หลังจากที่ผู้นำตระกูลกลับจากบ้านของถังฉี เขาก็ไปที่บ้านของหลี่เจิ้ง และหารือเกี่ยวกับเรื่องการผลิตวัตถุดิบหม้อไฟ
เมื่อได้รับรู้รายละเอียดทั้งหมด หลี่เจิ้งรู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก ครั้งที่แล้ว เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงหอยกาบ และรู้สึกเสียใจทุกครั้งที่นึกถึง
จากนั้นทั้งสองก็รีบไปที่โถงบรรพชนและตีระฆัง
ไม่นาน ชาวบ้านก็มารวมตัวกันที่ทางเข้าโถงบรรพชน
“เหตุใดถึงตีระฆังอีกแล้วล่ะ ผู้นำตระกูล ครั้งนี้มีข่าวดีใช่หรือไม่?”
ถังหม่านกุ้ยมองผู้นำตระกูลด้วยรอยยิ้ม เพราะเขาได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของผู้นำตระกูลและหลี่เจิ้งเมื่อมาถึง
“ฮ่าฮ่า…หม่านกุ้ย เจ้านี่ฉลาดจริง ๆ รอให้ทุกคนมาถึงก่อนเถอะ แล้วข้าจะประกาศข่าวดี”
ผู้นำตระกูลเอ่ยตอบ ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความเบิกบาน
ถังต้าสี่ก็มาที่นี่ในฐานะตัวแทนของบ้านเก่า ทว่าครั้งนี้เขาไม่มีความเย่อหยิ่งจองหองเหมือนที่ผ่านมา
หลี่เจิ้งเงยหน้าขึ้น เหลือบมองถังต้าสี่และได้แต่ส่ายศีรษะ
ถังต้าสี่ผู้นี้โยนเพชรล้ำค่าทิ้งไป และคว้าไว้เพียงก้อนกรวด
ไม่นาน ถังฉีก็มาถึง แม้จะรู้ถึงเจตนาของผู้นำตระกูล แต่นางก็ต้องมาในฐานะสมาชิกของหมู่บ้าน
แน่นอนว่านางไม่ได้กล่าวอ้างกับผู้นำตระกูลว่าสูตรหม้อไฟเป็นการคิดค้นของตนเอง
“ร้านเยว่ไหลเค่อในเมืองชิงเหลียงกำลังจะทำอาหารจานใหม่ และเป็นเพราะฉีเอ๋อร์ คุณชายฉีจึงต้องการซื้อวัตถุดิบจากพวกเรา” ผู้นำตระกูลประกาศด้วยใบหน้าแช่มชื่น
“ผู้นำตระกูล เราจะหาสิ่งที่พวกเขาต้องการในหมู่บ้านบนเขาที่แร้นแค้นแห่งนี้ได้อย่างไร?” ชาวบ้านรู้สึกตื่นเต้นในตอนแรก แต่หลังจากได้ยินสิ่งที่ผู้นำชราพูด พวกเขาก็ส่ายศีรษะและเริ่มตั้งคำถาม
“ฮ่าฮ่า…ถ้าเป็นเรื่องอื่น พวกเราหมู่บ้านตระกูลถังคงไม่สามารถจัดหาให้ได้ แต่วัตถุดิบที่ร้านเยว่ไหลเค่อต้องการคือพืชผักที่พวกเราปลูกได้ในไร่สวน ทั้งกระเทียม พริก ผักสด อีกไม่กี่วัน เมื่ออาหารจานใหม่วางขาย จะมีคนมาซื้อวัตถุดิบจากหมู่บ้าน พวกเจ้ามีอะไรก็เก็บไว้เผื่อขายด้วยก็แล้วกัน”
“แล้วพวกเขายังต้องการถั่วงอกเพิ่มจำนวนมาก” นี่เป็นเรื่องที่ถังฉีหารือกับผู้นำตระกูล
ชาวบ้านที่สามารถเพาะถั่วงอกได้รู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้ยินเช่นนี้ หลังของพวกเขาตั้งตรงด้วยความภาคภูมิใจ
“ฉีเอ๋อร์ เจ้าเป็นดาวนำโชคของพวกเราจริง ๆ ขายถั่วงอกเพียงไม่กี่ครั้งก็ทำให้พวกเราซื้อลูกหมูเพิ่มได้แล้ว” หญิงชาวบ้านหลายคนที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าโถงบรรพชนต่างรู้สึกตื้นตันใจ
ทุกวันนี้พวกนางทำเงินได้มากมาย ฐานะของครอบครัวก็ดีขึ้น และสามีของพวกนางก็แข็งแรงขึ้นด้วย
“ท่านป้าทั้งหลาย นอกจากจะเก็บเงินไว้ซื้อลูกหมูลูกแกะแล้ว เมื่อสำนักศึกษารับคนในปีหน้า พวกท่านก็สามารถส่งลูก ๆ เข้าเรียนได้” เมื่อได้ฟังคำชมจากหญิงชาวบ้าน ถังฉีก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ตายจริง ไม่คิดเลยว่าฉีเอ๋อร์จะมีความคิดที่แสนวิเศษเช่นนี้ แต่ส่งเจ้าเด็กจอมซนพวกนั้นไปเรียนจะดีหรือ? วัน ๆ เอาแต่เล่นโคลน จะไปเรียนอะไรรู้เรื่อง” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ย
“ข้าว่า…ที่ฉีเอ๋อร์พูดมาก็มีเหตุผล บรรพบุรุษของพวกเราต่างตรากตรำทำงานหนัก หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน อีกทั้งยังต้องทนกับการขูดรีดภาษี พวกเราจะปล่อยให้คนรุ่นต่อไปต้องทนกับความยากลำบากเช่นนั้นไม่ได้” ชาวบ้านอีกคนเสริม
จากนั้น ชาวบ้านก็เริ่มถกกันเรื่องการส่งบุตรหลานไปยังสำนักศึกษา
“ฉีเอ๋อร์ เจ้าตั้งใจที่จะส่งซานเอ๋อร์และคนอื่น ๆ เข้าเรียนในปีหน้าหรือ?” ผู้นำตระกูลเอ่ยถามเด็กหญิงด้วยแววตาครุ่นคิด
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ เมื่อสำนักศึกษาเปิดรับคนในปีหน้า ข้าจะส่งพวกเขาทั้งสี่คนเข้าเรียน” ถังฉีไม่ปิดบังความตั้งใจของนาง
“อะไรนะ? จะส่งเจ้าเด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่เจ้ารับเลี้ยงคนนั้นเข้าเรียนด้วยหรือ?” ถังต้าสี่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ เข้าชี้หน้าเด็กหญิงด้วยความเกรี้ยวกราด
“เจ้ากำลังใช้เงินของตระกูลถังอย่างฟุ่มเฟือย! ไม่ได้! ข้าไม่ยอม ส่งไปเรียนแค่คนเดียวก็พอแล้ว เงินที่เหลือจะได้เก็บไว้…”
“หืม…ท่านปู่ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าพวกเราตัดขาดและไม่เกี่ยวข้องกันอีก? นอกจากนี้ ข้าจะใช้จ่ายเงินที่ข้าหามาอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับท่านไม่ใช่หรือ?”
“เจ้า…เจ้า…!”
ถังต้าสี่ไม่คิดว่าหลานสาวจะโจมตีเขาต่อหน้าชาวบ้านเช่นนี้ มันทำให้เขาพูดไม่ออก ใบหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ
“พวกเจ้าตัดขาดกันแล้ว ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวข้องกันอีก เด็ก ๆ สามารถหาเงินได้ด้วยตัวเอง และพวกเขาก็สามารถจัดการกับเงินที่หามาได้!”
หลี่เจิ้งที่ไม่เคยมีส่วนร่วมเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสบายอารมณ์
“...ก็ได้ แต่ฉีเอ๋อร์ต้องสอนพวกเราเพาะถั่วงอก” ถังต้าสี่กำลังมองหาข้อแก้ตัว เขารู้ดีว่าถังฉีไม่เชื่อฟังเขา
ทว่าในฐานะลูกหลาน นางจะสามารถปฏิเสธผู้อาวุโสถึงสองครั้งต่อหน้าชาวบ้านได้หรือ มิเช่นนั้นนางจะกลายเป็นคนอกตัญญูและไม่เคารพผู้ใหญ่
“นี่…”
หลี่เจิ้งเงยหน้าขึ้นและมองไปที่ถังฉีด้วยความเคลือบแคลง แม้ว่าครอบครัวของเขาจะสามารถเพาะถั่วงอกได้ แต่เขาก็ตระหนักดีว่าในภายภาคหน้า ความต้องการจะต้องเพิ่มขึ้น
ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ชาวบ้านควรช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ได้มากมากที่สุด
“ท่านลุงหลี่เจิ้ง ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากบอก แต่ท่านคิดถึงความรู้สึกของท่านลุงท่านป้าเหล่านั้นบ้างหรือไม่? จะดีกว่าหากถั่วงอกเป็นของหายาก หากมีมากเกินไป ราคาก็จะถูกลง
นอกจากนี้ ข้าเคยพูดเอาไว้ว่าคนที่มาช่วยงานที่บ้านข้าเท่านั้น จึงจะได้เรียนรู้วิธีเพาะ หากเอาไปบอกคนอื่นตอนนี้จะเรียกว่ายุติธรรมต่อคนที่ลงแรงได้อย่างไร?”
ดวงตาสีเข้มอันลุ่มลึกจับจ้องไปยังหลี่เจิ้ง มั่นใจว่าเขาจะสามารถเลือกทางออกที่เหมาะสมที่สุดได้
แม้ว่าหลี่เจิ้งจะเห็นด้วยกับถังต้าสี่และขอให้นางสอนวิธีเพาะถั่วงอก นางก็จะไม่สอนพวกเขาเด็ดขาด!
หลี่เจิ้งมองถังฉีพลางครุ่นคิดอย่างเงียบ ๆ
ชาวบ้านที่ไม่รู้วิธีเพาะถั่วงอกมองไปที่หลี่เจิ้งและผู้นำตระกูลด้วยความคาดหวัง
“ทุกคน ฟังข้าให้ดี ต่อให้พวกเจ้าไม่รู้วิธีเพาะถั่วงอก พวกเจ้าก็สามารถหาเงินจากการขายผักให้ร้านเยว่ไหลเค่อได้ หากไม่ใช่เพราะถังฉี พวกเจ้าคงไม่มีรายได้เช่นนี้ พวกเราต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่มี ใครจะรู้…วันหน้าอาจมีวิธีใหม่ ๆ ในการหาเงินก็เป็นได้”
ผู้นำตระกูลเข้าใจถังฉีเป็นอย่างดี และเขารู้สึกกังวลกับคำตอบของหลี่เจิ้ง
ในฐานะคนที่มีอิทธิพลอย่างมากในหมู่บ้านตระกูลถัง เขาไม่รังเกียจที่จะรับบทเป็น 'คนเลว' เพื่ออนาคตของหมู่บ้าน
ได้ยินเช่นนี้ ชาวบ้านก็ครุ่นคิดและเห็นด้วย
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเข้าข้าง ถังต้าสี่ก็ระเบิดความโมโหออกมาอย่างหนัก
“เจ้าพวกโง่ การเพาะถั่วไม่ต้องลงแรง ในขณะที่การปลูกผักต้องเหนื่อยกว่ามาก!”
***************************