พ่อรุ้งตั้งร้านย่างปลาดุกแล้ว วันนี้เขามาคนเดียวซึ่งมันแปลก สองสามีภรรยาขายหมูข้างๆ จึงถามว่า“อ้าวลุง วันนี้บาสไม่มาด้วยเหรอ”“ใช่ พอดีเห็นว่ามีกิจกรรมน่ะ เลยไม่ได้มา” พ่อรุ้งไม่ได้พูดความจริง หากบอกว่าลูกชายไปกินข้าวกับครูสาวสองคนมันคงฟังดูพิลึก “อย่างนี้นี่เอง ก็ดีแล้วเด็กในวัยนี้ควรที่จะเน้นเรื่องเรียน ไม่ใช่มาขายของ” พ่อค้าหมูเอ็มพูดเชิงตำหนิ คำพูดของเขาคือเด็กวัยนี้ควรเรียนมากกว่ามาช่วยพ่อแม่ขายของ ซึ่งก็ไม่ผิดที่จะคิดอย่างนั้น แต่มันก็ไม่ผิดเหมือนกันหากอยู่ช่วยพ่อแม่ เพราะถือเป็นความกตัญญู พ่อรุ้งที่ได้ฟังก็ไม่ใส่ใจนัก เพราะคนเราต่างมีวิถีชีวิตที่ต่างกันไป
.... “อ้าวน้ำวันนี้ไม่กลับบ้านเหรอ?” บีสที่ยืนอยู่ข้างๆถาม เธอกำลังข้ามถนนไปอีกฟาก ซึ่งพอดีกับที่เมย์และน้ำเดินออกมาจากโรงเรียน ปกติแล้วพวกเธอต้องขึ้นรถสองแถวที่จอดข้างๆโรงเรียน แต่วันนี้ไม่ขึ้นกับมาข้ามถนน บีสสงสัยจึงถาม“ไม่อ่ะ วันนี้มีงานที่ต้องทำ” น้ำตอบ“เอ่อ..นี่ใครเหรอ” เมย์หันไปมองบีส เชิงถามว่าคุณคือใคร “นี่คือเพื่อนพี่เอง ชื่อบีสหรือยัยผงซักฟอก และนี่น้องฉันชื่อเมย์” น้ำแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน “เห้ยอย่าพูดงั้นดิ!” บีสมองค้อนน้ำ ก่อนจะหันไปยิ้มให้เมย์ “สวัสดี ยินดีที่ได้รู้จักนะ อ้อและอย่าเชื่อยายน้ำมากล่ะ พี่ไม่ใช่คนแบบนั้น”“อ้อ เพื่อนพี่น้ำนี่เอง ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” “รถว่างแล้ว พวกเรารีบข้ามถนนเถอะ” เมื่อเห็นว่ารถว่าง สามสาวก็รีบข้ามทางม้าลาย ช่วงเย็นเวลานี้เป็นเวลาเลิกงานและโรงเรียน รถจึงค่อนข้างเยอะเป็นธรรมดา ผู้ปกครองมารับเด็กและรถประจำทางเองก็เช่นกัน“ว่าแต่ทำไมถึงเรียกพี่บีสว่าผงซักฟอกล่ะ?” เมย์ถาม“อิอิอิ” น้ำเอามือปิดปากน้อยๆ “ก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่สีผิวของยายบีสขาวเกินไป จนได้ฉายาว่าผงซักฟอก!”“นี่เดี๋ยวเถอะ!” บีสม้องค้อนน้ำอย่างไม่พอใจ ใช่เธอคือยัยฝงซักฟอกเมย์สำรวจผิวขาวใสของบีส จนเผลอเเตะแขนของอีกฝ่าย “ขอโทษค่ะ เพลินไปหน่อย” มีรอยยิ้มเล็กๆ บนปากบีส “ไม่เป็นไร....เพลินเหมือนกัน ว่าแต่สองพี่น้องจะไปไหนเหรอจ้ะ อย่าบอกนะว่าจะไปหาหนุ่มๆ”“ใช่ที่ไหนเล่า!” น้ำปัด “ที่จริงแล้วเราจะไปขายของที่ตลาดน่ะ” “ตลาด...ทางเดียวกันเลยนี่ ว่าแต่ขายอะไร ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องเลย” ปกติสองสาวกลับรถสองแถว ไม่เคยถะเลถะไหลที่ไหน และมันเเปลกที่จู่ๆบอกว่ามีงานทำ เช่นขายของที่ตลาด“ก็น้องชายฉันน่ะสิ ชวนพ่อมาตั้งร้านขายของที่ตลาด และฉันก็เป็นลูกที่ดีจะไม่มาช่วยก็ยังไงอยู่” น้ำบอก“อย่างนี้นี่เอง ว่าแต่ขายอะไรล่ะเผื่อฉันรู้จักร้าน” “จริงสิ แม่บีสขายขนมไทยที่ตลาดนี่เนอะ งั้นรู้จักร้านปลาดุกย่างมั้ย” “ปลาดุกเหรอ...” บีสไม่จำเป็นต้องคิด เพราะร้านปลาดุกย่างในตลาดตอนนี้ก็มีแค่ร้านเดียวเท่านั้น “รู้จักสิ อย่าบอกนะว่าร้านนั้น..”น้ำยกนิ้วโป้งให้ “ใช่ เป็นอย่างที่เธอคิดนั่นแหละ นั่นคือร้านของพ่อฉันและน้องชาย”“โลกนี้มันกลมจริงๆ คิดว่างั้นมั้ย” บีสยิ้มน้อย“พี่บีสหมายความว่ายังไงคะ?” เมย์ถูกลืม เธอเป็นเหมือนคนนอก จึงอยากมีส่วนร่วมในการสนทนาด้วย“เพราะพี่เพิ่งไปซื้ออึ่งมาต้มกินน่ะสิ แถมยังรู้จักกับเจ้าของร้านและน้องของพวกเธอแล้วด้วย” “เอ๋...!! บีส เธอกินอึ่งเป็นด้วยเหรอ” น้ำแทบสำลักบีสเป็นสาวในตลาด ซึ่งมีข้อแตกต่างกับสาวที่อยู่ในทุ่งนาอย่างน้ำและเมย์ เพราะงั้นจึงคิดว่ามันประหลาดที่บีสกินอึ่ง“ทำไมถึงทำหน้าแปลกๆมันก็แค่อึ่งนี่ อีกอย่างหนึ่งไข่มันก็อร่อยสุดๆไปเลย นี่ฉันได้แต่รอนะว่าเมื่อไหร่บาสจะเอาอึ่งมาขายอีก” เมื่อพูดถึงชื่อเขา บีสก็ยกยิ้มมุมปาก“ช่วงนี้ฝนไม่ตกเลย อีกอย่างบาสก็กำลังยุ่งกับการปิ้งหมู”“เขาเป็นคนที่ขยันดีนะ”“ใช่...แต่ก็ไม่รู้ว่าจะนานสักเท่าไหร่”“ทำไมล่ะ?” บีสมองน้ำแปลกๆน้ำกำลังจะเอ่ยปากแต่เมย์รีบเขย่าแขน เธอจึงรู้ตัวว่ากำลังพูดอะไรอยู่ การเผาน้องชายนั้นไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ “ก็...เดี๋ยวก็หมดหน้าฝนไง อึ่งคงหมดขาย” “นั่นสินะ แต่ก่อนที่จะหมดหน้าฝน ฉันคงต้องซื้อกินเยอะๆ จะได้ไม่เสียใจภายหลัง” พูดไปแล้วก็นึกถึงไข่อึ่งมันๆ รสชาติของอึ่งไข่นั้นยากเกินบรรยาย เธอหลงรัก...เข้าให้แล้ว
ตลาดอยู่ไกลจากโรงเรียนโนนเหล็กพอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสามกับร่าเริ่งแจ่มใส ไม่สนใจแดดยามเย็นแม้แต่น้อย พ่อรุ้งกำลังย่างปาดุกอยู่ วันนี้เองก็ขายดีเช่นวันวาน การทอนเงินให้ลูกค้าพร้อมกับย่างปลาไปด้วยคนเดียวเป็นอะไรที่ยากลำบากไม่น้อย แต่เพราะลูกสาวทั้งสองมาช่วยได้ทันเวลา แกจึงมีเวลาพักหายใจ“คุณลุงคะ...วันนี้บาสไม่มาเหรอ” บีสถาม เธอยังไม่ได้ไปร้านแม่ หากเลือกมากับสองพี่น้องเพื่อมาหาบาสก่อน เมย์กับน้ำเองก็เเปลกใจ ตามจริงบาสต้องมากับพ่อนี่ แต่วันนี้พ่อรุ้งมาขายแค่คนเดียว เกิดอะไรขึ้นนะหรือว่าเจ้าตัวดีจะกลับไปขี้เกียจอีก?“นั่นสิพ่อ บาสไปไหน?” พ่อรุ้งปาดเหงื่อใบหน้าผากก่อนจะตอบ “วันนี้เห็นว่ามีกิจกรรมที่โรงเรียน พ่อไม่สามารถรอบาสได้ ไม่งั้นจะไม่ทันขายปลา และถ้าเป็นอย่างนั้นปลาค้างคืนก็จะไม่สด เนื้อไม่อร่อยพ่อเลยต้องมาขายคนเดียว”เป็นอีกครั้งที่พ่อรุ้งโกหก และยังโกหกได้อย่างลื่นไหลด้วย“อ๋ออย่างนี้นี่เอง ถ้างั้นบีสไปก่อนนะคะลุง” บีสโบกมือก่อนจะจากไปเมื่อเห็นว่าบีสไปแล้วเมย์ก็ถามว่า “นี่พ่อ พี่บีสมาหาบาสทำไม?”พ่อรุ้งคิดสักครู่ก่อนจะตอบ “อ๋อพ่อจำได้แล้ว บาสบอกว่าจะปิ้งหมูให้กิน เพราะงั้นหนูบีสเลยมาหาล่ะมั้ง”“อ๋อ เป็นแบบนี้นี่เอง เมย์ก็นึกว่าพี่บีสสนใจเจ้าน้องบ้าซะอีก”“อาจจะ...ก็ได้นะ” พ่อรุ้งพูดกำกวม สร้างความสงสัยให้ลูกสาวทั้งสองไม่น้อย...... ระหว่างทางที่เดินมาบ้านพักครู บาสได้ครุ่นคิดถึงเงินที่ควรได้จากการขายหมูปิ้ง เงิน 350 มันน้อยเกินไป เขาควรที่จะได้มากกว่านี้ แล้วสิ่งที่ขาดคืออะไร?เกิดคำถามขึ้นในใจ ควรเพิ่มอะไรลงไปในเมนูดี “ข้าวเหนียวแน่นอนว่าต้องเพิ่ม ส่วนหมูไม้ละห้าก็โอเคอยู่แล้ว ถ้าขายไม้ละสิบคง...” หมูไม้ละสิบคือหมูปิ้งนมสด และนักเรียนแต่ละคนอย่างต่ำก็ได้เงินมาโรงเรียนวันละยี่สิบหรือสามสิบบาท หากขายไม้ละสิบมันคงไม่มีใครซื้อ ถึงแม้หมูจะอร่อยแต่เราควรคำนึงถึงเงินในกระเป๋านักเรียนด้วย ฉับพลันดวงตาเปล่งประกาย! “เข้าใจแล้ว หมูปิ้งขายไม้ละห้าราคาเดิม ข้าวเหนียวขายถุงละห้าบาท จากนั้นเพิ่มอีกเมนูไม้ละสิบซึ่งแน่นอนว่าขายได้! นั่นคือ...”“ยืนพึมพำอะไรอยู่น่ะวิชัย เข้ามาสิ” ด้วยเสียงเรียกของครูอักษรทำให้เขาได้สติ ใช่ตอนนี้เขายืนอยู่ตรงหน้าบ้านพักครู มันเป็นบ้านพักครูหลังเก่าชั้นเดียวบ้านพักครูมีอยู่ด้วยกันสองหลัง หลังนี้ครูอักษรอยู่คนเดียว ส่วนอีกหลังคู่สามีภรรยาอย่างครูสมปองและครูเดือนเพ็ญอยู่ ตอนนี้ครูอักษรสวมเสื้อยืดแขนกุดสีขาว กางเกงยีนส์ขายาว เธอไม่ได้รวบผมอย่างเช่นเวลาสอน...ตอนนี้ปล่อยผมเหมือนสาววัยรุ่น แว่นตากรอบหนายังอยู่บนหน้าเช่นเดิม บาสสงสัยเหลือเกินหากเอาแว่นออกใบหน้าเธอจะเป็นเช่นไร“มัวยืนอะไรอยู่ เข้ามาสิ”“เอ่อ....ครับๆ” ครูอักษรเปิดประตูเชื้อเชิญเด็กหนุ่ม เขาเข้าไปในบ้านพักครูแล้ว ทันทีที่ผ่านประตูเข้ามาก็ได้กลิ่นอาหาร “ครูทำกับข้าวเสร็จแล้วเหรอครับ” บนโต๊ะอาหารมีจานอยู่สามจาน มันเป็นอาหารเรียบง่าย ไข่ทอด หมูทอดกระเทียมและกุนเชียงทอด ทุกอย่างล้วนเป็นของทอดมันๆเลี่ยนๆทั้งนั้น บาสไม่เข้าใจเลยว่าครูอักษรกินอาหารเหล่านี้ไปได้ยังไง“ใช่ นั่งลงสิ” ครูอักษรตักข้าวสวยร้อนๆให้ก่อนจะนั่งฝั่งตรงข้าม“ขอบคุณครับ”การได้มานั่งอยู่กับครูอักษรสองต่อสองเป็นอะไรที่แปลกประหลาด มันทำให้เขาตื่นเต้นไม่น้อยเลย ครูอักษรมีอายุ 25 ปี เธอแต่งงานตอนอายุ 29 แล้วหลังจากนั้นก็....เกิดอุบัติเหตุขึ้น และมันคงเกิดขึ้นอีกครั้งหากทุกอย่างเหมือนเดิม“เธอชอบกินไข่ทอดหรือเปล่า”“ชอบสิครับ แต่ผมชอบไข่ยางมะตูมมากกว่า”“ครูจะจำไว้” ครูอักษรตักกุนเชียงเข้าปาก ดวงตาจับจ้องเด็กหนุ่มเขม็ง “นึกยังไงถึงขายหมูปิ้ง...อ้ออึ่งด้วย” บาสที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่เข้าใจทันทีว่าทำไมเธอถึงชวนมากินข้าว ที่แท้อยากคุยอะไรแบบนี้นี่เอง ซึ่งเขาก็เข้าใจได้ มันน่าแปลกที่อยู่ๆเด็กนักเรียนที่เกเรกลับเปลี่ยนไปภายในสองสามวัน“เพราะผมคิดได้ล่ะมั้งครับ”“คิดได้? เธอคิดอะไรอยู่ ไหนลองบอกครูมาซิ” “ในช่วงวัยรุ่นคนเรามักจะสับสน ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนดีและผมเองก็เป็นอย่างนั้น ด้วยคิดอะไรหลายๆอย่างบวกกับฐานะของครอบครัว...ทำให้ผมเข้าใจ”“เข้าใจอะไร?” “เข้าใจว่าต้องพยาพยาม ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ได้เงินขอแค่เป็นสิ่งไม่ผิดกฏหมาย...ผมจำเป็นต้องเรียนสูงๆเพื่อยกระดับตัวเองและครอบครัว ทำให้พ่อแม่สบาย ใช่นี่คือสิ่งที่ผมคิด”ดวงตาของครูอักษรสั่นไหวครู่หนึ่ง “ครูยังอยากรู้อะไรอีกมั้ยครับ ผมมีเวลาให้ครูจนถึงช่วง....หกโมงเย็น”“แล้วเธอ...” อยู่ๆฟ้าก็ผ่าดังเปรี้ยง ไฟดับแล้วห้องก็มืด ครูอักษรกรีดร้องจนบาสต้องรีบเข้าไปหา อาศัยจับขอบโต๊ะเดินไป เนื่องจากห้องนี้เป็นห้องปิดไม่มีหน้าต่าง ถึงแม้จะเป็นช่วงเย็นแต่ก็มืดมาก “ครูอักษร...ไม่เป็นไรนะครับ” บาสถาม แทบจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ครูอักษรเปิดโทรศัพท์ แสงจากโทรศัพท์ทำให้เห็นใบหน้าของเธอใกล้ๆ และริมฝีปากของทั้งคู่แทบจะชนกัน...