ตอนที่ 10 ตำบล (1)
เฉินซื่อมั่นใจมากว่าน้องสาวสามีคนนี้จะถูกฟาดแรงๆ สักรอบ คิดไม่ถึงว่าหนนี้อีกฝ่ายจะไม่ยืนโง่โดนทุบตีอยู่เฉยๆ ทำให้นางออกจะผิดหวังเล็กน้อย
แต่นางเด็กเลวนี่วิ่งหนีไปก็ดี เฮอะ ในบ้านจะได้มีคนกินข้าวน้อยลงหนึ่งคน
นางกลับไม่เคยนึกว่าหลังจากซย่าเสี่ยวฉานหนีไปแล้ว ในบ้านใครจะรับผิดชอบทำกับข้าว ซักผ้า ให้อาหารไก่ ให้อาหารหมู ดูแลอาหารสามมื้อ
หลังซย่าเสี่ยวฉานหนีออกมาได้ นางแหงนหน้ามองท้องฟ้า คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมุ่งหน้าไปบนถนนหลวงเพียงลำพัง
ถึงเวลาหาเงินเพื่อวางแผนสำหรับตัวเองแล้ว บ้านหลังนี้นางอยู่ต่อไม่ได้แม้แต่เค่อเดียว
เพียงแต่ปัญหาที่แก้ยากก็คือ นางจะถอนตัวออกจากบ้านหลังนั้นอย่างราบรื่นได้อย่างไร จากนิสัยเลวร้ายของพวกแม่เฒ่าซย่า เกรงว่าคนเหล่านี้คงไม่ยอมปล่อยนางไปง่ายๆ พวกเขาคงคิดขายนางออกไปในราคาสูงเป็แน่
ส่วนตนเองนั้น หาก้าคว้าโอกาสเช่นนี้ ก็หาวิธีแยกตัวออกมาจะดีกว่า
ซย่าเสี่ยวฉานเดินไปพลางวางแผนไปพลาง ขณะที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวนางก็ใกล้มาถึงตัวตำบลแล้ว
ทว่าตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะสนุกสนานดังสนั่นมาจากข้างหน้า ซย่าเสี่ยวฉานมองตามเสียงก็เห็นว่าไม่ไกลจากตรงนี้มีขอทานสองสามคนล้อมวงรังแกเ้าทึ่มคนหนึ่งอยู่
เสื้อผ้าหน้าผมของเ้าทึ่มเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นโฉ่ ร่างกายของเขาค่อนข้างสูง คงสูงราวๆ หนึ่งหมี่แปด[1]ได้ ทว่ากลับผอมบางคล้ายลำไผ่ท่อนหนึ่ง ถูกขอทานกลุ่มนี้วิ่งไล่ตาม ไม่นานก็โดนล้อมไว้อย่างรวดเร็ว
จากนั้นเห็นเพียงขอทานพวกนี้โบกกำปั้น ประเคนหมัดใส่ร่างกายเ้าทึ่มสุดแรง
บรรดาขอทานต่อยไปพลางหัวเราะร่าไปพลาง เอ่ยว่า “ฮ่า ต่อยเ้าทึ่มแล้วสะใจจริงๆ พวกเ้าได้ยินเสียงกระดูกมันหรือไม่ เสียงดังตุบๆ แข็งยิ่งนัก”
“ข้าว่านะ เ้าโง่มันทนมือทนเท้าจริงๆ พวกเ้าดูสิ ต่อยตีไปตั้งขนาดนี้ มันกลับไม่ร้องสักแอะ หรือหมัดของพวกเราไม่หนักพอ”
ปกติแล้วคนพวกนี้ได้แต่ขอทานประทังชีวิต วรรณะทางสังคมต่ำต้อยที่สุด ได้รับความทุกข์ทนจากการถูกหยามศักดิ์ศรี จิตใจจึงบิดเบี้ยวไปบ้าง ยามนี้จับคนโง่ผู้หนึ่งมารังแกได้ ไม่รู้ว่าดีอกดีใจกันขนาดไหน
เพราะหมัดเท้าของคนเหล่านี้ มุมปากของเ้าทึ่มจึงมีเืไหลซึมออกมาอย่างรวดเร็ว
ซย่าเสี่ยวฉานหนาวเหน็บที่หัวใจ เดิมทีไม่คิดจะยุ่งวุ่นวายกับเื่ไร้สาระ แต่ต่อมา ร่างของนางกลับแข็งค้างไปชั่วขณะ
ได้ยินเพียงขอทานคนหนึ่งพูดว่า “อย่างกับทุบตีก้อนหิน ไม่ร้องเลยสักคำ น่าเบื่อจริงๆ”
ขอทานอีกคนยิ้มอย่างชั่วร้ายก่อนเอ่ยว่า “ข้ามีอะไรสนุกๆ มาให้เล่น ทุกคนมาเล่นด้วยกันดีหรือไม่”
“เล่นอย่างไร”
ขอทานมองไปรอบๆ พอเห็นว่าไม่มีคนถึงพูดออกมา “เ้าทึ่มไม่ยอมส่งเสียงร้องไม่ใช่หรือ เล่นแบบนี้น่าเบื่อเกินไป ไม่สู้พวกเราเก็บมันเอาไว้ นี่ก็ใกล้ถึงฤดูหนาวแล้ว วันไหนพวกเราหิวก็เฉือนเนื้อมันมาสักชิ้น แบบนี้พวกเราไม่เพียงอดทนจนผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้ แต่ยังหาความสำราญจากเ้าทึ่มนี่ได้ด้วย มาดูกันว่าเ้าทึ่มนี่จะไม่เ็ปจริงๆ ใช่หรือไม่”
ซย่าเสี่ยวฉานได้ยินก็หวาดกลัวจนตัวสั่น
ขอทานกลุ่มนี้จะกินเนื้อคนหรือ
เวลานั้นซย่าเสี่ยวฉานแทบจะไร้ความลังเล นางจัดผมเผ้าให้เรียบร้อยแล้วะโเสียงดัง “เ้าขอทานอวดดี พวกเ้ากล้าแตะต้องคุณชายตระกูลโจวของข้าหรือ คุณชาย คุณชาย ท่านไม่ต้องกลัวนะเ้าคะ บ่าวมาช่วยท่านแล้ว นายท่านพาผู้คุ้มกันตามหาท่านไปทั่ว ฮือๆ อีกเดี๋ยวจะต้องมาตีขอทานพวกนี้ให้ตายแน่นอนเ้าค่ะ”
เมื่อขอทานเหล่านี้ได้ยินคำว่า ‘ตระกูลโจว’ เข้าก็ใจสั่น เผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว
นายท่านใหญ่ตระกูลโจวเป็บุคคลร้ายกาจยิ่งนัก นายท่านใหญ่โจวถือครองที่ดินกว้างขวางในละแวกใกล้เคียง เขาชุบเลี้ยงผู้คุ้มกันกลุ่มใหญ่เอาไว้ วันๆ เอาแต่เดินกร่างอยู่ในเมือง รังแกบุรุษข่มเหงสตรี เป็คนชั่วช้าอย่างแท้จริง แต่อาจเพราะเคราะห์กรรมตามสนอง นายท่านใหญ่โจวอายุปูนนี้กลับมีบุตรชายสืบสายวงศ์ตระกูลอยู่แค่คนเดียว ไม่พอยังเป็บุตรชายที่โง่เขลาอีก
หากรู้ว่ามีคนลงไม้ลงมือกับลูกชายทึ่มทื่อผู้สืบวงศ์ตระกูลของเขา นายท่านใหญ่โจวจะไม่ลงมือฆ่าทิ้งหรือ
พอคนเ่าั้หนีไป ซย่าเสี่ยวฉานก็รีบเดินไปหยุดที่เบื้องหน้าขอทานผู้นั้น
เชิงอรรถ
^ ประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร