บทที่ 1 แอรีส เดอะ ไวท์ยอร์ก
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แอสเทรียนสถานที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทุกเผ่าพันธุ์ นานมาแล้วผู้คนต่างก็เล่าขานกันว่าดินแห่งนี้เกิดขึ้นหลังจาการะหว่างเผ่าพันธุ์ได้จบลง แต่ละเผ่าพันธุ์เองต่างก็ลงสนธิสัญญายุติาลงอย่างถาวร ทำให้ทุกเผ่าพันธุ์ต่างก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสงบสุขเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทว่าเื้ัของผิวน้ำที่นิ่งสงบกับมีภัยร้ายคืบคลานเข้ามายังดินแดนศักดิ์สิทธิ์แอสเทรียอีกครั้ง…
เขตปกครองพิเศษนอร์แมนเป็ที่ดินในการตระกูลขุนนางไวท์ยอร์ก แม้ว่าจะเป็สวนหนึ่งของภูมิภาคเอเดน เนื่องด้วยผลกระทบจาการะหว่างเผ่าพันธุ์เมื่อ 2000 ปีก่อนจึงทำให้ที่ดินแห่งนี้ได้รับความเสียหายเป็วงกว้างและยากต่อการบำรุงรักษาให้กลับมาเป็ดังเดิมจึงได้ถูกตัดขาดออกจากภูมิภาคเอเดนไป
กระทั่งประมาณ 500 ปีก่อนก็ได้มีตระกูลขุนนางตระกูลหนึ่งอพยพมาตั้งถิ่นอาศัยอยู่ในดินแดนรกร้างแห่งนี้นามของตระกูลนั้นก็คือ…'ไวท์ยอร์ก' ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้เลยว่าทำไมตระกูลขุนนางที่มีสายเืของาาและมียศถาบรรดาศักดิ์เป็ถึงดยุคถึงได้ละทิ้งความมั่งคั่งและมาอาศัยในเขตปกครองพิเศษนอร์แมน
หลักจากระยะเวลาไหลผ่านไปชื่อของตระกูลขุนนางไวท์ยอร์ก ก็ถูกผู้คนลืมไปประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของพวกเขา ไม่ใช่สิ่งที่คนรุ่นใหม่สนใจอีกต่อไปในขณะที่บางคนเองก็คิดว่าตระกูลไวท์ยอร์กอาจจะล้มล่มสลายไปแล้วก็เป็ได้…
บริเวณคฤหาสน์ที่ตั้งอยู่ใจกลางของเขตปกครองพิเศษนอร์แมนมีร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่กำขุดหาอะไรบางสิ่งอยู่ทางด้านหลังคฤหาสน์อย่างยากลำบาก นั้นก็เพราะขนาดของจอบที่เข้าใช้มันมีความยาวมากกว่าส่วนสูงของตัวเขาเสียอีก ทำให้กว่าที่เด็กหนุ่มจะขุดดินออกมาในแต่ละครั้งเสียงหายใจของเขาก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เป็การแสดงออกว่าตัวเขาเหนื่อยล้าขนาดไหน…
ถึงจะรู้สึกปวดแสบบริเวณฝ่ามือหรือเหนื่อยล้ามากไหนแค่ไหน เด็กหนุ่มก็ไม่คิดจะหยุดการขุดดินแต่อย่างใด จนกระทั่งในการเหวี่ยงจอบลงดินครั้งสุดท้ายลงในหลุม เขาก็ััได้ว่าจอบของเขาได้กระแทกเข้ากับของแข็งบางอย่างเข้า
“หลังจากนั้นก็เป็เวลา 2 ปีแล้วท่านพ่อ…ด้วยเกียรติของข้า แอรีส เดอะ ไวท์ยอร์กถึงเวลาที่ข้าต้องรักษาสัญญาที่ไว้ให้กับท่านแล้ว”
สิ่งที่จอบของเด็กหนุ่มนามว่าแอรีสได้ไปกระทบเข้าก็คือ โครงกระดูกของมนุษย์ที่เรียงรายกันอยู่ในหลุม โดยผู้ที่เป็เ้าของโครงกระดูกเหล่านี้ก็คือ เอเรส เดอะ ไวท์ยอร์ก บิดาของแอรีสนั้นเองก่อนที่เขาจะหมดลมหายใจและได้จากโลกใบนี้ไป เขาก็ได้สั่งเสียผู้เป็ลูกอย่างแอรีสว่าหลังจากนี้อีก 2 ปีให้ทำการขุดหลุมศพของเขาขึ้นมา พร้อมกับนำโครงกระดูกที่หลงเหลือไปเก็บไว้ยังสุสานใต้ตินของตระกูลไวท์ยอร์ก
แน่นอนว่าแอรีสสงสัยเป็อย่างมากว่าทำไมผู้เป็บิดาถึงไม่ให้เขานำศพลงไปยังสุสานทันทีและเลือกจะให้เวลาล่วงเลยไปถึง 2 ปี แต่แอรีสก็ไม่ได้ปฏิเสธคำขอผู้เป็บิดา เขาได้ทำการนำศพมาฝังไว้ยังบริเวณด้านหลังคฤหาสน์ เฝ้ารอจนกว่าวันเวลาที่รอคอยจะมาถึง…
“ท่านรู้ไหมตลอด 2 ปีที่ผ่านมาข้ารู้สึกเหงามากเลยล่ะ…ถึงคฤหาสน์จะมีขนาดใหญ่และอาศัยอยู่หลายได้คน…แต่ว่าทุกคนกับทิ้งข้าไปจนหมด ท่านแม่ น้องสาว หรือแม้แต่พ่อบ้านกับเหล่าสาวใช้เองก็ตาม…”
ขณะกำลังเก็บกระดูกภายในหลุมศพแอรีสก็ได้พยายามระบายความรู้สึกที่ผ่านมาของเขาให้ผู้เป็บิดาทราบ ต่อให้อีกฝ่ายจะไม่สามารถตอบสนองกับสิ่งที่แอรีสเล่ามาก็ตาม ในปีนี้อายุของแอรีสพึ่งจะ 14 ปีเท่านั้น หากเป็เด็กในตระกูลขุนนางอื่น พวกเขาเองก็อาจจะกำลังมีความสุขกับ่ชีวิตในวัยเด็กของตนเอง
ทว่ากับแอรีสนั้นเขาสูญเสียมารดาไปั้แ่อายุ 6 ปี สูญเสียน้องสาวไปตอนอายุ 8 ปี และสูญเสียผู้เป็บิดาไปตอนอายุ 12 ปี เรียกได้ว่ายังไม่ได้ฉลองครบรอบอายุ 15 ปี แอรีสก็พบเข้ากับการสูญเสียไปแล้วถึง 3 ครั้ง
“แต่ว่านะพวกท่านไม่ต้องเป็ห่วงข้าหรอก…เพราะคือไวท์ยอร์ก ข้าไม่เคยเสียใจเลยที่เกิดมาในตระกูลนี้ ถึงจะเป็่ระยะเวลาสั้นๆ ข้าก็มีความสุขมากที่มีพวกท่านอยู่…”
ทันทีที่เก็บโครงกระดูกชิ้นสุดท้ายเสร็จแอรีสก็ลุกขึ้นพร้อมกับชูสองนิ้วไปยังบริเวณหลุมศพ ก่อนที่จะมีรอยยิ้มอันบริสุทธิ์อยู่บนใบหน้าของเขา เพื่อเป็การบอกกล่าวว่าตัวเขานั้นจะคงใช้ชีวิตให้มีความสุขเหมือนกับที่ทุกคนคาดหวังเอาไว้ โดยเมื่อทุกอย่างได้ถูกจัดเตรียมร้อยแล้วแอนรีสก็รีบมุ่งหน้าไปยังสุสานใต้ดินทันที
สำหรับสุสานของตระกูลไวท์ยอร์กแล้วมันไม่ได้อยู่ไกลจากตัวคฤหาสน์เลยสักนิดเดียว เพียงแค่แอรีสใช้เส้นทางทางลับก็สามารถมาโผล่มายังหน้าประตูสุสานได้ในเวลาไม่ถึง 10 นาที เมื่อเดินมาประตูสุสานแอรีสก็ค่อนข้างรู้สึกตื่นเล็กน้อยถึงจะเคยมาที่นี่บ่อยครั้งแต่เขาก็ยังไม่ได้ก้าวเท้าไปด้านในเลยสักครั้ง เพราะว่าผู้เป็นำกระดูกมารดาและน้องสาวของเข้าไปเก็บยังภายในก็คือผู้เป็บิดา ส่วนเขานั้นได้แต่ยืนรออยู่ด้านนอกเท่านั้น
“ถึงเวลาแล้ว…”
แอรีสได้นำฝ่ามือของตัวเองไปทาบไว้ยังใจกลางของประตูสาน จากสิ่งที่ผู้เป็บิดาเคยเล่าให้ฟังประตูสุสานจะไม่ถูกเปิดออกหากผู้เปิดไม่ได้มีสายเืบริสุทธิ์ที่สืบทอดมาจากหัวหน้าตระกูลรุ่นแรกของตระกูลไวท์ยอร์ก นี่จึงเป็ผลว่าทำไมถึงไม่เคยมีนักล่าสมบัติจากภูมิภาคใดสามารถลักลอบเข้าไปยังสุสานของตระกูลไวท์ยอร์กได้
ครืด! ครืด!
ลวดลายบริเวณประตูสุสานได้เรืองแสงสีแดงออกมาอย่างหน้าประหลาด แม้แต่แอรีสก็ยังอดไม่ไดัที่ก้าวถอยหลังออกมา ถึงจะเคยเห็นผู้เป็บิดาทำแบบนี้มาแล้วหลายครั้งเขาก็ยังคงรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เหตุการณ์เช่นนี้…ราวกับประตูนรกได้เปิดออกเสียงของประตูเหล็กที่เสียดสีเข้ากับพื้นปูนมันดังสนั่นไปทั่วอาณาบริเวณ จนแอรีสเองต้องนำมือทั้งของข้างมาอุดหูเอาไว้ โดยที่กระบวนการดังกล่าวยาวนานถึง 30 วินาทีก่อนที่ประตูสุสานจะถูกเปิดออกอย่างสมบูรณ์
แอรีสไม่รอช้าที่ก้าวเข้าไปยังภายในทันที ยามที่เท้าของเขาได้ััเข้ากับพื้นของสุสานแอรีสก็รู้สึกเหมือนว่าเดินอยู่ท่ามกลางธารน้ำแข็ง มันทั้งหนาวเย็นและดูหดหู่ โดยเฉพาะโรงศพนับร้อยที่ตั้งอยู่ตลอดสองข้างทางที่เขาเดินผ่าน มันยิ่งส่งเสริมให้สถานที่แห่งนี้ยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีก
ด้วยความที่ว่าภายในสุสานแห่งนี้ค่อนข้างจะมืดทำให้แอรีสไม่ทันได้ระวังตัวและไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างจนตัวเขาได้เผลอล้มลงไป โชคดีที่แอรีสสามารถจับตัวของโรงศพที่ตั้งอยู่แถวนั้นได้ทัน ร่างกายของเขาจึงไม่ได้าเ็จากล้มแต่อย่างใด และเมื่อแอรีสพยายามค้นหาต้นตอสิ่งที่ทำให้เขาสะดุดเมื่อครู่ก็พบเข้ากับหนังสือเล่มนึง
“นี่มันหนังสืออะไรกันละเนี่ย…”
รูปร่างหน้าตาของหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างจะประหลาดมันมีคล้ายกับตัวอักษรที่แอรีสอ่านไม่ออกอยู่เต็มไปหมด อีกทั้งมันยังถูกโซ่สีเงินล่ามเอาไว้อย่างดีเหมือนกับว่าไม่้าจะให้ผู้ใดเห็นเนื้อหาที่อยู่ข้างใน ขณะที่แอรีสกำลังยื่นมือไปจับหนังสือเล่มนี้ไว้ อยู่ดีๆสัญชาตญาณของแอรีสก็ได้บอกเขาว่าห้ามแตะต้องหนังสือเล่มนี้
ซึ่งใน่เวลาที่แอรีสได้หยุดชะงักลงไปหนังสือเล่มดังกล่าว ก็ปรากฎเป็รูปร่างของปากขึ้นมาก่อนที่มันจะกัดลงอย่างเต็มแรงเพื่อหวังกัดดแขนของแอรีสให้ขาดสะบั้นไป โชคดีที่แอรีสหยุดมือของเขาไว้ก่อนหน้านี้จึงทำให้เขาสามารถโยกมือหลบได้ทัน มิเช่นนั้นก็เขาอาจจะกลายเป็คนพิการแล้วก็เป็ได้
“ฮ่า! ฮ่า! ในที่สุดผู้สืบทอดของเ้าของมาถึงที่นี่ราชันย์ไร้พ่ายผู้โง่เขลา…หลังจากเฝ้ารอมาถึง 2000 ปีเวลาแห่งการล้างแค้นของข้ามาถึง!!”
แอรีสรีบถอยห่างจากหนังสือเล่มนี้อย่างรวดเร็ว กระบวนความคิดของเขาเริ่มแปรปรวน กระทั่งสภาวะของจิตใจเองก็เริ่มแตกตื่น สิ่งเกิดอยู่ขณะนี้ไม่เคยอยู่ในสามัญสำนึกของเขามาก่อน ใครจะไปคิดกันละว่าเพียงแค่เขา้าจะนำกระดูกของผู้เป็บิดามาไว้ยังสุสานของตระกูลจะทำให้พบเข้ากับหนังสือพูดได้…