บทที่ 21 เหตุการณ์ไม่คาดฝัน
"ปรมาจารย์อู่ โปรดระวังด้วย!"
จิงอวี่ตัดสินใจแล้วว่าวันนี้จะต้องสวมบทบาทคนคลั่งยุทธ์ให้ได้ เขากำหมัดทั้งสองแน่น จัดท่าทางเตรียมพร้อม
"ท่าหมัดยาวปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรจ้าว? ท่าทางมาตรฐานดียิ่งนัก!" อู่เจวี๋ยเฉิงประสานมือไว้ด้านหลัง ประเมินด้วยท่าทางสบาย ๆ
"องค์ชายหก รากฐานวรยุทธ์ของพระองค์แน่นใช้ได้ทีเดียวเลยนะพ่ะย่ะค่ะ!"
"ขอให้ท่านผู้าุโช่วยสั่งสอนด้วย!"
เมื่อวาจาสุดท้ายจบลง จิงอวี่ก็ควบคุมพลังให้อยู่ในระดับยอดฝีมือชั้นสองของยุทธภพ แล้วพุ่งเข้าประชิดตัว หมัดหนึ่งพุ่งตรงไปที่หน้าอกของอู่เจวี๋ยเฉิง
‘ตึง! ตึง! ตึง!’
หมัดที่ทุ่มออกไป ทำให้ทั่วร่างของจิงอวี่เดือดพล่าน เส้นเอ็นและกระดูกสั่นะเืไปทั้งร่าง
อู่เจวี๋ยเฉิงยังคงสีหน้าไม่เปลี่ยน ยกแขนซ้ายขึ้น เพียงแค่ฝ่ามือหยาบกร้านปัดเบา ๆ ก็สามารถรับมือกับหมัดอันรวดเร็วรุนแรงของจิงอวี่ได้อย่างง่ายดาย
"หมัดหนักหนาดียิ่งนัก ดี ดีเลยพ่ะย่ะค่ะ!" อู่เจวี๋ยเฉิงกล่าวชม
‘วิธีการผ่อนแรงช่างแยบยลเหลือเกิน!’ จิงอวี่รู้สึกประหลาดใจ
ปรมาจารย์เต๋าในอาณาจักรจ้าวนั้นหาได้ยากยิ่ง แต่ใน่เวลาร้อยปีที่เขาอยู่ในวิหารฉางเซิงนั้น เขาได้พบเห็นมามากมาย แต่ผู้ที่มีฝีมือการผ่อนแรงระดับเดียวกับอู่เจวี๋ยเฉิงนั้นมีไม่กี่คนเท่านั้น
ส่วนใหญ่อาศัยแต่พลังลมปราณบริสุทธิ์ที่ได้จากการบรรลุขั้นปรมาจารย์เต๋า เอาแต่ใช้กำลังดิบ ๆ วิชาการต่อสู้นั้นหยาบคายจนแทบไม่กล้ามอง
จิงอวี่เข้าใจดีว่าไม่อาจโทษปรมาจารย์เต๋าที่ไม่ได้ใส่ใจศึกษากระบวนท่าให้ลึกซึ้งได้ เพราะปรมาจารย์นั้นหายากอยู่แล้ว ยิ่งผู้ที่สามารถฝึกวิชายุทธ์ธรรมดาจนถึงขั้นนี้ได้ อาจมีจำนวนน้อยกว่าผู้มีรากฐานวิชาในท้องถิ่นเสียอีก
อย่างเช่นในอาณาจักรจ้าวที่มีอาณาเขตดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงนี้ แต่ละยุคกลับมีปรมาจารย์เพียงสามถึงห้าคนเท่านั้น และปรมาจารย์เหล่านี้ก็มักจะเป็ญาติพี่น้องกัน ฉะนั้นแล้วก็ยากที่จะต่อสู้กันถึงชีวิต
ผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันต่างก็ต้องรักษาน้ำใจกัน เมื่อปรมาจารย์ต่อสู้กับนักยุทธ์ธรรมดาที่ไม่มีพลังแท้ก็ย่อมเป็การต่อสู้ที่ไม่ต่างจากการบดขยี้ ดังนั้นจึงชอบใช้วิธีที่ว่าพลังเพียงหนึ่งสามารถเอาชนะได้ทั้งสิบ
แล้วเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกเซียนเล่า?
หากสามารถประชิดตัวก่อนที่อีกฝ่ายจะใช้เวทมนตร์คุ้มกายหรืออาวุธวิเศษก็ยังมีโอกาสชนะได้ผู้ฝึกเซียนขั้นต้นอยู่บ้าง แต่สำหรับผู้ฝึกเซียนขั้นกลางขึ้นไปที่มีพลังเวทเปี่ยมล้นแล้วนั้น เพียงแค่ลอยอยู่บนท้องฟ้าก็เท่ากับยืนอยู่ในที่ที่ไม่มีวันพ่ายแพ้แล้ว
ดังนั้นแทนที่จะเสียเวลาคิดค้นกระบวนท่า สู้ไปฝึกวิชาตัวเบาให้แข็งแกร่งเสียจะดีกว่า อย่างน้อยก็จะประทังชีวิตได้นานขึ้นก่อนตาย
จิงอวี่เพิ่งร่ายรำกระบวนท่าหมัดยาวปฐมกษัตริย์จบ แต่กลับถูกอู่เจวี๋ยเฉิงใช้มือเพียงข้างเดียวป้องกันได้อย่างมิดชิด จึงถอยหลังครึ่งก้าว แล้วเอ่ยชมอย่างไม่เต็มใจนัก "วันนี้ข้าถึงได้รู้แล้วว่าความสามารถของปรมาจารย์นั้นล้ำเลิศถึงเพียงนี้!"
ปรามาจารย์อู่เจวี๋ยเฉิงลูบเคราด้วยความพึงพอใจ
"รากฐานวิชายุทธ์ขององค์ชายหกแข็งแกร่ง กระบวนท่าประณีตงดงาม แม้แต่มวยหมัดยาวปฐมกษัตริย์ธรรมดา ๆ ก็สามารถแสดงออกถึงกลิ่นอายของปรมาจารย์มวยได้ ทุกครั้งที่ออกหมัด กระดูกและเส้นเอ็นสั่นะเืพร้อมกัน ลมปราณพลุ่งพล่านดั่งปรอท เพียงเท่านี้ก็นับว่าก้าวเข้าสู่ขั้นยอดฝีมือระดับสองได้อย่างมั่นคงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"หากหมั่นเพียรฝึกฝนต่อไป การก้าวเข้าสู่ขั้นยอดฝีมือระดับหนึ่งก่อนจะพระชนมายุยี่สิบพรรษานั้นก็ไม่ใช่เื่ยาก ชาตินี้มีโอกาสก้าวขึ้นสู่ขั้นปรมาจารย์แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!"
ฮ่องเต้จ้าวที่นั่งอยู่บนที่สูงได้ยินดังนั้นก็ตะลึงไป ไม่คิดว่าองค์ชายหกผู้ที่การเรียนย่ำแย่จะกลับเป็อัจฉริยะทางวิชายุทธ์
พระองค์โน้มพระวรกายไปข้างหน้า "นับเป็โชคดีที่ได้รับความเมตตาจากปรามาจารย์อู่ ไม่ทราบว่า..."
ปรามาจารย์อู่เจวี๋ยเฉิงดูเหมือนจะรู้ว่าฮ่องเต้จะตรัสอะไร จึงโบกมือ "ฝ่าา องค์ชายหกเป็ถึงพระวรกายอันล้ำค่า กระหม่อมจะกล้าคิดอะไรเกินเลยได้อย่างไร? แต่หากเป็เพียงการประลองวิชาฉันมิตร แลกเปลี่ยนความรู้กันบ้างในยามปกติ ก็คงมิเป็อันใดพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้จ้าวสีพระพักตร์ผ่อนคลายลงเล็กน้อยแล้วพยักเบา ๆ ก่อนจะตรัสว่า "การได้รับคำชี้แนะไม่กี่ประโยคจากปรมาจารย์ยุทธ์ นับเป็วาสนาอันหาได้ยากขององค์ชายหกแล้ว"
‘ชายชราผู้นี้มีสายตาแหลมคมทีเดียว’ จิงอวี่คิดในใจ
พึงรู้ไว้ว่า ยอดฝีมือระดับสองในวัยสิบสี่ปีนั้นหาได้ยากยิ่ง แม้แต่ในราชสำนักที่มีทรัพยากรด้านยุทธ์มากมายเช่นนี้ก็ไม่อาจฝึกขึ้นมาได้ง่าย ๆ แต่เดิมเขายังกังวลว่าอู่เจวี๋ยเฉิงจะร้องไห้คร่ำครวญขอรับเขาเป็ศิษย์ เขาจึงยังคิดหาวิธีหลบเลี่ยงอยู่เลย แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย... สมกับเป็ยอดปรมาจารย์อันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรจ้าว ช่างมีสายตาสูงส่งเสียจริง
ทั้งสองกลับไปนั่งประจำที่ งานเลี้ยงฉลองยังคงดำเนินต่อไป
งานเลี้ยงฉลองวันคล้ายพระราชสมภพของฮ่องเต้จัดขึ้นทุกห้าปี ดังนั้นแล้วย่อมต้องยิ่งใหญ่อลังการ การถวายของขวัญในงานเลี้ยงเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีการแสดงระบำและดนตรีอีกมากมาย นางรำและนางระบำที่เข้าร่วมการแสดงล้วนฝึกฝนมาถึงห้าปีเพื่อการแสดงครานี้โดยเฉพาะ ระดับฝีมือจึงสูงส่งยิ่งนัก
ระหว่างนั้นอาหารนานาชนิดก็ทยอยส่งขึ้นมาไม่ขาดสาย จิงอวี่ได้ชมการแสดงพลางลิ้มรสอาหารเลิศรส รู้สึกเพลิดเพลินยิ่งนัก
ยามนี้ ณ กลางท้องพระโรง
ปรมาจารย์ฉินจ้าวจิ่วเหนียง ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็ ‘ยอดนักดีดฉินอันดับหนึ่งใต้หล้า’ แห่งเมืองหลวง แม้ในดินแดนเซียนโจวอันกว้างใหญ่ไพศาล คำว่า ‘อันดับหนึ่งใต้หล้า’ อาจจะเกินจริงไปบ้าง แต่หากเรียกว่า ‘อันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรจ้าว’ ก็มิได้เกินเลยแต่อย่างใด
อย่างน้อยในสายตาของจิงอวี่ หากพิจารณาจากทักษะการบรรเลงแล้ว ทักษะการเล่นฉินของจ้าวจิ่วเหนียงก็มิได้ด้อยไปกว่าเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญสายดนตรีที่เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งเสียงในยุทธภพเลยแม้แต่น้อย
‘โครม! โครม! โครม!’
หืม?
จิงอวี่กำลังเพลิดเพลินกับเสียงฉิน จู่ ๆ ก็ขมวดคิ้วขึ้นมา
‘โครม! โครม! โครม!’
เสียงอันใดกัน?
จิงอวี่สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาได้ยินเสียงดังกึกก้องมาจากที่ไกล ๆ เสียงนั้นกำลังมุ่งหน้ามาทางตำหนักไท่เหออย่างรวดเร็ว!
‘ตึง! ตึง! ตึง!’
เสียงฉินในตำหนักหยุดชะงัก แม้แต่จ้าวจิ่วเหนียงที่กำลังตั้งใจบรรเลงฉินอยู่ก็รู้สึกถึงความผิดปกติ นางเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้างุนงง
ตึง!
พลันใดนั้นเองยอดหลังคาตำหนักไท่เหอแตกเป็ช่องขนาดใหญ่ แสงสีโลหิตสายหนึ่งพุ่งตรงลงมากลางตำหนัก กระแทกจ้าวจิ่วเหนียงพร้อมฉินแตกละเอียดเป็ผุยผง!
แสงสีโลหิตนั้นค่อย ๆ จางหายไป เผยให้เห็นชายชราในอาภรณ์สีโลหิต ผิวขาวซีด จมูกคล้ายเหยี่ยว และมีเคราแพะ ร่างทั้งร่างแผ่พลังกดดันอันทรงพลังออกมา
‘นี่มัน?’
จิงอวี่รู้สึกประหลาดใจและไม่แน่ใจ พลังกดดันของชายชราผู้นี้ไม่เหมือนผู้ที่อยู่ในระดับฝึกลมปราณ
‘อ๊ะ! หรือว่าจะเป็นักพรตขั้นสร้างฐาน?’
‘แย่แล้ว! ในอาณาจักรจ้าวนับย้อนไปหลายร้อยปี ไม่เคยมีนักพรตปรากฏตัวเลย แต่พอมีก็มาเป็ผู้แก่กล้าขั้นสร้างฐานเลยหรือนี่?’
จิงอวี่ใช้หางตาช้อนมองอู่เจวี๋ยเฉิง พบว่าปรมาจารย์อู่ผู้ที่เมื่อครู่ยังดูสง่างามประดุจผู้ทรงภูมินั้น บัดนี้กลับไร้ซึ่งลมหายใจ นอนคว่ำอยู่ใต้โต๊ะราวกับซากศพ ดูท่าเขาคงจะใช้วิชาลับกลั้นลมหายใจอยู่เป็แน่
จิงอวี่เห็นดังนั้นจึงก้มหน้าต่ำ กดข่มพลังในร่างจนเหมือนสามัญชนทั่วไป เกรงว่านักพรตผู้าุโผู้นี้จะจับพิรุธได้
ชายชราในอาภรณ์สีโลหิตกวาดตามองรอบท้องพระโถง ก่อนจะหยุดสายตาลงบนร่างของฮ่องเต้จ้าวที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ เสียงของเขาทุ้มต่ำน่าขนลุก "เ้าคือฮ่องเต้หรือ?"
ฮ่องเต้จ้าวดูเหมือนจะตกตะลึงกับการปรากฏตัวของชายชราในอาภรณ์สีโลหิต บางทีอาจเป็เพราะถูกพลังิญญากดดัน ทำให้พระองค์เม้มพระโอษฐ์แน่น ไม่อาจเอ่ยวาจาตอบกลับ
รัชทายาทจ้าวิหยางเห็นเช่นนั้นจึงกัดฟันแน่น ฝ่าพลังิญญาที่แผ่ซ่านออกมาจากชายชราในอาภรณ์สีโลหิต ก้าวเดินอย่างยากลำบากไปข้างหน้า แล้วค่อย ๆ เอ่ยปาก "ท่านเซียนผู้เจริญ..."
"น่ารำคาญนัก! ข้าได้ถามเ้าหรือไม่?"
ชายชราในอาภรณ์สีโลหิตสีหน้าไม่พอใจ ยกมือขวาขึ้นทำท่าคาถา หัวกะโหลกสีเืลอยออกมาจากด้านหลังของเขา พุ่งเข้าใส่จ้าวิหยางด้วยความเร็วดุจสายฟ้า อ้าปากงับร่างของรัชทายาทจ้าวิหยางขาดไปครึ่งตัว!
"ท่านพี่ใหญ่!"
แม้ว่าจิงอวี่จะก้มหน้าต่ำ แต่ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงจะรอดพ้นจากการรับรู้ของเขาได้ ในใจยามนี้เย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง
เวทมนตร์นี้… แท้จริงเป็วิชาของนักพรตขั้นสร้างฐาน!
ชายชราในอาภรณ์สีโลหิตขยับนิ้วมือเล็กน้อย สังหารองค์รัชทายาทที่ครองตำแหน่งในวังบูรพามายี่สิบปีของอาณาจักรจ้าวอย่างง่ายดาย ราวกับเป็เพียงเื่เล็กน้อยไร้ความสำคัญ สายตาของเขาจับจ้องไปที่ฮ่องเต้จ้าวอีกครั้ง
"ข้าจะถามเ้าเป็ครั้งสุดท้าย เ้าคือฮ่องเต้ใช่หรือไม่?"
ฮ่องเต้จ้าวทอดพระเนตรไปยังร่างของจ้าวิหยางที่เหลือเพียงครึ่งท่อนกองอยู่บนพื้น พระโอษฐ์ของพระองค์สั่นระริก ทรงรวบรวมสติก่อนจะตรัสด้วยความลำบากใจ
"ท่านเซียนาุโ ข้าน้อยคือผู้ครองอาณาจักรจ้าว..."
"ดี เช่นนั้นข้าจะให้เวลาเ้าสามวัน หาเด็กชายและเด็กหญิงมาให้ข้าสามร้อยคน ข้ามีเื่สำคัญจะใช้พวกมัน!"
ชายชราในอาภรณ์สีโลหิตเอ่ยด้วยรอยยิ้มเยาะ "หากภายในสามวันหาไม่ครบ… ฮึ ๆ!"
เพียงแค่กล่าวจบ ชายชราในอาภรณ์สีโลหิตก็เงยหน้าขึ้นทันที จ้องมองไปยังช่องโหว่บนเพดานตำหนักไท่เหอ สีหน้าแสดงความประหลาดใจและระแวดระวัง
‘โครม โครม โครม—’
สายฟ้าสีขาวสว่างจ้าพุ่งลงมาจากช่องโหว่ พุ่งตรงไปยังชายชราในอาภรณ์สีโลหิต
ชายชราในอาภรณ์สีโลหิตเห็นดังนั้นสีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที รีบแปรร่างเป็แสงสีโลหิตหลบหลีกออกไป
สายฟ้าค่อย ๆ จางหายไป เผยให้เห็นร่างบุรุษในอาภรณ์สีขาว ในมือถือขวดแก้วล้ำค่า
ชายหนุ่มขมวดคิ้วก่อนเอ่ยว่า "ท่านเต๋าเฮยเซวี่ย ท่านยังจำข้าได้หรือไม่?"
ชายชราในอาภรณ์สีโลหิตสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว "เหลยอวิ๋นจื่อ! กับดักโบราณนั่นอย่างน้อยก็ต้องขังเ้าไว้ได้ห้าวัน เหตุใดเ้าจึงหลุดออกมาได้เร็วถึงเพียงนี้?"