วันนี้ถังกุ้ยฮวาสวมชุดกระโปรงยาวสูงสีเหลืองสด ซึ่งช่วยขับให้ใบหน้าของนางเปล่งประกายขึ้นมาเล็กน้อย ในมือนั้นถือตะกร้าอาหารพลางเดินเข้ามาอย่างสง่างาม นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นชายหนุ่มในดวงใจ
“พ่อหนุ่มฉี ข้านำอาหารบางส่วนมาให้พวกเ้าทาน ส่วนเื่หยินเอ๋อร์ทำก่อนหน้านี้ ข้ารู้ดีว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมนัก ข้าได้พูดกับแม่ของเขาแล้ว และก็ต่อว่าเขาไปแล้ว ท่านอย่าได้โกรธเคืองข้าอีกเลย”
ฉีจิงไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อยว่านางจะพูดอะไร เขามองฉีหยางด้วยความเป็กังวล แสดงสีหน้าราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ตลอดเวลาด้วยความหนักใจ ก่อนจะยืนขึ้นแล้วรับตะกร้าอาหารนั้นมาถือไว้พลางกล่าวเสียงเรียบไร้ความรู้สึกว่า
“ขอบคุณมาก!”
“พ่อหนุ่มฉี!” ถังกุ้ยฮวาทั้งใและดีใจ ดวงตาเป็ประกายวาววับขึ้นมา เพราะนี่เป็เพียงไม่กี่ครั้งที่ชายหนุ่มรูปงามคนนี้ยอมเอ่ยปากพูดคุยกับนาง
ถังฉือเย่ได้แต่มองการเกี้ยวพาราสีนั้นอยู่เงียบ ๆ ก่อนจะย่อตัวลงเมื่อเห็นฉีหยางก้าวขาลงจากเตียง แววตาของเด็กชายค่อนข้างสงบนิ่งและไร้อารมณ์ความรู้สึกขณะที่นางสวมรองเท้าให้เขา จากนั้นจึงจูงมือฉีหยางมานั่งที่โต๊ะ พลางรับตะเกียบมาจากฉีจิงและเริ่มลงมือทานอาหารช้า ๆ แต่มือที่ถูกพันแผลเอาไว้แน่นทำให้การทานอาหารครั้งนี้ดูทุลักทุเลอยู่ไม่น้อย
ถังกุ้ยฮวาหันหลังและนั่งลงข้าง ๆ สายตาของนางเอาแต่จ้องมองชายหนุ่มเป็จุดเดียว “พ่อหนุ่มฉี น้องชายของเ้าเป็อย่างไรบ้าง?”
ชายหนุ่มไม่ตอบ ส่วนถังฉือเย่ที่้าให้เสี่ยวเหยากินซุปบนโต๊ะพร้อมกันด้วย แต่เพราะกลัวอาสาวผู้นี้ที่ชอบหยิกตลอดมา ทำให้ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น หญิงสาวจึงถือโอกาสพาน้องสาวออกมา จากนั้นก็ใช้น้ำที่โรงหมอล้างหน้าล้างตาอย่างระมัดระวังก่อนจะแกะผมที่พันกันยุ่งของออก ใช้นิ้วมือสางผมให้อย่างลวก ๆ
ปกติแล้วหญิงสาวชอบมัดผมเป็มวยอยู่กลางศีรษะเพื่อทำให้สะดวกเวลาทำงานหรือไปหาของป่า แต่ตอนนี้หนึ่งในมวยผมเล็ก ๆ ของนางกลับถูกไฟเผาไปกว่าครึ่ง ทันทีที่แกะมันออก ผมของนางก็หลุดร่วงหล่นลงมากองกับพื้น
ถังฉือเย่ถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความเสียดายแต่พอคิดว่าตอนนี้นางเพิ่งจะอายุสิบสองปีเท่านั้น ยังมีเวลาอีกมาก นางจึงสงบใจลงได้อีกครั้ง ก่อนจะรวบผมไปมัดไว้ทางด้านข้างแล้วดึงช่อผมขึ้นพลางใช้หางผ้ามัดเป็หางม้าเอาไว้
เมื่อถังกุ้ยฮวาเห็นว่าถังฉือเย่เดินออกไปแล้ว ในห้องก็เหลือเพียงนางและสองพี่น้องตระกูลฉี นางจึงรู้สึกดีใจมากก่อนจะก้มหน้าและพูดด้วยความเขินอาย
“พ่อหนุ่มฉี เ้าอยากทานสิ่งใด เวลาเที่ยงข้าจะเอามาให้เ้าเอง”
“ไม่เป็ไร” เขาบอกอย่างไร้เยื่อใย สายตาจับจ้องที่ฉีหยางเป็ตาเดียว
“เ้าไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก เราเป็คนในหมู่บ้านเดียวกัน นี่มันล้วนเป็พรหมลิขิตทั้งนั้น พวกเ้าก็ไม่มีใครอยู่ข้างกาย ข้าช่วยเหลือพวกเ้ามันก็ถูกต้องแล้ว ข้าไม่เคยคิดรังเกียจเลยสักนิด ขอเพียงเ้าพูดออกมาเท่านั้น”
ชายหนุ่มไม่ได้สนใจนางเลยแม้แต่น้อย ถังกุ้ยฮวาที่กำลังรอคำตอบอยู่นานหลังจากพูดเสร็จ เมื่อไม่เห็นว่าเขาพูดอะไรจึงเงยหน้าขึ้นและเห็นว่าเขากำลังจ้องมองฉีหยางอยู่ หญิงสาวตระกูลถังลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองฉีหยาง…เสื้อผ้าด้านหลังของเด็กน้อยถูกตัดออกและเต็มไปด้วยผงยา ร่างกายดูยุ่งเหยิง ใบหน้าไร้ความรู้สึกที่ตอนนี้กำลังกินข้าวอย่างเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จาหรือสบตาใคร ดูแล้วเหมือนเป็ท่อนไม้ไม่มีผิด!
ฉีหยางผู้นี้เป็เ้าโง่อย่างที่คนอื่นพูดจริง ๆ ด้วย…สายตาของถังกุ้ยฮวาเป็ประกายแสดงความรังเกียจแต่กลับต้องกลั้นใจยิ้มเอาไว้แล้วหันไปถามอย่างใจดี
“พ่อหนุ่มน้อย เ้าชอบกินมะเขือเทศนี่หรือ เช่นนั้นพี่สาวจะช่วยคีบให้เ้า?” นางกล่าวพลางหยิบตะเกียบที่อยู่ด้านข้างและช่วยเขาคีบอาหารอย่างเอาใจ
ฉีหยางหยุดเคลื่อนไหวทันที แล้วรีบทิ้งตะเกียบพลางะโลงจากเก้าอี้แล้วถอยหลบไปที่มุมห้องราวกับหลบเชื้อโรคร้าย
หญิงสาวยังถือตะเกียบค้างอยู่ในมือ นางอับอายเป็อย่างมาก จ้องมองเด็กชายด้วยสายตาโกรธแค้น นึกในใจว่า ‘เ้าเด็กโง่ ทำไมเ้าถึงไม่ทำตัวให้คนอื่นรัก หากไม่เห็นว่าเป็น้องชายของพ่อหนุ่มฉี ข้าจะบิดให้หูขาดทีเดียว!’
ฉีจิงเหลือบมองนางอย่างเ็า ถังกุ้ยฮวาจึงรีบเปลี่ยนสีหน้าแล้วยิ้มออกมาทันที ชายหนุ่มไม่ได้สนใจเขารีบเก็บชามอาหารกลับไปใส่ตะกร้า จากนั้นก็วางเงินจำนวนหนึ่งลงบนฝาปิดก่อนจะส่งคืนและพูดกับนางว่า “เชิญกลับไปเถอะ”
“ข้าไม่้าเงิน ข้าเต็มใจทำอาหารมาให้เ้า ไม่คิดเงินแม้แต่น้อย ขอเพียงแค่ต่อไปเ้าอย่าทำเป็ไม่สนใจข้าก็พอ” ถังกุ้ยฮวารีบบอกทันทีก่อนจะก้มหน้าลงด้วยความเขินอายอยู่อย่างนั้น รอคำตอบจากเขาแต่กลับไม่ได้ยินเสียงของเขาเป็เวลานาน พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเขาได้เดินกลับไปหาฉีหยางเพื่อปลอบประโลมเด็กชายแล้ว
หญิงสาวเม้มปากแน่น แต่ฉีจิงก็ไม่ได้สนใจนางสักนิด จนสุดท้ายจึงทำได้เพียงถือตะกร้าแล้วตัดใจเดินกลับออกมาด้วยความโศกเศร้า พอเห็นถังฉือเย่และถังฉือเหยากับกำลังยืนคุยอยู่กับคุณนายเฉินตรงหน้าประตู ถังกุ้ยฮวาก็กัดฟันกรอดก่อนจะเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับถังฉือเย่พลางโน้มตัวไปกระซิบข่มขู่ข้างหูนางอย่างชั่วร้าย
“ถังฉือเย่! อย่าคิดใช้โอกาสที่ข้าไม่อยู่ยุ่มย่ามกับพ่อหนุ่มฉีของข้าเด็ดขาด! ไม่อย่างนั้นข้าฆ่าเ้าแน่”
“จะฆ่าข้า?” ถังฉือเย่เลิกคิ้วเอียงหน้าไปมอง “ข้ากลัวเหลือเกิน”
เมื่อได้ยินดังนั้นถังกุ้ยฮวาถึงกับเซผงะไป รีบหันหลังกลับมาดูเมื่อเห็นว่าไม่มีใครก็โล่งอก ก่อนจะหันกลับมาเล่นงานหลานสาวอีกครั้งด้วยความโกรธ
“เ้าบ้า! ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”
“ขอบคุณคำสั่งสอนของท่านอา ข้าจะไม่พูดคุยกับชายอื่นข้างนอกอีก” ถังฉือเย่พูดยิ้ม ๆ คิดว่าไม่ควรมาทะเลาะกับถังกุ้ยฮวาตอนนี้ เพราะหากข่าวแพร่ออกไปว่าอากับหลานกำลังถกเถียงกันเพราะแย่งผู้ชายคนเดียวกัน คงไม่ใช่เื่ดีแน่
ถังกุ้ยฮวาที่ยังไม่เข้าใจคำเยาะเย้ยของนาง เมื่อเห็นว่าหลานสาวมีทีท่ายอมอ่อนข้อลงจึงเผยรอยยิ้มอย่างเ็า ก่อนย้ำอีกครั้งว่า “เ้าจงจำไว้ให้ดี!” พอกล่าวจบก็รีบเดินจากไปทันที
คุณนายเฉินเบะปากไม่ใส่ใจหันมาพูดซุบซิบ “สาวใหญ่ผู้นี้เพื่อชายหนุ่มผู้ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน นางไม่สนใจแม้แต่หน้าตาชื่อเสียง จึงได้ออกมาเป็สภาพเยี่ยงนี้”
ถังฉือเย่แกล้งทำเป็ไม่ได้ยินสิ่งที่ภรรยาของท่านหมอเฉินผู้นี้พูดแล้วเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับลงมือทานอาหารอีกครั้ง ส่วนฉีหยางนั้นแม้จะยังไม่อิ่มแต่พอเรียกให้เข้ามากินอีกเขาก็ไม่กินแล้ว
หลังกินข้าวเสร็จ ฉีจิงจึงยืมรถลากของบุตรชายท่านหมอเพื่อเตรียมตัวพาฉีหยางเข้าไปในเมืองด้วยกัน ถังฉือเย่นึกถึงเป้าหมายในการทำร้านของนาง เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ได้แยกออกมาจากตระกูลถัง แม้ว่าจะมีเงินจากร้านยานั้นแต่ก็ไม่อาจทำให้สำเร็จได้ ตอนนี้จึงทำได้เพียงบรรลุเป้าหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนเท่านั้น
ดังนั้นหญิงสาวจึงยืมพู่กันกับกระดาษสาจากท่านหมอ ตั้งใจจะจดรายการยาที่จำเป็ต้องใช้แต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่านางไม่รู้ตัวอักษรนี่นา แม้ว่าจะมีทักษะด้านภาษาติดตัวมา เมื่ออ่านตัวอักษรโบราณในยุคสมัยนี้จึงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากให้เขียน…นางยังทำไม่ได้!
ถังฉือเย่วางพู่กันในมือลง ลังเลมองกระดาษเปล่าอยู่เป็เวลานาน จนได้ยินเสียงของฉีจิงถามขึ้นว่า “เ้าจะเขียนอะไร ให้ข้าช่วยเขียนให้เอาไหม?”
หญิงสาวพยักหน้าทันทีพร้อมกับส่งพู่กันให้เขา แต่ฉีหยางรีบวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาะโขึ้นไปบนเก้าอี้พลางคว้าพู่กันไป และมองนางด้วยแววตาที่สดใส
ถังฉือเย่ถามด้วยความใ “เ้าเขียนหนังสือได้ด้วยหรือ?”
เด็กหนุ่มพยักหน้า ฉีจิงที่กำลังมองน้องชายอยู่นั้นในใจรู้สึกตื้นตันอย่างประหลาด! เพียงแต่ถังฉือเย่ไม่ได้สนใจอะไรมาก นางเห็นฉีหยางเขียนหนังสือได้ก็ดีใจแล้วบอกว่า
“ถ้าเช่นนั้นข้าพูดแล้วเ้าเขียนดีไหม เขียนได้ก็เขียน หากเขียนไม่ได้ก็ไม่เป็ไร เ้ายังเด็กอยู่”
ฉีหยางพยักหน้าแรง ๆ ดวงตาสดใส ยกพู่กันขึ้นพร้อมเขียนตามที่ถังฉือเย่พูดทุกคำ นางแตะที่แขนเขาเบา ๆ พลางกล่าว “โสมจีน ตังกุย หญ้าปู้เหล่า...”
เด็กชายจรดปลายพู่กันเขียนตัวอักษรจีนโบราณเ่าั้ลงไปอย่างคล่องแคล่วแม้ว่ามือของเขานั้นจะถูกพันผ้าเอาไว้อยู่ จนถังฉือเย่ชื่นชมไม่หยุด แล้วตอนนั้นเองที่ท่านหมอชราเดินกลับมาในห้องพอดีพอเห็นว่าเด็กชายกำลังจรดปลายพู่กันของตัวเองเขียนตัวหนังสืออยู่ก็เอ่ยปากถามด้วยความประหลาดใจ
“นี่เ้าทำอะไรกัน?”
“ไม่มีอะไร ซื้อเพื่อความสนุกเท่านั้น” หญิงสาวพูดยิ้ม ๆ ท่านหมอชราส่งเสียงบางอย่างในลำคอเดินมาดูกระดาษใบนั้น ซึ่งถังฉือเย่ก็ไม่ได้กลัวที่เขาจะเห็น เพราะถึงแม้ว่าจะรู้ส่วนผสมทั้งหมดแต่หากไม่รู้วีธีการทำ ไม่มีทางเลยที่ใครจะทำออกมาสำเร็จ
ใช่แล้ว!...นางจะนำมาทำเหล้า!
ในยุคสมัยนี้มีเหล้ากระดูกเสือ เหล้าดองงู เหล้าเก๊กฮวย และอีกหลากหลายชนิดที่ธรรมดา รสชาติก็ไม่ดีอะไรมากนัก เพราะฉะนั้นนางจึงคิดที่จะทำเหล้าออกมานิดหนึ่งนั่นคือเหล้าสมุนไพรผลไม้
จากการมีชีวิตอยู่ในยุคที่อุตสาหกรรมกำลังตกต่ำ จำได้ว่าเมื่อตอนถ่ายทำซีรีส์เื่หนึ่งนางได้รู้จักกับคนคนหนึ่งที่เปิดร้านอาหาร เขาเป็ชายชราแซ่ตู้เป็ผู้มีทักษะในการทำเหล้ายารสผลไม้เป็เลิศ แต่ละสูตรขึ้นอยู่กับความเปรี้ยวความหวานของผลไม้ ตลอดจนลักษณะของผลไม้ที่เย็นและอบอุ่น เหล้าสมุนไพรผลไม้เพื่อสุขภาพมีอยู่ทั่วไป แต่เหล้ารสชาติดีมีแค่ที่นี่ที่เดียว
คุณปู่ตู้ท่านนี้ชอบนางเอามาก ๆ เลยสอนวิธีการทำให้นางมากมายอย่างไม่คิดจะปิดบัง รวม ๆ แล้วเกือบร้อยชนิด ซึ่งน่าจะสร้างรายได้ในยุคสมัยนี้ไม่น้อย เพราะแม้ว่าในยุคโบราณนี้จะขาดผลไม้ไปหลายชนิด แต่สิ่งที่ยุคโบราณมี ยุคปัจจุบันเองก็ไม่มีเช่นกัน!
หญิงสาวคิดอย่างครึ้มอกครึ้มใจก่อนมอบรายการยาและตะกร้าให้ฉีจิงพลางตบบ่าเขาเบา ๆ เมื่อชายหนุ่มพยักหน้านางจึงถอยออกมาพลางยิ้ม “ลำบากเ้าแล้วพ่อหนุ่มฉี”
จากนั้นเมื่อพี่น้องตระกูลฉีไปแล้ว ถังฉือเย่ซึ่งยังคงรู้สึกอ่อนแรงจากพิษไข้อยู่ ดังนั้นหลังจากกินยาเสร็จนางจึงเตรียมพักผ่อนในบ้านของท่านหมอเฉินต่อไปอีกหนึ่งวัน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนสักหน่อยพร้อมกับรอรับเงินเมื่อฉีจิงกลับมา
…แค่คิดเื่เงิน หัวใจของถังฉือเย่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข…
และในขณะนั้น หลี่ซื่อจากบ้านสองตระกูลถังก็เดินเข้ามาในบ้านทรุดโทรมอย่างเงียบ ๆ
.
.
.