ตอนที่11 พี่ชายนอกสายเื
ระหว่างที่นั่งรถโดยสารเข้าเมืองอยู่นั้นซูเวยครุ่นคิดหาคนช่วยทำงานเพราะต่อไปเธอจะมีที่ดินมากขึ้นจึง้าแรงงานมาช่วยยาย ต่อจากนี้เธอไม่้าให้ยายทำงานหนักและเหนื่อยแบบเดิมอีกยกเว้นจะทำงานแค่เล็กน้อยให้ผ่อนคลายเธอจะต้องซื้อรถยนต์ไว้ใช้งานด้วยและอีกหลายอย่าง ซึ่งซูเวยคิดวางแผนไปเรื่อยจนกระทั่งรถบัสมาถึงสถานีขนส่งในตัวอำเภอจงแล้ว
“อ้าว! ยายเกา ไม่ไปตลาดหรือ?” ฟานไป๋หลานเอ่ยถามเกาอิงด้วยความแปลกใจเพราะทิศทางที่สองยายหลานเดินไปจากรถบัสนั้นเป็ทิศทางที่ไม่ได้ไปตลาดเพื่อซื้อสินค้าแต่อย่างใด
“จะไปทำธุระอย่างอื่นก่อน”เกาอิงตอบคำตอบลูกสาวของเพื่อนตนเองตามจริงแต่ไม่ครบถ้วนเพราะเธอรู้จักนิสัยของฟานไป๋หลานที่สืบทอดนิสัยอิจฉาและอยากรู้อยากเห็นเื่ของชาวบ้านเหมือนกับเพื่อนของตนเองนั่นคือเหยาเฟิน ทำให้เธอตอบคำถามแบบกำกวม
“งั้นหรือ? ฉันไปก่อนละจะพาลูกไปซื้อชุดสวยๆและทานไอศกรีมก่อนกลับบ้านด้วย”ฟานไป๋หลานพูดโอ้อวดแผนการใช้จ่ายของตนเองและครอบครัวพลางเหล่ตามองสองยายหลาน
ปรากฏว่าเกาอิงจับจูงมือซูเวยเดินหนีออกไปไกลแล้วทำให้ฟานไป๋หลานส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจกับท่าทีนิ่งเฉยของทั้งสองคนนั้น
“ไปได้แล้ว”โจวลู่คงสามีผู้ประหยัดถ้อยคำเขาบอกภรรยาตนเองในทันทีเพราะกลัวจะเสียเวลามากไปกว่านี้
ขณะที่เกาอิงจับจูงมือซูเวยด้านขวาส่วนด้านซ้ายมือนั้นสะพายกระเป๋าใบเล็กเหมือนกระเป๋าที่ผู้หญิงทั่วไปสะพายกันพลันมีชายผอมโซคนหนึ่งวิ่งเข้ามาชนพร้อมกับกระชากกระเป๋าสะพายของเกาอิงในทันที
“เอ๊ะ! อย่านะ”เกาอิงยื้อแย่งอย่างเต็มแรงเพราะมีเอกสารสำคัญและเงินอยู่ในนั้นหลายร้อยหยวนทำให้เธอไม่ยอมแพ้โจรชั่ว
ซูเวยตรงเข้ามาเตะข้อพับเข่าทั้งสองข้างของโจรอย่างรวดเร็ว“ผัวะ! ผัวะ!”“โอ๊ย! โอย!”
โจรส่งเสียงกรีดร้องพร้อมกับล้มตัวลงนอนคุดคู้อยู่กับพื้นด้วยเ็ปข้อพับเข่าอย่างแรงทำให้ไม่สามารถขโมยกระเป๋าของเกาอิงไปได้
ด้านเกาอิง เธอยืนตะลึงตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นใเพราะนึกไม่ถึงว่าหลานสาวจะสามารถทำร้ายชายตัวโตมากกว่าได้ถึงแม้ว่าซูเวยจะทุบตีกับเพื่อนนักเรียนหรือเด็กในหมู่บ้านเป็ประจำแต่ทว่าหลานสาวไม่เคยทุบตีใครรุนแรงเช่นนี้มาก่อนทำให้เกาอิงรู้สึกตื่นใระคนแปลกใจกับพลังของหลานสาว
ครู่หนึ่งมีตำรวจวิ่งเข้ามาระงับเหตุเขาเหลือบมองสองยายหลานด้วยความแปลกใจกับสภาพาเ็ของคนร้ายเนื่องจากร่างผอมบางของเกาอิงและร่างผอมบางตัวเล็กอย่างซูเวยซึ่งทั้งคู่ไม่น่าที่จะทำให้คนร้ายได้รับาเ็จนร้องโอดโอยได้ขนาดนี้
“ใครเป็คนทำให้เขาาเ็ได้ขนาดนี้?” ตำรวจถามด้วยความไม่แน่ใจเพราะมีแต่คนยืนมุงดูเหตุการณ์แต่ไม่เหมือนว่าจะมีคนไหนเป็ผู้ทำร้ายโจรแต่อย่างใด ทำให้เขาต้องถามสองยายหลานที่เหมือนเป็เ้าทุกข์ด้วยความสงสัย
“หนูเตะมันเองมันมากระชากกระเป๋าของยายค่ะ” ซูเวยตอบตำรวจตามจริง แต่ทำให้ตำรวจขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจมากยิ่งขึ้นเขาไม่ได้ใส่กุญแจมือคนร้ายทันทีเพราะพิจารณาดูแล้ว คนร้ายไม่สามารถวิ่งหนีไปได้อย่างแน่นอนตำรวจจึงโทรเรียกรถพยาบาลให้มารับคนร้ายไปรักษาตัวก่อนแล้วบอกให้สองยายหลานไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจในอำเภอ
“พวกคุณทั้งสองคนไปให้ปากคำเหตุชิงทรัพย์ที่สถานีตำรวจก่อนนะครับ”ตำรวจบอกสองยายหลานไปให้ปากคำเนื่องจากเป็เ้าทุกข์ในเหตุการณ์นี้โดยตรง
“ตกลงค่ะ”เกาอิงรับคำตำรวจอย่างกังวลใจเธอไม่คิดว่าการเข้ามาทำธุระพร้อมกับหลานสาวในครั้งนี้จะทำให้ต้องพบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันพลางคิดไปว่า โชคดีที่ให้ซูเวยเป็คนเก็บเช็คเงินสดไว้แต่ทว่าเธอกลับกังวลใจเื่ที่หลานสาวทำร้ายโจรแทนซึ่งอาจทำให้มีปัญหากับทางตำรวจได้
……….
จากนั้นเกาอิงและซูเวยนั่งรถยนต์ตรวจการณ์ของตำรวจไปยังสถานีตำรวจโดยตรงเมื่อคนทั้งหมดมาถึงที่หมายแล้ว
ทันทีที่สองยายหลานเดินลงจากรถตรวจการณ์ของตำรวจพลันมีเสียงทักทายซูเวยดังขึ้นด้วยความแปลกใจว่า “เอ๊ะ!น้องสาวพี่มาทำอะไรที่นี่?”
ซูเวยหันไปมองต้นเสียงแล้วเห็นว่าเป็กัวจวินกับพ่อบ้านหูทั้งสองคนเพิ่งเดินออกมาจากสถานีตำรวจพอดีทำให้เจอกับซูเวยและยายที่กำลังเดินเข้าไปซูเวยกำลังจะแนะนำยายให้กัวจวินรู้จักกัน
แต่ทันใดนั้นมีนายตำรวจที่เดินตามหลังกัวจวินมาด้วยเขาพูดขึ้นด้วยท่าทีนอบน้อมต่อกัวจวินโดยตรงว่า “โอ้!นี่คือน้องสาวของคุณชายกัวหรือครับ?”ผู้กำกับสถานีตำรวจเมืองจงถามกัวจวินด้วยความแปลกใจเขาไม่คิดว่าคุณชายจากตระกูลใหญ่แห่งเมืองหงซึ่งเป็เมืองอันดับสองรองจากเมืองหลวงจะรู้จักเด็กหญิงที่สำคัญคือเขาทักทายเด็กหญิงอย่างสนิทสนมทำให้ผู้กำกับไม่กล้าพูดจาข่มขู่สองยายหลาน
ด้านตำรวจที่พาซูเวยและยายมาให้ปากคำพลันมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเห็นว่าซูเวยและยายรู้จักกับชายที่มีอิทธิพลถึงขนาดที่ทำให้ผู้กำกับซึ่งเป็ผู้บังคับบัญชาของเขานอบน้อมได้แสดงว่าซูเวยและยายไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไปอย่างแน่นอน
ด้านซูเวยที่เวลานี้เธอยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจที่เห็นว่ากัวจวินช่วยออกหน้าและทักทายเธอโดยตรงซึ่งทำให้ตำรวจยศสูงมีท่าทางสุภาพกับตนเองและยายในทันทีซูเวยจึงยอมรับพี่ชายนอกสายเืคนนี้ไว้ชั่วคราวเนื่องจากต้องได้รับการอนุมัติจากยายก่อนจึงจะถือได้ว่าเป็พี่น้องบุญธรรมที่ถูกต้องอย่างแท้จริง
“มีคนร้ายมากระชากกระเป๋าของยายค่ะหนูแค่เตะมันนิดหน่อยเอง” ซูเวยตอบคำถามของกัวจวินอย่างสบายใจอย่างน้อยในเวลานี้เธอมีคนหนุนหลังซึ่งจะช่วยให้เื่ราวการสอบปากคำง่ายและจบลงโดยเร็ว
เมื่อผู้กำกับได้ยินคำพูดของซูเวยแล้วเขาหันหน้าไปสั่งลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างซูเวยเสียงเข้มจริงจังว่า“ไปลงบันทึกการสอบปากคำแล้วปล่อยสองยายหลานเร็วเข้า”
“ครับผม”ตำรวจยืนทำความเคารพพร้อมกับเอ่ยรับคำสั่งนายตนเองอย่างหนักแน่นเขาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ไม่ได้ทำอะไรรุนแรงหรือผิดใจกับสองยายหลานเพราะอาจทำให้เกิดปัญหายุ่งยากสำหรับตนเองในภายหลังได้
จากนั้นกัวจวินและพ่อบ้านหูเดินตามหลังซูเวยและยายเข้าไปในสถานีตำรวจอีกครั้งซูเวยได้โอกาสจึงแนะนำยายให้รู้จักกับกัวจวินโดยตรงว่า “ยายคะนี่คือพี่ชายจวินที่หนูเล่าให้ฟังค่ะ”
“ขอบคุณมากนะคะที่ไว้ใจและหางานให้เวยเวย”เกาอิงหันหน้ามาบอกกัวจวินด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจหากไม่มีกัวจวินมาจ้างหลานสาวตนเองเวลานี้สองยายหลานจะต้องลำบากและอดอยากเหมือนเดิมแน่นอนทำให้เธอรู้สึกดีกับกัวจวินอย่างจริงใจ
“ไม่เป็ไรครับคุณยายนี่คือน้องสาวผม ผมย่อมต้องช่วยเหลือสิครับ”กัวจวินตอบกลับเกาอิงอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับยืนยันสถานะของตนเองกับซูเวยอีกครั้งด้วยความมั่นใจและจริงจังทำให้เกาอิงครุ่นคิดถึงคำพูดที่หลานสาวเคยบอกตนเองไว้
เมื่อเข้าไปในห้องโถงทำงานของตำรวจแล้วเกาอิงเป็คนให้ข้อมูลรายละเอียดเหตุการณ์กับตำรวจโดยที่ซูเวยบอกกับตำรวจถึงเหตุการณ์ระหว่างนั้นด้วย ครู่หนึ่งมีตำรวจอีกคนที่ไปซักถามพยานในที่เกิดเหตุกลับมาสมทบในห้องโถงปรากฏว่ารายละเอียดตรงกับทำให้การของสองยายหลานกอปรกับมีกัวจวินและพ่อบ้านหูนั่งฟังเหตุการณ์ร่วมด้วยทำให้ตำรวจสรุปปิดคดีไปอย่างง่ายดาย
..........
หลังจากให้ปากคำกับตำรวจเสร็จเรียบร้อยแล้วเกาอิงและซูเวยกำลังจะไปทำธุระต่อ
ปรากฏว่ากัวจวินถามความคิดเห็นของเกาอิงเื่การรับซูเวยเป็ลูกบุญธรรมของพ่อแม่กัวจวินโดยตรงว่า“ยายครับ พ่อแม่ผม้ารับเวยเวยเป็ลูกบุญธรรมของตระกูลกัวแห่งเมืองหงยายคิดเห็นอย่างไรครับ?” กัวจวินถามยายของซูเวยพลางลุ้นในใจด้วยความหวังที่ยายจะตอบตกลง
เกาอิงขมวดคิ้วแน่นด้วยความกังวลใจเมื่อได้ฟังคำพูดของกัวจวินเนื่องจากไม่แน่ใจว่าลูกสาวตนเองจะมีความคิดเห็นเช่นไรอย่างไรก็ตามเกาอิงคิดว่าจ้าวอิ่ง แม่ของซูเวยคงไม่กลับมาหาตนเองและหลานสาวอีกดังนั้นเธอจึงคิดว่าให้โอกาสกับหลานสาวของตนเองได้มีที่พึ่งพิงจะดีกว่า
เกาอิงจึงตอบตกลงด้วยความสุขใจว่า“ตกลง ฉันยินดีให้เวยเวยได้มีพ่อแม่บุญธรรมแต่ถึงอย่างนั้นหากวันหนึ่งข้างหน้าแม่ของเวยเวยกลับมาทวงสิทธิ์อันชอบธรรมของเธอกลับคืนหวังว่าพวกคุณจะมีทางออกที่ดีให้กับเวยเวยของฉันด้วย”
กัวจวินยิ้มกว้างอย่างยินดีเมื่อได้รับฟังคำพูดของเกาอิงเขาตอบรับพลางยืนยันหนักแน่นว่า“รับรองว่าตระกูลกัวจะไม่ให้เวยเวยมีปัญหาในเื่นี้อย่างแน่นอนครับถ้าเช่นนั้นผมจะได้บอกกับพ่อแม่และคุณปู่ให้รู้เื่นี้แล้วผมจะโทรมาแจ้งรายละเอียดการจัดการทางกฎหมายอีกครั้งนะครับ”
ข้อความที่กัวจวินสื่อสารกับเกาอิงทำให้เกาอิงรู้สึกสบายใจขึ้นที่ตระกูลกัวจะมีการดำเนินการทางกฎหมายซึ่งช่วยให้เธอรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นว่าหลานสาวจะไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคตอย่างแน่นอน
“แล้วนี่เวยเวยกับยายจะไปที่ไหนหรือครับ?ให้ผมไปส่งดีไหม?” กัวจวินแสดงความเอื้อเฟื้อกับสองยายหลานในทันทีเมื่อเห็นว่าทั้งคู่กำลังจะไปทำธุระกันต่อ
“ขอบคุณค่ะพี่ชายจวินงั้นช่วยไปส่งหนูกับยายที่ธนาคารให้หน่อยได้ไหมคะ?”ซูเวยไม่รอการตอบรับของยายแต่เธอพูดบอกแทนอย่างกระตือรือร้นเธอรู้สึกมีความสุขที่มีคน้าตนเอง ซึ่งเป็ความรู้สึกจากส่วนลึกของหัวใจของร่างเก่าด้วยทำให้ซูเวยเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของซูเวยคนเก่ามากขึ้น
“ตกลงครับพวกเราไปขึ้นรถเลย พ่อบ้านหูขับรถมาพอดี”กัวจวินยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีที่ภารกิจหลายอย่างของเขาประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็เื่การพนันหินที่สามารถเอาชนะตระกูลติงได้ หรือการพบน้องสาวนำโชคซึ่งครอบครัวตระกูลกัวไม่มีทายาทหญิงเลยอาสาวของตนก็แต่งงานมาหลายปีแล้ว แต่ทว่าทั้งอาสาวและอาเขยต่างไม่มีบุตรด้วยกันเป็ผลให้ทุกคน้ามีหลานสาวสักคน
..........
สามสิบนาทีต่อมา
กัวจวินและพ่อบ้านหูขับรถมาส่งเกาอิงและซูเวยที่หน้าธนาคารเอของอำเภอจง ส่วนกัวจวินและพ่อบ้านหูแยกตัวไปทำธุระต่อ
ดังนั้นมียายและซูเวยเข้าไปทำธุรกรรมในธนาคารกันแค่สองคน
ซูเวยนำเช็คเงินสดออกมาจากกระเป๋าล่องหนมอบให้ยายอย่างสบายใจพลางคิดอย่างหมายมั่นว่าจะลองนำสิ่งของชิ้นใหญ่และจำนวนมากกว่านี้เก็บไว้ในกระเป๋าล่องหนของตนเองเธอ้ารู้ว่ากระเป๋าล่องหนสามารถบรรจุได้มากน้อยเพียงใด
ปรากฏว่าด้วยจำนวนเงินนำฝากเข้าบัญชีของยายที่มากกว่าหนึ่งล้านหยวนทำให้ผู้จัดการธนาคารเชิญสองยายหลานเข้าไปพูดคุยภายในห้องรับรองพิเศษของธนาคารโดยตรง
เมื่อทั้งสองคนอยู่ภายในห้องรับรองพิเศษแล้วผู้จัดการแนะนำสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่มีเงินฝากจำนวนมากทันที
“สวัสดีครับคุณลูกค้าธนาคารมีบริการพิเศษสำหรับลูกค้าที่มีเงินฝากมากกว่าสิบล้านหยวนสามารถทำบัตรธนาคารสีดำเพื่อไว้ใช้จ่ายกับห้างร้านโดยมีวงเงินในบัตรเริ่มต้นที่สิบล้านหยวนมันช่วยให้คุณลูกค้าสะดวกเวลาใช้จ่ายซื้อสินค้าต่างๆเป็อย่างมากนะครับปลอดภัยด้วย ดีกว่าถือเงินสดจำนวนมากไปซื้อของ” ผู้จัดการหวงเอินแนะนำสองยายหลานอย่างจริงใจ
“มีบัตรธนาคารกี่แบบหรือคะ?”ซูเวยถามด้วยความสงสัยแต่ในใจเธอกลับรู้สึกแปลกใจกับระบบการเงินที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ามากกว่าที่เธอคิดเอาไว้เธอไม่คิดว่าโลกนี้จะทันสมัยซึ่งต่อไปในอนาคตอาจไม่จำเป็ต้องใช้เงินสดเช่นนี้อีก
“มีสี่แบบครับสีฟ้าเป็แบบปกติมีวงเงินไม่เกินหนึ่งแสนหยวน สีเงินมีวงเงินไม่เกินหนึ่งล้านหยวนสีดำมีวงเงินไม่เกินสิบล้านหยวน สีทองมีวงเงินไม่จำกัดครับ”ผู้จัดการหวงเอินอธิบายให้ซูเวยอย่างใจเย็นเขาไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามจากเด็กหญิงตัวเล็กตรงหน้าที่ดูเหมือนเข้าใจคำอธิบายของตนเองซึ่งแตกต่างจากเด็กคนอื่นที่อยู่ในวัยเดียวกันมากนัก
ด้านเกาอิงที่เห็นว่าพกบัตรสะดวกและปลอดภัยมากกว่าเงินสดแต่ทว่าเธอยังกังวลเื่บัตร หากตนเองทำบัตรหายหรือมีคนขโมยไปแบบเหตุการณ์ที่เกิดในตอนเช้าจะทำให้เกิดปัญหาจึงถามผู้จัดการด้วยความสงสัยว่า “แล้วถ้าหากบัตรหายละคะ?”
“ไม่ต้องกังวลครับเพราะคนที่จะใช้บัตรจะต้องระบุรหัสผ่านของบัตรหากคนอื่นนำไปใช้โดยที่ไม่รู้รหัสผ่านก็ไม่สามารถเบิกถอนเงินออกไปจากบัตรได้ดังนั้นผมไม่แนะนำให้ขีดเขียนรหัสผ่านไว้บนบัตรโดยเด็ดขาดนะครับ”ผู้จัดการหวงเอินแนะนำสองยายหลานตามจริง ซึ่งช่วยให้ทั้งคู่มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น
เกาอิงสบตากับหลานสาวซึ่งซูเวยพยักหน้าให้ยายยอมรับเงื่อนไขและคำแนะนำของผู้จัดการเนื่องจากช่วยทำให้เธอและยายสะดวกในการใช้จ่ายเงินและซื้อของมากกว่าเมื่อตกลงรายละเอียดกันได้แล้วผู้จัดการหวงจัดการเื่บัตรธนาคารเป็สีดำและเปิดบัญชีธนาคารของซูเวยไปพร้อมด้วย