ตลาดสวนดอกคึกคักั้แ่เช้า ตลาดแห่งนี้อยู่ทางด้านทิศใต้ของเมืองเพชรปราการ .. พ่อค้าแม่ค้าตั้งร้านรวงแผงขายอาหารเช้าอย่างดาษดื่น ชาวบ้านออกมาจับจ่ายข้าวปลาอาหาร บ้างนำผลผลิตจากเรือกสวนไร่นาหรือของป่ามาทำการแลกเปลี่ยนเป็สิ่งของที่ตน้า
อุทัยอาบน้ำชำระล้างร่างกายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดเรียบง่าย ผมบนหัวก็โกนเกรียนเลี่ยนเช่นเดิม มันเดินทอดน่องเที่ยวชมตลาดเช้า
ชาวบ้านร้านตลาดต่างคุ้นเคยอุทัยเนื่องเพราะมันมักมาทำงานรับจ้างต่างๆ อยู่เสมอ แต่ละครั้งที่มาก็ก่อเื่ทะเลาะวิวาทกับนักเลงเ้าถิ่นอยู่ไม่ขาด แต่การมาคราวนี้กลับไม่มีผู้ใดทักทายมันเนื่องเพราะรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป มองดูไม่คล้ายอุทัยคนเดิม
อุทัยสูงขึ้นกว่าสี่นิ้ว รูปร่างสูงโปร่งดูปราดเปรียว กล้ามเนื้อแข็งแรงได้สัดส่วนสมบูรณ์ ดวงตาเป็ประกายซ่อนความหลักแหลมลึกล้ำจนผู้คนยากคำนวณได้ ทั้งร่างกายแฝงกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์และน่าสะพรึงชวนขนหัวลุกชนิดหนึ่ง
มันหยุดตรงแผงข้าวต้มเนื้อลือชื่อเ้าหนึ่ง เป็แผงที่ตั้งอย่างง่ายๆ โต๊ะยาวสามแถวนั่งด้วยลูกค้าอยู่เต็ม เผอิญชายผู้หนึ่งชำระอัฐลุกขึ้นมันจึงแทรกตัวจับจองที่นั่งแล้วสั่งข้าวต้มเนื้อชามใหญ่มากินเป็การใหญ่
นับเป็อาหารเมื่อแรกในรอบสองเดือนที่นับว่าปรุงได้มีรสชาติที่สุดแล้ว ระหว่างก้มหน้ารับประทานได้ฟังชายสองสามคนสนทนากัน
"เมื่อคืนสำนักตักสิลาเกิดเพลิงไหม้ เป็ที่วุ่นวายนัก"
"ข้านี้ตื่นแต่กลางดึก .. มองเห็นเปลวเพลิงแต่ไกล เกิดเื่อันใดขึ้น"
"เห็นว่าเกิดอัคคีภัย เ้าหน้าที่กรมเมืองทั้งกรม ชาวบ้านแลแรงงานตามท่าเรือเร่งเข้าระงับเหตุทั้งคืน"
"เรือนข้าอยู่ไกลนัก นอนหลับไม่รู้สิ่งใด .. เป็อย่างไร .. เพลิงไหม้ได้อย่างไร"
"ไอ้จ้อยหลานข้าเป็คนงานในสำนัก มันหนีกลับมาเรือนั้แ่ตีห้า เล่าว่าท่านเ้าสำนักกับอาจารย์สุรินทร์วิวาทกัน"
เมื่อคืนยามชุลมุนอุทัยชิงหลบหนีออกมาก่อนจึงไม่รู้เื่ราวตามหลัง มันล้างหูรอรับฟัง
"อาจารย์สุรินทร์ .. ศิษย์ผู้น้องเ้าสำนักคนก่อนนะหรือ"
"ใช่แล้ว ได้ข่าวพลังฝีมือของคนผู้นี้สูงล้ำกว่าศิษย์พี่ของมันเสียอีก"
"กลับมีพลังยุทธ์ถึงขั้นอัคระปราณยุทธ์ .. เทียบเคียงเ้าสำนักคนปัจจุบัน"
กับชาวบ้านและผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป ระดับยุทธ์ ‘อัคระปราณ' เป็สิ่งสูงส่งสุดเอื้อม ชายรอบข้างอีกสองคนให้ความสนใจเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย
"เป็อาจารย์สุรินทร์... ฉายาดาบอัคคีโลกันตร์ผู้นั้นหรือ"
"โอ่วววว ! ชื่อเสียงมันเลื่องลือทั้งมณฑลอุดร พลังอัคคีธาตุของมันสูงล้ำยิ่ง"
"ข้าก็เคยได้ยินชื่ออยู่ กลับสูงล้ำถึงระดับนี้ช่างน่าตื่นใจยิ่ง"
ชายผู้หนึ่งเล่าดังตาเห็น
"เ้าสำนักตักสิลากับอาจารย์สุรินทร์ต่อสู้กันเป็ชั่วโมง ประมือนับพันๆ กระบวนท่า พลังปราณของทั้งคู่ทำสิ่งปลูกสร้างของสำนักเสียหายและเกิดเพลิงไหม้ .. ไม่มีครูมวยท่านใดกล้าเข้าสอดมือ"
"มิคาด พลังฝีมือทั้งคู่กับกินกันไม่ลง"
"เ้าสำนักตักสิลากลับเสียเกียรติภูมิแล้ว"
"คงต้องให้กรมเมืองแจ้งข้อหาทะเลาะวิวาทและวางเพลิงแกทั้งสอง .. ฮ่า ฮ่า"
"ผู้ใดจะกล้า .. ยอดยุทธ์ต่อยตีกัน มดปลวกเช่นกรมเมืองได้แต่ยืนมองแล้ว"
"ผู้ใหญ่ระดับอาจารย์วิวาทกันภายในสำนัก ช่างไม่อายศิษย์รุ่นเยาว์เสียบ้าง ฮ่า ฮ่า"
"มันวิวาทกันด้วยเหตุใด มิใช่มันสนิทสนมกันดอกหรือ"
"อันนี้มิมีผู้ใดทราบได้"
"สุดท้ายเป็อย่างไร"
"มีผู้าุโท่านหนึ่งกล่าวห้ามปรามทั้งคู่จึงหยุดวิวาทกัน เห็นว่าเป็อาจารย์หลิวคิ้วขาวหัวหน้าผู้คุมกฎรุ่นก่อน"
อุทัยผิดหวังยิ่ง ! .. ข้าวต้มเนื้อกลับฝืดคอขึ้นมาทันใด ! มันหวังให้ทั้งสองต่อสู้กันจนตกตายร่วมกัน
หลังจากอิ่มหนำอุทัยเดินออกจากตลาด มันต้องรั้งอยู่ในเมืองสักหลายวันระหว่างนี้จึงต้องหาที่พัก คิดขึ้นได้ว่ารู้จักลุงหลานคู่หนึ่งเป็ผู้ดูแลอารามสักการะเทวา มันเคยรับจ้างทำงานให้และสนิทสนมกันพอสมควรจึงเร่งเดินทางไปยังทิศเหนือของเมือง
เดินถึง 'มหาสุริยะเทวสถาน' เป็เทวสถานบูชาเทพสุริยะ เนื่องจากยังเช้าอยู่จึงมิได้เปิดให้ผู้คนเข้าไป มันอ้อมไปด้านหลังผลักประตูเข้าไปอย่างคุ้นเคยเดินตรงไปเรือนผู้ดูแล
ระหว่างทางพบชายวัยสี่สิบเศษกำลังกุลีกุจอจัดเครื่องสักการะ
"อรุณสวัสดิ์ ลุงชิด !!! " อุทัยกล่าวทักทาย
ชายที่ถูกเรียกว่า 'ลุงชิด' หันกลับมามองด้วยความสงสัย เป็ผู้ใดถึงมาเยือนมันแต่เช้า มันจ้องมองอุทัยอย่างงุนงงคลับคล้ายคลับคลาดังเคยรู้จัก
"ข้า อุทัยไงลุง !!! จำมิได้หรือ เ้าธรรมตื่นแล้วหรือไม่" อุทัยกล่าวต่อ ถามถึงหลานชายซึ่งเป็เกลอกับมัน
ชายผู้นั้นพลันจดจำได้ว่าคืออุทัยเกลอของหลานชายมัน จึงร้องตอบ
"อ้าว ไอ้ทัย !!! หายหน้าไปเลยหนามึง นี่ไปทำอันใดมา โตขึ้นจดจำแทบไม่ได้"
ลุงชิดเองก็แปลกใจมันไม่พบเจอกันราวสองสามเดือนอุทัยกลับเติบโตเป็หนุ่มขึ้นมาก แต่ก็เป็ปกติของเด็กชาย่อายุนี้ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบกับอุทัยฝึกวิชามวยที่สำนักตักสิลาร่างกายจึงอาจเติบโตเปลี่ยนแปลงเป็แข็งแกร่งขึ้น จึงไม่ได้สนใจนักคิดได้เช่นนั้นจึงกล่าวว่า
"เ้าธรรม หลานอันประเสริฐของข้ายังมิตื่นเลย กินนอนสุขสบายดังลูกคหบดี เอ็งจะไปเข้าเฝ้ามันก็ไปดูที่ห้องบรรทมโน้น"
"อ่อ .. ฝากปลุกมันให้ไปเปิดประตูเทวสถานด้วย"
อุทัยตอบ "ขอรับ .."
ลุงชิดกล่าวต่อ "เมื่อคืนวุ่นวายกันทั้งเมือง สำนักเอ็งเกิดอัคคีภัยเป็อย่างไรบ้าง"
อุทัยตอบ "ก็ไม่เสียหายมากหรอก เห็นว่ากรมเมืองกำลังสอบสวนอยู่"
ลุงชิด "เช่นนั้นก็ดี"
อุทัย "ข้าลาออกจากสำนักแล้ว มาขอพักที่นี้ได้หรือไม่"
ลุงชิด "ตามใจเอ็ง ห้องหับมากมาย .. จะอยู่ ก็มาช่วยงานข้าละกัน แต่มิมีค่าจ้างนา"
มันมิได้สงสัยใด อุทัยเป็เพียงคนงานของสำนักตักสิลาและกำลังเริ่มโตเป็หนุ่ม คงหาหนทางในการดำรงชีพของมันเอง
ลุงชิด "เอ็งออกจากสำนักแล้ว จะทำเยี่ยงใดต่อไป"
อุทัย "คงรับจ้างทั่วไปแลลุง ว่าจะเก็บอัฐกลับไปบ้านเกิด"
ลุงชิด "แคว้นมัธยะปุรานะหรือ าสงบแล้วหรือ"
อุทัย “.. ขอรับลุง"
ลุงชิด "แล้วแต่เอ็ง อยู่ที่นี่อย่าก่อเื่หล่ะ" มันพลันคิดขึ้นได้ "เออ... เห็นร้าน 'อิ่มโอชา' หาคนงานอยู่ เอ็งลองไปสอบถามเถ้าแก่ดูสิ"
อุทัย "ขอรับ .."
มันเดินไปดูเกลอ ‘เ้าธรรม' กลับนอนหลับปลุกไม่ตื่น จึงออกไปยังร้าน 'อิ่มโอชา' ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักเพื่อสอบถามงาน
ร้าน 'อิ่มโอชา' เป็ร้านอาหารขนาดกลางของเมือง ก่อสร้างเป็เรือนไม้สองชั้น ชั้นล่างมีโต๊ะสามสิบโต๊ะ ชั้นบนยี่สิบโต๊ะ จำหน่ายอาหารราคาย่อมเยาเปิดทั้งวันทั้งคืนมิมีวันหยุด ทุกวันมีลูกค้ามาอุดหนุนอยู่ไม่ขาด ยิ่ง่เทศกาลสมโภชพระเจดีย์หลวงด้วยแล้ว พ่อครัวและเด็กบริกรหลายสิบคนยังทำงานกันแทบไม่ทัน
อุทัยเข้าไปคุยกับเถ้าแก่และได้งานเป็ผู้ช่วยพ่อครัวและเด็กบริกร ปกติทำงานั้แ่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืนได้รับอัฐเป็รายวันวันละสองสลึง เนื่องจากคนงานลาหลายคนมันจึงเริ่มงานในทันที
ใกล้เที่ยงลูกค้าท่าทางดังชาวยุทธ์หลายกลุ่มนั่งดื่มกินกัน อุทัยคอยให้บริการอยู่ด้านข้างรับฟังเสียงสนทนา
"ทำเนียบยอดยุทธ์ประกาศใหม่แล้ว"
"จริงรึ !!! ช่างรวดเร็วนัก ธรรมดาจะแจ้งหลังงานสมโภช"
"ผ่านมาห้าปีแล้วหรือไร จึงประกาศรอบใหม่"
"เป็อย่างไรอันดับเปลี่ยนแปลงหรือไม่"
เสียงพูดคุยของชาวยุทธ์โต๊ะหนึ่งทำลูกค้าหลายโต๊ะสนใจ บุรุษวัยสามสิบเศษร่างกายแผ่กลิ่นอาย 'มัธยะปราณ' ล้วงบัญญัติมนต์ดวงเล็กส่องแสงสีขาวนวลออกมา
การจัดลำดับทำเนียบยอดยุทธ์จัดทำขึ้นโดยกลุ่มสำนักหนึ่ง จะจัดทำทุกๆ ห้าปีแบ่งออกเป็แปดลำดับตามระดับฝีมือ ถึงแม้จัดทำโดยบุคคลกลุ่มหนึ่งแต่ก็เป็ที่ยอมรับไปทั่วทวีป
"ข้าซื้อมาด้วยอัฐนับสิบสลึง"
"เปิดอ่านดู ข้าอยากรู้ยิ่ง"
ทั่วทั้งร้านต่างหยุดดื่มกิน ทุกคนให้ความสนใจกับข่าวสารนี้อย่างยิ่ง บุรุษผู้นั้นแผ่พลังปราณลงบัญญัติมนต์เกิดอักษรส่องขึ้นกลางอากาศ
'แปดทำเนียบยอดยุทธ์แห่งสหพันธ์รัฐ ประจำมหาศักราช ๙,๙๘๙ จัดทำโดยสหพันธ์ปักษาเทวา'
'สหพันธ์ปักษาเทวา' คือกลุ่มของผู้ประกอบธุรกิจการค้าขายสินค้าต่างๆ .. ข้อมูลข่าวสารก็นับเป็สินค้าชนิดหนึ่ง สามารถค้าขายทำกำไรได้เช่นกัน
"มาแล้ว มาแล้ว" เสียงผู้หนึ่งกล่าวอย่างจดจ่อ อักษรแสงสีขาวอีกชุดหนึ่งถูกฉายออกมาเริ่มจากลำดับต่ำสุด
'ลำดับ ๘ กระบี่เทพประจิม เ้าฟ้าอนันตราช มกุฎราชกุมารแคว้นมหาการีย์'
เสียงวิจารณ์ดังอื้ออีง
"หวา... บุคคลผู้นี้เข้าถึงลำดับแปด ช่างน่าเลื่อมใสนัก"
"เ้าฟ้าอนันตราชประมือชนะลำดับเจ็ดเดิม 'เทวาอุดร' ราชครูแคว้นมัธยปุรา เมื่อครั้งากรุงนพรัตน์ มันผู้นั้นหลุดโผแล้ว"
"มันคือราชบุตรเ้ามหาการีย์ แลยังเป็หลานตาของ 'มหาเวทดาวดึงส์' ผู้เป็ราชครู ศักดิ์ฐานะสูงส่งนัก"
"ปีนี้มันอายุเพียงยี่สิบแปด นับเป็ยอดยุทธ์อายุเยาว์แห่งยุค"
แสงอักษรบนอากาศจางหาย ผู้คนเงียบกริบจดจ่อกับลำดับถัดไป
'ลำดับ ๗ เทพบุตรทักษิณ เ้าฟ้าอรุณฉาย ราชบุตรเขยแห่งแคว้นกุมพกาม'
ผู้คนเริ่มวิจารณ์
"ลำดับแปดเดิมเมื่อคราวก่อน โด่งดังั้แ่เป็ชาวยุทธจักร"
"อายุเพียงสามสิบหกปี เป็ยุคของคนรุ่นใหม่แล้ว"
"เพลงดาบของมันบรรลุถึงระดับที่ภูตเทพต้องตระหนก นับเป็เสาหลักของแคว้นโดยแท้"
"แถมรูปโฉมก็ช่างหล่อเหลากรุ้มกริ่ม มันสมรสกับองค์หญิง ราชบุตรีแห่งเ้าแคว้นกุมพกาม"
แสงอักษรจากบัญญัติมนต์ฉายลำดับถัดไป
'ลำดับ ๖ กระบี่ทลายนภา สมเด็จเ้าพระยาศัตรูพ่าย มหาอุปราชแห่งแคว้นโกษิยะ'
"ผู้นี้ก็ไม่ธรรมดา ยังรั้งอยู่อันดับหกเช่นเดิม"
"วิชาวัชระปราบมารของมัน บรรลุถึงขั้นหลอมรวมกับพลังจิตสูงส่งยิ่งนัก"
"กระบี่ทลายนภาของมันก็ใช่ย่อย คนผู้เดียวสามารถต้านทานได้ทั้งกองทัพ"
"อิทธิพลของมันภายในแคว้นกลับสูงล้ำกว่ากษัตริย์ผู้ครองแคว้นเสียอีก"
ผู้คนเงียบกันอีกครั้งรอคอยลำดับถัดไป แสงอักษรฉายเรือง
'ลำดับ ๕ ราชครูจิตโลหิต พระยาลิขิตอักษร มหาราชครูแคว้นอโยธยา'
"เฮฮฮฮฮฮ .." เสียงเฮดังลั่นทั่วทั้งชั้นล่างของร้านอาหาร ลำดับห้ากลับเป็บุคคลที่ได้รับการเคารพของชาวแคว้นอโยธยา
"ท่านราชครูยอดเยี่ยมยิ่งนัก สูงส่งถึงลำดับนี้"
"ท่านติดทำเนียบยอดยุทธ์มานับยี่สิบปีแล้ว เป็หน้าเป็ตาแห่งแคว้นเรายิ่งนัก"
"พลังจิตโลหิตของท่านเป็ที่ยอมรับไปทั่วสหพันธรัฐ"
"หลานสตรีท่านก็งดงามยิ่ง หากมีการจัดลำดับสาวงามแห่งทวีป ก็คงอยู่ต้นๆ เช่นกัน ฮ่า ฮ่า"
ชั่วอึดใจ รายนามลำดับถัดไปถูกฉายออกมา
'ลำดับ ๔ จอมมารบูรพา แคว้นกุมพกาม'
"......" ทุกคนเงียบกริบ
นามนี่สะกดขวัญของผู้คน เนื่องจากมันนับเป็บุคคลที่โหดร้ายเหี้ยมเกรียมผู้หนึ่ง นาม 'จอมมาร' มิได้ตั้งโดยเลื่อนลอย บุคคลหนึ่งเอ่ยออกมา
"วิชาฝีมือของมันดำเนินในแนวทางชั่วร้าย ความประพฤติก็เลวทรามยิ่ง"
"ห้าปีนี้มันเก็บตัวเงียบ ไม่ออกเข่นฆ่าผู้คนช่างน่าแปลกใจ หรือมันจะแก่ชราแล้ว"
"ลำดับมันร่วงลงมา คงสร้างความขุ่นเคืองใจแก่มันแล้ว”
"ด้วยนิสัยของมันคงไม่ยินยอมแน่นอน ลำดับสามคงมิได้อยู่สุขสบาย .. ฮ่า ฮ่า"
การฉายลำดับทำเนียบยอดยุทธ์แห่งสหพันธ์จากบัญญัติมนต์ยังดำเนินต่อไป หากเป็ผู้คลุกคลีในยุทธจักรย่อมคาดเดาลำดับที่เหลือได้ แต่กับอุทัยนับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว
'ลำดับที่ ๓ มหาเวทดาวดึงส์ มหาราชครูแคว้นมหาการีย์'
นั่นคือหนึ่งในผู้นำทัพมหาการีย์เข้ารุกรานแคว้นมัธยะปุรา มันเป็ทั้งมหาราชครู พระบิดาของราชินี พระอัยกาของมกุฎราชกุมารเ้าฟ้าอนันตราช และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการประจำแคว้นมัธยะปุราตะวันตกอีกด้วย ผู้คนเริ่มสนทนา
"ขึ้นจากลำดับสี่ในคราวก่อน ถึงจะอายุเจ็ดสิบกว่าปี แต่นับวันมหาราชครูฝีมือยิ่งแกร่งกล้า"
"รุทระมหาเวท และปราณดาวดึงส์ช่างพิสดารยิ่ง จัดลำดับคราวหน้าคงไม่อยู่ที่ลำดับเดิมแล้ว"
"นอกจากนั้นสติปัญญาและกลยุทธ์ทางการทหารก็ล้วนหาเป็รองผู้ใดไม่"
"เป็เพราะมัน ทัพมหาการีย์จึงไร้ผู้ต่อต้าน ขยายอาณาเขตไม่หยุดหย่อน"
อุทัยจดจำชื่อนี้ได้ขึ้นใจ ความสูญเสียของแคว้นมัธยะปุราและการตายของบิดามารดาผู้ให้กำเนิด จะมากจะน้อย มันผู้นี้ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ
'ลำดับที่ ๒ ัเรืองโรจน์ สมเด็จชัยอดิราช มหาอุปราชแคว้นโอริสา'
เ้าฟ้ามหาอุปราชแคว้นโอริสาผู้สืบทอดบัลลังก์กษัตริย์ เป็ผู้สำเร็จราชการแทนพระราชบิดาซึ่งประชวรมานับสิบปี ส่วนวิชาฝีมือและพลังปราณได้รับถ่ายทอดกันตามสายเื เสียงวิจารณ์จากผู้รู้เริ่มดังขึ้น
"ถึงแม้โอริสาเป็แคว้นเล็กแต่มียอดฝีมือเยี่ยงมันค้ำจุนอยู่ ทัพมหาการีย์ยังไม่กล้าตอแย"
"พลังปราณของราชวงศ์ ‘มหาเทวา’ ได้รับสืบทอดมาจากเทวาที่แท้จริงมีพลังลึกล้ำยิ่ง"
"ร่างเทวะัของมันก็แข็งแกร่ง ว่ากันว่าด้วยร่างนี้มันถึงกับเป็ะไม่มีวันตาย"
"ปีนี้มันอายุสี่สิบห้า ให้กำเนิดราชบุตรสามคน แต่ละคนมีฝีมือมิใช่ชั่ว"
เท่าที่อุทัยสังเกตพบคือผู้ที่ถูกบรรจุในทำเนียบยอดยุทธ์ล้วนเป็บุคคลสำคัญของแคว้นต่างๆ บ้างเป็เชื้อพระวงศ์ บ้างเป็ราชครูของกษัตริย์ บ้างเป็ขุนนางค้ำจุนบ้านเมือง
และแคว้นเ่าั้ก็ดำรงอยู่ด้วยความเข้มแข็ง เช่น อโยธยา มหาการีย์ กุมพกาม โอริสา โกษิยะ ล้วนมียอดยุทธ์ในทำเนียบทั้งสิ้น ส่วนแคว้นที่ไม่มีก็ิ่เหม่กับการถูกรุกรานจากแคว้นใหญ่
การมีบุคคลแห่งแคว้นติดอยู่ในทำเนียบยอดยุทธ์ นับเป็สิ่งที่แสดงขีดความสามารถของประชาชนและสถานะทางยุทธสภาพของแคว้นนั้นนั่นเอง