ต่งเสี่ยวเสี่ยวเข็นรถเข็นออกไปไกลพอสมควรเธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ "เมื่อเช้าฉันเดินผ่านห้องพักผู้ป่วยได้ยินคนพูดกันเยอะว่าอาหารที่โรงพยาบาลไม่มีสารอาหารเลย"
"ฉันกำลังคิดว่าถ้าลองเริ่มจากตรงนี้ เผื่อเราจะหาเงินมาใช้จ่ายได้บ้าง"
เมื่อเช้านี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวออกไปเดินสำรวจข้างนอก ด้วยประสบการณ์จากชีวิตชาติที่แล้วเธอก็เจอบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ
เธอสอบถามราคาเช่าครัวว่าจะปล่อยเช่าเท่าไหร่?
พอถามราคาจนแน่ใจแล้ว จากนั้นเธอก็ไปตลาดสดเพื่อสำรวจราคาของสินค้าแต่ละชนิดให้รอบคอบ
เธอคิดว่า หรือจะรับจ้างทำอาหารให้คนหลายๆคนไปเลยดี?
ที่เธอพูดแบบนั้นออกมาเพราะอยากจะปรึกษาเรื่องนี้กับฉินซู่
"มันจะไม่เหนื่อยเกินไปเหรอ?"ฉินซู่กำหมัดแน่น เขาควรจะเป็นคนหาเงินเลี้ยงครอบครัวแท้ๆแต่ตอนนี้กลับปล่อยให้ผู้หญิงคนหนึ่งต้องเหนื่อยยากลำบากเพื่อหาเงินแทนเขา
"พูดอะไรของนายน่ะ?" ต่งเสี่ยวเสี่ยวเริ่มไม่พอใจ "บ้านหลังหนึ่งก็ต้องช่วยกันสองคนไม่ใช่เหรอจะให้นายทำงานหาเงินอยู่คนเดียวหรือไง?"
พูดจบต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ทำท่าฮึดฮัดแสดงความไม่พอใจออกมาจากนั้นก็เข็นรถเข็นเร็วขึ้น
พวกเขาไปตรวจเอกซเรย์ที่ตึกเทคนิคการแพทย์ส่วนฉินไห่หยางกับฉินไห่เยว่ก็ลงมาตามไปเดินเล่นที่สวนเล็กๆ ด้วยกัน
สายลมที่พัดผ่านใบหน้าให้ความรู้สึกถึงอิสระ
บังเอิญเจอคนไข้จากห้องผู้ป่วยเดียวกันออกมารับลมเหมือนกันพวกเขาบาดเจ็บค่อนข้างหนัก ถึงตอนนี้จะดีขึ้นมากแล้วแต่ก็ยังต้องเดินเล่นอยู่ใต้ร่ม
อย่างน้อยก็ต้องพักรักษาตัวอีกประมาณสามสี่วัน
ในเมื่อเป็นคนไข้จากห้องผู้ป่วยเดียวกันทุกคนก็พูดคุยกันอย่างถูกคอ
คนที่พักอยู่ในห้องผู้ป่วยเดียวกับฉินซู่เป็นผู้ชายสองคนหนึ่งในนั้นดูอายุน้อยกว่าคนอื่นๆคนที่มาดูแลเขาคือคนที่คุยกับต่งเสี่ยวเสี่ยวเมื่อเช้านี้
เขาเป็นพี่ชายของผู้ชายคนนี้
ส่วนผู้ชายอีกคนอายุมากกว่าคนที่มาดูแลคือผู้หญิงวัยกลางคน สองคนนี้น่าจะเป็นสามีภรรยากัน
ทุกคนนั่งคุยกันไปมา หวังเหว่ยชายที่พูดคุยกับพวกเขาเมื่อเช้าก็บ่นขึ้นมาว่า "พวกเธอรู้ไหมว่าร้านอาหารแถวนี้มีร้านไหนที่มีอาหารที่ดีต่อสุขภาพบ้าง?"
"อาหารที่โรงพยาบาลไม่ค่อยดีเลยฉันเดินวนดูรอบๆ มาแล้ว เหมือนจะใส่น้ำมันเยอะ แต่จริงๆ แล้วผสมน้ำทั้งนั้น!"
"แถมยังแพงอีกด้วย!"
"ถ้าเป็นแบบนี้เมื่อไหร่น้องชายผมถึงจะหายก็ไม่รู้!"พูดจบเขาก็โบกมืออย่างจนปัญญา "บ้านเราอยู่ไกลถ้าไม่ติดอะไรผมก็อยากจะกลับไปทำอาหารให้น้องชายเหมือนกับน้องสาวคนสวยคนนี้เหมือนกัน"
พอมีคนเริ่มบ่น คนข้างๆ ก็บ่นตาม
ถึงแม้ว่าหลายคนที่มารักษาตัวที่โรงพยาบาลจะขัดสนเรื่องเงินทองแต่ก็มีบางคนที่ไม่ได้ขัดสนอะไร
บางคนที่ถึงแม้จะไม่มีเงินมากนักแต่ก็ยังอยากให้คนป่วยได้กินของดีๆ
"ทำไมพวกคุณไม่ลองเช่าครัวข้างนอกแล้วทำอาหารเองล่ะคะ?"ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่พูดอะไรมั่วๆ ถ้ายังไม่เข้าใจสถานการณ์ดี
พอเธอพูดออกมา หลายคนก็ส่ายหน้า"พวกเราก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน แต่ละบ้านทำแค่สองมื้อใครเขาจะอยากให้เช่ากัน?"
"อีกอย่างพวกเราก็ทำได้แค่อาหารพื้นๆน้ำแกงบำรุงอะไรพวกนั้นก็ทำไม่เป็น" คนที่มาดูแลผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องทำอาหารเป็นเสมอไป
พอฟังทุกคนในสวนเล็กๆ พากันบ่นต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ตบเข่าลุกขึ้นยืน "พอดีฉันก็เบื่อเดินกลับบ้านไกลๆงั้นฉันไปเช่าครัว แล้วทุกคนช่วยออกเงินกันนิดหน่อย แล้วผลัดกันไปทำอาหาร ดีไหมคะ?"
ตอนที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดดวงตาของเธอก็เป็นประกาย
เธอรู้ว่าพอพูดแบบนี้ออกไป บางคนก็จะลังเล
เป็นอย่างที่คิดพอพูดออกมาก็มีคนขมวดคิ้วพูดว่า "แต่พวกเราทำอาหารไม่เป็นนี่นา!"
"น้องสาวคนสวย!" หวังเหว่ยเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืน "ได้ยินว่าน้ำแกงไก่ที่เธอเอามาเมื่อวานหอมมากงั้นตอนเธอทำอาหาร ช่วยทำเผื่อน้องชายกับฉันด้วยได้ไหม"
"เธอซื้อผักอะไรพวกนั้นก็จดเอาไว้นะนอกจากค่าผักแล้ว ฉันจะให้เธอเพิ่มอีก หรือจะคิดค่าอาหารเป็นรายหัว เธอคิดว่ายังไง?"
หวังเหว่ยเป็นคนฉลาด"น้องชายฉันบาดเจ็บ ถ้าฉันไม่มาดูแลเขาก็ไม่มีใครดูแลให้เขากินอะไรที่มีประโยชน์เยอะๆ แผลจะได้หายเร็วขึ้น ฉันจะได้ไปหาเงินได้เร็วขึ้น"
"อาหารข้างนอกก็แพงก็แพงไม่อร่อยอีกสู้อาหารที่เธอทำไม่ได้หรอก!"
"น้องสาวคนสวยฉันว่าความคิดนี้ไม่เลวเลย เธอคิดว่ายังไง?" หวังเหว่ยยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดนี้ดีจริงๆ
ฉินซู่นั่งฟังอยู่ข้างๆ
วิธีที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวใช้ดีจริงๆยืมปากคนอื่นมาเสนอความคิด แบบนี้ทุกคนจะยอมรับได้ง่ายกว่า
ก่อนหน้านี้ที่เธอเอาแต่ใจตัวเองทำตัวงี่เง่า นั่นเป็นแค่ภาพลวงตาใช่ไหม?
"เอ่อคือ..." ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้ดีว่าคนเราคิดยังไง ดังนั้นเธอจึงแกล้งขมวดคิ้วทำท่าลำบากใจ "มันไม่ดีมั้งคะ อีกอย่างอีกสามวันพวกเราก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลกันแล้วนะคะ"
"จะนานแค่ไหนก็ช่างเถอะตราบใดที่เธอยังต้องทำอาหารให้สามี ก็ช่วยทำเผื่อพวกเราด้วยเลยแบบนี้เธอจะได้ไม่ต้องเดินไปเดินมาให้เหนื่อย!" หวังเหว่ยพยายามเกลี้ยกล่อมแต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ยังไม่ยอมตอบตกลง เพราะเธอเห็นว่าคนอื่นยังลังเลอยู่
"น้องสาวคนสวยบ้านเราก็ขอด้วยชุดหนึ่งนะ!"
"งั้นก็ขอให้บ้านเราด้วย!"
หลายคนกัดฟันถ้าไม่ได้กินอาหารที่มีประโยชน์ คนป่วยจะหายได้ยังไงกัน?
พอได้ยินหวังเหว่ยพูดแบบนี้แล้วพวกเขาก็มีความมั่นใจขึ้น งั้นมาร่วมมือกันไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ?
"ทุกคนเชื่อใจฉันจริงๆ เหรอคะ?ฉัน..." ต่งเสี่ยวเสี่ยวแกล้งทำเป็นถอนหายใจ"ถึงฉันจะทำอาหารที่บ้านเป็นประจำแต่ฉันก็ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว ฉันยังต้องดูแลคนป่วยอีกนะคะ"
"เมื่อวานตอนบ่ายเธอเป็นคนเอาน้ำแกงไก่มาใช่ไหมฉันได้กลิ่นไปถึงห้องข้างๆ เลย หอมจนแทบจะทนไม่ไหว!"
ตอนแรกบางคนยังสงสัยในรสชาติพอผู้หญิงคนหนึ่งก็พูดขึ้นมา "เตรียมเผื่อฉันด้วยคนนะเอาตามที่พี่ชายคนนี้พูดเลย เธอตั้งราคาอาหารมาเลย เราจะซื้อเอง"
พอมีคนยืนยันรสชาติ ทุกคนก็กรูกันเข้ามา
สุดท้ายต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รวบรวมข้อมูลว่าครอบครัวของแต่ละคนเป็นโรคอะไรบ้างแต่ละบ้านไม่สามารถกินอะไรได้บ้าง แล้วก็จดบันทึกเอาไว้
"งั้นฉันจะทำอาหารตามนี้ให้พวกคุณนะคะทุกวันฉันจะบอกเมนูให้พวกคุณรู้ก่อนถ้าไม่ชอบอะไรก็เปลี่ยนได้ค่ะ" พอต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดจบ ทุกคนก็ตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน
หลังจากพูดคุยกันเสร็จบางคนก็กลับไปที่ห้องพักผู้ป่วย
ผู้หญิงที่พูดแทรกขึ้นมาเมื่อกี้เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเธอน่าจะอายุมากกว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวสองสามปี น่าจะประมาณสามสิบต้นๆ
เธอมาดูแลพี่สาวของตัวเองเธอยิ้มพร้อมกับจับมือต่งเสี่ยวเสี่ยว "รบกวนเธอด้วยนะนี่เงินยี่สิบหยวน พี่สาวของฉันน่าจะต้องพักอยู่อีกประมาณสามวันพวกเราสองคนขอฝากท้องไว้กับเธอนะ"
พอมองเงินยี่สิบหยวนต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รีบผลักเงินคืนไป "รวมๆแล้วก็แค่ค่าข้าวไม่กี่มื้อเอง ถึงบางทีอาจจะเพิ่มขนมหรืออาหารเช้าไปด้วยแต่ต้องให้เยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ? อย่าเพิ่งเลยค่ะขอฉันทำอาหารให้ทุกคนชิมก่อน ถ้าทุกคนชอบ ค่อยตั้งราคาก็ยังไม่สาย" ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ยอมรับเงิน ผู้หญิงคนนั้นก็ยัดเงินใส่มือเธอ"ถือว่าเราผูกมิตรกันนะคะถ้ามีเวลาว่างฉันจะไปเรียนทำอาหารกับคุณ"
ผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมปล่อยมือต่งเสี่ยวเสี่ยวกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ได้แต่รับเงินไว้ก่อน คิดว่าจะคืนให้ทีหลัง
"ยินดีที่ได้รู้จักนะฉันชื่อฟู่ชิงชิว"