ราชันย์เทวะทมิฬ

    ตอนที่ 3 หลินเยว่

    ระหว่างถูกประคองด้วยมู่หานกับหลิงเอ๋อ สติมู่เฉินคล้ายจะหลุดลอยไปได้ทุกเมื่อ อาจเพราะจิตสำนึกสุดท้ายยังติดอยู่กับคำถามทำให้เขาต้องสะกดกลั้นความเจ็บปวดเพื่อตรวจสอบจุดตันเถียน แต่ไม่ว่าจะพยายามมากเพียงไรเขากลับไม่พบพลังงานลึกลับที่ประทุออกมาเมื่อครู่ได้เลย
    เมื่อถึงเตียงเขาก็ไม่สามรถสะกดมันได้ต่อไป ความเจ็บปวดโหมกระหน่ำจนสิ้นสติไปในที่สุด 
    “เขาเพียงบอบช้ำภายในเท่านั้น ไม่ถึงขั้นอวัยวะถูกทำลาย พักสักสิบวันคงหายดี ระหว่างนี้เจ้าเอายานี้ให้เขากินทุกวัน อาการจะดีขึ้น” ศิษย์พี่คนหนึ่งที่ตามมาดูอาการ บอกกับหลิงเอ๋อด้วยท่าทีผ่อนคลาย
    “ขอบคุณศิษย์พี่มาก ข้าจะทำตามที่ท่านบอก”
    “ไม่เป็นไร เราเป็นคนตระกูลเดียวกันย่อมต้องช่วยเหลือกัน อีกอย่างข้าก็ชอบบุคลิกเจ้าหนุ่มนี่พอสมควร ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าไปล่ะ”
    “ท่านพี่ เกิดอะไรขึ้นกับพี่มู่เฉิน ทำไมหมัดของเขาถึงมีพลังรุนแรงนัก” หลังจากศิษย์พี่ออกไปแล้วหลิงเอ๋อหันมาถามมู่หานด้วยความสงสัย“ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน เพียงแต่...หมัดของเขาเหมือนมีพลังอะไรบางอย่าง แต่ข้ามองไม่ออกว่ามันคือสิ่งใด”
    ทั้งคู่พูดคุยกันเพียงเล็กน้อยจากนั้นจึงปล่อยให้มู่เฉินนอนพักผ่อน โดยขณะที่เดินออกไปจากกระท่อมไม้ไผ่ ทั้งคู่ไม่ได้สังเกตเลยว่ามีปราณสีดำเลือนลางกระจายออกมาปกคลุมทั่วร่างของมู่เฉิน
     ในความฝันของมู่เฉิน เขาตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการเจ็บปวดทั่วร่าง รอบตัวเขาไม่ใช่กระท่อมไม้ไผ่ที่คุ้นเคย มันกลับเป็นยอดเขาสูงชันแห่งหนึ่ง พื้นที่รอบด้านถูกปกคลุมความมืดมิดยามราตรี จะมีก็เพียงแสงจันทราที่ส่องลงมาให้เห็นทิวทัศน์ได้อย่างเรือนรางเท่านั้น
    เขามองออกไปรอบด้านด้วยความสงสัย สายตาที่เหม่อลอยพลันสะดุดทันทีเมื่อมองเห็นร่างหนึ่งยื่นอยู่ริมหน้าผา มันคือร่างหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา แต่กลับอบอวนไปด้วยความเป็นผู้ใหญ่อยู่หลายส่วน
    นางสวมชุดสีขาวสูงสง่าและบริสุทธิ์ ผิวขาวเนียนราวเกะสลักจากหินหยก ใบหน้าโค้งมนเข้ารูปไร้ที่ติ ผมสีดำสยายตามกระแสลมยิ่งขับเน้นความงดงามถึงขีดสุด และนี่จะเป็นภาพในความทรงจำเขาตลอดไปอย่างแน่นอน
    “แม่ แม่นาง ท่านคือ...” มู่เฉินพูดอย่างตะกุกตะกัก
    “ข้ารึ เอ่อ...เจ้าเรียกข้าว่าหลินเยว่ละกัน” นางหันมามองมู่เฉินพร้อมกับใช้นิ้วที่เรียวเล็กแตะที่ริมฝีปากอย่างครุ่นคิด 
    ด้วยเวลาเพียงแค่กระพริบตาหนึ่งครั้ง ร่างนางเลือนลางหายไปจากหน้าผาแล้วมาโผล่ด้านหน้ามู่เฉินอย่างกระทันหัน
    “เจ้านิ่งทำไม หรือว่าเจ้าตกหลุมรักข้า ฮี่ ฮี่” นางยื่นหน้าเข้ามาใกล้เขาพร้อมกับพูดหยอกล้อด้วยท่าทางน่ารัก นั่นทำให้มู่เฉินถึงขั้นผงะถอยหลังทันที
    “เอ่อ...ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ข้าเพียงตกใจที่มาพบเจ้าอย่างกระทันหัน แต่มันคงเป็นแค่ความฝันของข้าเท่านั้น”
    “เจ้าคิดอย่างนั้นรึ แล้วหากข้าบอกว่านี่ไม่ใช่ความฝันล่ะ?”
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ถ้าไม่ใช่ความฝัน?...บางทีข้าอาจจะตายไปแล้ว”
    “ฮี่ ฮี่ ฮี่ เจ้าช่างมีอารมณ์ขันยิ่งนัก พูดถึงความตายได้อย่างนิ่งเฉย” หลินเยว่ขำจนต้องเอามือกุมท้อง
    “แต่เจ้าเดาผิดแล้ว เจ้าไม่ได้ฝันและเจ้ายังไม่ตายด้วย”
    “เอ่อ...หากเป็นเช่นนั้นแล้วเจ้าเป็นใครและข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? ข้าจำได้เพียงว่าข้ากำลังจะสลบขณะกลับมาถึงที่พัก” สีหน้ามู่เฉินบอกชัดว่าเขายังไม่เชื่อที่นางพูดนัก
    “ข้าเป็นใครน่ะรึ? ข้าก็เป็นวิญญาณยุทธ์ที่อยู่ในจุดตันเถียนของเจ้ายังไงล่ะ ส่วนสถานที่นี้มันเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น ข้าสร้างขึ้นมาสำหรับการพบเจอกันครั้งแรกของเราเลยนะ” นางยกมือขึ้นท้าวสะเอวพร้อมกับพูดด้วยความภูมิใจ
    “วิญญาณยุทธ์? ข้าจะมีวิญญาณยุทธ์ได้เช่นไร? ข้าปลุกวิญญาณยุทธ์ไม่สำเร็จด้วยซ้ำ” มู่เฉินพูดอย่างสงสัย
    “เฮอะ เจ้ากล้าเอาข้าไปเปรียบเทียบกับวิญญาณยุทธ์ขยะพวกนั้นเชียวรึ ข้าจะบอกอะไรให้ ข้าไม่จำเป็นต้องใช้ศิลาฟ้าดินจอมปลอมพวกนั้น นี่เจ้าไม่รู้สึกถึงอะไรเลยรึ? ตอนที่เจ้าพยายามปลุกวิญญาณยุทธ์” นางเอียงคอมองเขาอย่างระอา
    “หรือว่า...สิ่งที่ผลักพลังงานจากศิลาฟ้าดินกลับไปคือเจ้า?” เขาพูดอย่างตกตะลึง
    “ฮี่ ฮี่ ใช่แล้วเป็นข้าเอง” นางตอบด้วยความภูมิใจ
    “เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าสามารถตื่นขึ้นเองได้โดยไม่ต้องใช้พลังของศิลาฟ้าดิน?”
    นี่เป็นเรื่องที่เหลือเชื่ออย่างมาก มู่เฉินศึกษาเรื่องการฝึกยุทธ์มามากพอสมควรแต่วิญญาณยุทธ์ที่สามารถตื่นขึ้นเองเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน มันเป็นการทำลายกฏเกณฑ์การฝึกยุทธ์ที่ทุกคนยึดถืออย่างสิ้นเชิง
    “ถ้าเป็นเช่นนี้จริง พลังที่ปะทุออกมาจากจุดตันเถียนเมื่อตอนที่อยู่หอชมจันทร์คงมาจากเจ้าสินะ” แม้จะไม่อาจทำความเข้าใจได้ทั้งหมดแต่เขาก็พอจะจับเคล้าได้ระดับหนึ่ง
    “จงขอบคุณข้าซะ ถ้าข้าไม่ช่วย เจ้าคงตายไปแล้ว เอ๊ะ...มีคนมา ข้าต้องไปแล้ว” สิ้นเสียงไพเราะ ร่างที่น่าหลงใหลพลันสลายไปทันที“เดี๋ยวก่อน อย่าพึ่งไป มาคุยกับข้าก่อน”
     “พี่มู่เฉิน ท่านฝันอะไร?” เสียงเรียกอย่างตกใจจากหลิงเอ๋อที่เข้ามาพบอาการละเมอของมู่เฉิน
    มู่เฉินสะดุ้งตื่นด้วยสีหน้างงงัน ภาพที่เห็นตอนนี้มิใช่ค่ำคืนที่มืดมิดแล้ว แสงตะวันสาดเข้ามาในกระท่อมให้เห็นรอบด้านอย่างชัดเจน 
    “หลินเยว่?” มู่เฉินรำพึงเบาๆ
    “หือ...ท่านพูดอะไรนะ? ข้าได้ยินไม่ชัด” หลิงเอ๋อเอียงคอขมวดคิ้วอย่างสงสัย
    “ไม่มีใด เพียงแค่ฝันเท่านั้น” แม้จะพูดตอบออกไปอย่างนั้น แต่ความคิดเขายังคงวนเวียนกับสิ่งที่เขาพบเจอมา
    “อ่อ งั้นก็ช่างเถอะ ในเมื่อท่านตื่นแล้วมากินยาก่อน...เอ๊ะ ทำไมท่านลุกขึ้นมาได้?” ดวงตาหลิงเอ๋อโตเป็นไข่ห่านเมื่อเห็นเขาลุกขึ้นยืนด้วยอาการปกติ
    “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?” มู่เฉินถามด้วยความสงสัย
    “ท่าน ท่าน… เมื่อวานท่านยังบาดเจ็บสาหัสอยู่” หลิงเอ๋อแทบพูดไม่ออก นี่มันมหัศจรรย์เกินไปแล้ว ศิษย์พี่ที่มาดูอาการบอกว่าต้องใช้เวลาราวสิบวันจึงจะหายดี แต่นี่อะไร? คืนเดียวมู่เฉินกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้แต่น้อย
    “เอ๋ จริงด้วย แต่ตอนนี้ข้ารู้สึกสบายดีแล้วและดูเหมือนว่าจะแข็งแรงกว่าเดิมด้วย” มู่เฉินยืดแขนขาแล้วลองลุกนั่งเพื่อตรวจสอบร่างกาย นอกจากจะไม่มีอาการบาดเจ็บแล้วเขายังรู้สึกได้ว่าร่างกายเขาแข็งแกร่งกว่าเดิม 
    “ประหลาด ประหลาดยิ่งนัก แต่ก็ถือว่าเป็นข่าวดี” แม้จะรู้สึกสับสนแต่หลิงเอ๋อก็ดีใจไม่น้อยที่เห็นมู่เฉินอาการดีขึ้น
    “มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากจบเรื่องเมื่อคืนหรือไม่?” หลังจากจบปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บ มู่เฉินก็นึกได้ถึงปัญหาที่จะตามมา ไม่มีทางที่ผู้อาวุโสสูงสุดมู่หยางจะยอมเลิกลาในเมื่อบุตรชายเขากระดูกมือแตกละเอียด
    “เรื่องนั้น...ข้าก็ไม่รู้แน่ชัด รู้เพียงว่าผู้อาวุโสสูงสุดเข้าพบผู้นำตระกูลตั้งแต่เช้ามืด” สีหน้าหลิงเอ๋อหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
    “เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ข้าเชื่อว่าผู้นำตระกูลเป็นธรรมอย่างแน่นอน ในเมื่อข้าไม่ได้หาเรื่องแต่อย่างใด มีแต่มู่เสียนที่พยายามจะสร้างความลำบากให้แก่ข้า”
     เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว มู่เฉินไม่ได้ออกจากกระท่อมแม้แต่ก้าวเดียว เขาใช้เวลาทั้งวันกับการคิดวางแผนรองรับหากผู้อาวุโสสูงสุดตามมาคิดบัญชีกับเขา
    “มู่เฉิน ข้ารู้ว่าเจ้าอาการดีขึ้นแล้ว ข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับเจ้าสักหน่อย” เสียงดังจากหน้าประตูกระท่อม ไม่ต้องใช้ความคิดแม้แต่น้อย เสียงนี้เป็นเสียงของผู้นำตระกูลอย่างแน่นอน 
    “ท่านผู้นำ...เหตุใดท่านต้องมาที่นี่ด้วยตัวเอง? เพียงท่านส่งข่าวมาข้าก็จะไปพบท่านทันที ขอท่านรอสักครู่ ข้ากำลังจะออกไป” มู่เฉินรีบลุกจากที่นอนทันที
    “ไม่ต้องออกมา ข้าจะเข้าไปเอง” สิ้นเสียงประตูก็ถูกเปิดออก ร่างของชายชราก้าวเข้ามาในกระท่อมด้วยสายตาเป็นตื่นตะลึงเมื่อเห็นมู่เฉิน
    “มหัศจรรย์ยิ่งนัก เมื่อสามวันก่อนเจ้าเกือบจะก้าวเท้าเข้าประตูมรณะ แต่วันนี้นอกจากจะหายดีแล้ว ยังดูเหมือนจะ...แข็งแกร่งกว่าเดิม” ผู้นำตระกูลพูดพร้อมกับส่งปราณเข้ามาตรวจสอบร่างกายมู่เฉินด้วยความเหลือเชื่อ
    “บางทีคืนนั้นข้าอาจจะเมามากเกินไปจึงดูเหมือนอาการหนัก” มู่เฉินพูดพลางก้มหน้าลง
    “ข้าไม่ได้แก่จนเลอะเลือนเช่นนั้น คืนนั้นข้าใช้ปราณตรวจดูภายในเจ้าแล้ว แม้จะไม่ถึงขั้นอวัยวะถูกทำลายแต่ก็นับว่าเสียหายหนัก ไม่มีทางที่จะดีขึ้นภายในสามวัน” 
    หายดีภายในสามวัน? หากผู้นำตระกูลรู้ว่าเขาหายดีภายในคืนเดียวจะไม่ตกใจจนลูกตากระเด็นเลยรึ?
    “หยุดเรื่องพวกนี้ก่อน ที่ข้ามาหาเจ้าวันนี้เพราะมีเรื่องสำคัญจะคุยกับเจ้า” ผู้นำตระกูลเปิดประเด็นอย่างรวบรัด นั่นทำให้มู่เฉินเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
    “ท่านมีเรื่องราวใด โปรดบอกมาเถิด” เขาตอบกลับอย่างสุภาพ
    “เห้อ...มันเป็นการยากนักหลังจากทุกคนรู้ว่าเจ้าไม่มีวิญญาณยุทธ์ ตามกฏเจ้าจะต้องถูกขับไล่ออกจากตระกูล แต่หากทำเช่นนั้นเจ้าต้องโดนมู่หยางคิดบัญชีอย่างแน่นอน” ผู้นำตระกูลพูดพลางก้มหน้าอย่างเห็นใจ
    จากท่าทีของผู้นำตระกูล มู่เฉินควรจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย แต่เพราะเหตุใดไม่ทราบได้เขากลับรู้สึกถึงความไม่สบายใจอย่างรุนแรง
    “ตอนนี้ข้าคิดทางออกได้เพียงอย่างเดียว หากเจ้านำสิ่งของที่บิดาเจ้าทิ้งไว้มอบให้กับสำนัก ข้าจะมีเหตุผลในการปกป้องเจ้าและให้เจ้าอยู่ที่สำนักต่อไปได้” ผู้นำพูดอย่างหม่นหมอง
    ทันทีที่คำพูดสิ้นสุดลงเมฆหมอกในใจมู่เฉินพลันสลายหายไปทันที นี่เองที่เป็นต้นเหตุที่เขารู้สึกไม่สบายใจ แม้คำหวาดล้อมมากมายจะกล่าวถึงการช่วยเหลือเขาแต่แท้จริงแล้วกลับพุ่งเป้าไปที่สมบัติเพียงหนึ่งเดียวที่บิดาเขาทิ้งไว้ก่อนหายตัวไปเมื่อ 5 ปีก่อน
    สมบัติชิ้นนั้นเขาเองก็ไม่ทราบว่ามันคือสิ่งใด บิดาเขาซ่อนไว้อย่างมิดชิดและกำชับกับเขาว่าห้ามนำมันออกไปก่อนที่จะแข็งแกร่งเพียงพอที่จะปกป้องมันได้และที่สำคัญห้ามมอบมันให้ใครเป็นอันขาด
    “ท่านผู้นำ ข้าขอกล่าวตามสัตย์จริง ข้าเองก็ไม่ทราบว่ามันอยู่ที่ใด ข้าได้มอบจดหมายของท่านพ่อให้ท่านดูไปแล้วมิใช่รึ มันไม่มีสิ่งที่ท่านพูดถึงแม้แต่น้อย” เขาตอบด้วยท่าทีจนใจ 
    “มู่เฉิน เจ้าคิดว่าข้ามาเพื่อจะฟังคำตอบเช่นนี้รึ ตอบข้ามาตามตรง มันอยู่ที่ใด?” แววตาผู้นำตระกูลกลายเป็นเกรี้ยวโกรธ ต่างจากตอนแรกที่พูดคุยกับเขาอย่างสิ้นเชิง
    ‘หรือว่านี่คือตัวตนที่แท้จริงของผู้นำตระกูล?’ คำถามผุดขึ้นในใจของมู่เฉิน
    ‘ฮ่า ฮ่า ฮ่า เด็กน้อย ช่างอ่อนต่อโลกยิ่งนัก ถ้าเขาไม่หวังจะทราบความลับของเจ้า เขาจะช่วยเหลือเจ้าตอนที่มู่หยางจะลงมือในคืนนั้นรึ?’ มู่เฉินตกตะลึงทันทีเมื่อมีเสียงดังขึ้นมาในหัวของเขา ไม่มีทางที่เขาจะลืมมันแน่นอน มันคือเสียงของหลินเยว่ วิญญาณยุทธิ์ลึกลับที่เขาพบในความฝัน
    ‘เป็นเจ้ารึ? นี่เจ้ามีตัวตนจริงรึ?’ มู่เฉินส่งเสียงผ่านความคิดกลับไป
    ‘เจ้าทึ่ม มันก็แน่อยู่แล้ว ถ้าข้าไม่มีตัวตนอยู่จริงแล้วตอนนี้เจ้ากำลังคุยกับใคร?’ หลินเยว่ส่งเสียงล้อเลียนกลับมา
    ‘ช่างมันก่อนเถอะ ตอนนี้ข้าควรจะทำเช่นไรดี’ เขาถามอย่างร้อนรน
    ‘ก็ไม่เห็นต้องทำเช่นไร แค่ยืนยันว่าเจ้าไม่ทราบ เขาจะทำอะไรได้?’ เสียงหลินเยว่ดังขึ้นอีกครั้ง
    “ข้าต้องขอโทษด้วย แม้จะข่มขู่ข้าก็ไม่สามารถตอบคำถามท่านได้ เพราะข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน” มู่เฉินตอบอย่างเรียบเฉย แววตาเขากระด้างขึ้นสามส่วนเมื่อเขาได้ยินวาจาที่ไม่เป็นมิตรจากผู้นำตระกูล
    “ข้าจะถามอีกครั้ง มันอยู่ใหน?” ขณะที่คำพูดออกจากปากผู้นำตระกูล มู่เฉินสัมผัสได้ทันทีว่าตาเฒ่านี้เป็นดั่งโจรในคราบวิญญูชน ภาพลักษณ์ของผู้เที่ยงธรรมสลายหายไปทันที
    “หากท่านไม่เชื่อ ข้าก็ไม่มีคำพูดจะกล่าว ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงที่มอบให้ ตอนนี้ข้าต้องขอตัวพักผ่อนก่อน” มู่เฉินประกบมือคำนับอย่างแข็งกระด้างแล้วหันตัวเดินกลับไปยังที่นอน
    “ดี ดียิ่งนัก เส้นทางสวรรค์มีไม่เดิน ชอบเดินสู่นรก” พูดจบผู้นำตระกูลสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกไปทันที ‘ข้าควรจะทำเช่นไรต่อไป ที่แห่งนี้คงไม่ปลอดภัยแล้ว ตาเฒ่านั่นคงไม่จบแค่นี้แน่นอน’
    ‘เจ้ากลัวรึ? ตั้งแต่บิดาเจ้าจากไปเมื่อ 5 ปีก่อน ข้ายังไม่เห็นว่าเจ้ากลัวเกรงสิ่งใด แต่ครั้งนี้แค่คำขู่ผู้นำตระกูลเล็กๆ เจ้ากลับกลัวจนหัวหด’ เสียงตอบรับดังมาอย่างขบขัน
    นางรู้เรื่องราวของเขาตลอดมา นี่หมายความว่านางอยู่กับเขาตลอด เพียงแค่ไม่เคยแสดงตัวออกมาเท่านั้น นี่เป็นเพียงเหตุผลเดียวที่มู่เฉินคิดได้เมื่อฟังสิ่งที่นางกล่าว
    ‘กลัวรึ? เปล่าเลย แต่ข้าก็ไม่ได้โง่จนไม่ประมาณตนเช่นนั้น’
    ‘ไม่เลวเท่าใดนัก หากว่าเจ้ากลัวจนหัวหดจริงๆ ข้าคงหมดความหวังและคงเสียใจที่เลือกเจ้า’ 
    ‘ความหวัง? เลือกข้า? เจ้าหมายถึงสิ่งใด?’ มู่เฉินยิ่งสับสนเมื่อฟังคำกล่าวนี้
    ‘ไม่จำเป็นต้องรีบเพียงนี้ เดี๋ยวเจ้าจะรู้เองเมื่อแข็งแกร่งเพียงพอ เอาล่ะพอแค่นี้ก่อนถึงจะไม่ประทับใจนักแต่ข้าจะแนะนำเจ้าเองว่าควรทำเช่นไรต่อไป’
    ‘แนะนำข้า? มันคือเรื่องใด? รีบพูดมาเถอะ’
    ‘เอ๊ะ นี่เจ้ากำลังจะขอความช่วยเหลือหรือข่มขู่ข้ากันแน่?’ 
    ‘ข้าขอร้องและอ้อนวอนขอรับท่านเทพธิดา ได้โปรดแนะนำผู้ต่ำต้อยผู้นี้ด้วย’ มู่เฉินตอบกลับอย่างประชดประชัน
    ‘ดีมาก ในเมื่อเจ้าร้องขอขนาดนี้ ข้าก็จะแนะนำเจ้าสักเล็กน้อย’ หลิงเยว่พูดอย่างมีชั้นเชิง นางไม่ได้สนใจการประชดประชันของมู่เฉินแม้แต่น้อย
    ‘เจ้าควรจะออกจากตระกูลเพื่อฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งเพียงพอแล้วค่อยย้อนกลับมา ข้ามีสถานที่แห่งหนึ่งที่เหมาะกับเจ้าอยู่’