ร้านน้ำชาจ้าวยุทธจักร

    การศึกที่เยว่หลิง (2)

     

              “ท่านแม่ทัพขอรับเมืองเยว่หลิงไม่ยินยอมเปิดประตูเมืองให้เราขอรับ”

              คำรายงานจากม้าเร็วที่ถูกส่งไปแจ้งข่าวการมาถึงของทัพจากเมืองหลวงทำให้หลายคนขมวดคิ้วไม่เว้นแม้แต่ตัวแม่ทัพมู่เฟิงเทียนหมิงชูที่ยืนหอบอยู่ข้างม้าของหมอเทวดาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแต่เพียงครู่เดียวก็คลายออกเด็กหนุ่มพอจะเข้าใจในเหตุผลของเจ้าเมืองเยว่หลินอยู่บ้างในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้มันไม่แปลกเลยที่ฝ่ายนั้นจะระแวงไปหมดทุกอย่าง

              “พวกเขาให้เหตุผลมาหรือไม่?”

              เป็นรองแม่ทัพอู่ที่ถามสีหน้าของชายวัยสี่สิบมืดครึ้มจนดูน่ากลัว ทหารหนุ่มที่กลับมารายงานถึงกับเหงื่อตกเขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะรวบรวมความกล้าตอบไปว่า

              “ทหารเฝ้าประตูบอกว่าพวกเขาไม่ได้รับแจ้งว่าทางเมืองหลวงจะส่งทัพเสริมมาขอรับ”

              “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร!” รองแม่ทัพตวาดลั่น“ม้าเร็วที่มาส่งข่าวกลับไปรายงานว่าส่งข่าวเรียบร้อยแล้วเจ้าเมืองเยว่หลิงจะไม่ทราบเรื่องได้อย่างไร? เจ้าแน่ใจหรือว่าฟังมาไม่ผิด?”

              “ขอรับข้าน้อยแจ้งแล้วว่าเป็นกองทัพของแม่ทัพมู่จากเมืองหลวงแต่พวกเขาก็ไม่ยอมให้เข้าไปในเมืองขอรับ อีกทั้ง...”พูดถึงตรงนี้ทหารนายนั้นก็ทำท่าอึกอัก กลอกตาไปมาคล้ายไม่กล้ากล่าวต่อไป

              “อีกทั้งอะไร? รีบพูดมาเดี๋ยวนี้!”

              รองแม่ทัพอู่ตะคอกทหารผู้นั้นสะดุ้งอีกครั้งก่อนจะรีบตอบเสียจนลิ้นแทบจะพันกันว่า

              “อีกทั้งเจ้าเมืองเยว่หลิงยังได้สั่งเอาไว้ว่าหากมีผู้ใดอ้างตัวเป็นกองทัพจากเมืองหลวงก็ให้พิสูจน์ตัวเองด้วยการขับไล่ทัพไท่หยางออกไปขอรับ”

              ‘ไม่ให้เข้าเมืองแต่ให้ขับไล่กองทัพศัตรูให้เป็นการพิสูจน์?’หมิงชูเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะยิ้มมุมปากอย่างถูกใจ ‘เจ้าเมืองเยว่หลิงผู้นี้น่าสนใจยิ่งนัก’

              “ท่านแม่ทัพ...”

              รองแม่ทัพอู่หันมาสบตากับมู่เฟิงเทียนคล้ายต้องการถามว่าพวกเขาควรจะทำเช่นไรต่อไปว่าอันที่จริงแล้วการที่เจ้าเมืองเยว่หลิงไม่ยินยอมเปิดประตูให้กับกองทัพของมู่เฟิงเทียนก็เป็นการกระทำที่เสียมารยาทอย่างยิ่งอย่างไรก็ตามแม่ทัพหนุ่มก็มีราชโองการติดตัวมาด้วย เพียงแสดงม้วนผ้าสีทอง พวกเขาก็สามารถเข้าไปในเมืองได้อย่างง่ายดายแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นการกระทำที่เสียมารยาทของเจ้าเมืองเยว่หลิงก็มิใช่สิ่งที่อาจมองข้ามไปได้

              สิ่งที่รองแม่ทัพอู่ต้องการถามแท้จริงแล้วมิได้เกี่ยวกับการทำให้เยว่หลิงเปิดประตูเมืองแต่เป็นคำถามว่าพวกเขาควรจะทำเช่นไรกับเจ้าเมืองเยว่หลิงผู้นั้น

              ทว่าคำตอบของแม่ทัพหนุ่มกลับทำให้หลายคนประหลาดใจ

              “คืนนี้เราจะตั้งค่ายที่นี่”

              เขากล่าวเพียงสั้นๆแล้วก็เรียกนายกองที่ควบคุมหน่วยลาดตระเวนมาสองคนสั่งการให้ไปสำรวจรอบเมืองเยว่หลิง และสอดแนมกองกำลังของฝ่ายตรงข้าม คำสั่งนี้ให้ปฏิบัติทันทีและต้องทำอย่างลับๆซึ่งนายกองทั้งสองก็ทราบถึงความสำคัญของการสืบข่าวในการศึกเป็นอย่างดีเมื่อรับคำสั่งเสร็จแล้วพวกเขาก็รีบแยกตัวไปจัดการตามคำสั่งทันที

     

              ค่ายพักแรมถูกตั้งขึ้นริมเชิงเขาห่างจากกำแพงเมืองเยว่หลิงไม่เท่าไหร่ ทหารส่วนใหญ่ยังคงนอนกันกลางแจ้งเหมือนเดิมมีเพียงกระโจมสามหลังของแม่ทัพ รองแม่ทัพ และหมอเทวดาเซี่ยเท่านั้นที่ถูกตั้งขึ้น

              “ข้าอิจฉาพี่เทียนจริงๆที่ได้นอนในกระโจม ไม่ต้องทนหนาวอยู่ข้างนอกนี่”

              เด็กหนุ่มในคราบทหารผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นพลางแทะเนื้อแห้งในมืออย่างหิวโหยหมิงชูมองดูเด็กหนุ่มที่สลัดคราบคุณชายในคราแรกทิ้งไปจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้วก็แต่ยิ้มอ่อนถามว่า

              “เสี่ยวปา เจ้าจะหนาวได้อย่างไร?มิใช่ว่าพลังปราณของเจ้าเข้าขั้นสีแดงแล้วหรอกหรือ?”

              “ไม่ต้องถึงขั้นสีแดงหรอกแค่เดินลมปราณได้ร่างกายก็ไม่รู้สึกหนาวแล้ว” ทหารอีกคนกล่าวและหันไปบอกเสี่ยวปาว่า “เจ้าก็อย่าไปอิจฉาพี่เทียนของเจ้าเลย ก็รู้ๆกันอยู่ว่าหมอเทวดาผู้นั้นใช้งานคนหนักเช่นไรข้าจำได้ว่าตะเกียงในกระโจมนั่นไม่เคยดับก่อนยามอิ๋น[1]เลยสักครางานหนักเช่นนั้นไม่เห็นจะน่าอิจฉาเลยสักนิด”

              “อา...จริงด้วยสิ”

              คำกล่าวของทหารรุ่นพี่ทำให้เสี่ยวปาคิดได้ทุกๆ คืนที่ตั้งค่ายพักแรมกัน กระโจมของหมอเทวดาจะจุดไฟสว่างจนเกือบรุ่งสางเสมอหากเดินเข้าไปใกล้จะแว่วเสียงสั่งงานของหมอเทวดาดังออกมาจากด้านในผู้คนต่างพากันคิดไปว่าหมอเทวดาคงสั่งให้เทียนหมิงชูจัดการทำอะไรสักอย่างกับสมุนไพรที่เก็บมาได้ระหว่างการเดินทางซึ่งความจริงแล้วมันก็เป็นเช่นนั้น

              “พี่เทียนท่านหมอเทวดาสั่งให้ท่านปรุงยาในตอนกลางคืนหรือ?”

              เด็กหนุ่มถามอย่างสนใจโอกาสที่จะได้พบกับหมอเทวดานั้นมิใช่ง่ายเสี่ยวปาคิดว่าหากหมอเทวดาสั่งสอนวิชาปรุงยาให้แก่เทียนหมิงชูแม้เพียงเล็กน้อยมันก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วกับการที่เขาจะชักชวนเทียนหมิงชูเข้ามาทำงานให้กับตระกูลของตน

              “เรียกว่าปรุงยามันก็ไม่ถูกสักเท่าไหร่หรอกนะ”

            หมิงชูตอบพลางกัดเนื้อแห้งในส่วนของตนบ้างเขาเคี้ยวอย่างไม่รีบร้อน แต่ทำให้คนที่รอฟังแทบจะทนไม่ไหวเมื่อกลืนข้าวลงคอไปคำหนึ่งแล้ว หมิงชูก็กล่าวต่อไปว่า

              “ทุกวันท่านหมอแค่สั่งให้ข้าเก็บรักษาสมุนไพรเท่านั้นเองส่วนมากก็อบแห้งด้วยหม้อปรุงยา แล้วเก็บลงกล่อง มีบางชนิดเท่านั้นที่ต้องคั้นน้ำหรือป่นให้เป็นผง”

              ที่หมิงชูกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริงเขามีโอกาสได้จับ “หม้อปรุงยา” เป็นครั้งแรก และมันก็แสนวิเศษเหมือนที่ใครบางคนเคยพร่ำพรรณนาให้ฟังแต่เขาก็ยังไม่ได้ปรุงยาจริงๆ แค่เตรียมวัตถุดิบให้พร้อมสำหรับการปรุงยาเท่านั้น

              “ข้าว่าแล้ว ท่านหมอเซี่ยเป็นถึงหมอเทวดาเขาไม่มีทางถ่ายทอดความรู้ให้กับใครง่ายๆ หรอก”

              ทหารนายหนึ่งเอ่ยขึ้นบ้างและหลังจากนั้นหัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่นทั้งเรื่องไร้สาระและมีสาระอย่างสาเหตุที่เจ้าเมืองเยว่หลิงไม่ยอมเปิดประตูให้กองทัพ

              หมิงชูเองก็นึกสงสัยเช่นกันแต่ความสงสัยของเขาตกไปอยู่ที่การตอบสนองของแม่ทัพมู่ผู้นั้นมากกว่าเด็กหนุ่มจำได้ว่าทันทีที่ได้ฟังรายงาน แม่ทัพหนุ่มก็ขมวดคิ้วดวงตาทอประกายซับซ้อนอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะกลับมานิ่งสงบดังเดิมปฏิกิริยาของเขารวดเร็วนัก และเกิดขึ้นในระหว่างที่หลายคนกำลังตกใจทำให้ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น แต่หมิงชูก็ทันเห็นเสี้ยวหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงนั้น

              “สมาธิ!”

              หมอเทวดาเซี่ยเอ็ดเสียงเขียวเมื่อเห็นว่าทหารรับใช้ประจำตัวดูใจลอยต่างไปจากทุกที

              “ขออภัยขอรับ”

              เมื่อได้ยินเสียงของหมอเฒ่า หมิงชูก็กะพริบตาทีหนึ่งแล้วรีบกล่าวขอโทษมือที่เชื่องช้าไปเพราะใจลอยก่อนหน้านี้ก็กลับมาเคลื่อนไหวคล่องแคล่วเหมือนเดิมอีกครั้งหมิงชูวนสากไม้ไปรอบโกร่งบดยาดินเผาที่พื้นผิวภายในมีการทำเป็นร่องเอาไว้เสียงสมุนไพรแห้งๆ ครูดไปกับผิวดินเผาหยาบๆ ดังอยู่ในความเงียบสงัดแห่งราตรีกลิ่นสมุนไพรอบอวลไปทั่วกระโจมสำหรับผู้อื่นแล้วกลิ่นมันคงจะตีกันไปหมดแต่หมอเทวดาเซี่ยก็สามารถแยกแยะได้เช่นเดียวกันกับหมิงชูผู้ฝึกฝนในสายพลังแห่งธรรมชาติจนปรุโปร่ง

              กลิ่นของสมุนไพรทำให้หมิงชูทั้งผ่อนคลายและตื่นตัวในเวลาเดียวกันมันเป็นความรู้สึกที่เกือบจะตีกันแต่สามารถผสมเข้าด้วยกันได้อย่างประหลาดเด็กหนุ่มบดยาต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่ความคิดก็ประหวัดคิดไปถึงเรื่องความไม่ชอบมาพากลของเจ้าเมืองเยว่หลิงและท่าทางคล้ายเข้าใจอะไรบางอย่างของมู่เฟิงเทียน

              หมิงชูต้องยอมรับว่าเขานั้นไม่เชี่ยวชาญเกมการเมืองสักเท่าไหร่เด็กหนุ่มเคยแต่เรียนรู้กฎง่ายๆ อย่างการไม่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับผู้มีอำนาจเท่านั้นเรื่องที่เมืองเยว่หลิงไม่ยอมเปิดประตูเมือง มู่เฟิงเทียนไม่ยอมใช้ราชโองการเป็นใบเบิกทางเข้าเมืองและเรื่องที่มู่ซินดูจะเป็นห่วงความปลอดภัยของมู่เฟิงเทียนเป็นอย่างมาก

              ‘หากจะกล่าวว่ามีคนในเมืองหลวงอยากกำจัดแม่ทัพมู่มันก็อาจจะเป็นไปได้’

              เด็กหนุ่มครุ่นคิด เขาค่อยๆตักผงสมุนไพรใส่ขวดน้ำเต้าเพื่อเก็บเอาไว้ใช้ปรุงยาในภายหลังจากนั้นก็ทำความสะอาดโกร่งบดยา เตรียมจะบดสมุนไพรชนิดถัดไปแต่หมอเทวดาก็ห้ามเอาไว้เสียก่อนโดยให้เหตุผลว่า

              “วันนี้เจ้าดูไม่มีสมาธิวิ่งมากจนหมดแรงรึ?”

              น้ำเสียงของหมอชราค่อนไปทางดูแคลนมากกว่าจะเป็นห่วงอย่างไรก็ตามหมิงชูไม่คิดจะถือสา เขาวางมือลงบนโต๊ะกล่าวตอบคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงว่า

              “ข้าเพียงแค่ติดใจสงสัยในบางเรื่องเท่านั้นขอรับต้องขออภัยท่านหมอด้วย”

              “ถ้าให้เดาเจ้าคงสงสัยว่าเหตุใดเจ้าเมืองเยว่หลิงจึงไม่ยอมเปิดประตูเมืองให้ทัพของเราสิท่า”

              พูดแล้วหมอชราก็แค่นหัวเราะทหารรับใช้ที่ไม่มีแม้แต่พลังปราณเช่นมัน ไม่ควรแม้แต่จะคิดสงสัยในเรื่องนี้หน้าที่ของมันมีเพียงทำตามคำสั่ง หาใช่การสอดรู้สอดเห็นไม่

              “เจ้ามีหน้าที่ทำสิ่งใดก็ทำไปอย่าได้ตั้งคำถาม”

              หมอเทวดาสั่งสอนแล้วก็บอกให้ทหารรับใช้ของตนทำงานต่อไป แต่หมิงชูก็ยังคงนั่งนิ่งนัยน์ตาสีเปลือกไม้ทอประกายเครียดขรึมจริงจังสีหน้าแน่วแน่มั่นคงไม่คล้ายทหารรับใช้แสนซื่อคนเดิมจนหมอเทวดาที่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นได้เต็มสองตาต้องขมวดคิ้วและก่อนที่หมอชราจะได้คิดอ่านสิ่งใดต่อไป ทหารหนุ่มก็เอ่ยขึ้นว่า

              “ข้าผู้มีพลังปราณอ่อนด้อยที่สุดในกองทัพไม่อาจแม้กระทั่งคิดสงสัยในสิ่งที่เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของตนเลยหรือขอรับ?”

              “ตอนนี้เจ้าเป็นทหารอยู่และตายเพื่อแผ่นดินจะกลัวตายไปทำไม?”

              “หากทหารอยู่และตายเพื่อแผ่นดินเช่นนั้นแล้วชีวิตของข้าย่อมมีค่าต่อแผ่นดินมิใช่หรือขอรับเช่นนี้แล้วจะเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งเปล่าๆ ได้อย่างไร?”

              หมิงชูถามกลับในน้ำเสียงของเขาไม่มีแม้แต่ความยำเกรงต่อหมอเทวดาผู้ทรงอิทธิพลในกองทัพท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขาทำให้หมอเทวดาเซี่ยรู้สึกสงสัยยิ่งนักทว่าด้วยเส้นลมปราณที่พิการของทหารหนุ่มตรงหน้ามันยากนักที่คิดไปว่าเทียนหมิงชูผู้นี้เป็นตัวอันตราย

              “แค่ไม่ได้เข้าเมืองมันไม่อันตรายถึงเพียงนั้นหรอกหาไม่แล้วท่านแม่ทัพจะยังนิ่งเฉยเช่นนั้นได้หรือ?”

              หมอเซี่ยยังคงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่แสดงท่าทีสงสัยออกมา เพราะอยากจะรอดูว่าทหารหนุ่มผู้นี้จะเผยอะไรออกมาอีกบ้างนัยน์ตาสีหมึกยังคงจับจ้องทหารรับใช้ของตนอย่างเคลือบแคลงในสายตาของเขาเด็กหนุ่มผู้นี้แทบจะเรียกได้ว่าไร้ค่ามีดีแค่ความมุมานะที่มากกว่าคนทั่วไปทว่าสีหน้าท่าทางที่เขาแสดงออกมาในตอนนี้กลับดูไม่คล้ายชาวบ้านสามัญทั่วไป มันช่างขัดแย้งกับความจริงที่ว่าเขาเป็นคนที่มีเส้นลมปราณพิการยิ่งนัก

              “เพราะท่านแม่ทัพนิ่งเฉยมิใช่หรือขอรับที่ควรจะสงสัย”

            หมิงชูกล่าวอย่างไม่คิดสนใจสายตาสงสัยของหมอเซี่ยก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเหมือนนึกอะไรได้

            “ไม่สิอันที่จริงท่านแม่ทัพไม่ได้นิ่งเฉย เพียงแต่เลือกที่จะไม่เข้าไปในเมืองเท่านั้นและจุดนี้เองที่ทำให้ข้านึกสงสัย”

            “เจ้าจะสงสัยการตัดสินใจของแม่ทัพไปเพื่ออะไร?เจ้าเป็นทหาร การตัดสินใจของท่านแม่ทัพถือเป็นที่สิ้นสุดนี่ยังดีว่าในที่นี้มีเพียงเจ้าและข้าเท่านั้น หาไม่แล้วเจ้าคงถูกลงโทษเป็นแน่”

            หมอเทวดากล่าวแต่อันที่จริงเขาก็ข้องใจอยู่เล็กน้อยที่แม่ทัพหนุ่มไม่ยอมเข้าไปในเมืองอย่างไรก็ตามเขาก็เชื่อว่าแม่ทัพย่อมมีเหตุผลของตนเองและเป็นการไม่ควรอย่างยิ่งที่จะตั้งคำถามกับผู้บังคับบัญชาสูงสุดดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไม่คิดสงสัย อีกทั้งยังสั่งสอนให้หมิงชูคิดเช่นเดียวกันด้วย

            “ข้าไม่ชอบที่จะไม่รู้อะไรและชอบที่จะรู้ว่าไม่รู้อะไร”

            เด็กหนุ่มกล่าวพลางหยิบสมุนไพรแห้งใส่ลงในโกร่งบดยาและถามต่อไปอย่างไม่เปิดช่องให้หมอเทวดาได้เอ่ยแทรก

            “ท่านไม่คิดว่าการที่เรารู้เท่าทันความคิดของท่านแม่ทัพจะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะไม่รู้อะไรอยู่อย่างนี้หรือขอรับ?”

            “ข้าเพิ่งรู้ว่าทหารรับใช้ส่วนตัวของข้าเป็นบัณฑิตผู้ชมชอบพูดจาวกวน”

            น้ำเสียงประชดประชันของแพทย์ผู้ชราทำให้หมิงชูหลุดยิ้มเขานึกแปลกใจอยู่บ้างที่ผู้อาวุโสฝีมือความรู้เก่งกาจทั้งหลายต่างชอบทำตัวเป็นเฒ่าทารกหากไม่เอาแต่ใจ ก็ประชดประชัน หรือไม่ก็ทำตัวไม่รู้จักกาลเทศะจนน่าปวดหัว

            “ท่านหมอกล่าวชมกันเกินไปแล้วข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาหาบัณฑิตไม่”

            หมิงชูประสานมือค้อมศีรษะทำท่าคล้ายไม่รู้ว่าหมอเทวดาพูดประชด

            “เฮอะ!” หมอเซี่ยแค่นหัวเราะ กล่าวว่า “หากเจ้ารู้ตัวว่าเป็นคนธรรมดาไยจึงไม่อยู่อย่างคนธรรมดาเล่าปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ถามให้มากความเหมือนในตอนนี้”

            “หากข้ามิใช่บุตรชายคนเดียวของครอบครัวข้าก็คงจะทำเช่นนั้น ทว่าข้ายังมีพ่อแม่และน้องสาวที่ต้องดูแลคงทำตัวเป็นหมากให้ผู้อื่นทิ้งขว้างไม่ได้”

            หมิงชูเลือกบอกอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขามุ่งมั่นจะเอาชีวิตรอดกลับไปจากสงครามส่วนเรื่องที่เขาต้องคอยดูแลแม่ทัพมู่เฟิงเทียนอย่างลับๆ นั้นหมิงชูเลือกที่จะเก็บเป็นความลับต่อไปความจริงแล้วเขาเองก็ไม่อยากถอดหน้ากากคนซื่อออกต่อหน้าหมอเทวดาผู้นี้เลยหากไม่ใช่เพราะว่าคาดหวังบางสิ่ง

            “หากเจ้าต้องการเอาชีวิตรอดกลับไปหาครอบครัวเจ้าก็ควรจะเชื่อฟังและเคารพการตัดสินใจของท่านแม่ทัพ”

            “ข้าเคารพและเชื่อฟังเสมอเพียงแต่คิดว่าหากข้าสามารถเข้าใจความคิดของท่านแม่ทัพได้บางทีข้าอาจจะทำอะไรให้กองทัพได้บ้าง”

            “คนพิการอย่างเจ้าแค่ไม่ถ่วงแข้งขาผู้อื่นก็เพียงพอแล้ว”

            หมอเทวดากล่าว และมันก็เป็นเรื่องจริงในสงครามที่เต็มไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์เช่นนี้ คนธรรมดาไร้ลมปราณอย่างเทียนหมิงชูเพียงไม่ไปเกะกะใครก็ถือว่าเป็นประโยชน์มากแล้ว

            “เช่นนั้นมิเท่ากับว่าข้าไม่ได้ทำอะไรเลยหรือขอรับ?ข้าเองก็อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง ท่านหมอไม่คิดหรือว่าหากข้าสามารถเข้าใจความคิดของท่านแม่ทัพข้าจะเป็นประโยชน์กับกองทัพมากขึ้น”

            “การทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดต่างหากที่เป็นประโยชน์แก่กองทัพอย่างแท้จริง”

            หมอเทวดาเถียงแต่เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของทหารหนุ่มที่ก่อนหน้านี้เปล่งประกายแห่งความมุ่งมั่นจนเจิดจ้าแล้วแววตาที่แข็งกระด้างและเต็มไปด้วยความดูแคลนของเขาก็พลันสั่นไหวความรู้สึกราวกับว่าตนไร้ค่าและอยากจะสร้างคุณค่าให้กับตัวเองนั้นมีหรือที่อดีตขอทานน้อยอย่างหมอเทวดาเซี่ยจะไม่เข้าใจ

            “เฮ้อ! ก็ได้ เจ้าอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้ใช่หรือไม่เช่นนั้นก็จงตั้งใจจดจำและทำตามทุกคำที่ข้าพูด เข้าใจหรือไม่?”

            ท้ายที่สุดหมอเทวดาก็ยอมใจอ่อนแม้ว่าตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมการโต้เถียงจึงกลายเป็นการรับศิษย์ไปได้ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าเหตุใดจึงตัดสินใจที่จะสั่งสอนเด็กหนุ่มผู้นี้

            “ข---ขอรับ!”

            หมิงชูรับคำด้วยรอยยิ้มกว้างหน้ากากเด็กหนุ่มคนซื่อกลับมาอีกครั้ง ทว่าครานี้ผู้อาวุโสกลับรู้ทันเสียได้

            “เลิกเสแสร้งได้แล้วข้าเห็นแล้วขนลุก”

            หมอเซี่ยดุลูกศิษย์คนใหม่ของตนเสียงแข็งเรียกรอยยิ้มจากหมิงชูได้เป็นอย่างดีเด็กหนุ่มสลัดคราบไร้เดียงสาของตนทิ้งไปแล้วก็คุกเข่าคำนับกราบชายชราเป็นอาจารย์ตามธรรมเนียมและหลังจากนั้นการสอนอันหฤโหดของหมอเทวดาก็ได้เริ่มต้นขึ้น

            นับตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมาในขณะที่ผู้อื่นพักผ่อนจากการเดินทางอ้อมแนวเทือกเขาหมิงชูก็จะคร่ำเคร่งอยู่กับการปรุงยา และศึกษาตำราเกี่ยวกับร่างกายของมนุษย์ที่หมอเซี่ยนำออกมาจากกำไลเก็บของของเขา

            กำไลเก็บของอันนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หมิงชูไม่เคยพบเห็นมาก่อนหมอเซี่ยกล่าวว่ามันเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่ผู้ใช้พลังวิญญาณในตระกูลหมิงสร้างขึ้น

            “กำไลเช่นนี้มีเพียงแปดสิบชิ้นในโลกเท่านั้น”

            ชายชรามักจะกล่าวย้ำเช่นนี้เสมอยามที่เรียกใช้ความสามารถของกำไลเขาพูดบ่อยเสียจนหมิงชูอดไม่ได้ที่จะรำคาญ กระนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่อาจแสดงออกได้จำใจต้องกล้ำกลืนฝืนทนและบอกกับตัวเองว่าหากวันใดเขาสามารถสร้างของวิเศษเช่นนี้ได้บ้างจะส่งไปให้หมอเซี่ยสักเก้าสิบเก้าชิ้น


    [1]ยามอิ๋น = ช่วง ๐๓.๐๐-๐๔.๕๙น.