่ ไม่ใช่เช่นนั้น"
ซูอี้โจวได้ยินดังนั้นก็สั่นศีรษะปฏิเสธการคาดเดาของซูอี้หว่าน "เรื่องเปิดสถานพยาบาลข้าได้สอบถามจนกระจ่างแล้ว การเปิดสถานพยาบาลในเมืองอวิ๋นเฉิงมิใช่เรื่องยากเพียงแค่ไปแจ้งต่อทางการ ให้ทางการประเมินเพื่อขอรับคุณสมบัติในการรักษาเท่านั้นส่วนเรื่องห้องแถวก็ไม่ยาก ทว่าต้องจ่ายค่าเช่าเดือนละสองตำลึงเงินมิใช่ง่ายดายสำหรับคนทั่วไป"
เจ้าเมืองอวิ๋นเฉิงมีความสามารถในการบริหารจัดการเป็นเลิศทุกด้านล้วนมีระบบระเบียบที่สมบูรณ์แบบซูอี้หว่านและครอบครัวได้ค้นพบสิ่งนี้หลังจากมาถึงเมืองอวิ๋นเฉิง
ถึงแม้ว่าขุนนางประจำเมืองอวิ๋นเฉิงมิใช่ขุนนางที่มีความสามารถล้นเหลือทว่าก็สามารถจัดการสิ่งต่างๆ ให้อยู่ในระเบียบภายใต้การจัดการของเจ้าเมือง
ซูอี้หว่านไม่ทราบว่าเมืองอื่นในแคว้นเยว่เป็นเช่นไรทว่าอย่างน้อยหลังจากที่พวกเขามาถึงเมืองอวิ๋นเฉิงแล้วก็มิได้พบว่าการกำกับดูแลที่นี่มีข้อบกพร่องมากนักการอาศัยอยู่ที่นี่กลับได้รับการรับประกันไม่น้อย
"แต่ถ้าเรื่องเปิดสถานพยาบาลมิได้ยุ่งยากอันใดเหตุใดท่านจึงมีท่าทางเหม่อลอยเช่นนี้?"
ซูอี้หว่านจ้องมองซูอี้โจวด้วยความไม่เข้าใจยังคงรู้สึกว่าเรื่องนี้มิได้เรียบง่าย
อย่างน้อยซูอี้โจวยังคงปิดบังบางสิ่งจากพวกเขา!
"อันที่จริง... ข้าได้พบเจอคนผู้หนึ่ง"
"ผู้ใด?"
ด้วยเหตุนี้สองแม่ลูกจึงอดไม่ได้ที่จะสบตากันอดสงสัยไม่ได้ว่าซูอี้โจวได้พบเจอผู้ใด ถึงทำให้เขามีท่าทางแปลกประหลาดเช่นนี้
เมื่อเห็นดังนั้นซูอี้โจวก็ทราบว่าหากไม่เปิดเผยความจริงคงมิได้ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆเอ่ยอย่างช้าๆ ว่า "ข้าเห็นคนผู้หนึ่งที่คล้ายกับท่านพ่อมาก"
"อะไรนะ!"
ซูอี้หว่านและจางอ้ายหลินมิได้คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นทั้งสองสบตากัน ก็มองเห็นความประหลาดใจและความไม่เข้าใจจากสายตาของกันและกัน
"เจ้า…เจ้าพูดให้ชัดเจนกว่านี้ เป็นเรื่องจริงหรือ? มิใช่ภาพลวงตาแน่นะ?"
"มิใช่ภาพลวงตา"
ซูอี้โจวเอ่ยอย่างหนักแน่นแววตาแน่วแน่ "ใบหน้าของเขาละม้ายคล้ายท่านพ่อถึงแปดเก้าส่วนเพียงแต่ในความทรงจำกลับดูโทรมกว่า เขามีกลิ่นอายของทหารอย่างชัดเจนข้าไม่มีวันจำผิดแน่”
"ท่านพี่..."
ซูอี้หว่านได้ยินซูอี้โจวกล่าวเช่นนั้นสีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อน
อันที่จริงก่อนที่โลกจะล่มสลายบิดาของพวกเขา ซูฉงหมิง ก็เสียชีวิตในหน้าที่แล้ว
ต่อมาเมื่อโลกถึงกาลวิบัติครอบครัวต่างพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดเผชิญหน้ากับซอมบี้ที่น่าสะพรึงกลัวและจิตใจมนุษย์ที่ซับซ้อนทุกวันเป็นเวลานานแล้วที่ไม่ได้คิดถึงเขา
ทว่าบัดนี้ซูอี้โจวกลับได้พบเจอซูฉงหมิง!
"หรือว่าหลังจากท่านพ่อเสียชีวิตไป ที่จริงแล้วมิได้ตายแต่กลับข้ามภพมายังแคว้นเยว่?"
ซูอี้หว่านอดไม่ได้ที่จะคิดถึงจุดนี้ท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวความน่าจะเป็นที่เป็นไปได้น้อยที่สุดอย่างการที่ครอบครัวของพวกเขาข้ามภพมายังสถานที่แห่งนี้ยังเกิดขึ้นได้แถมยังมีมิติส่วนตัวติดตัวมาด้วยนางจึงคิดว่าบางทีสถานการณ์ของซูฉงหมิงก็คงไม่ต่างจากพวกเขา
เพียงแต่ท่านพ่อมาถึงแคว้นเยว่เร็วกว่าพวกเขาและได้ปรับตัวเข้ากับชีวิตที่นี่แล้ว
"มีความเป็นไปได้"
ซูอี้โจวพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของซูอี้หว่าน
เขากล่าวจบก็หันศีรษะไปมองจางอ้ายหลินกลับเห็นนางมีสีหน้าซับซ้อน
"หากเขาข้ามภพมาจริงๆ เช่นนั้นพวกเราควรรีบตามหาเขาให้เร็วที่สุดไม่ใช่หรือเพื่อที่จะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง?"
ความรู้สึกที่จางอ้ายหลินมีต่อซูฉงหมิงนั้นซับซ้อนความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของนางกับซูฉงหมิงที่จริงแล้วมิได้ลึกซึ้งมากนักก่อนที่ซูฉงหมิงจะเสียชีวิตในหน้าที่ เขาเอาแต่ยุ่งอยู่กับราชการอยู่เสมอหลายครั้งที่นางถูกปล่อยเป็นเพียงผู้ดูแลบ้านอยู่เบื้องหลัง
ทั้งสองอยู่ห่างกันบ่อยแม้ว่าจะสามารถเข้าใจความยากลำบากของกันและกันได้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกของทั้งสองกลับค่อยๆ ถูกบั่นทอนลง
แต่หากกล่าวว่าอีกฝ่ายคือสามีของนางจริงๆจางอ้ายหลินก็หวังว่าจะสามารถตามหาซูฉงหมิงได้เพื่อที่จะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง
ท้ายที่สุดแล้วไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าคนในครอบครัว
ได้ยินคำพูดของจางอ้ายหลินพี่น้องทั้งสองจึงอดไม่ได้ที่จะสบตากันพวกเขาทราบว่ามารดามีความขุ่นเคืองใจต่อบิดาเพียงแต่เมื่อเทียบกับความขุ่นเคืองใจเล็กน้อยในใจนางกลับหวังว่าจะสามารถอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันได้มากกว่า
"ท่านพี่ ข้าคิดว่าคำพูดของท่านแม่ถูกต้องที่สุด! ท่านพี่เล่า? ท่านคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?"
ซูอี้หว่านเข้าใจความคิดของจางอ้ายหลินแสดงท่าทีสนับสนุนความคิดเห็นของนางในทันที พลางหันไปมองซูอี้โจวและรอคอยให้เขาตอบ
"ถึงแม้ว่าการที่ครอบครัวของเรากลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาเป็นเรื่องสำคัญทว่า... น่าเสียดายที่ข้ากลับคลาดสายตาจากเขาไป"
ซูอี้โจวมองมารดาและน้องสาวที่จ้องมองตนรอคอยให้เขาตอบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเกาศีรษะด้วยความกระอักกระอ่วน
"ข้าไม่รู้ว่าเขาประสบพบเจอสิ่งใดในแคว้นเยว่ทว่าตอนนี้ดูเหมือนเขากำลังทำภารกิจสำคัญ"
ซูอี้โจวไม่ได้ปิดบังในยามนี้เล่าเรื่องที่เขาบังเอิญได้พบเจออีกฝ่ายอย่างละเอียด
“เขาและลูกน้องอีกจำนวนหนึ่งดูเหมือนกำลังค้นหาบุคคลสำคัญในเมืองแต่แล้วจู่ๆ เขาก็ได้รับสารจากนกพิราบ จึงรีบนำพาลูกน้องจากไปอย่างรวดเร็ว”