อาทิตย์ยอแสง

    บทที่ 4 ความสงสัยที่เริ่มก่อตัว (1)

    ภาวินรู้สึกว่าชีวิตของเขาเหมือนจะมีอะไรบางอย่างกำลังผิดพลาด สิ่งที่เขาฟังมาจากครอบครัวของปกรณ์พูด กับสิ่งที่รสาและจินดาพูด มันเหมือนหนังคนละม้วนกันเลยตอนนี้ทุกอย่างดูจะเขย่ากันมั่วไปหมด ภาวินไม่ใช่คนโง่ที่ไม่รู้ว่ารสาและจินดาพยายามจะบอกอะไร ทั้งสองพยายามบอกว่าผู้ชายที่รสาส่งเสียเลี้ยงดู มันคือเขา แต่ภาพความทรงจำของเขามันกลับขัดแย้งไปหมด เธอไม่เคยแม้แต่จะชื่นชม ถ้าบอกว่าเธอชอบที่จะดูถูกเขา เขาคงจะไม่มานั่งงมเข็มในมหาสมุทรอย่างนี้ ถึงแม้สิ่งที่เขาพบเจอมามันจะทำให้คิดไปในทางที่ว่าสองคนนั้นโกหก แต่คนที่เป็นคนติดต่อมาหาเขาในตอนนั้นก็คือจินดา จินดาจะโกหกเขาไปทำไม ถ้าสิ่งที่ทั้งสองคนพูดเป็นความจริงขึ้นมา มันหมายถึงว่าบุญคุณที่เขาคิดว่ามี มันกลับไม่มีอะไรเลย เขาเป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่งที่ได้มาฟรีก็เท่านั้น ส่วนคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จกลับแค่อยากให้เขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็เท่านั้นภาวินหยิบโปสต์การ์ดรูปวาดดอกเยอบีร่าที่ใส่ไว้ในกรอบรูป เขาวางกรอบรูปอันนี้ไว้บนโต๊ะเพื่อคอยเตือนตัวเองว่า โอกาสที่เปลี่ยนชีวิตของเขามาจากใคร มือหนาค่อย ๆ เปิดฝาหลังกรอบรูปออกก็เห็นข้อความที่เขียนอย่างสวยงามเป็นระเบียบภาวินอ่านข้อความตรงหน้าซ้ำไปซ้ำมา ชายหนุ่มละสายตาจากโปสต์การ์ดในมือไปเปิดลิ้นชักข้างตัวออกอย่างนึกอะไรขึ้นมาได้ ภาวินหยิบแผ่นซีดีที่ได้รับจากปกรณ์วันที่ให้เขาไปช่วยรสาที่โรงพักออกมาจากลิ้นชัก ชายหนุ่มลองวางแผ่นซีดีเทียบกับลายมือที่อยู่บนโปสต์การ์ด แต่มันกลับไม่เหมือนกันเลยสักนิด ลายมือในโปสต์การ์ดสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับคัดไทย ส่วนลายมือบนแผ่นซีดีกลับหวัดไปมา แต่ถึงอย่างไร เรื่องแค่นี้มันก็ไม่ใช่หลักฐานที่จะพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นเจ้าของลายมือบนโปสต์การ์ดที่แท้จริง เขาเชื่อว่าคนที่เป็นคนหยิบยื่นโอกาสให้เขา ต้องเป็นคนเขียนจดหมายฉบับนี้มา เขาจะไม่เชื่อคำพูดของใครนอกจากหลักฐานที่เขาพิสูจน์ได้เท่านั้น ถ้าเขาเอาแต่เชื่อหลักฐานชั้นรองที่เป็นเพียงคำพูดคน ทั้งที่เขามีหลักฐานชั้นต้นอยู่ในมือแท้ ๆ แต่เขากลับไม่เคยคิดที่จะพิสูจน์เรื่องพวกนี้เลยชายหนุ่มรีบลุกขึ้นไปยังชั้นวางของที่เขาเก็บของสำคัญไว้ในกล่องชั้นล่าง ภาวินนั่งลงก่อนจะดึงกล่องกระดาษออกมา ของภายในกล่องไม่ได้มีอะไรมากมาย มีเพียงแค่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนของเขาเท่านั้น มือหนาค่อย ๆ หยิบกระดาษออกมา เพื่อที่จะหาชื่อของปกรณ์หรือรสา เขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเรื่องนี้มันกวนใจเขาอย่างนี้สมุดบัญชีธนาคารหลายเล่มถูกเก็บไว้ในกระเป๋าอย่างดี มือหนาค่อย ๆ ดึงสมุดออกมาก่อนจะพลิกเปิดออกมาก็เห็นยอดเงินครั้งแรกที่เปิดบัญชีเมื่อสิบสามปีก่อน ภาวินได้แต่มองสมุดบัญชีในมือนิ่งเมื่อเรื่องราวในอดีตเริ่มไหลย้อนกลับมา “นายชื่อลมใช่ไหม”ภาวินที่กำลังนั่งพิงประตูบ้านไม้ที่กำลังจะพังแหล่ไม่พังแหล่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ผู้หญิงผมยาวจรดแผ่นหลังใส่ชุดเดรสสีเทาเรียบที่มองยังไงก็ขัดกับสภาพแวดล้อมกับชุมชนแออัดอย่างสิ้นเชิง“ครับ” ภาวินตอบออกไปเสียงแผ่ว ผู้หญิงตรงหน้าค่อย ๆ นั่งยองลงตรงหน้าเขาก่อนจะยิ้มออกมาให้“ฉันชื่อจินดา นายจะเรียกฉันว่าน้าจินดาก็ได้” จินดาพูดขึ้นอย่างนั้น แต่ภาวินกลับมองอย่างไม่เข้าใจ“น้ามีธุระอะไรกับผมครับ” ภาวินตอบออกไปก่อนจะค่อย ๆ ขยับตัวถอยหนีอย่างระแวดระวังขึ้นมา “ยายไปยืมเงินน้ามาเหรอ ผมไม่มีเงินให้หรอกนะ” ภาวินพูดออกมาอย่างนั้นพร้อมกับยกมือกุมท้องตัวเองเอาไว้เมื่อความเจ็บปวดจากการโดนซ้อมไม่ได้จางหายไปเลย“น้าไม่ใช่เจ้าหนี้ใครทั้งนั้น เจ้านายน้าบอกให้พาลมไปหาหมอ ส่วนเรื่องอื่นเอาไว้เราค่อยคุยกัน” จินดาบอกด้วยน้ำเสียงใจเย็น ภาวินมองหน้าคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ“เจ้านายน้าเป็นใคร” ภาวินถามขึ้นอย่างระแวดระวัง“เป็นคนที่สงสารนายยังไงล่ะ ลม” คิ้วของภาวินขมวดมุ่นขึ้นเมื่อได้ยินประโยคของคนตรงหน้า“ผมไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร น้ากลับไปเถอะ น้าก็เห็นรอบ ๆ ตัวผมนี่ ไม่เหมาะกับน้าจะอยู่ตรงนี้นาน ๆ หรอก อย่ามายุ่งกับผมเลย” ภาวินพูดขึ้นอย่างพยายามที่จะข่มกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้“ลม ความสงสารไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีเสมอไปหรอกนะ ลมอยากมีอนาคตที่ดีไม่ใช่เหรอ”“แค่ไปหาหมอ ผมจะไปมีอนาคตที่ดีได้ยังไง” ภาวินพูดขึ้นอย่างเย้ยหยันตัวเอง “ตั้งใจเรียนไปแล้วได้อะไร สุดท้ายก็ต้องมาแพ้ เพราะความจน ถ้าบอกว่าจะให้กู้เรียน กู้มากินมาใช้ยังจะดีซะกว่า แค่ข้าวสารจะกรอกหม้อยังไม่มีเลย”“ถ้ามีคนจะสนับสนุนลมทุกเรื่องที่ลมอยากทำล่ะ” จินดาพูดอย่างนั้น ภาวินที่กำมือแน่นกุมท้องตัวเองอยู่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า “เราค่อยคุยรายละเอียดกันเถอะ ตอนนี้เราคงต้องไปโรงพยาบาลก่อน แท็กซี่รอนานแล้ว เดี๋ยวเขาจะด่าเราเอานะ”จินดาประคองคนที่มองอย่างไม่เข้าใจให้เดินไปทางรถแท็กซี่ที่จอดอยู่ไม่ห่าง ภาวินเริ่มเหมือนขอบตาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาเมื่อขึ้นมานั่งบนรถแท็กซี่ จินดาหันมายิ้มให้แล้วตบบ่าที่เริ่มตั้งขึ้นของชายหนุ่มภาวินถูกส่งเข้าไปรักษาตัวทันทีที่มาถึงโรงพยาบาลก่อนที่จะถูกเข็นออกมาจากห้องตรวจหลังจากที่หมอบอกว่าไม่มีกระดูกหักหรือเลือดคลั่งภายใน มีเพียงแค่แผลและร่องรอยฟกช้ำเท่านั้น ภาวินเริ่มกังวลกับค่ารักษาขึ้นมาว่าผู้หญิงคนนั้นจะยังอยู่อีกไหม แต่เมื่อภาวินถูกเข็นออกมาก็เห็นจินดากำลังยืนคุยกับชายวัยกลางคนที่เขาพึ่งเห็นเมื่อเย็น“อาของเด็กคนนั้น” ภาวินเผลอพูดออกมาอย่างตกใจเมื่อเห็นซองสีขาวถูกยื่นให้จินดา ก่อนที่ผู้ชายคนนั้นจะพูดอะไรต่ออีกไม่นานแล้วเดินจากไปจินดาหันมาทางห้องตรวจก่อนจะเดินมาทางเขาที่รออยู่ก่อนแล้ว ภาวินไม่รู้จะพูดอะไรออกมา ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนกำลังมึนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น“หมอว่ายังไงบ้างล่ะลม” จินดาถามขึ้น“ไม่เป็นอะไรมากครับ แค่มีแผลและฟกช้ำ อาจจะปวดสักพัก แต่หมอสั่งยาให้ครับ” ภาวินบอก“ดีแล้วล่ะที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก ถ้าอย่างนั้นไปรับยากันเถอะ เรามีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ” จินดาบอกก่อนจะเข็นรถเข็นของภาวินที่หันมามองอย่างงุนงงทั้งสองนั่งรออย่างไม่ได้มีคำพูดอะไรออกมาจากปากของคนทั้งสอง ก่อนที่เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าของจินดาจะดังขึ้น จินดาหยิบขึ้นก่อนจะเห็นข้อความที่ส่งมาแล้วหันมาทางภาวินที่นั่งอยู่ข้างๆ“เดี๋ยวน้ามานะ” จินดาบอกอย่างนั้น ภาวินก็พยักหน้าก่อนที่จินดาจะลุกจากไป ถึงแม้ภายในใจจะกลัวว่าอีกฝ่ายจะมาทิ้งตัวเองไว้อย่างนี้ก็ตาม เขาไม่มีเงินที่จะจ่ายค่ารักษาเองด้วยซ้ำ สายตาของภาวินมองตามไปจนจินดาหายลับไปภาวินเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มที่จะไปนานไม่กลับมาสักที ใจของเขาก็เริ่มที่เกิดความกลัวขึ้นมา มือหนากำรถเข็นไว้แน่น ได้แต่ภาวนาให้จินดารีบกลับมาเร็ว ๆ เพราะตอนนี้ชื่อเขากำลังถูกเรียกให้ไปจ่ายเงินแล้ว“ไปไหนวะ หรือชิงหนีไปแล้ว” สมองตอนนี้ของเขากำลังหาหนทางรอด ถ้าอีกฝ่ายไม่มา เขาจะหนีกลับบ้านไปเลยดีไหม แต่ชายหนุ่มได้แต่ก้มหน้ากำมือตัวเองแน่นเพียงเท่านั้น“เป็นอะไรไปลม เจ็บมากเหรอ” ราวกับเสียงสวรรค์ดังขึ้นตรงหน้าก่อนที่ภาวินจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นแล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจว่าตัวเองไม่ได้ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว“น้าไม่ทิ้งเราไว้หรอก อย่ากลัวไปเลย อันนี้ยาที่หมอให้ ส่วนใบนัดน้าจะเก็บไว้ให้แล้วจะไปรับเรามาหาหมอนะ” จินดาบอกพร้อมกับยื่นถุงยาให้“ไม่ต้องมาหาแล้วก็ได้ครับ เดี๋ยวผมก็หาย” ภาวินบอก“ได้ยังไงกันล่ะ ไปหาอะไรกินกันก่อนเถอะ หิวแย่แล้วใช่ไหมล่ะ ไปห้างใกล้ ๆ แล้วกันจะได้ไม่เสียเวลา” จินดาพูดเองเสร็จสรรพแล้วเข็นรถที่มีคนเจ็บอย่างภาวินไปตามทาง“ไม่เป็นไรครับ ไปส่งผมที่บ้านเลยก็ได้” ภาวินบอกอย่างเกรงใจ“ไม่ได้หรอก มีคนฝากของมาให้เรา แล้วเรายังต้องตกลงกันอีกหลายเรื่อง ถ้าน้ากลับไปอย่างนี้ เจ้านายน้าจะโกรธน้าว่าทำงานไม่สำเร็จ”ภาวินได้แต่ทำตามที่จินดาบอกจนกระทั่งมาถึงห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไม่ไกล จินดาบอกให้เขาเลือกเข้าร้านไหนก็ได้ แต่เขาก็ไม่กล้าเลือก เพราะขนาดข้าวแกงยังแพงกว่าที่ขายแถวบ้านด้วยซ้ำ จินดาเลยตัดสินใจเข้าร้านสุกี้ชื่อดัง เพราะบอกว่าตอนนี้เขาไม่สบายอยู่ ถ้าได้กินของร้อน ๆ คงจะสบายท้อง“อยากกินอะไรก็สั่งเลย เจ้านายน้าให้เงินพาลมมากินอาหารดี ๆ ตั้งเยอะ อย่าเกรงใจไปเลย” จินดาบอกอย่างนั้น ภาวินก็ยิ่งเกร็งจนไม่กล้าสั่ง จินดาเลยจัดการสั่งอาหารมาจนเต็มโต๊ะ“เจ้านายของน้าใจดีจังเลยนะครับ” ภาวินบอกอย่างชื่นชมจากใจจริง แต่จินดากลับหัวเราะออกมา“ไม่รู้สิ ใจดีมากเลยมั้ง แต่คงไม่ใช่ทุกคนที่คิดอย่างนั้น แต่ถึงยังไงลมโชคดีนะที่ได้มาเจอเจ้านายของน้า” จินดาบอกอย่างนึกขึ้นได้ก่อนจะหยิบซองจดหมายสีขาวที่เขียนว่า ลม ออกมาให้ “รับไปสิ”ภาวินรับมาด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ซองจดหมายสีขาวตรงหน้าเหมือนที่เขาเห็นคนที่กำลังส่งให้เขารับมาจากปกรณ์ ภาวินค่อย ๆ เปิดจดหมายด้วยมือที่สั่นเทา ธนบัตรใบสีเทาหลายใบที่วางเรียงอยู่ในซองและมีโปสต์การ์ดหนึ่งแผ่น“อ่านสิ” ถึง ลม...ผู้มองหาอนาคตของตัวเองสิ่งเดียวที่ฉันมีคือโอกาส และตอนนี้มันเป็นของนาย นายไม่มีทางรู้ว่าโอกาสครั้งไหนจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของนาย อย่าอ้อนวอนเอาแต่ขอให้คนอื่นช่วย นายมีคุณค่าที่จะทำทุกสิ่งในโลกนี้ นายไม่จำเป็นต้องรีบร้อนทำทุกอย่างให้สำเร็จภายในวันเดียว ฉันหวังว่านายจะค่อย ๆ ทำสิ่งที่อยากทำ แต่ทำอย่างสม่ำเสมอถ้านายมีปัญหาอะไรก็ขอให้บอกมา นายจำเอาไว้นะลม นายไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกอีกแล้ว ฉันจะพยายามช่วยนายเท่าที่ฉันมีปัญญาจะทำได้สุดท้ายนี้ ขอให้นายรักษาโอกาสนี้ให้ดี สิ่งนี้จะเป็นสิ่งเดียวที่ฉันจะขอเพื่อตัวนายเอง...ผู้เฝ้ามองอนาคตของสายลม... “อะไรกันครับ” ภาวินถามขึ้นเสียงแผ่วเบา ตอนนี้ขอบตาของชายหนุ่มเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา “ผมอยากพบเจ้านายของน้า ได้ไหม”“อย่าพึ่งเลยลม เจ้านายของน้าขี้อายน่ะ” จินดาบอก“ผมมีเงินจะได้เรียนต่อแล้วอย่างนั้นเหรอครับ” ภาวินถามขึ้น จินดาก็ส่งทิชชูให้ก่อนจะพยักหน้า“นายอยากเรียน หรืออยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่านายจะทำอะไร ต่อไปนี้จะมีเจ้าของโปสต์การ์ดใบนั้นสนับสนุนนายทุกอย่าง” จินดาบอกอย่างนั้น ภาวินก็ก้มหน้าลงน้ำตาหยดลงมา จากที่เพียงแค่น้ำตาไหลออกมาตอนแรกเขาก็สะอื้นออกมาจนจินดาต้องย้ายไปนั่งข้างๆ แล้วตบไหล่เบา ๆ“ไม่ต้องร้องหรอก เพราะเจ้าของโปสต์การ์ดบอกว่า ถ้านายเรียนไม่ได้เรื่องเขาจะมาฆ่านาย” จินดาบอกอย่างขำ ๆ“ผมจะตั้งใจเรียนแล้วกลับไปทดแทนพระคุณ” ภาวินบอกอย่างตั้งมั่น แต่จินดากลับหัวเราะออกมา“เขาไม่ได้อยากให้นายไปตอบแทนบุญคุณหรอก แค่นายใช่ชีวิตให้ดีก็พอ แล้วที่สำคัญนายตัดสินใจจะทำอะไรก็ขอให้บอกนะลม ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เราไม่ได้จะบังคับลมนะ แต่เราต้องรู้เพื่อเตรียมพร้อมให้ลม” จินดาบอก“แล้วผมต้องเซ็นสัญญาไหมครับ” ภาวินถามขึ้น จินดายิ้มออกมาแล้วส่ายหน้าให้ก่อนจะพลิกโปสต์การ์ดที่อยู่ในมือของภาวินจนเห็นเป็นรูปดอกไม้สีส้มและสีขาวที่แต่งแต้มด้วยสีน้ำ“แค่ทำตามคำขอในโพสต์การ์ดใบนี้ แค่นั้นก็พอแล้ว”-------------------------------------