สองวันต่อมา พายุฝนสงบลง น้ำที่ท่วมขังก็ลดระดับลงแล้ว
“เสี่ยวเว่ยเอ๊ย เธอรู้ใช่ไหมว่าสินค้านำเข้าประเภทนี้น่ะ กรมศุลกากรคุมเข้มมาก ขอโทษด้วยที่ต้องลำบากให้เธอมาถึงที่นี่ อาขอเลี้ยงข้าวถือเป็การต้อนรับเธอแล้วกันนะ”
หลังจากตรวจสอบสินค้าตู้สุดท้ายเสร็จสิ้น ชายวัยกลางคนก็ยิ้มแหยใส่เว่ยตงที่อยู่ข้างๆ พร้อมควักซองบุหรี่จากกระเป๋าส่งให้เขา
เว่ยตงยิ้ม ล้วงเอาไฟแช็กในกระเป๋ากางเกงจุดไฟให้อีกฝ่าย “งานคืองาน เื่ส่วนตัวคือเื่ส่วนตัว ต้องเป็ไปตามกระบวนการอยู่แล้ว” ครั้นจุดเสร็จก็จุดให้ตัวเองบ้าง
“ส่วนเื่เลี้ยงข้าวจะได้ยังไงกันล่ะ ทุกคนลำบากด้วยกันทั้งนั้น ผมเลี้ยงเอง จองโต๊ะไปแล้วด้วย หวังว่าทุกท่านจะให้เกียรติมาทานข้าวด้วยกันสักมื้อ”
“ไม่สิ! มาถึงถิ่นของอาแล้ว ก็ต้องให้อาเป็คนเลี้ยงสิ”
อีกฝ่ายดึงแขนเว่ยตงตีสีหน้าจริงจัง
เว่ยตงโบกมือปัด “ถ้าอาจะแย่งจ่ายมื้อนี้จริง งั้นผมกลับไปแทะหมั่นโถวดีกว่า”
ชายวัยกลางคนแสร้งถลึงตาค้อนใส่เว่ยตงทีหนึ่ง “เ้าเด็กคนนี้นี่”
พริบตาเดียวก็ยิ้มแก้มแทบปริ หันไปะโบอกกลุ่มคนที่ยุ่งกับงานมาตลอด่บ่าย “ไปกัน มีคนเลี้ยงข้าว เราไปกินอาหารฝรั่งกัน”
“ท่านอธิบดีหลิว แบบนี้ไม่เหลือสภาพของอธิบดีเลยนะ” คนข้างๆ อดหยอกเย้าไม่ได้
“อธิบดีอะไร วันนี้ฉันหยุดงาน ไม่อยู่ใน่เวลางานก็เรียกฉันว่าเหล่าหลิว ที่นี่มีแต่เหล่าหลิวนะ ไม่มีอธิบดีอะไรทั้งนั้น” ชายวัยกลางคนถลึงตายกมือปัด
“ได้เหรอครับ คนอื่นเห็นเข้าไม่รู้ด้วยหรอกนะว่าวันนี้คุณเป็แค่ชาวบ้านธรรมดา”
“นั่นสิ เหล่าหลิว คุณเป็ตัวแทนภาพลักษณ์ของเราตลอดเวลานะ จะทำเสียเื่ไม่ได้เชียว…”
เว่ยตงเป็ชายร่างสูงใหญ่ ผมดก คิ้วเข้ม หน้าคมคร้าม แถมนิสัยเถรตรงใจป้ำตามมาตรฐานของผู้ชายทางเหนืออย่างแท้จริง แต่เขาเป็คนพูดน้อยที่แทบไม่ปริปากพูดอะไร อ้าปากทีก็พูดคำกระชับได้ใจความ แต่ขอเพียงเป็ที่ที่เขาอยู่ก็ไม่มีใครสามารถมองข้ามเขาไปได้ นับว่าเป็บุคคลที่ใครๆ ก็ต้องมอง
บนโต๊ะอาหาร เขาที่เป็เ้าภาพวันนี้ก็ไม่ปฏิเสธคนที่้าจะชนแก้ว ใครชวนคุยเขาก็รับคำเสมอ ขณะที่เวลาอื่นๆ เขาไม่ค่อยเป็ฝ่ายปริปากพูดก่อนนัก
ไม่รู้ว่าเป็เพราะมีคนจงใจปั้นบรรยากาศบนโต๊ะอาหาร หรือเดิมก็เป็กลุ่มคนที่สร้างบรรยากาศอยู่แล้วกันแน่ถึงเข้ากันได้ขนาดนี้
“มาๆ เสี่ยวเว่ย อาจะเติมให้เต็มแก้วเลยนะ…” ครั้นเห็นแก้วของเว่ยตงว่างเปล่า หลิวเหว่ยหมินก็คว้าขวดเหล้าใกล้มือเล็งปากขวดใส่แก้วของเว่ยตง และเทจนเต็มแก้วอย่างพอดิบพอดี
เว่ยตงก็ไม่เกรงใจ รับขวดเหล้าจากหลิวเหว่ยหมิน ก่อนเทของเหลวสีใสใส่แก้วอีกฝ่ายในปริมาณที่เท่าเทียม
“พอๆ พอได้แล้ว…ไม่ไหวแล้ว ดื่มอีกต้องวูบแน่ๆ…” เห็นเหล้าแก้วนั้นหลิวเหว่ยหมินก็เริ่มแสดง
เว่ยตงหัวเราะ ชายหยาบกร้านแบบนี้ต่อให้ทำแค่ยิ้มน้อยๆ ขยับปากไม่กว้างมากก็ดูจริงใจ ไม่มีท่าทีแบบขอไปทีสักนิด “ผมจำได้ว่าอาดื่มเก่งพอตัวนะ”
หลิวเหว่ยหมินถูหน้าตัวเองแรงๆ “ไม่ไหวแล้วจริงๆ หลายปีมานี้ดื่มแย่ลงกว่าแต่ก่อนมาก กระเพาะไม่ดีน่ะ อาสะใภ้ของเธอบ่นไม่รู้กี่รอบแล้ว”
“เตรียมเลิกเหล้าแล้วเหรอครับ”
“อาก็อยากอยู่หรอกนะ แต่จะเลิกได้ยังไงไหวล่ะ…” ขณะที่หลิวเหว่ยหมินพูดอยู่ สายตาก็กวาดมองเห็นร่างที่เดินผ่านหน้าประตูเข้าพอดี “เสี่ยวเว่ย รอเดี๋ยวนะ พอดีอาเจอคนรู้จักน่ะ” ว่าพลางลุกจากเก้าอี้เดินไปที่ประตู
หลิวเหว่ยหมินก้าวออกมา ก็เห็นร่างสูงโปร่งที่เดินอยู่บนทางเดินไม่ไกล “นายกลู่”
ร่างตรงหน้าชะงักฝีเท้าหันกลับมามองคนด้านหลัง ใบหน้าเรียบนิ่งปรับสีหน้าเล็กน้อย จุดยิ้มมุมปากอ่อนๆ ทว่าดูห่างเหิน “ท่านอธิบดีหลิว”
“ทานข้าวหรือยัง บนหัวเป็อะไรไปเหรอ”
สำหรับท่าทีของเขานั้น มองจากท่าทางเคยชินของหลิวเหว่ยหมินก็รู้ได้ว่าคนผู้นี้มักเป็แบบนี้เสมอ