ซ่า! ซ่า!
เสียงสายฝนกระหนำกระทบพื้นดินบวกกับความมืดมิดยามที่แสงจันท์ถูกบดบังด้วยเมฆฝนชั่งเป็บรรยากาศที่ชวนให้เงียบเหงาและเศร้าโศก
“แฮ่กแฮ่ก” ร่างๆหนึ่งวิ่งฝ่าสายฝนอย่างทุลักทุเล และหากฟังจากเสียงก็จะรู้ได้ว่าร่างๆนั้นเป็สตรีในสองมือของนางถือตะกร้าที่มีห่อผ้ารูปร่างแปลกๆอยู่ข้างในสตรีนางนั้นคล้ายวิ่งอย่างไร้จุดหมายในป่าใหญ่ นางวิ่งไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดพัก
หลายชั่วโมงติดต่อกันจาการวิ่งในที่สุดสตรีนางนั้นก็หยุดลงหน้าประตูหมู่บ้านแห่งหนึ่ง นางหอบหายใจก้มมองห่อผ้าในมือสายฝนไหลผ่านใบหน้า หยดน้ำไหลลงมาจากดวงตายากที่จะบอกว่าเป็หยดน้ำฝนหรือหยดน้ำตานางจูบห่อผ้าที่อยู่ในตะกร้าเบาๆ “อย่างน้อยเ้าก็จะปลอดภัยที่นี่เสวี่ยฟางแม่ขอให้เ้าจงมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข”
นางวางตะกร้าลงหน้าหมู่บ้านก่อนทุบไปยังประตูหมู่บ้านอย่างรุนแรง หนึ่งครั้ง สองครั้งนางทุบไปเรื่อยๆจนมือถลอกเืไหลทว่ากับไม่มีใครใครมาเปิดประตูให้กับคนแปลกหน้ายามฝนตก
สตรีนางนั้นเม้มปากคุกเข่าลงกับพื้นและโขกศีรษะลงครั้งแล้วครั้งเล่าจนโลหิตสีแดงไหลลงมาตามใบหน้าของนางนางจำไม่ได้แล้วว่าโขกศีรษะไปแล้วกี่ครั้งแต่นางก็ยังทำไม่หยุดจนในที่สุดเมื่อสติของนางกำลังจะหมดลงประตูไม้หนาก็ค่อยๆเปิดออก
ร่างสองร่างเดินออกมมาจากในหมู่บ้านหนึ่งเป็สาวงามและอีกหนึ่งเป็ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหล่าทั้งสองถือร่มไม้ไผ่กันฝนและเดินมาหาสตรีที่กำลังคุกเข่าอยู่กับพื้น
“ข้า.....ข้าขอวิงวอนพวกท่านได้โปรดรับเด็กผู้นี้ไว้ในหมู่บ้านของท่านด้วย” สตรีนางนั้นคุกเข่าอ้อนวอนสาวงามที่ได้ยินเช่นนั้นก็เดินไปยกตะกร้าไม้ที่มีทารกอยู่ข้างใน“เ้าเองก็เข้ามาข้างในเถิด” สาวงามนางนั้นเอ่ยกับสตรีที่กำลังคุกเข่า
สตรีนางนั้นมองทารกในตะกร้าอย่างเศร้าหมองนางจำใจส่ายศีรษะและลุกขึ้นอย่างยากลำบากนางค่อยๆเดินจากไปและหายไปกับเงามืดในพื้นป่า
สองบุรุษสตรีมองหน้ากันก่อนจะเดินกลับเข้าไปในหมู่บ้าน
สตรีที่ทิ้งบุตรสาวไว้กับหมู่บ้านในตำนานเดินออกมาจากพื้นป่าอันดำมืดนางต้องหนีไปให้ไกลเพื่อล่อศัตรูให้ออกห่างจากบุตรสาวมากที่สุดทว่าพริบตาที่นางเดินออกมาจากป่าก็พบว่ามีผู้รอคอยอยู่แล้ว
บุคคลเก้าคนในชุดคลุมสีดำยืนขว้างนางกับเส้นทางหลบหนีพริบตาที่นางเห็นพวกมันความหนาวเย็นวาบไหลไปทั่วิญญาทว่าอีกใจหนึ่งก็โล่งอกที่ฝากฝั่งบุตรสาวไว้กับคนในหมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว
“เ้าส่งมันเข้าไปในที่แห่งนั้นแล้ว?” เสียงสตรีดังขึ้นหลังบุคคลทั้งเก้าสตรีที่งดงามจนล่มเมืองเดินมาท่ามกลางสายฝน“เ้าคิดว่าข้าไม่กล้าเข้าไปในที่แห่งนั้น?”
“หากท่านกล้าคงไม่มายืนรอข้าอยู่ตรงนี้หรอก”
สตรีงามล่มเมืองเงียบไปแววตาที่งดงามเปลี่ยนเป็อำมหิตเ็านางสะบัดฝ่ามือคลื่นพลังพิสดารกระแทกเข้าที่หน้าอกของสตรีที่บังอาจต่อต้านนาง
สตรีผู้มีวงหน้าที่ธรรมดาทรุดลงกลับพื้นก่อนสิ้นใจนางมองไปยังทิศทางในป่าลึกก่อนจะยิ้มออกมาและหลับลงไปตลอดการสตรีงามล่มเมืองมองไปยังป่าลึกด้วยความอำมหิตแต่ก็ยังเห็นร่องรอยของความลังเลนางกัดฟันให้สัญญาณกับข้ารับใช้แห่งบุกเข้าไปนางไม่อาจทำใจให้สายเือันน่ารังเกียจรอดพ้นไปได้
ข้ารับใช้ทั้งเก้าบุกเข้าไปยังรวดเร็วทว่ายังไม่ทันที่เท้าจะเหยียบเข้าไปในป่าเสียงเ็าก็ดังออกมาเสียก่อน “หากพวกเ้าเหยียบเข้ามาในอาณาเขตของหมู่บ้านน้ำตก์แม้แต่ก้าวเดียวข้าจะถือว่าตำหนักเทวะฝ่าฝืนกฎที่ตีตราไว้แต่อดีตกาล และจะลงมือสังหารพวกเ้าทั้งหมดทิ้งซะ”
ข้ารับใช้ทั้งเก้าหยุดนิ่งหันไปมองสตรีงามล่มเมืองนางกัดฟันมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเืเนื้อจนมีโลหิตไหลออกมา ในที่สุดนางก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆและหันหลังจากไป
“............................”
สายฝนตกกระหนำลงบนร่างของมารดาที่ไร้ิญญาคล้ายจะปลอบโยนนางให้ไม่ต้องเป็ห่วงไป.........
“ตงฟางเว่ยเมิ่ง!” เสียงแผดร้องคำรามของตงเจี้ยนสืออาจารย์ประจำหมู่บ้านเด็กน้อยอายุแปดเก้าขวบหันไปแลบลิ้นใส่อาจารย์พลางหัวเราะวิ่งหนี หลังจากที่พึ่งไปปาโคลนใส่ก้นของตงเจี้ยนสือ
“ฮาๆๆๆ”เด็กน้อยวิ่งหนีหัวเราะรวน ตงฟางเว่ยเมิ่งหลานชายคนเดียวของหัวหน้าหมู่บ้านเด็กน้อยแสนเกเรที่ชอบแกล้งคนอื่นไปทั่วเสียงหัวเราะของเด็กยิ่งขับความโกรธของอาจารย์หนุ่มเข้าไปอีก
ตงเจี้ยนสือขบฟัน‘บิดามันเถอะ! นิสัยเหมือนบิดามันตอนเด็กๆไม่มีผิด! บัดซบ! อีกเดี่ยวต้องไปรับจูเอ๋อร์ไปทานข้าวแท้ๆ’อาจารย์หนุ่มแทบจะร้องไห้ เมื่อคิดว่าต้องไปจีบสตรีที่หมายตาทั้งๆที่ก้นเลอะโคลน
เด็กน้อยเสเพลอันดับหนึ่งในหมู่บ้านวิ่งแจ้นไปทั่วและคงไม่หยุดหากไม่มีเสียงที่คุ้นเคยดังเรียกเสียก่อน
“เว่ยเมิ่ง”
เด็กน้อยหันไปมองก็เห็นร่างที่คุ้นเคยเด็กสาวอายุสิบเอ็ดสิบสองที่ในมือถือตำราที่ว่าวิธีชงชาเดินมาหามันเด็กชายดวงตาเป็ประกายรีบวิ่งไปหาเด็กสาว
“พี่สาว!”
ตงฟางเสวี่ยฟางในอายุสิบสองปีลูบหัวของน้องชายนางเบาๆอย่างเอ็นดู“เ้าไปแกล้งใครเขาอีกแล้ว?”
“ฮี่ๆเป็ท่านอาจารย์ตง ข้าปาโคลนใส่ก้นของอาจารย์จนเละเทะไปหมดเลย” เด็กน้อยยิ้มซุกซน
“เ้าเนี่ยนะบู๊ก็ไม่เอาบุนก็ไม่เอาโตขึ้นไปเ้าจะไปเป็อะไรได้?”เสวี่ยฟางเขกหัวน้องชายเบาๆ เด็กชายลูบหัวตัวเองไปมาเอ่ยตอบ
“เป็น้องชายท่านไง”
เด็กสาวปิดปากหัวเราะร่าเดินจับมือน้องชายกลับบ้านสองพี่น้องเดินทางกลับบ้านกันด้วยรอยยิ้ม แต่ระหว่างที่เดินกลับนั้นเองทั้งสองสังเกตุเห็นร่างที่คุ้นเคยหลายคนที่หน้าหมู่บ้าน
“นั้นท่านปู่นี่!ปู่ใหญ่กับปู่รองก็อยู่ด้วย!”เด็กน้อยกระซิบกับพี่สาวที่แสนใจดีและเรียบร้อย เสวี่ยฟางมองไปที่หน้าหมู่บ้านก็พยักหน้าเห็นด้วยกับน้องชาย
“ใช่เป็พวกท่านปู่จริงๆด้วย....เอ๊ะ นั้นมัน”เสวี่ยฟางตาโตเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างที่ไม่คุ้นเคยหลายคนเข้ามาในหมู่บ้าน“แขกจากนอกหมู่บ้าน? แปลกจริง” เด็กสามพึมพำ ั้แ่จำความได้นางไม่เคยหมู่บ้านเปิดรับคนนอกเขามาเลย
เด็กชายตาเป็ประกายปล่อยมือพี่สาวและวิ่งไปหาท่านปู่โดยไม่สนใจเสียงห้ามปรามของพี่สาวเด็กชายะโเรียกท่านปู่เสียงดังเด็กชายโผล่เข้าไปกอดปู่ของตนแต่ดวงตาก็แอบมองไปที่เหล่าคนแปลกหน้า
ที่เด่นที่สุดคือเด็กสาวอายุสิบสามสิบสี่ที่แต่งกายด้วยผ้าลายแปลกๆก่อนที่เด็กน้อยจะหันไปมองเหล่าคนที่อยู่ข้างหลังที่ใส่ชุดเหมือนกันหมดข้างเอวเหน็บกระบี่ไว้
“เอ้าเ้าหลานคนนี้ทำให้ปู่ของเ้าต้องขายหน้าต่อแขกแล้ว” ตงฟางซานหัวเราะเบาๆ“เช่นนั้นเชิญพวกท่านตามสบายเถิดพวกเราเตรียมที่พักไว้ให้แล้ว เสี่ยวซุนเ้านำทางแขกทั้งหลายไปยังที่พักซะ”หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยกับเด็กรับใช้
“ต้องขอบคุณท่านหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว”เด็กสาวเอ่ยขอบคุณ
“หามิได้อีกประเดี่ยววันพรุ่งนี้คนของแคว้นชิงก็จะมารับตัวท่านแล้วทางเราต่างหากที่ต้องขอให้ท่านทนลำบากเสียหน่อย” ชายชราหัวเราะเด็กสาวยิ้มออกมานางและองค์รักษ์เดินตามเด็กรับใช้ไปยังที่พัก
“งั้นพวกข้าไปแล้วนะเ้าสาม”ตงฟางหยางและตงฟางโม่จือบอกลาน้องสามของพวกตน
“ท่านปู่”เสวี่ยฟางที่เห็นทุกคนจากไปแล้วเดินมาทักทายท่านปู่ชองตนตงฟางซานพยักหน้าให้กับหลานสาว “ท่านปู่ๆ คนพวกนั้นเป็ใครกันหรือ?” ดวงตาของเด็กชายเป็ประกาย ตงฟางซานหัวเราะชายชราลูบหัวเด็กชาย“มาๆกลับบ้านกันแล้วปู่จะเล่าให้พวกเ้าฟัง” หนึ่งชายชราสองผู้เยาว์เดินกลับบ้าน
“องค์หญิงจากเผ่าลู่หรือเ้าคะ?” ตงฟางฮูหยินเอ่ยอย่างประหลาดใจเมื่อบิดาของสามีเล่าเื่ที่เผ่าลู่ส่งองค์หญิงของพวกมันไปที่แคว้นชิงดูท่าทางคงไม่แคล้วเป็บรรณาการให้จักรพรรดิชิงเป็แน่แท้ ตงฟางฮูหยินคิดในใจ
“เสื้อผ้านางแปลกมากๆเลยละท่านแม่”เด็กชายพูดพลางครีบอาหารเข้าปาก เสวี่ยฟางที่เคี้ยวอาหารช้าๆขมวดคิ้วไปทางน้องชายที่ไม่รักษามารยาทที่โต๊ะอาหาร
“เว่ยเมิ่งรักษามารยาทหน่อยสิ”เด็กสาวเช็ดปากหันและหันไปดุน้องชาย เด็กชายยิ้มเจื่อนๆมารดาและท่านปู่ที่เห็นเด็กชายโดนดุก็หัวเราะออกมา
ตกดึกด้วยความซนของเด็กชายในกลางวันทำให้เด็กน้อยหลับเผลอหลับไปในตอนเย็นตงฟางซานอุ้มเว่ยเมิ่งไปนอนหลับที่ห้องของเด็กน้อย เว่ยเมิ่งตอนหลับเสมือนตายไปไปจนถึงตอนกลางคืน
“งืมม”เว่ยเมิ่งงัวเงียตื่นขึ้นมากลางดึก
เด็กน้อยหาวพลางขยี้ตาไปมาเด็กน้อยเดินออกจากห้องไปเข้าห้องน้ำเด็กน้อยเดินไปตามทางที่คุ้นชินแต่ที่ไม่คุ้นชินก็คือบุคคลตรงหน้า.....บุคคลในชุดสีดำที่กำลังแบกท่านแม่และพี่สาวของเขาอยู่
เด็กน้อยเบิกตากว้างกำลังจะแหกปากร้องขอความช่วยเหลือก็พลันรู้สึกเจ็บวาบที่ต้นคอสติหลุดลอยไปเสียก่อน
“เอาตัวมันไปด้วย”นั้นคือเสียงสุดท้ายที่เด็กน้อยได้ยินก่อนจะหมดสติไป