หลินจื่อเซียนรีบเอายาป้อนใส่ปากเซี่ยจินเย่ซึ่งไข้ขึ้นสูงจนไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่ทันทีที่ยาเข้าปากก็ละลายกลายเป็น้ำไหลลงคอไปอย่างรวดเร็ว หลินจื่อเซียนก็ป้อนน้ำตามไปจากนั้นเธอก็เอาผ้าผืนเล็กออกมาจากแหวนเก็บของ แล้วก็ถุงหนังใส่น้ำเธอราดน้ำใส่ผ้าจนชุ่มแล้วบิดหมาดๆ เอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดตัวให้เซี่ยจินเย่เธอเฝ้าเช็ดตัวให้เซี่ยจินเย่หลายรอบจนความร้อนลดลงไปมากก็ไม่รู้ว่าเป็เพราะยาออกฤทธิ์หรือเพราะการเช็ดตัวลดความร้อนกันแน่แต่ไม่ว่าจะเป็ยังไง ไข้ลดก็ดีแล้ว
เซี่ยจินเย่รู้สึกสบายตัวขึ้นก็ผล๊อยหลับไปอย่างง่ายดายหลินจื่อเซียนมองอาการเซี่ยจินเย่แล้วก็คิดว่า วันนี้คงต้องหยุดพักที่ตรงนี้แล้วล่ะจากนั้นเธอก็ลุกไปเดินเก็บกิ่งไม้แห้งๆ มาไว้ใช้ทำฟืนก่อไฟ
หลังจากจัดการแค้มป์ชั่วคราวเสร็จแล้วเธอก็เดินกลับไปนั่งข้างๆเซี่ยจินเย่คอยเฝ้าดูอาการอยู่ตลอดเวลา อาหารเธอก็เอาเสบียงแห้งออกมาจากแหวนเก็บของแล้วกินอย่างง่ายๆไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก แค่กินให้ท้องอิ่มเท่านั้น
จนความมืดโรยตัวมีเพียงแสงไฟจากกองไฟส่องสลัวๆแต่สำหรับสายตาของหลินจื่อเซียนแล้วไม่เป็อุปสรรคเลยแม้แต่น้อยเธอสามารถมองเห็นในความมืดได้อย่างชัดเจนราวกับกลางวันดังนั้นกองไฟที่ก่อไว้ก็เพื่อให้ความอบอุ่นกับเซี่ยจินเย่เท่านั้น
เซี่ยจินเย่นอนอยู่กับพื้นสักพักมือก็ควานไปรอบตัว พอเจอร่างกายอุ่นๆ นางก็ขยับตัวกอดเอาไว้แน่นหลินจื่อเซียนร้อง ฮื่อ คำหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ผลักไส ก็คนไม่สบายไม่ได้สติจะเอาอะไรนักหนาล่ะ
ครั้นถึงเวลากินยาหลินจื่อเซียนก็คอยเอายาป้อนใส่ปาก จนกระทั่งเกือบรุ่งเช้า ไข้ก็ลดลงจนเป็ปกติจนกระทั่งสาย เซี่ยจินเย่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมา พอเห็นว่าตัวเองกอดพี่จื่อเซียนเอาไว้ก็ทำหน้าเจื่อนๆ“อา...พี่จื่อเซียน ขออภัยด้วย”
“ช่างเถอะเ้าดีขึ้นแล้วซินะ” หลินจื่อเซียนถามแล้วก็ใช้หลังมือวัดอุณหภูมิพบว่าไม่มีไข้แล้วก็โล่งใจ เซี่ยจินเย่ขยับตัวลุกขึ้นนั่งมองพี่จื่อเซียนอย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณท่านพี่ที่ดูแลข้าเ้าค่ะ”
“นี่ๆ อย่าพูดอะไรที่ทำให้ขนลุกได้ไหมพูดยังกับเป็สามีภรรยากันงั้นแหละ” หลินจื่อเซียนโบกๆ มือ เซี่ยจินเย่อ้าปากค้างครู่หนึ่งแล้วก็หน้าแดงแปร๊ด! หลินจื่อเซียนไม่สนใจท่าทีของอีกฝ่ายลุกขึ้นนั่งแล้วก็ลุกขึ้นยืนอย่างฉับไวเซี่ยจินเย่คิดถึงยาที่ถูกป้อนเมื่อคืนก็คิดว่าคงเป็ยาที่เก็บมาจากคนชั่วช้าพวกนั้นกระมังไม่ได้นึกสงสัยว่าพี่จื่อเซียนเอายามาจากไหน
หลินจื่อเซียนเอาเสบียงออกมาจากแหวนเก็บของยื่นไปให้เซี่ยจินเย่ “กินซิ จะได้เดินทางต่อ”
“เ้าค่ะ”เซี่ยจินเย่รับเสบียงมากินอย่างว่าง่าย รู้สึกว่าโชคดีนักที่ได้พี่จื่อเซียนช่วยเหลือหากนางไม่ยื่นมือช่วย ตัวเองก็คงจะกลายเป็ศพที่ถูกขืนใจจนตายไปแล้วกระมังคำพูดที่ว่าชีวิตของนางเป็ของพี่จื่อเซียนนั้นถูกต้องยิ่งนักชีวิตนี้เป็พี่จื่อเซียนช่วยไว้ นางไม่มีสิทธิ์คิดที่จะทำลายชีวิตตัวเอง สายตาที่นางมองพี่จื่อเซียนจึงเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจเต็มเปี่ยม
“ทำไมยังไม่กินล่ะ?”หลินจื่อเซียนถามอย่างสงสัย เซี่ยจินเย่จึงหลุบตาลง กัดเสบียงแห้งหลินจื่อเซียนมองไปรอบๆ แล้วยกเสบียงแห้งขึ้นกัด เคี้ยวตุ้ยๆท่าทางไม่เรียบร้อยนัก ตอนนี้เธอไม่มีใจจะมาใส่ใจเื่มารยาทหรอกนะสิ่งสำคัญก็คือต้องเรียนรู้สถานการณ์ในตอนนี้ให้มากที่สุดตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนเป็ปลาที่จู่ๆ ก็ถูกย้ายจากตู้เลี้ยงเดิมมาใส่ตู้ใหม่แล้วในตู้ใหม่นี้มีอันตรายอะไรบ้างเธอก็ไม่รู้เลย คล้ายๆ คนตาบอดคลำทางนั้นแหละแล้วเธอจะกลับไปหาพ่อหาแม่ยังไง นี่คือสิ่งที่เธอคิดอยู่ทุกวินาที
ครั้นกินเสร็จแล้วหลินจื่อเซียนก็ปัดๆ มือ มองเซี่ยจินเย่ซึ่งกินใกล้จะเสร็จแล้ว
ในขณะที่เซี่ยจินเย่กำลังไข้ขึ้นจนต้องหยุดพักการเดินทาง หานรั่วเฟยก็มาถึงจุดที่ชายชั่วช้าถูกฆ่าตายเป็เพราะแร้งดำได้กลิ่นเื มันจึงบินพรูลงไปจิกกินศพหานรั่วเฟยตามมาถึงก็มองดูอย่างสงสัย “หือ?”
เขาเดินไปดูร่องรอยพลางครุ่นคิด “คนพวกนี้เป็ใคร? เหตุใดจึงถูกฆ่าตายอยู่ที่นี่? ถูกใครฆ่า?”
เขาค่อยๆสำรวจร่องรอยอย่างละเอียด เขาเดินดูรอบๆ จนทั่วรอบหนึ่งแล้วก็กลับมายืนตรงจุดที่มีรอยก่อกองไฟ เขาเอาไม้มาเขี่ยกองขี้เถ้าพบว่าใต้กองขี้เถ้ายังมีถ่านคุอยู่เล็กน้อย ทำให้สามารถอนุมานเวลาได้ว่ากองไฟนี้คงก่อไว้เมื่อคืน ส่วนศพพวกนั้นดูจากสภาพศพแล้วน่าจะตายตอน่สายของวันสภาพศพไม่มีาแมากนัก คาดเดาได้ 2 ประการ ประการหนึ่งคือคนฆ่ามีฝีมือพอตัว ลงมือไม่กี่ทีก็ฆ่าคนได้แล้ว ประการที่สองคือคนตายมีฝีมือพอตัวจึงรับมือได้ดีทำให้ไม่มีาแมาก จนกระทั่งพลาดพลั้งถูกฆ่าตาย
“อืม...เป็ประการแรกหรือประการที่สอง?”เขาครุ่นคิด แล้วก็เห็นอาภรณ์สตรีกองอยู่กับพื้นกองหนึ่ง เขาหยิบขึ้นมาคลี่ดูดูจากสภาพแล้วฉีกขาดเพราะถูกกระชากจนขาด เขามองหาศพสตรี แต่ก็ไม่เห็น“ถ้างั้นก็หมายความว่า สตรีนางนี้คงมาประสบกับชายพวกนี้ แล้วถูกชายพวกนี้ข่มเหง?สู้กันไปสู้กันมา จากนั้นสตรีผู้นี้ก็ฆ่าคนพวกนี้ได้งั้นรึ? อืม...”
เขาคิดๆวิเคราะห์ตามสภาพการณ์ เมื่อไม่เห็นศพสตรีก็บ่งบอกได้ว่าสตรีผู้นี้คงจากไปแล้วส่วนจะได้รับาเ็มากน้อยเพียงใด ยังเป็หรือตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาที่เขามาไกลถึงขนาดนี้ก็เพราะเ้าคนชั่วช้าสารเลวนั่น แต่ถ้ายังมุ่งหน้าไปอีกก็จะเข้าเขตแคว้นเฟิงมากเกินไป เขาตามมาไกลจนถึงขนาดนี้แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยอะไรคาดว่าเ้าคนชั่วช้านั่นคงไม่ได้หนีมาทางนี้แน่
หลังจากคิดวิเคราะห์ดูแล้วเขาจึงหันไปสั่งแร้งดำว่า “กลับ!”
“กี๊ด”แร้งดำส่งเสียงร้อง แล้วก็บินกลับไปตามทิศทางเดิมหานรั่วเฟยก็เดินกลับไปตามทางเดิมเช่นกัน เขาได้แต่หวังว่าคนอื่นๆน่าจะจับตัวเ้าสารเลวนั่นได้ ไม่เช่นนั้นหากถึงเวลาเ้าสำนักตื่นขึ้นมาคงไม่มีใครรองรับโทสะของท่านเ้าสำนักไหวสักคน แค่คิดถึงข้อนี้ขนทั่วร่างก็ลุกชันอย่างเสียวสันหลังไม่หยุด
หลังจากเซี่ยจินเย่กินเสร็จแล้ว สองสาวก็ออกเดินทางต่อหลินจื่อเซียนไม่จำเป็ต้องตรวจร่างกายของเซี่ยจินเย่ก็รู้ว่าสภาพร่างกายนางกลับสู่สภาพปกติแล้วด้วยการฟังเสียงหัวใจที่เต้นสม่ำเสมอก็รู้แล้วขณะที่เดินทางไปนั้นเธอก็ครุ่นคิดถึงรอยแยกเล็กๆ ที่มีต้นสมุนไพรออกมาอืม...ไอ้นั่นคืออะไร?อีกทั้งสมุนไพรที่ออกมาจากรอยแยกนั้นก็เป็ชนิดที่เธอ้าพอดี น่าสงสัยอืม...น่าสงสัยมาก
เดินทางตอนสายจนบัดนี้ตะวันเริ่มตรงหัวแล้ว หลินจื่อเซียนไม่เหนื่อยแต่เซี่ยจินเย่นั้นไม่ไหวแล้ว ด้วยสภาพร่างกายที่ผ่านการถูกขืนใจตลอดทั้งคืนอีกทั้งยังเดินทางอีกเกือบตลอดวัน ตกเย็นก็จับไข้เพิ่งจะหายทำให้สภาพร่างกายอ่อนแอกว่าปกติจนหมดแรงจนต้องเอามือยันต้นไม้ข้างทางหลินจื่อเซียนไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตามมา อีกทั้งได้ยินเสียงหอบหายใจจึงหันไปดูดวงตาก็ทอประกายเห็นอกเห็นใจ เดินย้อนกลับไปถาม “เดินไม่ไหวแล้วเหรอ?”
“ไม่ไหวแล้วเ้าค่ะ”เซี่ยจินเย่ส่ายหน้า ยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก หลินจื่อเซียนมองแล้วก็มองไปรอบๆพลัน! หูก็ได้ยินเสียงพูดคุยดังแว่วมา เธอฟังเสียงแล้วคำนวณได้ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นอยู่ห่างจากตัวเองไปราว 1กิโลเมตร ฟังๆ จากเสียงนั้น คาดได้ว่า ตรงนั้นมีคนอยู่ 5 คน
“เสี่ยวเอ้อร์เอาชามาอีก”
“ขอรับๆ”
“พี่ใหญ่อีกใกลไหมกว่าจะถึงแคว้นเฟิงน่ะ?”
“ขี่ม้าอีก 3 วันก็ถึงแล้วน้องเล็ก”
“หึ!”
เสียงพูดคุยเ่าั้หลินจื่อเซียนได้ยินทั้งหมดจึงสามารถคาดเดาได้ว่าตรงจุดนั้นน่าจะเป็ร้านขายของที่ดูๆแล้วน่าจะคล้ายๆกับคาเฟ่เล็กๆที่เธอคุ้นเคย เธอจึงหันไปพูดกับเซี่ยจินเย่ว่า“เ้านั่งพักก่อน หายเหนื่อยแล้วพวกเราค่อยเดินต่อเถอะนะ”
เธออยากไปให้ถึงตรงนั้นแต่เซี่ยจินเย่เดินไม่ไหวแล้ว ก็ได้แต่ต้องทำใจเย็นๆ ดีกว่าเซี่ยจินเย่พยักหน้ารับ แล้วนั่งลงกับพื้น หลังพิงต้นไม้อย่างหมดแรงนางเงยหน้ามองพี่จื่อเซียน ถามว่า “ท่านพี่ไม่เหนื่อยบ้างหรือ? ข้าไม่เห็นท่านมีเหงื่อเลย”
“ไม่เหนื่อย”หลินจื่อเซียนตอบ แล้วก็พูดว่า “ต่อไปเ้าต้องออกกำลังกายให้เยอะๆหน่อยจะได้แข็งแรง”
“ออกกำลังกาย?”เซี่ยจินเย่ทวนคำอย่างงุนงง “คืออะไรเ้าคะ?”
พอถูกถามกลับหลินจื่อเซียนก็รู้ตัวว่าตัวเองหลุดคำพูดที่เคยชินอีกแล้ว จึงยิ้มแล้วตอบว่า“หมายถึงออกแรงน่ะ เ้าต้องออกแรงให้มากๆ หน่อย จะได้แข็งแรง”
“อ่อ”เซี่ยจินเย่พยักหน้าเข้าใจ
จนกระทั่งหายเหนื่อยแล้วสองสาวจึงออกเดินทางต่อ เดินมาจนถึงทางแยก เซี่ยจินเย่ก็ลังเลขึ้นมาไม่รู้จะไปทางไหนดี “นี่...”
แต่หลินจื่อเซียนไม่ลังเลเลยเลือกเส้นทางทางด้านซ้าย เพราะเสียงที่ได้ยินนั้นอยู่ทางด้านซ้ายเซี่ยจินเย่จึงเดินตามไปติดๆ จนเดินไปเห็นเพิงน้ำชาเซี่ยจินเย่ก็ดีใจ รีบชี้มือไป“พี่จื่อเซียนตรงนั้นมีร้านน้ำชาเ้าค่ะ”
หลินจื่อเซียนพยักหน้า“อืม”
เซี่ยจินเย่รีบเดินเร็วๆพุ่งไปหาร้านน้ำชาอย่างดีใจราวกับอูฐกลางทะเลทรายที่เจอแหล่งน้ำอย่างไรอย่างนั้นหลินจื่อเซียนเดินตามไป เสี่ยวเอ้อร์เห็นคนเดินมาใกล้ก็รีบร้องว่า “น้ำชาร้อนๆขอรับ”
เซี่ยจินเย่ยืนเก้ๆกังๆ อยู่หน้าเพิงน้ำชา เพราะตัวเองก็เพิ่งจะออกจากหมู่บ้านเป็ครั้งแรกไม่เคยไปร้านน้ำชาเลยสักครั้ง การกินอยู่ที่ผ่านมาล้วนแต่มีท่านแม่จัดเตรียมไว้ให้เมื่อเสี่ยวเอ้อร์เห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ก็เบะปากดูแคลนเถ้าแก่เห็นเด็กสาวก็กำลังจะออกปากไล่แต่พอเหลือบไปเห็นเด็กสาวอีกคนที่เดินตามหลังมา ปากที่กำลังจะอ้าก็หุบลงฉับ! เพราะท่าทางการเดินที่เอ้อระเหยลอยชายราวกับเดินอยู่ในบ้านตัวเองนั้นทำให้เถ้าแก่ไม่กล้าดูแคลนประเมินได้ทันทีว่าเด็กคนหลังนั้นควรจะต้อนรับให้ดี
เมื่อหลินจื่อเซียนเดินมาถึงเพิงน้ำชาก็ถามว่า“ทำไมไม่เข้าไปนั่งล่ะ? เมื่อยขาแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ข้า...ไม่เคย”เซี่ยจินเย่ตอบตะกุกตะกักอย่างประหม่า หลินจื่อเซียนมองแล้วก็จับมือเซี่ยจินเย่เดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะว่างในเพิงน้ำชาซึ่งมีลูกค้าอีกโต๊ะหนึ่งนั่งกันอยู่ก่อน 3 คนคาดว่าคงเป็คนที่เธอได้ยินเสียงคุยกันก่อนหน้านี้ล่ะมั้ง?
หลินจื่อเซียนมองเพิงน้ำชาเห็นมีซึ้งตั้งอยู่บนเตา ควันลอยกรุ่นๆ คาดว่าในซึ้งคงเป็อาหาร จึงถามคนที่ดูท่าทางว่าจะเป็เด็กเสิร์ฟว่า“ในซึ้งนึ่งอะไรเหรอ?”
“ซาลาเปา”เสี่ยวเอ้อร์ตอบเสียงแข็ง หลินจื่อเซียนจึงสั่งว่า “เอามา 4ลูก น้ำชาด้วย”
เสี่ยวเอ้อร์พยักหน้ารับแล้วเดินไปรับน้ำชากับซาลาเปาจากเถ้าแก่
“ยี้ สกปรก”เสียงพูดจากอีกโต๊ะหนึ่งดังขึ้น หลินจื่อเซียนกับเซี่ยจินเย่หันไปมองแล้วทั้งสองก็ได้เห็นเด็กสาวที่อายุไล่เลี่ยกับพวกตนคนหนึ่งมองตรงมาที่พวกตนด้วยสายตาดูแคลนอย่างไม่ปิดบังแสดงสีหน้ารังเกียจอย่างเปิดเผย มีชายหนุ่มอายุราว 20คนหนึ่งกับอายุ 18 นั่งอยู่ด้วยกันกับเด็กสาวคนนั้น
“น้องเล็ก!” ชายอายุ 20 ส่งเสียงปรามเด็กสาวเด็กสาวจึงหันไปมองเขาทีหนึ่ง แล้วทำตัวสงบเสงี่ยมขึ้นมานิดหนึ่ง แล้วชายอายุ 20ก็เปิดปากพูดว่า “ขออภัยแม่นางทั้งสอง”
“ช่างเถอะ”หลินจื่อเซียนโบกมือไม่ใส่ใจ เพราะพวกเธอสองคนก็สกปรกจริงๆ นั้นแหละั้แ่ฆ่าคนพวกนั้น ก็ยังไม่ได้มีโอกาสอาบน้ำเลย คราบเืจึงยังเปรอะเปื้อนเนื้อตัวอยู่บ้างได้แต่ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเอาเท่านั้น
เสี่ยวเอ้อร์ยกซาลาเปากับน้ำชามาวางแล้วก็ถอยไป เซี่ยจินเย่จึงรินน้ำชาให้พี่จื่อเซียนก่อน แล้วค่อยรินให้ตัวเอง
“ขอบใจ”หลินจื่อเซียนพูดอย่างเคยปาก ยกถ้วยชาขึ้นมาสูดกลิ่น แค่ได้กลิ่นในสมองก็ผุดชื่อใบชาที่ใช้ชงชานี้ขึ้นมาชื่อหนึ่งซึ่งถ้าเทียบกับระดับชาที่เธอคุ้นเคยชาชนิดนี้ก็เทียบได้กับชาทั่วไปที่ร้านอาหารทั่วๆไป ใช้ต้มทีละมากๆบริการลูกค้านั้นแหละ
เธอจิบชาแล้วก็หยิบซาลาเปาขึ้นมากัด ซาลาเปาก็ไม่ได้เลิศรส แค่พอกินได้เท่านั้นทำเธอคิดถึงซาลาเปาฝีมือป้าจางเหลือเกิน เซี่ยจินเย่ก็หยิบซาลาเปามากิน
“ไปเถอะ น้องรองน้องเล็ก” ชายอายุ 20 พูดขึ้นวางเงินไว้บนโต๊ะแล้วลุกขึ้นเดินออกไป อีกสองคนก็เดินตามไป
“โอกาสหน้าเชิญอีกนะขอรับ”เถ้าแก่พูดส่งลูกค้า หน้าตายิ้มแย้ม
ั้แ่ต้นจนคนจากไปหลินจื่อเซียนยังไม่ได้ยินคนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องรอง’พูดสักคำ เห็นคนทั้งสามเดินไปขึ้นม้าคนละตัวม้าที่นี่ก็เหมือนม้าที่เธอเคยเห็นนั่นแหละ ไม่ได้แตกต่างกันสักนิดมีเสี่ยวเอ้อร์คอยจับม้าไว้ให้ท่าทางพินอบพิเทาจากนั้นทั้งสามก็ขี่ม้าจากไปทิ้งไว้เพียงฝุ่นให้เสี่ยวเอ้อร์สำลัก
“ถ้ามีม้าก็ดีซิ”เซี่ยจินเย่มองตาม พูดลอยๆ ขึ้นมา หลินจื่อเซียนจึงถามว่า“ม้าตัวนึงราคาเท่าไหร่?”
“แพงยิ่งนัก”เซี่ยจินเย่ตอบ แล้วก็กระซิบว่า “ต่อให้ใช้เงินทองทั้งหมดในแหวนของท่านพี่ยังไม่พอจะซื้อเลยเ้าค่ะ”
“อ่อ”หลินจื่อเซียนพยักหน้ารับรู้ แล้วคิดในใจที่นี่ก็ยังบูชาคนรวยเหมือนโลกของเธอนั่นแหละ
ขณะที่เธอกำลังคิดอยู่นั้นก็มีม้าควบมาหยุดหน้าเพิงน้ำชาจนฝุ่นฟุ้งตลบ
“ฮี้” ม้า 4 ตัวหยุดใกล้ๆ กัน เสี่ยวเอ้อร์ก็ปราดไปต้อนรับลูกค้า ท่าทางพินอบพิเทา“เชิญขอรับๆ”
เถ้าแก่ก็ร้องว่า“เชิญขอรับๆ”
หลินจื่อเซียนเห็นการต้อนรับของเถ้าแก่กับเสี่ยวเอ้อร์ก็ยิ่งคิดในใจอืม...ต้องมีเงินถึงจะมีอำนาจพอที่จะทำให้คนก้มหัวให้
คน 4 คนลงมาจากหลังม้า เดินอาดๆ เข้ามาในเพิง แล้วนั่งลงที่โต๊ะอย่างวางก้าม“เอาเหล้ามา! เ้ามีอาหารดีๆ อะไรก็รีบยกมา”
“ขอรับๆ”เถ้าแก่รับคำสั่ง แล้วรีบหยิบไหเหล้าออกมา เสี่ยวเอ้อร์ก็รับไปยกไปให้ลูกค้าจากนั้นเถ้าแก่ก็คีบซาลาเปาใส้เนื้อออกจากซึ้งหลายลูกใส่จานแล้วส่งให้เสี่ยวเอ้อร์ยกไปให้ลูกค้า
เมื่อเห็นซาลาเปาชายคนที่สั่งเหล้าก็ตบโต๊ะปัง! “เถ้าแก่ เ้าอยากตายรึ?เอาเนื้อมา!”
เถ้าแก่สะดุ้งโหยงพูดเสียงสั่นๆ ว่า “มะ...ไม่มี...ขะ...ขอรับ”
หลินจื่อเซียนเห็นว่าลูกค้ากลุ่มนี้เป็พวกอันธพาลเธอจึงเอาเงินวางไว้บนโต๊ะ จับมือเซี่ยจินเย่กระซิบว่า “ไปกันเถอะ”
เซี่ยจินเย่รีบเคี้ยวซาลาเปาคำสุดท้ายแล้วรีบลุกไปพร้อมกับพี่จื่อเซียน
“แม่นางจะรีบไปไหนเล่า?” เสียงหนึ่งดังตามหลังหลินจื่อเซียนเหล่ตามองแวบหนึ่งแล้วจูงมือเซี่ยจินเย่เดินต่อไป
“นี่! ข้าพูดกับพวกเ้าอยู่นะ!” คนๆเดิมพูดอีกเซี่ยจินเย่สะดุ้งเฮือก รู้สึกกลัวจนตัวสั่นน้อยๆหลินจื่อเซียนยังคงจูงมือเซี่ยจินเย่เดินไป
“หนอย! กล้าดูแคลนข้าพยัคฆ์คำรามงั้นรึ!” คนๆเดินตะคอกเสียงดังดุดัน หลินจื่อเซียนไม่สนใจยังคงจูงมือเซี่ยจินเย่เดินไป
พยัคฆ์คำรามจึงลุกขึ้นพุ่งตัวไป ยื่นมือไปจับไหล่เด็กสาวที่กล้าดูแคลนตัวเอง มือยังไม่ทันจับไหล่ก็รู้สึกเจ็บจนหน้าเบ้ ตัวเซถอยหลังไปสี่ห้าก้าว สองมือกุมเป้าตัวเอง ร้องไม่ออก
หลินจื่อเซียนดึงเท้ากลับอย่างรวดเร็วจนคนมองไม่ทันเห็นแค่พยัคฆ์คำรามเซถอยหลังไป หน้าตาเ็ปจุกรวดร้าวเหลือประมาณเท่านั้น คนอีก 3 คนที่มาด้วยกันกับพยัคฆ์คำรามก็นั่งบื้อใบ้ งงเป็ไก่ตาแตกไม่รู้เช่นกันว่าพี่ใหญ่เป็อะไร
พยัคฆ์คำรามพยายามชี้นิ้วขึ้นมาสั่งเสียงตะกุกตะกักว่า “พะ...พวกเ้า...จะ...จับมัน...หะ...ให้ข้า!”
อีก 3 คนพอได้ยินพี่ใหญ่สั่งเช่นนั้นก็รีบลุกขึ้น กรูไปหาเด็กสาวสองคนนั่นทันทีเซี่ยจินเย่กลัวจนใช้พลังธาตุไม้ของตัวเองแต่ไอพลังสีดำเข้มก็เพียงแค่แผ่ออกมารอบๆ ตัวเท่านั้น
“หึ! เป็แค่ขั้นสีดำที่ยังไม่ถึงขั้นหนึ่ง คิดสู้กับพวกข้ารึ! ฮ่าๆๆๆ” คนหนึ่งดูแคลนพลางหัวเราะเยาะเย้ย เขาใช้พลังธาตุไม้สีดำขั้นสองของตัวเองออกมาเถาวัลย์ก็พุ่งออกมาจากตัวเขา พุ่งไปจับเด็กสาวทั้งสองคนเซี่ยจินเย่ร้องอย่างหวาดกลัว “อย่า!”
หลินจื่อเซียนมองเฉยเมื่อเถาวัลย์พุ่งมารัดข้อมือ เธอก็ขยับตัวพุ่งไปทางเถ้าแก่ เถ้าแก่ร้องลั่น“อ้า...”
หลินจื่อเซียนยื่นมือไปคว้าท่อนฟืนในเตาไฟออกมาแล้วฟาดท่อนฟืนที่กำลังลุกไหม้ใส่เถาวัลย์ที่รัดข้อมือตัวเอง ผั๊วะ
เถาวัลย์โดนไฟ คนๆนั้นก็ร้องลั่น “โอ๊ย!”
เถาวัลย์หดกลับไปอย่างรวดเร็วคนๆ นั้นคำรามลั่น “เ้า!”
หลินจื่อเซียนเหยียดมุมปากอย่างดูแคลนพลังห้าธาตุงั้นรึ เฮอะ! ในเมื่อคนๆ นี้เป็ธาตุไม้ธาตุไม้ก็ย่อมต้องแพ้ไฟนะซิ
“...”เสี่ยวเอ้อร์กับเถ้าแก่อ้าปากค้าง
หลินจื่อเซียนถือท่อนฟืนเอาไว้ในมือท่าทางสงบนิ่งมาก ชายอีกคนซึ่งเป็ธาตุไม้ก็ไม่กล้าเข้าใกล้เด็กสาวเพราะกลัวจะถูกท่อนฟืนติดไฟตีเอา อีกคนซึ่งเป็ธาตุน้ำ จึงใช้น้ำดับไฟบนท่อนฟืนรวมถึงไฟในเตาทั้งหมด ซ่า!
ไฟในเตาดับลงแต่ไฟบนท่อนฟืนกลับไม่ดับยังคงลุกไหม้อยู่อย่างเดิม ชายธาตุน้ำจึงร้องออกมา“นางมีธาตุไฟ!”
“ธาตุไฟแล้วอย่างไรเล่า! เ้ามีธาตุน้ำ เ้าก็จัดการนางซิ” ชายธาตุไม้ที่ถูกตีเอ่ยขึ้นชายธาตุน้ำหน้ากระตุก เมื่อครู่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจัดการแล้วรึ!แต่ฟืนในมือนางก็ยังไม่ดับ เห็นได้ชัดว่าขั้นพลังของนางสูงกว่าเขา
“ข้าไม่หาเื่ใครแต่ถ้าเื่มาหาข้า ข้าก็ไม่กลัว” หลินจื่อเซียนพูดเนิบนาบทำชายทั้งสี่รู้สึกขนคอลุกชันอย่างแปลกประหลาด หลินจื่อเซียนขว้างท่อนฟืนพุ่งไปฟิ้ววววว
ชายธาตุไม้เห็นท่อนฟืนลอยมาก็เอียงหัวหลบโป๊ก!
เพล้ง!
เขามึนจนทรุดลงไปยกมือขึ้นกุมหน้าผากตัวเองตรงพื้นมีกาน้ำชาแตกกระจาย เขาได้แต่มองดูเศษกานั้นอย่างบื้อใบ้ ขว้างมาตอนไหน!?
ส่วนท่อนฟืนลอยวืดไปตกอยู่บนพื้นดินข้างหลังชายธาตุไม้
หลินจื่อเซียนพุ่งไปหาชายธาตุน้ำดาบทั้งฝักฟาดโคร้ม! ใส่ซอกคอชายธาตุน้ำอย่างถนัดถนี่ ปึก!
“โอ๊ะ!” ชายธาตุน้ำเซลงไป ยังไม่ทันจะได้มองอะไร ก็เห็นเงาชุดเขียวๆมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ปึก!
ตัวเขาล้มหงายหลังลงไปนอนแอ้งแม้งพอเงยหน้ามองก็เห็นเด็กสาวธาตุไฟคนนั้นยืนเหยียบ อกตัวเองเอาไว้ เขาขยับจะลุกเท้าเล็กๆ ข้างนั้นก็กระทืบลงมา ปึก!
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
และทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ