ตอนที่49 คัมภีร์กำจัดซาตาน
อัลวาโรยิ้มรับคำถามของเสิ่นลี่อิงอย่างเข้าใจเขาอธิบายให้เธอฟังอย่างใจเย็น โดยเชื่อมั่นในความคิดของเจ้านายเก่าว่า
“ที่นี่ปลอดภัยที่สุดแล้วครับ”
อัลวาโรเหลือบมองเห็นสายตางุนงงจากเสิ่นลี่อิงเขาจึงอธิบายให้เธอฟังอย่างใจเย็นว่า
“ไม่มีที่ไหนปลอดภัยเท่าที่นี่อีกแล้วครับหากผมไม่ใช่คนพาคุณหนูเข้ามาเอง คุณหนูอาจไม่แม้แต่จะสามารถเปิดประตูทางเข้าลงมาห้องใต้ดินได้ที่นี่มีกลไกลับอยู่จำนวนมาก พวกมันถูกสร้างไว้ตั้งแต่สมัยโบราณเพื่อใช้ในการเก็บซ่อนสิ่งของมีค่าทั้งหลาย”
“อ้อ!.....อย่างนี้นี่เอง”เสิ่นลี่อิงพยักหน้าเข้าใจ
ถึงอย่างนั้นเธอไม่ได้สนใจทรัพย์สมบัติเหล่านี้มากนักเพราะเชื่อมั่นว่าสมบัติทั้งหลายจะตกอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของเธออยู่แล้ว
เด็กสาวหันกลับมาสนใจรูปปั้นครึ่งตัวของชายชราเครายาวต่อโดยได้รับคำอธิบายจากอัลวาโรซึ่งเขาแสดงความเคารพต่อรูปปั้นว่า
“นี่คือรูปปั้นบรรพบุรุษของตระกูลเฟอนันโดครับท่านมีชื่อว่าเฟลิเป หากย้อนกลับไปสมัยโบราณ ต้นตระกูลของท่านอพยพมาจากกรีกว่ากันว่าสืบเชื้อสายมาจากเทพเฮลีออส ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์”
อัลวาโรหยุดพูดชั่วขณะเมื่อเหลือบมองเห็นเสิ่นลี่อิงเดินเข้าไปใกล้รูปปั้นด้วยแววตาแห่งความเคารพเขาปล่อยให้เด็กสาวได้ใกล้ชิดกับรูปปั้นของบรรพบุรุษต่อไปด้วยความสนใจ
เสิ่นลี่อิงรู้สึกได้ถึงมนต์ขลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากรูปปั้นครึ่งตัวตรงหน้าที่มีเพียงลำตัวครึ่งท่อนบนรูปปั้นอยู่ในท่วงท่าชูแขนขึ้นสองข้างซึ่งสูงพอดีกับความสูงของตัวเธอ ท่าทางของเขาคล้ายกับกำลังอ้อนวอนต่อบางสิ่งอยู่จึงอยากเข้าไปดูใกล้ชิดด้วยความสงสัย
เด็กสาวได้ยินเสียงลึกลับกระซิบแผ่วเบาอยู่ข้างใบหูทั้งสองข้างคำกล่าวนั้นเชื้อเชิญให้เธอจับมือกับรูปปั้นทั้งสองข้างลองดู
“เด็กน้อยเอ๋ย.....จงสัมผัสมือข้าเถิดแล้วเจ้าจะค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่ นั่นคือภารกิจที่เจ้าต้องสานต่อของตระกูล
เฟอนันโดมีเพียงเจ้าที่จะช่วยเหลือผู้คนทั้งหลายได้ จงเชื่อมั่นในพลังแห่งความดีที่ตนมี”
เสิ่นลี่อิงเดินเข้าไปเอามือสองข้างวางประกบเข้ากับฝ่ามือของรูปปั้นอย่างแนบแน่นด้วยความอยากรู้เธอรับรู้ได้ตั้งแต่รับการสวมมงกุฎแห่งความหวังแล้วว่า ตนมีภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องทำในอนาคตเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ได้มีโอกาสเกิดใหม่อย่างพลิกผัน
เมื่อเด็กสาวแนบฝ่ามือตนเองเข้ากับฝ่ามือสองข้างของรูปปั้นแล้วเธอรู้สึกได้ถึงพลังลึกลับบางอย่างที่แผ่ซ่านเข้ามาภายในกายจนทำให้รู้สึกเย็นสบายอย่างไม่เป็นเคยมาก่อนรวมทั้งมีอักขระโบราณประหลาดแสดงขึ้นในหัวของเธอเต็มไปหมด
“อ๊ะ! นั่นเธอ.....คือผู้หญิงในตำนานหรือ?” อัลวาโรอุทานด้วยความตื่นตกใจแฝงความยินดี
เขาเหลือบมองเห็นละอองสีทองแผ่โอบล้อมตัวของเด็กสาวอยู่ลักษณะที่มองเห็นล้วนตรงกับบันทึกของชายชราอันเดรสซึ่งเขาเคยกล่าวให้ฟังตั้งแต่ยังเด็ก
หากรูปปั้นของบรรพบุรุษมีปฏิกิริยาถ่ายทอดคัมภีร์ลับกับใครบางคนย่อมแสดงว่าบุคคลนั้นคือผู้ถูกเลือกให้เป็นคนกำจัดซาตานหรือปีศาจเป็นบุคคลที่ตระกูลเฟอนันโดจะต้องให้ความเคารพสูงสุดและพร้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือในทุก
สถานการณ์
อัลวาโรคุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมเอาฝ่ามือขวาวางทาบหน้าอกซ้ายของตนเองเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่แสดงออกต่อผู้ยิ่งใหญ่ที่จะต้องเคารพสูงสุด
เขามีน้ำตาคลอเบ้าด้วยความยินดีเพราะภาระหน้าที่ที่ชายชราอันเดรสฝากฝังไว้กับเขานั้นได้บรรลุและเป็นไปตามเจตนารมณ์อย่างแท้จริงโดยไม่คิดว่าเรื่องราวทั้งหมดจะพุ่งตรงมายังเด็กสาวที่ชื่อ เสิ่นลี่อิง
“นายท่าน.....นายท่าน.....ท่านนอนหลับให้สบายใจได้แล้วคุณหนูเสิ่นคือผู้ถูกเลือกที่แท้จริง”
อัลวาโรพึมพำถึงนายเก่าด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มเขารับรู้ได้ทันทีว่าไม่จำเป็นต้องนำบันทึกโบราณออกมาให้เด็กสาวได้อ่านเพื่อรับสืบทอดภารกิจแต่อย่างใด
อนึ่งการรับสืบทอดผ่านรูปปั้นบรรพบุรุษโดยตรงย่อมมีความหมายและคุณค่ามากกว่าผ่านการสืบทอดจากบันทึกที่ทิ้งไว้ให้จากรุ่นสู่รุ่น
อัลวาโรรู้สึกได้ถึงภาระหนึ่งอย่างที่เบาบางลงไปโดยต่อไปเขาจะต้องทำหน้าที่รับใช้เสิ่นลี่อิงอย่างเต็มกำลังความสามารถพร้อมกับสามารถสละชีวิตเพื่อช่วยในภารกิจของตระกูลเฟอนันโดต่อไป
สักพักหนึ่งเสิ่นลี่อิงรับรู้ได้ว่าอักขระโบราณถูกถ่ายทอดมาให้กับเธอจนหมดสิ้นแล้วเธอพึมพำอย่างเข้าใจในทักษะลับที่ได้รับมาว่า
“ที่แท้มันคือคัมภีร์กำจัดซาตานนี่เองหวังว่าฉันจะมีโอกาสใช้มัน.....กำจัดพวกซาตานให้หมดสิ้นไป”
เธอกลับมารู้สึกตัวอีกครั้งว่าตนยังอยู่ในห้องโถงใต้ดินกับอัลวาโรโดยสมองได้รับการบันทึกข้อความในคัมภีร์กำจัดซาตานไว้จนหมดสิ้นแล้วจึงเหลือบมองเห็นเขานั่งคุกเข่าทำความเคารพตนอยู่
เสิ่นลี่อิงพยักหน้าเข้าใจภารกิจของตนเองมากขึ้นเธอออกคำสั่งกับอัลวาโรด้วยเสียงแห่งพลังอำนาจว่า
“อัลวาโร.....พวกเราควรนัดหมายผู้ภักดีทั้งหมดเพื่อกล่าวสดุดีท่านอันเดรส และเริ่มทำภารกิจของเราเสียที”
อัลวาโรลุกขึ้นยืนแล้วโค้งคำนับพร้อมกล่าวรับคำสั่งของเสิ่นลี่อิงด้วยความฮึกเหิมว่า“ครับนายท่าน!”
จากนั้นเสิ่นลี่อิงเดินกลับขึ้นไปด้านบนโดยทิ้งทรัพย์สมบัติมีค่าทั้งหลายไว้เหมือนเดิมเธอยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้พวกมันในตอนนี้เพราะลำพังแค่เงินรางวัลหรือเงินจากทรัพย์สมบัติของชายชราอันเดรสก็มีให้เธอใช้ได้จำนวนมหาศาล
เสิ่นลี่อิงเดินกลับขึ้นไปด้านบนโดยมีอัลวาโรเดินตามอย่างนอบน้อม ท่วงท่าของเด็กสาวเต็มไปด้วยพลังอำนาจที่แผ่ออกมาจนทำให้ผู้คนรับรู้ได้ทันทีว่าการสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลเฟอนันโดเสร็จสมบูรณ์แล้ว
เด็กสาวเดินตรงไปยังห้องรับแขกโดยมีผู้คุ้มกันคนหนึ่งมาเชื้อเชิญเธอเนื่องจากเจ้าหน้าที่ของทางการเดินทางมาเพื่อจัดการธุรกรรมทั้งหลายตามคำกล่าวของอัลวาโรก่อนหน้า
ตลอดเส้นทางที่เดินไปห้องรับแขกผู้คนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นผู้คุ้มกันหรือคนรับใช้ต่างพากันก้มหัวคำนับเธอเป็นระยะเพราะทุกคนต่างรู้สึกได้ถึงพลังอำนาจในตัวเธออย่างชัดเจน
ประการสำคัญเสิ่นลี่อิงอยู่ในชุดเจ้าหญิงที่มีมงกุฎแห่งความหวังสวมใส่อยู่ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเธอเป็นที่น่าเกรงขามต่อผู้คน
เสิ่นลี่หยางส่งเสียงเรียกพี่สาวอย่างยินดีที่เห็นเธอกลับมาทว่าเขาต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเนื่องจากท่าทีของพี่สาวกลายเป็นผู้ใหญ่ที่สุขุมเยือกเย็นในเวลาเพียงชั่วครู่ว่า
“เจี่ยเจียมาแล้ว.....เจ้าหน้าที่เพิ่งมาพอดีครับ”
เสิ่นลี่หยางรู้สึกเกรงใจพี่สาวมากกว่าเดิมอย่างอธิบายไม่ได้เขารีบลุกขึ้นทักทายเธออย่างสุภาพโดยอัตโนมัติ
เสิ่นลี่อิงยิ้มรับการทักทายจากน้องชายอย่างพึงพอใจเธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบต่างจากเดิมว่า
“ขอบใจมากเสี่ยวหยาง”
เจ้าหน้าที่ชายวัยกลางคนสองคนนั่งรออยู่อีกด้านของโซฟาพวกเขาเหลือบมองเด็กสาวในชุดเจ้าหญิงโบราณมีมงกุฎเพชรพลอยสวมใส่บนหัว พลางหันหน้ามองสบตากันด้วยความงุนงง
อนึ่งพวกเขาไม่คาดคิดว่าการเข้ามาทำหน้าที่ทางกฎหมายในการสืบทอดมรดกของชายชราอันเดรสจะต้องพบเจอการแต่งกายเต็มยศจากเด็กสาวเช่นนี้
ประการสำคัญพวกเขาไม่ได้รับรู้มาก่อนว่ามหาเศรษฐีอันเดรสจะยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้กับเด็กหญิงต่างชาติมาก่อนทำให้พวกเขางุนงงยิ่งนัก
อัลวาโรเป็นคนดำเนินการในส่วนของพิธีการต่อเขากล่าวแนะนำชายหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องรับแขกพร้อมกระเป๋าเอกสารในมือว่า
“สวัสดีครับนี่คือทนายความที่คอยรับใช้ท่านอันเดรสทางเรามีเอกสารที่ท่านอันเดรสจัดเตรียมไว้หมดแล้วทั้งในส่วนของผู้รับมอบมรดกทั้งหมด และการเพิ่มชื่อทายาทเข้าในที่อยู่ของท่านอันเดรสครับ”
อัลวาโรช่วยจัดแจงเอกสารกับทนายความหนุ่มหล่อเหลาที่เป็นลูกหลานคนรับใช้ของชายชราอันเดรสอย่างคล่องแคล่ว
เสิ่นลี่อิงและน้องชายนั่งรออยู่บนโซฟาใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามกับเจ้าหน้าที่ชายสองคนเพื่อรอให้เอกสารจัดเตรียมเรียบร้อยจึงจะลงนามในครั้งเดียว
เจ้าหน้าที่ชายสองคนลอบพิจาณาเสิ่นลี่อิงด้วยความประหลาดใจเพราะบุคลิกของเด็กสาวนิ่งสงบเยือกเย็นมีเพียงรอยยิ้มบางเบาฉาบอยู่บนใบหน้า ไม่มีท่าทางมีชีวิตชีวาหรือตื่นเต้นยินดีเหมือนเด็กสาวทั่วไป
เสิ่นลี่หยางเห็นพี่สาวนั่งสงบนิ่งทำให้เขาต้องเลียนแบบตามอย่างเพราะไม่อยากให้คนอื่นดูแคลนตนกับพี่สาวได้
สักพักหนึ่งอัลวาโรและทนายความจัดการเอกสารให้กับทางเจ้าหน้าที่ของทางการเสร็จเรียบร้อยอัลวาโรตระหนักได้ถึงปัญหาอย่างหนึ่งของเสิ่นลี่อิงเขาจึงตั้งใจให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้ากับเธอ โดยทำท่าทางสอบถามอ้อม ๆอย่างกังวลใจว่า
“เอ่อ.....คุณหนูเอเลนาครับคุณหนูบ่นปวดท้องไม่ใช่หรือครับ?จะไปกินยาก่อน.....แล้วค่อยมาเซ็นเอกสารจำนวนมากไหมครับ?”
เสิ่นลี่อิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามกำกวมจากอัลวาโรพอเธอนึกถึงชื่อเอเลนาที่เขาจงใจเรียกใหม่ทำให้เธอคาดเดาความกังวลใจของเขาได้อย่างง่ายดาย จึงตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า
“ไม่เป็นไรค่ะฉันสามารถเซ็นชื่อเอเลนาได้สวยงาม ส่วนอาการปวดท้องก็หายแล้ว รับรองว่าเซ็นเอกสารได้ครบถ้วนแน่นอน”