ตอนที่ 9
ร้าน ‘LYON’ ในยามกลางคืนสว่างด้วยแสงจากโคมไฟทุกจุดรอบด้าน ตัวตึกสีครีมขนาดห้าคูหาอยู่ลึกสุดซอยปลูกเป็ทรวดทรงแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่หก ด้านหน้าชั้นบนเป็ระเบียงยาวลูกกรงดัดโค้งแบบลายฝรั่ง ส่วนชั้นล่างติดกระจกทึบ สลับกับกระจกใสบริเวณบานประตูขนาดกว้างเท่ากับหน้าตึก
รถยนต์ทั้งสองคันซึ่งขับตามกันมาจอดเข้ายังลานซึ่งกั้นไว้พอมีเนื้อที่บ้างเมื่อลงรถอัมพุชินีแสดงความเป็เ้าเข้าเ้าของช่างภาพหนุ่มทั้งที่เห็นว่าเขาอิหลักอิเหลื่อไม่เต็มใจนักแต่ดูเหมือนความเคยชินต่อการวางกิริยาเหนือผู้อื่นจะเป็ตัวชักนำให้หล่อนแสดงอำนาจที่ข่มคนอื่นตลอดเวลาดังนั้นอาการกรีดกราดที่หล่อนใช้ เวลาควงหนุ่มหล่อข้างกายจึงดูเหมือนนางพญาหงส์ผู้เฝ้าฟูมฟักของรักราวกับไข่ในหิน
หญิงสาวก้าวเท้านำชายหนุ่มขึ้นบันไดเตี้ยๆตรงหน้าตึก มีทางขึ้นผ่านระเบียงเข้าไปยังห้องชั้นในสุดซึ่งหล่อนโทรศัพท์เข้ามาจองไว้ล่วงหน้าด้วยเหตุคุ้นเคยกับสถานที่และ้าความเป็ส่วนตัว
ภายในห้องที่จองไว้ผนังทาสีม่วงกะปิตกแต่งห้องด้วยกรอบรูปหลายขนาดบรรจุภาพเขียนสีน้ำมันแสดงถึงวิถีชีวิตคนในยุคอดีตมีโซฟาตัวยาวรูปโค้งสีเหลืองมะนาวตัดเด่นจากฉากหลังโต๊ะกลางทรงกลมปูผ้าคลุมโต๊ะสีขาวซ้อนลายดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋ม
หญิงชายทั้งสี่คนลงนั่งจอมพธูได้รับการเลื่อนเก้าอี้จากชุมสาย ขณะที่คุณนามลงนั่งบนโซฟามีอัมพุชินีขนาบข้างไม่ห่าง
บริกรนำเมนูมาเสิร์ฟชุมสายซึ่งรับหน้าที่เป็เ้ามือ จึงเริ่มสั่งอาหารแบบคอร์ส...แต่ไม่ลืมฟัวกราเมนูที่อัมพุชินีสร้างความปั่นป่วนให้ทีมงานเมื่อกลางวัน
อัมพุชินีซึ่งนั่งเชิดหน้าเริ่มเปิดประเด็น ด้วยการพูดจาฉอเลาะออดอ้อนชายหนุ่มข้างกายราวกับเป็คู่รักข้าวใหม่ปลามันทั้งที่จริงแล้วนั้น สัมพันธภาพระหว่างหล่อนกับคุณนาม เปรียบเสมือน ‘น้ำมัน’ กับ ‘น้ำ’ อย่างไรก็ไม่มีทางกลมกลืนกันได้
“นามคะถ่ายแบบวันนี้ นามอย่าลืมช่วยเลือกรูปของบัวเด่นๆหน่อยนะคะ”
คุณนามนิ่งกลายเป็คนพูดน้อยอย่างที่พี่ลูกเจี๊ยบบอกไม่เห็นต่อปากต่อคำในเวลาคุยกับหล่อนสักนิด เขาเหลือบมองมาทางหล่อนเป็ระยะจอมพธูทำได้แค่เมิน ไม่นึกเหมือนกันว่าภายใต้บรรยากาศสุดแสนโรแมนติกแบบนี้กลับชวนให้รู้สึกว่าอาหารมื้อนี้ช่างเป็ความอึดอัดที่สุดซึ่งเคยพบเจอมาเลยก็ว่าได้
ไม่รู้คิดถูกหรือผิดที่ตัดสินใจมาร่วมวงรับประทานอาหารพร้อมกัน!
ในขณะที่อัมพุชินียังทำตัวจี๋จ๋าไม่ห่างคุณนามชุมสายจึงดูแลหล่อนด้วยน้ำใจและมิตรภาพ ชวนคุยไม่ให้รู้สึกว่าอยู่ลำพังแต่ไม่ว่าชุมสายจะชวนคุยกับหล่อนในเื่ใดๆจับสังเกตได้ว่าคุณนามมักมีสีหน้าปั้นปึ่งขึ้น...
“วันนี้ผมตื่นเต้นมากเลยนะครับไม่คิดว่าคุณจอมจะแต่งหน้าแต่งตัวออกมาได้สวยทุกชุด แถมอาการเกร็งใน่แรกๆก็มองไม่เห็นอีกเลยใน่หลังยังนึกอยู่ว่าคุณจอมคงจะรุ่งในอาชีพนางแบบได้ไม่ยากถือว่าเป็เพชรเม็ดงามอย่างที่พี่ลูกเจี๊ยบบอกจริงๆ”
“เห็นทีจอมคงจะอิ่มคำชมก่อนที่อาหารจะเริ่มมาวางก่อนมั้งคะเอ...แต่มานึกๆตามคำพูดของคุณชุม จอมกลับรู้สึกเหมือนว่าตัวจริงของจอมจะสวยสู้ตอนถ่ายแบบไม่ได้”หล่อนแกล้งสัพยอกอีกฝ่ายไม่จริงจังนัก
ชุมสายรีบแก้เก้อ “ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นเลยครับเอาเป็ว่าคุณจอมสวยตลอดเวลา ในสายตาผมทีเดียวครับ”
จอมพธูเหลือบตาไปมองเห็นคุณนามหน้านิ่งกว่าเก่าเสียยิ่งกว่าแท่นสลักหิน ส่วนอัมพุชินีนั้นไม่ต้องมองก็เดาได้ถูกเผงว่าหล่อนคงจะปากเบะคว่ำไม่เป็ท่าหรือไม่ก็กำลังเหยียดหางตามองหล่อนด้วยความรู้สึกในด้านลบ
ครู่เดียวอาหารที่สั่งเริ่มทยอยมาเสิร์ฟ ขนมปังวางบนจานข้างเนยหอมตามด้วยสลัดอโวคาโด้เนื้อปู บูเช่เห็ดและหอยลายกระเทียมมาเป็ลำดับ
ทุกคนจึงเริ่มรับประทานดูเหมือนผู้ที่ทานอย่างเอร็ดอร่อยที่สุดคงหนีไม่พ้นชุมสายเพราะเขาไม่รู้สึกร้อนหรือหนาวกับอาการของทุกฝ่าย...ส่วนจอมพธูเองก็ยังคงเป็ปรกติแม้หัวใจจะลุ่มๆดอนๆไปบ้าง เมื่อเห็นทั้งคู่ใกล้ชิดกันที่หนักหน่อยก็คงเป็อัมพุชินี แม้ฟัวกราจะมาเสิร์ฟแล้ว แต่ท่าทางหล่อนหมดอร่อยไปเป็กองเมื่อสายตาที่คุณนามมองผ่านมาที่หล่อน บ่งความรู้สึกบางอย่างจนเห็นได้ชัด
ความชืดกร่อยของอาหารเริ่มมากขึ้นเมื่อเนื้อปูอบชีสกับผักโขมมาวางตรงหน้า อัมพุชินีเริ่มนิ่งกับอาหารจานนี้ได้แต่ใช้สายตาจับผิดตลอดเวลา คำฉอเลาะอ่อนหวานที่ฟังแล้วรื่นหูในทีแรกเริ่มจะห้วนและขุ่นเขียวมากขึ้น
อัมพุชินีวางมีดและช้อนส้อมลงบนจานแม้กระแทกไม่ดังนัก แต่กิริยานั้นบ่งให้รู้ว่าไม่สบอารมณ์และเหมือนาทางสายตาจะรุกรานมาทางจอมพธูหนักขึ้น
“บัวอิ่มแล้ว”
ชุมสายทำเป็ทองไม่รู้ร้อนกล่าวทีเล่นทีจริง “ทำไมรีบอิ่มล่ะครับจานถัดไปจะเป็อกเป็ดราสซอสครีมคอนยัค มีทั้งหมูบิยอง เบค่อนแล้วก็เห็ด ถ้าไม่ทานผมเสียกำลังใจแย่ อุตส่าห์เสนอตัวเป็เ้ามือทั้งที”
อัมพุชินีตอบห้วนโดยไม่ถนอมน้ำใจเ้ามือสักเท่าใดนัก “บัวอยากทานแค่ฟัวกราอย่างอื่นใครอยาก ก็ทานกันไปสิคะ”
แต่ชุมสายก็มีวิธียอกย้อนหล่อนด้วยคำพูดจาที่แสบสันต์พอกัน “ถ้าอย่างนั้นผมคงไม่เกรงใจคุณบัวแล้วครับขออนุญาตทานในส่วนของคุณบัวเลยละกัน แต่ถ้าไม่หมดจริงๆก็คงจะต้องห่อกลับบ้านไปให้...เอ๊ะ ลูกสุนัขร็อตไวเลอร์ข้างบ้านเรามันชื่ออะไรนะ”
ท้ายประโยค ชุมสายหันไปถามคุณนามทว่าอัมพุชินีหน้าตึงไปเสียแล้ว เพราะนับจากจานนี้ หล่อนคงไม่กล้าแตะอาหารใดเลยมิเช่นนั้นคงไม่พ้นข้อกล่าวหาที่ว่า ‘แย่งสุนัขรับประทาน’
เมื่อพออิ่มท้องอัมพุชินีซึ่งนั่งกอดอกแกร่วอยู่เสียนานเพราะชุมสายดูเหมือนจะละเลียดกับอาหารตรงหน้าแต่ละอย่างจนพุงกางหล่อนถือจังหวะนี้เรียกบริกรตั้งใจเช็คบิลหวังฉีกหน้าแถมยังมีผลพลอยได้อีกอย่างที่ใครๆคงรู้สึกในการข่มนั้นคือ ‘อวดรวย’
ครั้นถึงเวลาบริกรเรียกบิลมาเก็บเงิน คนที่ควักบัตรเครดิตมาจ่ายตัดหน้า กลับเป็คุณนาม “เดี๋ยวมื้อนี้ผมขออนุญาตละกัน...นายไว้เลี้ยงคืนรอบหน้า”
คงเพื่อเป็การหย่าศึกของอัมพุชินีกับชุมสายนั่นเอง
ระหว่างรอคิดเงินบรรยากาศนั้นดูจะเงียบไปพักหนึ่งจนกระทั่งเสียงหวานใสของผู้หญิงซึ่งคุ้นเคยทักขึ้นจากด้านหลัง
“พี่จอมคะ...มาทานอาหารที่นี่เหมือนกันหรือคะ”
จอมพธูหันไปมองต้นเสียงพบว่าผู้หญิงที่ทักทายนั้นไม่ใช่ใคร...แต่คือจันทร์เ้า น้องสาวของหล่อนนั่นเอง
แล้วสายตาของจันทร์เ้าก็มองเลยทุกๆคนไปหยุดอยู่ที่คุณนาม...ประกายตานั้นมองฝ่ายชายอย่างลึกซึ้งจนอัมพุชินีซึ่งมองตอบแสดงความ ‘หวงก้าง’ อย่างเห็นได้ชัด
รู้สึกกลายๆอย่างไรชอบกล ถึงความไม่ ‘ญาติดี’ ต่อกัน!
.........................................................