ตอนที่ 2 ตื่นเถอะนะรินอารี 2
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับประตูที่เปิดออกในเวลาไล่เลี่ยกันไม่นานหญิงวัยกลางคนสองคนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าหรูหรามีราคาพร้อมกับแก้วแหวนเงินทองประดับประดามาพองามทั้งสองเดินเข้ามาก่อนแล้วปิดท้ายด้วยชายหนุ่มที่แต่งกายภูมิฐานนกแกกับบุญเรือมรีบยกมือไหว้บุคคลทั้งสาม
“หมอเขาบอกฉันว่ายายรินอาการโคม่าอีก” หญิงวัยกลางคนรีบเข้ามายืนข้าง ๆ รินอารีแล้วค่อย ๆ ลูบเบาที่ศีรษะอย่างทะนุถนอมหล่อนก็คือ คุณนวลหงส์ ธิตาการ น้องสาวเ้าของไร่ส้มธิตาการ
“ค่ะคุณนวลหงส์” บุญเรือมตอบพร้อมกับหันหน้าไปทางนกแก
“...”นกแกกระอักกระอวลอยากจะพูดเื่ที่เก็บไว้ในใจเต็มแก่แต่เมื่อเห็นสายตาเมื่อครู่ของบุญเรือมซึ่งเป็แม่บ้านาุโก็เลยได้แต่เก็บคำพูดของตนเอาไว้
“ขอบใจนกแกกับบุญเรือมมากนะที่คอยดูแลลูกของฉันเป็อย่างดี่นี้หมอบอกว่าอย่าละสายตาจากยายรินเป็อันขาดเห็นบอกว่าอาการแบบนี้จะเกิดขึ้นกับยายรินบ่อยเราต้องคอยระวังให้มาก”
“พูดอะไรอย่างนั้นคะคุณผู้หญิงถ้าไม่ได้คุณผู้หญิงป่านนี้บุญเรือมก็ไม่รู้จะไปซุกหัวนอนที่ไหน ทั้งคุณผู้หญิงคุณผู้ชาย คุณนันทิศและคุณหนูต่างก็เป็ผู้มีพระคุณของบุญเรือมนะคะ”
“หนูก็เหมือนกันค่ะ คุณผู้หญิงถ้าไม่ได้คุณหนูกับคุณวา ป่านนี้...”นกแกแทรกขึ้นแต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักในทันทีเมื่อเห็นว่าบุญเรือมหันมาทำตาขวางใส่
คุณนวลหงส์มารดาของรินอารีสีหน้าเปลี่ยนไปในทันทีที่นกแกเอ่ยชื่อของใครคนหนึ่งขึ้นมาทั้งที่บุญเรือมพยายามเลี่ยงชื่อนั้นไปแล้วแต่นกแกก็เผลอพูดขึ้นมาทำให้บรรยากาศในห้องที่ยังหมองเศร้ากลับดูมืดครึ้มเข้าไปอีก
“...”นกแกเงียบรีบก้มหน้างุดลงทันทีเหมือนกับเด็กซนที่เพิ่งทำแก้วใบใหญ่สุดโปรดของคนในบ้านหล่นแตกแล้วถูกดุ
“ไม่เป็ไรนกแก”เสียงคุณผู้หญิงของนกแกฟังดูอบอุ่นแต่ก็ยังออกสั่น ๆ ก่อนจะรีบตัดบท“บุญเรือมกับนกแกก็กลับไร่ไปพักผ่อนแล้วก็เตรียมเข้าของให้เรียบร้อยคืนนี้ต้องมาเฝ้ายายรินอีก”
“ค่ะคุณผู้หญิง” บุญเรือมรีบรับคำพร้อมกับฉุดแขนนกแกเก็บข้าวของออกไปจากห้องทันที
“ไม่เป็อะไรนะคะคุณพี่” หญิงวัยกลางคนที่มากับคุณนวลหงส์จับแขนซ้ายเบา ๆ เพื่อเป็การปลอบใจ
“ฉันไม่เป็ไรหรอกห่วงก็แต่ยายริน ถ้าแกฟื้นขึ้นมาแล้วไม่รู้จะรับได้หรือเปล่า”คุณนวลหงส์ลูบศีรษะของบุตรสาวอีกครั้ง “ทำไมเื่แบบนี้ต้องมาเกิดขึ้นกับลูก ๆของฉันด้วย ฉันไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้”
“คุณพี่ไม่ต้องคิดมากนะคะอย่างไรเสียน้องจะอยู่ข้าง ๆ คุณพี่เป็กำลังใจให้เสมอค่ะ”
“ขอบคุณน้องนันท์มากที่ไม่ทิ้งกันในยามที่เป็ทุกข์แบบนี้”
“อย่าคิดมากนะคะคุณพี่”คุณพนิตนันท์หันไปหาชายหนุ่มที่ไปยืนอยู่อีกฝั่งของเตียง “ภัทรไปเอาน้ำมาให้คุณนวลหงส์หน่อยสิลูก”
“ครับแม่”
ยังไม่ทันที่นาราภัทรจะทันได้เดินไปหยิบน้ำมาให้คุณนวลหงส์ประตูห้องก็เปิดออกโดยไม่มีแม้แต่เสียงเคาะเตือนใด ๆคราวนี้เป็ชายวัยกลางคนสวมกางเกงยีนส์สีขาวเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อน ๆ ทาปากสีแดงปัดขนตาพองาม ย้อมผมที่หวีเป๋ไปด้านซ้ายถูกย้อมด้วยสีน้ำตาลเขาเหน็บกระเป๋าถือไว้ใต้แขนซ้ายที่แลดูอ่อนช้อยเขาคือ คุณนันทิศ ธิตาการ เ้าของไร่ส้มธิตาการ
พอพ้นประตูห้องเข้ามาก็หยุดนิ่งราวกับรูปปั้นทันทีที่ได้เห็นรินอารีในสภาพที่มีสายระโยงระยางเต็ม
“ใคร... ใครมันทำหลานของฉัน ใคร...” น้ำเสียงนั้นดังฟังชัดจน ทุกคนในห้องนิ่งเงียบเฝ้าดูท่าทีต่อไปของเขา...
ภายใต้แววตาที่เริ่มเอ่อท้นจนประกายแสงจับชั่วครู่ก็ปรากฏเสียงของเด็กผู้หญิงดังขึ้นในความทรงจำแต่ครั้งอดีตของเขาทันที
“ป้าลุงค่ะ รินอยากได้สมุดวาดรูปอันใหม่ค่ะ นะคะ ป้าลุงคนสวย นะคะ รินอยากได้” เด็กหญิงรินอารีในชั้นประถมรบเร้าลุงด้วยวิธีดึงชายเสื้อสีชมพูอ่อนของอีกฝ่ายแล้วโยกไปมาอย่างช้าๆ ภายในห้างสรรพสินค้า
“ป้าลุงสวยจริงเหรอคะ”
“ค่ะ สวยมากๆ เลยค่ะ” น้ำเสียงแจ่มใส “สวยที่สุดในโลกเลยค่ะ”
“ฮ่า ๆ ” ป้าลุงของเด็กหญิงรินอารีหัวเราะชอบใจ “งั้นป้าลุงจะเหมาให้ทั้งร้านเลย”
“เย้... ขอบคุณป้าลุงคนสวยค่ะ”เด็กหญิงเอื้อมือให้ป้าลุงโน้มตัวแล้วหอมแก้มป้าลุงของตัวเองฟอดใหญ่
“นายหัวนันทิศครับ”คราวนี้เสียงของเด็กชายวัยประถมพูดขึ้น “คุณป๋าบอกว่าสมุดวาดภาพของรินอารีที่ยังไม่ได้เขียนกองเต็มบ้านแล้วครับ”
“ต้าย... เรียกฉันนายหัวได้ไง”ป้าลุงรินอารีร้องเสียงดังแต่ก็ยังแฝงด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นกับหลานชาย “งั้นไอ้คุณวาไม่ต้ององต้องเอามันแล้วกีตงกีตาร์นั่น”
“หา...” หลานชายใอ้าปากค้าง “หลานดื้อคนนี้ผิดไปแล้วครับป้าลุงซื้อสมุดให้รินแล้วซื้อกีตาร์ให้วาด้วยเลยนะครับเดี๋ยววาจะเป็คนหิ้วของให้เอง"
“ป้าลุงคนสวยไม่โกรธนะคะ ซื้อสมุดให้รินแล้วก็ซื้อกีตาร์ให้พี่วาด้วยนะคะป้าลุงใจดี”
“ปากหวานจังนะเราตัวแค่นี้”ป้าลุงหยิกแก้มเด็กหญิงเบา ๆ ก่อนจะอุ้มแล้วหอมแก้มฟอดใหญ่ส่วนหลานชายก็รีบวิ่งตามหลังมาติด ๆ พร้อมกับคว้ามือซ้ายของลุงเดินตรงไปที่ร้านหนังสือกันทั้งสามคน...
โรงพยาบาลห้องผู้ป่วยพิเศษ
“ใจเย็น ๆก่อนคะคุณพี่นันทิศ” คุณพนิตนันท์ที่ยังปลอบคุณนวลหงส์อยู่พูดขึ้น
“แล้วเื่มันเป็มายังไงหลานฉันถึงได้เจ็บหนักขนาดนี้”
“ใจเย็น ๆก่อนคะ นี่คุณพี่รีบกลับมาจากฮ่องกงเลยเหรอคะ”
“ก็ใช่นะสินี่ฉันกะว่าจะอยู่ต่ออีกสักเดือนแต่พอได้ข่าวหลานฉันก็เลยต้องบินกลับทันทีนวลหงส์นี่ก็ยังไงหลานฉันเป็อย่างนี้แล้วก็ไม่ยอมบอกยอมกล่าว” หันไปทางน้องสาว“นี่ถ้าฉันไม่โทรกลับมาถามยายรินว่าอยากได้อะไรเป็ของฝากก็คงจะไม่รู้เื่กันพอดี”
“ใจเย็นค่ะพี่นวลหงส์เขาคงไม่อยากให้คุณพี่คิดมาก”
“แล้วว่ายังไงละเื่มันเป็ยังไงกันแน่”
ภายในห้องพักฟื้นของรินอารีคุณนวลหงส์ค่อยๆ รวบรวมสมาธิแล้วเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดให้พี่ชายของตนได้รับรู้นันทิศเมื่อได้รู้เื่ก็ต้องร้องไห้ออกมาเป็ระยะเพราะทำใจยอมรับเื่ที่เกิดขึ้นไม่ได้
“ทำไมถึงได้เกิดเื่อย่างนี้กับหลานๆ ของฉันด้วยถ้าเ้าวาเชื่อลุงก็คงไม่ต้องเกิดเื่แบบนี้”
นันทิศร้องไห้สะอื้นอย่างหนักจนทุกคนรีบปลอบกันใหญ่แต่ครู่ใหญ่ต่อมาแววตาภายใต้รอยน้ำตาที่ยังเกรอะกรังและแดงระเรื่ออยู่นั้นกลับเปล่งประกายแห่งความเคียดแค้นชิงชังและเด็ดเดี่ยวทันที...
“เพียะ...”
สิ้นเสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าหญิงสาวที่สวมใส่กระโปรงตัวสั้นแต่งหน้าจัด ๆ ริมฝีปากแดงแจ๋ก็ลงไปนั่งแหมะบนพื้นหล่อนหันหน้าขึ้นมองเ้าของฝ่ามือเมื่อครู่พร้อมกับยกมือขวาลูบค้างบนใบหน้า
“นี่แกกล้าตบฉันรึ”
พูดจบหล่อนลุกขึ้นแล้วปรี่เข้าหาหญิงสาวรูปงามสวมกางเกงยีนสีน้ำเงินกับเสื้อยืดสีขาวหวังจะเอาคืนบ้างแต่แล้วต้องหยุดชะงักทันทีเมื่ออีกฝ่ายกำหมัดยกขึ้นเป็กาดโล่กำบังดูทะมัดทะแมงราวกับนักมวยผู้กร้านเวที
“ถ้ายังไม่ยอมหยุดต่อไปฉันจะไม่ใช่แค่ตบหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางของเธอ”
“กรี๊ด...”ผู้หญิงที่ถูกตบหน้ากรี๊ดเสียงดังลั่น “แกกล้าทำยังนี้กับฉันได้ยังไง”
“นี่... มันต้องอย่างนี้สิ”บุญเรือมโพล่งขึ้นพร้อมกับเอามือขวาตีลงขาตัวเองเพราะถูกอกถูกใจกับบทบาทของตัวเอกในละครทีวี“จะมาให้เขารังแกอยู่ข้างเดียวได้ไง”
“แหม...เป็หนูหน่อยไม่ได้ ถ้าให้หนูเป็นางเอกนะคะป้า จะประกบคอ แทงเข่า แทงเข่าให้นังนั่นตัวงอเหมือนกุ้งถูกย่างกองอยู่กับพื้นให้กรรมการนับสิบไปเลย” นกแกสมทบ
“อ้าว... ๆ ๆปัดโธ่” บุญเรือมเอามือข้างเดิมตีขาตัวเองอีกครั้ง
“ว้า...”นกแกท่าทางผิดหวัง “กำลังมันอยู่เลยจบซะละ โธ่”
บุญเรือมกับนกแกติดละครงอมแงมแม้ละครจะจบลงไปแล้วก็ยังไม่วายที่จะมานั่งวิพากษ์วิจารณ์ตัวละครชนิดเข้าถึงอารมณ์ทั้งสองพูดคุยกันอย่างเมามันจนไม่ได้สังเกตเห็นบางอย่างที่เปลี่ยนไปของรินอารี
ระหว่างคิ้วสองข้างเริ่มขมวดเข้าหากันเปลือกตาที่ปิดสนิทเริ่มสันไหวระริกก่อนจะค่อย ๆ เปิดออกเผยให้เห็นแววตากลมโตรินอารีมองดูดวงไฟก่อนจะหันเหจากแสงจ้ามองดูเพดานสีอ่อนแล้วสำรวจไปรอบ ๆด้วยแววตาที่ดูเหนื่อยอ่อนหูสองข้างเริ่มได้ยินเสียงที่คุ้นเคยสองเสียงพูดคุยอยู่ข้าง ๆ หล่อนรู้สึกคอแห้งเหมือนไม่ได้ััรสชาติแห่งความชุ่มฉ่ำของน้ำบริสุทธิ์มาตลอดชีวิต
“พี่นกแกคะ รินหิวน้ำ”
“ค่ะ คุณหนู”แม้จะเมามันอยู่กับการวิพากวิจารณ์ตัวละครแต่ด้วยความเคยชินนกแกหันมาตอบรับคำคุณหนูของตนเองอย่างรวดเร็วพร้อมกับลุกขึ้นยืนแล้วตรงดิ่งไปที่ตู้เย็นทันทีแต่ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดตู้เย็นก็นึกอย่างหนึ่งขึ้นได้
“คุณหนูจะรับน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นคะ”นกแกหันกลับมาถามคุณหนูของตนเองเพื่อความแน่ใจ
“รินขอน้ำเย็นค่ะ”
“ค่ะ”นกแกตอบรับคำเสียงใสหันกลับไปที่ตู้เย็นอีกครั้ง
นกแกเปิดตู้เย็นมองหาขวดน้ำเย็นตั้งใจอย่างเต็มที่ว่าจะเตรียมใส่แก้วให้คุณหนูรินอารีของตัวเองแต่ระหว่างที่หยิบขวดน้ำกำลังจะนำออกจากตู้เย็น ในใจก็นึกบางอย่างขึ้นมาอีก
“คุณหนูรินจะรับน้ำเย็น”นกแกพูดขึ้นกึ่งเสียงกระซิบนิ่งค้างครู่หนึ่ง “เอ๊ะ เดียวก่อน”
ระหว่างที่นกแกกำลังหยุดใช้ความคิดอยู่นั้นรินอารีใช้มือสองข้างของตัวเองค้ำยันและฝืนนั่งบนเตียงได้สำเร็จท่ามกลางเสียงสัญญาณที่ดังระงมฟังไม่เป็จังหวะ
นกแกรีบหันขวับกลับมาพร้อมกับความสงสัยสับสนของความคิดที่ค่อยๆ เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ แต่เมื่อหันกลับมาก็เห็นว่า บุญเรือมนั่งอ้าปากค้างยกมือทาบหน้าอกนิ่งเป็ตุ๊กตาหญิงวัยกลางคนบนโซฟาและเมื่อเบนสายตามองดูคุณหนูที่ปกติต้องนอนนิ่งเป็เ้าหญิงนิทราบนเตียงนั้นกลับมานั่งทำตากลมโตมองคนนั้นคนนี้อย่างสาวน้อยขี้สงสัยทำให้นกแกเบิกตากว้างอ้าปากค้างยืนตัวเกรงอยู่หน้าตู้เย็น แต่เพียงเสี้ยวนาทีทั้งบุญเรือมกับนกแกก็พร้อมใจกันเปล่งเสียงอุทานออกมา
“คุณหนู !...”
บุญเรือมกับนกแกอุทานเสียงดังพร้อมเพรียงนกแกหลุดออกจากภวังค์แห่งความตะลึงเมื่อครู่อย่างรวดเร็วและพุ่งพรวดไปกดสัญญาณที่หัวเตียง
บุญเรือมรีบคว้ากระเป๋าสะพายบนโต๊ะขวานหาบางสิ่งอย่างลุกลี้ลุกลนจนดูเหมือนมือสองข้างนั้นราวกับว่ามีเป็สิบเป็ร้อยแย่งกันสาละวนอยู่กับกระเป๋าสะพายใบเดียวแต่เมื่อทันทีที่ได้โทรศัพท์มือถือบุญเรือมก็รีบตรงออกไปที่ระเบียงเปิดประตูระเบียงกดโทรศัพท์รายงานทันที
นกแกดีใจยกมือปาดน้ำตาที่ไม่รู้ว่าหลั่งไหลมาแต่ตอนไหน
“นี่มันอะไรคะพี่นกแกทำไมเต็มตัวรินไปหมดเลย”รินอารียกแขนสองข้างขึ้นมองดูสายระโยงระยางอย่างไม่เข้าใจ
“คุณหนูรินเป็อย่างไรบ้างคะ”เสียงนกแกออกสั่นๆ “ยังเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ”
“รินปวดหัวแล้วก็หิวน้ำมาก” รินอารีเงียบครู่หนึ่ง “แล้วนี่มันอะไรกันคะ ทำไมรินถึงได้มาอยู่ที่นี่เกิดอะไรขึ้นกับรินเหรอคะพี่นกแก”
“...”นกแกนิ่งอึ้งหันไปทางบุญเรือมที่เดินกลับเข้ามาจากระเบียงห้อง
“...”บุญเรือมเองก็กระอึกกระอักไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง
ก๊อก ก๊อกก๊อก
ประตูเปิดออกอย่างรวดเร็วพร้อมกับทีมแพทย์รีบเข้ามาในห้องหลังจากนั้นก็พากันตรวจร่างกายของรินอารี
“คุณหมอคะช่วยเอาสายพวกนี้ออกจากตัวรินได้ไหมคะ รินอึดอัดค่ะ” รินอารีทำเสียงอ้อนเหมือนเด็ก
“ยังก่อนครับคุณริน”นายแพทย์ยิ้ม“เอาไว้พรุ่งนี้หมอตรวจร่างกายคุณรินอีกรอบก่อนนะครับเดี๋ยวคุณหมอจะถอดสายพวกนี้ออกให้”
“ถอดออกเลยไม่ได้เหรอคะ”รินอารีอ้อนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง
“ไม่ได้นะครับแล้วก็ห้ามดื้อด้วย” คุณหมอยิ้มอีกรอบอย่างรู้ทัน“คุณรินรู้หรือเปล่าว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหน”
“รินหลับทั้งวันเลยเหรอคะ”
“คุณรินหลับไปตั้งสองอาทิตย์แล้วนะครับ”
“สองอาทิตย์” รินอารีทำตาโต ก่อนจะหยีตายกมือขึ้นทาบกับศีรษะของตัวเอง“โอ้ย...รินปวดหัวเหลือเกิน”...