8
‘หยกคู่ขั้นิญญา’ ทั้งสองขึ้นชื่อเื่ความร้ายกาจ
ทว่าพวกเขานั้นมีพร์ล้ำเลิศ เปี่ยมคุณธรรมทั้งยังถือกำเนิดจากสำนักใหญ่ขนาดเจียงสวินอี้เองยังมีชื่อเสียงดีมากก่อนเกิดเื่ทรยศจึงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าอวิ๋นเซียจะลงมือฆ่าคนเพราะคำพูดไม่กี่ประโยค
ผู้คนภายในร้านพลันตกตะลึงอึ้งค้างรอบด้านเงียบสงัด เพื่อนพ้องจำนวนหนึ่งของผู้ตายทั้งโกรธแค้นทั้งหวาดกลัวพากันโห่ร้องแล้วกรูมาล้อมอวิ๋นเซียไว้ตรงกลาง
เจียงสวินอี้มองดูอย่างเ็าอยู่ด้านข้างรู้สึกว่าคนพวกนี้ล้วนแปลกหน้า คงไม่มีชื่อเสียงอะไร ดู ๆ ไปแล้วฝีมือพอใช้ถ้าเป็ยามปกติ ด้วยความสามารถของอวิ๋นเซียแล้ว น่าจะจัดการได้หมดในพริบตา
แต่อย่างไรเสียตอนนี้เ้าตัวยังาเ็พละกำลังถดถอย ยามถูกกลุ่มคนล้อมโจมตีไม่กี่รอบ ท่าร่างจึงไม่ได้คล่องแคล่วพลิ้วไหวเหมือนก่อนเท่าไร
เจียงสวินอี้ถอนใจเบา ๆปาจอกชาบนโต๊ะลงกับพื้นแล้วกล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “ตีกันได้ไม่สนุกสักนิด! น่าเบื่อ!”
เด็กหนุ่มที่ก่อนหน้านี้ถูกอวิ๋นเซียซัดปลิวมองเห็นช่องโหว่ของอวิ๋นเซียพอดีจึงชักกระบี่หมายจะแทง
ทว่าทันใดนั้นสีหน้าของเด็กหนุ่มกลับแปรเปลี่ยนเป็เ็ปเนื่องจากถูกเศษกระเบื้องปลิวบาดหน้า เขาพลันตวาดอย่างโกรธเกรี้ยว “ไอ้เ้าโง่นี่ รนหาที่ตายแท้ ๆ !”
เพลงกระบี่ถูกวาดใส่เจียงสวินอี้แทนกระบวนท่าทั้งแรงทั้งเร็วไม่เหลือทางให้ถอย หมายจะฟาดฟันกระบี่ปลิดชีพเขาจริง ๆ
เจียงสวินอี้กลับหลังหันเผ่นแหกปากร้อง “แม่เ้า! เ้าพวกปาหี่จะฆ่าคนแล้ว!”
เด็กหนุ่มวาดกระบี่ไล่กวดตามติดอย่างได้ใจจนไม่ทันคิดไตร่ตรองว่าคนสติไม่สมประกอบผู้หนึ่งหลบกระบี่มุ่งสังหารของตนได้อย่างไร
ทั้งสองแทรกเข้าไปในวงล้อมการต่อสู้ระหว่างอวิ๋นเซียกับอีกสองสามคนที่เหลือ
เจียงสวินอี้กระโจนหลบเมื่อมองเห็นปลายกระบี่พุ่งแฉลบเข้ามาตรงหน้ากระบี่จึงจ้วงแทงได้เพียงอากาศ
เด็กหนุ่มผู้นั้นรีบลดปลายกระบี่แทงพื้นเพื่อทรงตัวอย่างรวดเร็วขณะเดียวกันด้านหลังเจียงสวินอี้ก็มีอีกคนชายชุดดำคิดว่าเ้าโง่นี่ช่างเกะกะขวางทางนัก จึงซัดฝ่ามือหนึ่งสวนกลับตั้งใจว่าจัดการมันก่อน
เจียงสวินอี้ถลายกสองมือกุมศีรษะแสร้งทำทีหวาดกลัวพลางร้องเสียงดัง
“สองรุมหนึ่งนี่! ไร้คุณธรรม!”
เด็กหนุ่มผู้นั้นแค่นหัวเราะตั้งท่าจะเอ่ยพูดทว่าจู่ ๆ เท้าซ้ายกลับชาหนึบ สติพลันหลุดลอย ร่างกายเสียการทรงตัวเอนล้มไปทางหนึ่งไม่รู้ตัวสักนิดว่าท่าทีอับจนหนทางยกมือกุมศีรษะของเจียงสวินอี้ ทำให้ศอกของเ้าตัวกดโดนจุดเจียซีบริเวณข้อเท้าพอดิบพอดี
เจียงสวินอี้จี้สองจุดลมปราณอย่างรวดเร็ว
ขณะเด็กหนุ่มผู้นั้นกำลังมึนงงก็ถูกฝ่ามือหนึ่งฟาดใส่ศีรษะ
เป็ฝ่ามือที่ชายชุดดำซัดมาทางเจียงสวินอี้นั่นเอง
เจียงสวินอี้คำนวณองศาและตำแหน่งระหว่างทั้งสองอย่างแม่นยำก่อนจะใช้ตัวเองเป็เหยื่อล่อลากเด็กหนุ่มที่ไล่สังหารเขามาอยู่ใต้ฝ่ามือสหายของเ้าตัวได้พอดี
เด็กหนุ่มเืออกทวารทั้งเจ็ดตายไปแล้วโดยที่ไม่ทันได้ะโอาฆาตสักประโยคด้วยซ้ำ
ชายชุดดำตกตะลึงอึ้งค้างอยู่ตรงนั้นมือที่ยื่นออกมายังไม่ทันหดกลับก็ถูกอวิ๋นเซียฉวยโอกาสจี้จุดลมปราณอวี้เจิ่นหลังศีรษะ ลงไปนอนตายทันที
สองศัตรูถูกกำจัดในพริบตา เจียงสวินอี้ลอบยิ้มบางแล้วพลันแสร้งทำเป็ลนลานตะเกียกตะกายลุกจากพื้น เพียงแต่ด้วยนิสัยรักความสะอาดแม้เวลานี้เสื้อผ้าจะขาดวิ่นไปทั้งตัว เขาก็ยังสะบัดแขนเสื้ออย่างทนไม่ไหว
เดิมทีคนที่เหลือไม่กี่คนนั้นหวาดกลัวอวิ๋นเซียมากอยู่แล้วยามนี้เห็นเพื่อนพ้องล้มตายไปทีละคน กระบวนทัพเลยยิ่งสับสนจนถูกคมกระบี่และฝ่ามือของอวิ๋นเซียจัดการอย่างรวดเร็วสุดท้ายจึงเหลือรอดเพียงคนเดียว
บัดนี้ทั้งหลงจู๊[1]เสี่ยวเอ้อร์ รวมทั้งแขกคนอื่น ๆ ในร้านต่างเผ่นป่าราบไปนานแล้วภายในโถงใหญ่กว้างขวางวังเวง หากไม่นับซากศพบนพื้น ก็เหลือแต่อวิ๋นเซียเจียงสวินอี้ และคนผู้นั้นแล้วที่ยังมีชีวิตอยู่
อีกฝ่ายใช้สองมือถือกระบี่วาดขวางระดับอกแต่ปลายกระบี่สั่นระริก มองอวิ๋นเซียอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ พลางก้าวถอยถอยไปได้สองก้าว กลับเผลอเหยียบโดนศพของสหายตนจนสะดุดเซทันใดนั้นก็ร้องห่มร้องไห้อย่างที่ไม่รู้ว่าหวาดกลัวหรือสิ้นหวัง
สีหน้าของอวิ๋นเซียเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยตวัดคมกระบี่ฟันฉับ คนผู้นั้นรู้ว่าตัวเองไม่มีหวังแล้ว จึงกัดฟันคิดจะแลกชีวิตซัดกระบี่ตัวเองสวนสุดแรงเกิดก่อนกระบี่ทลายมนตราจะมาถึงร่าง
เจียงสวินอี้ไม่กังวลสักนิดเอาแต่มองอย่างเ็าอยู่ด้านข้างเพราะกระบี่เล่มนั้นจะหมดแรงส่งก่อนถึงคออวิ๋นเซีย
แต่ครั้นมองกระบี่ที่กำลังจะตกแววตาของเจียงสวินอี้เกิดประกายวูบ จู่ ๆเขาก็คิดอะไรได้จึงลอบชี้นิ้วเสริมกำลังให้ปราณกระบี่ แสงสีขาวสว่างวาบคมกระบี่พลันถากคออวิ๋นเซีย ลำคอขาวราวหิมะปรากฏรอยเืสายหนึ่งสายสร้อยที่ห้อยคออวิ๋นเซียมาตลอดขาดสะบั้น จี้ตรงหน้าอกจึงร่วงตกพื้น
อวิ๋นเซียาเ็สาหัสมาก่อนหน้านี้ การต่อสู้อย่างดุเดือดกับคนทั้งกลุ่มในคราวเดียวทำเอาเขาหืดขึ้นคอนานแล้วหลังจากสังหารคนตรงหน้าเสร็จ เขารู้สึกเพียงว่าลำคอมีรสหวานคาวคล้ายจะกระอักเื
เขารีบใช้กระบี่ยันพื้นมองสายสร้อยที่ขาดอย่างจนปัญญา ขนาดจะยื่นมือไปรับไว้ยังไม่ทัน
ที่เจียงสวินอี้ฉวยโอกาสลอบโจมตีทีเผลอทีแรกเพราะอยากดูว่าอวิ๋นเซียห้อยสิ่งใดไว้กันแน่เท่านั้น...เขาอยู่กับอวิ๋นเซียมาั้แ่เล็กจนโตเข้าใจกันและกันดีที่สุดแต่ไม่เคยรู้เลยว่าอีกฝ่ายมีสิ่งใดที่ควรค่าแก่การหวงแหนถึงเพียงนี้
ผลคือเมื่อจี้ห้อยคอตกพื้น กลับเป็เขาที่ต้องนิ่งอึ้ง
ของสิ่งนั้นเห็นครั้งแรกเป็ทรงสี่เหลี่ยมขนาดไม่ถึงครึ่งนิ้วเล็กกระจิ๋วหลิวยิ่ง ทว่ามันกลับขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ กลางอากาศระหว่างร่วงหล่นสุดท้ายก็ตกลงพื้นเสียงดังปัง ฝุ่นดินฟุ้งตลบเจียงสวินอี้จึงค่อยมองออกว่านั่นเป็โลงศพหยกม่วงโลงหนึ่ง!
...
อวิ๋นเซียถึงกับทำโลงศพเป็จี้ห้อยคอรูปหัวใจ?! นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว!
ทว่าเจียงสวินอี้ไม่มีอารมณ์ขันแม้แต่น้อยเพราะเขาพอจะเดาออกว่าในโลงศพนั้นเป็ใครได้ราง ๆ นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
อวิ๋นเซียไม่สนใจอะไรอื่นรีบร้อนพุ่งไปเปิดโลงศพแล้วอุ้มร่างที่นอนอยู่ด้านในขึ้นมาอย่างระมัดระวัง...ครั้งนี้เจียงสวินอี้มองเห็นชัดเจนศพนั่นคิ้วตาราวภาพวาด เลอโฉมงดงาม ดูคุ้นเคยเป็ที่สุด เพราะนั่นมันคือตัวเขาเอง!
หัวสมองของเจียงสวินอี้ว่างเปล่าทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ เขาได้แต่มองอวิ๋นเซียอึ้ง ๆ
เมื่ออวิ๋นเซียเห็นว่าศพที่เก็บรักษาเป็อย่างดีมาตลอดไม่ได้เสียหายจากการตกกระแทกเมื่อครู่ก็ผ่อนลมหายใจ ประคองศีรษะศพวางกลับไปอย่างแ่เบา และยกมือจะปิดฝาโลง
ทว่าพอมือจับฝาโลงสายตากลับจับจ้องดวงหน้าซีดโทรมที่ทั้งคุ้นตาและแปลกหน้านั้นนิ่งไม่ขยับเขยื้อนอยู่เป็นาน
เจียงสวินอี้คล้ายได้รับผลกระทบพลอยจ้องมองศพนั้นไปด้วยรู้สึกเพียงว่าแผ่นหลังของตนขัดแข็งยิ่ง ราวกับหากขยับสักหนจะมีเสียงดัง ‘กรอบแกรบ’
ใจเขาน่ะพลิกคว่ำพลิกหงายไปนานแล้ว ในหัวคิดว่า ‘เ้าอวิ๋นเซียจะจ้องคนตายไปทำไม ไม่เห็นน่าดูเลย! เพ้ย ขนาดมองแค่นี้ ไอ้เราเองยังแอบขนหัวลุกเลยแล้วไหงหมอนี่ถึงจิตแข็งนักนะ...ไม่ใช่สิ ข้าคิดอะไรอยู่เนี่ยที่สำคัญ...ที่สำคัญคือนี่มันหมายความว่าไงกันแน่ เหล่าจือตายไปแล้ว ยังไม่ยอมให้ฝังอย่างเป็สุขอีกหรือทำไมไม่คืนศพให้ม่อโหลวไปเล่า หรือกลัวจะฆ่าผิดคน เลยเก็บไว้ตรวจสอบก่อน บัดซบ เดี๋ยวเถอะข้าต้องแอบหาทางซัดเ้าให้ได้สักตั้ง...’
ภายในใจเขาสับสนว้าวุ่น ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่
ก่อนจะเห็นอวิ๋นเซียพลันหลับตาค้อมกายจูบหน้าผากศพเบาๆ ทีหนึ่ง แล้วปิดฝาโลงทันที
เจียงสวินอี้ “...”
เขามองแผ่นหลังของอวิ๋นเซียที่่นี้ผ่ายผอมไปไม่น้อยพลันสองจิตสองใจไม่รู้จะไปกระทืบหรือไปกอดคอเขาร้องไห้สักยกดี
เขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าคนผู้นี้ถูกผีสิงหรือว่าตนเห็นภาพหลอน
ขณะเจียงสวินอี้กำลังว้าวุ่นใจอยู่นั้น อวิ๋นเซียพลันตบฝักกระบี่โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองประกายแสงกระบี่ทลายมนตราะเิวาบพุ่งใส่เจียงสวินอี้อย่างดุดัน
ไอ้สารเลวเอ๊ย!
ชั่วขณะแห่งความเป็ความตาย จู่ ๆเจียงสวินอี้ก็นึกถึงประโยคที่ผู้เขียนนิยายเล่มนี้เคยสาธยายถึงอวิ๋นเซียเอาไว้
...อวิ๋นเซียผู้นี้จิตใจยากแท้หยั่งถึงฝีมือร้ายกาจ มักทำอะไรเหนือความคาดหมาย หากเป็สหาย ก็นับเป็สหายที่พึ่งพาได้ที่สุดในโลกแต่หากเป็ศัตรู ก็จะเป็ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดในโลกเช่นกัน!
หนึ่งในกฎเหล็กของพระเอก: ฆ่าไม่ตายยังไงล่ะ!
ต่อให้ก่อนหน้านี้จะได้รับาเ็อย่างไรเสียเืพลั่ก ๆ แค่ไหน ขอเพียงยังตีบอสไม่ตาย เผลอแป๊บเดียวพระเอกก็จะเค้นกำลังเฮือกสุดท้ายมาสู้ศึกใหญ่ต่อเนื่องไปสามร้อยตลบได้ตลอดกาล
กระบี่ทลายมนตราทรงพลังอย่างน่าทึ่งเจียงสวินอี้มือเปล่าไร้อาวุธ จึงรีบะโขึ้นกลางอากาศโดยไม่ต้องคิดเขาพลิกร่างเหยียบ ออกแรงใต้ฝ่าเท้าย่ำกระบี่ประจำตัวที่ติดตามตนมาั้แ่เยาว์วัยลงพื้นอย่างจัง
กระบี่ทลายมนตราร้องหวึ่ง ๆ ก่อนจะหยุดสั่นไปอวิ๋นเซียพลิ้วร่างงอห้านิ้วเป็กรงเล็บตะปบใส่หัวไหล่เจียงสวินอี้ ส่วนเจียงสวินอี้ก็สะกิดปลายเท้าหวดกระบี่ปลิวกลับไปทางอวิ๋นเซียอย่างไม่น้อยหน้า
อวิ๋นเซียเอี้ยวตัวหลบ ยกฝักแล้วรับกระบี่ทลายมนตราเก็บกลับเข้าที่เดิมดัง ‘เคร้ง’
เจียงสวินอี้เห็นอีกฝ่ายใช้กระบี่ของตัวคล่องมือนักก็ยิ่งโมโหสะบัดแขนเสื้อหมุนกายเอ่ยเสียงเย็น
“เ้าทำอะไร”
อวิ๋นเซียยกแขนเสื้อปาดรอยเืตรงมุมปากคลี่ยิ้มมองประเมินเขารอบหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“ไม่เสแสร้งแล้วรึ เหอะ แม้แต่ข้ายังเกือบถูกเ้าหลอกเข้าเสียแล้ว”
ใบหน้าสูงส่งงดงามแย้มยิ้มพรายเดิมทีควรจะดูเจริญหูเจริญตา ทว่าสายตาเ็าน่ากลัวดูบ้าคลั่งอย่างบอกไม่ถูก
เจียงสวินอี้เห็นท่าทางสมควรตายนั่นก็รู้แล้วว่าอวิ๋นเซียกำลังปล่อยจิตสังหารแต่ตัวเขาไม่ตื่นตระหนก เพียงเอามือไพล่หลังเอ่ยเตือนอย่างเรียบเฉย
“ประมุขอวิ๋น ข้าช่วยชีวิตเ้าไว้นะ”
อวิ๋นเซียแค่นหัวเราะ “ถึงเ้าไม่ช่วย ก็ไม่แน่ว่าข้าจะตายเสียหน่อย”
เจียงสวินอี้ “...”
ก็จริงของมัน พระเอกน่ะโคตรทนทายาด
“ยิ่งไปกว่านั้น...เป็เ้านั่นละที่พุ่งเข้ามาเองเกี่ยวอันใดกับข้าเล่า!”
พูดยังไม่จบประโยค อวิ๋นเซียก็ลงมืออีกครั้ง!
ทว่าเขามักทำตัวยโสโอหังอวดโอ่ฐานะอยู่เสมอพอเห็นว่าเจียงสวินอี้ไม่มีอาวุธจริง ๆ จึงไม่ชักกระบี่อีกโจมตีเขาด้วยมือเปล่าแทน
เจียงสวินอี้ใบหน้าบิดเบี้ยวบึ้งตึงคราวนี้ไม่หลบมันแล้ว เขาต้านฝ่ามือของอวิ๋นเซียตรง ๆพลังิญญาของทั้งสองไหลมาปะทะกันโต๊ะเก้าอี้สองสามตัวรอบด้านพลันแตกกระจายเป็เศษไม้
อวิ๋นเซียยิ้มกว้างกว่าเดิม กัดฟันเอ่ยว่า “ดีนัก ไม่เลวจริง ๆ แม้แต่ท่านี้ก็ใช้ออกมาได้ อย่าบอกนะว่าเขาสอนเ้าอีกเ้าเป็ใครกันแน่ ที่แท้แล้วพวกเ้าสองคนเป็อะไรกัน?!”
เจียงสวินอี้เปลี่ยนกระบวนท่า ใช้ ‘พันระฆังเหนือริษยา’ ของภาคีิญญาซ่อนแล้วแค่นหัวเราะ“ข้าทำได้มากกว่านี้อีกจะบอกให้ ถ้าอยากรู้ว่าเสี่ยวเย่[2]คือใคร มีปัญญาเอาชนะให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน!”
แม้เขาจะเอ่ยเช่นนี้ แต่ความเป็จริงไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นต่อให้อวิ๋นเซียจะาเ็ แต่อีกฝ่ายมีพร์ล้ำเลิศ ผ่านศึกมานับร้อยออร่าพระเอกเหนือศีรษะยังสว่างวิบวับอยู่เลย
ส่วนร่างของตู้เหิงแม้จะมีพลังิญญาล้นเหลือแต่ไม่เคยผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักมาก่อนวิชาสามสิบแปดดาบคม์น่าจะไม่เคยฝึกสักบทด้วยซ้ำ ทำให้ทั้งความยืดหยุ่นการะเิพลัง และความอึดล้วนเทียบชั้นเจียงสวินอี้ในกาลก่อนไม่ได้แม้แต่น้อยถึงจะตอบสนองเร็วสุดขีด ก็ดึงความสามารถมาใช้ได้เพียงครึ่งเดียวแค่ต้านรับยังกินพลังไปหลายส่วน
ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าเจียงสวินอี้มีสติพอขอเพียงถ่วงเวลาทำศึกยืดเยื้อกับอวิ๋นเซียให้นานที่สุดก็เป็อันใช้ได้ อย่างไรเสียก่อนหน้านี้อีกฝ่ายก็สู้มาหลายสนาม พละกำลังไม่เพียงพอ ยื้อสักพักน่าจะล้มลงแล้ว
เพียงแต่เจียงสวินอี้ที่ปกติเป็พวกแหกคอกไม่เห็นหัวใครกลับไม่สนอะไรทั้งสิ้นอันที่จริงเขาเป็คนดื้อด้านชอบเอาชนะมากที่สุด ครั้นยามนี้ถูกอวิ๋นเซียบีบจนมีโทสะจึงไม่หลบไม่หลีกประมือด้วยอย่างตรงไปตรงมา เสียงหมัดเท้าเข่าศอกดังในห้องไม่ขาดสาย
[1]ผู้จัดการร้าน
[2]คำแทนตนเป็นายน้อย