คืนนั้นหลังไฟสงบลานหน้าคลังยังชื้นด้วยน้ำที่เทสาดไว้ ไม้หน้าประตูดำเป็ปื้นกลิ่นคราบน้ำมันยังลอยอยู่บาง ๆ กองยามเรือนรองยืนเฝ้าตามจุดที่วางไว้เสียงฝีเท้าสับจังหวะสม่ำเสมอ เซี่ยงชุนแขวนกลองไว้ใต้ชายคาชายชรากระดิ่งยืนเงียบถือกระดิ่งอยู่ใกล้บันไดไม้เล็ก อาหยินถือถังเปล่าพาดแขนหายใจยังแรงเล็กน้อยแต่ไม่ยอมถอย
ลู่หานก้มตรวจผนึกครั่งที่กุญแจคลังอีกครั้งนิ้วแตะดูความแน่นของครั่งใหม่ที่ปิดหลังดับไฟ เสมียนกลางยืนข้าง ๆเปิดหีบเล็กเตรียมแผ่นไม้สำหรับบันทึกเหตุการณ์ต่อเนื่อง อากาศเริ่มหม่นสีฟ้าเข้มคลุมหลังคาสลับแสงจันทร์ขาว
เงียบชั่วครู่ลมเหนือพัดผ่าน แนวไผ่ริมกำแพงไหวเป็ระลอก แล้วเสียงบางอย่างก็ผ่าอากาศแหลมสั้น
“ฟิ้ว”
อาหยินสะดุ้งเธอตัวสั่นนิดหนึ่งก่อนทิ้งถังเปล่าหลุดมือด้านหลังหัวไหล่ซ้ายมีลูกดอกสั้นปักครึ่งลำ ปลายลูกดอกมีรอยเงา สีดำมันแผล่บ
“อาหยิน!”
ลู่หานพุ่งไปคว้าไว้ไม่ให้ล้มเหม่ยหลิงหันขวับทันที เสียงกระดิ่งดัง “ติ๊ง ติ๊ง” สองครั้งแถวหน้ายามถอยครึ่งก้าวตั้งโล่ เปิดช่องให้คนเข้าออก เซี่ยงชุนตีกลอง 1ครั้งสั้นเพื่อคุมพื้นที่ ยามปีกซ้ายขวารับคำสั่ง วิ่งประจำจุดกำบัง
เหม่ยหลิงใช้ผ้าเช็ดหน้าแหวกดูาแ
“ลูกดอกเคลือบน้ำยาระวังอย่าดึงตรง ๆ”
ลู่หานกดมือไว้เหนือาแให้เืชะชะเครื่องในเขาเย็นลงอย่างรวดเร็ว แต่สายตายังคงนิ่ง
“อาหยินอยู่กับเรา”
อาหยินกัดฟันแต่เสียงยังคงชัด
“ข้า…ยังได้สติเ้าค่ะ”
ลู่หานหันไป
“อาหยินนั่งลงกับพื้นพิงเสา อย่าเอน”
เหม่ยหลิงดึงเข็มเงินเล็กจากห่อผ้ากรีดิัเซาะรอบลูกดอกเล็กน้อยให้เืซึม แล้วบีบนิ้วไล่เืเสียเสมียนกลางจุดตะเกียงเล็กให้แสงนวลพอเห็น ไม่เสี่ยงไฟใหญ่เขาถือถุงผนึกผ้าเตรียมไว้
“เก็บลูกดอกลงถุงผนึกปั๊มตราทันที”
เหม่ยหลิงถ่ายลูกดอกลงผ้าซับเืออกแล้วหย่อนลงถุง เสมียนกลางปั๊มตราเรือนรองบนปากถุงเขียนบรรทัดบนแผ่นไม้ทันทีว่า “ยามดึกลูกดอกเคลือบน้ำยา ปักหัวไหล่ซ้ายของอาหยิน”
อาหยินหน้าซีดเล็กน้อยเหม่ยหลิงยื่นน้ำอุ่นผสมผงถ่านบดให้
“จิบทีละน้อยถ้าขม อดทนไว้”
ลู่หานหันไปทางเถ้าเรือกวง
“ช่องกำแพงด้านหลังเมื่อครู่เห็นเงาไหม”
เถ้าเรือกวงชี้ไปทางตรอกมืด
“มุมตู้ไม้มีรอยขูดเหมือนมีคนปีน แล้ววิ่งอ้อมไปทางตรอกตะวันตก”
เหม่ยหลิงะโสั้น
“ยามแถวหลัง2 นาย ถือกระบองและผ้าชุบน้ำ ไล่หน้าแถว แต่อย่าไล่ลึก เก็บร่องรอยก่อน”
ยาม2 นายออกตัวปรี่ไป เสียงฝีเท้าเบาบนดินชื้น
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจย่อยฉุกเฉิน:รักษาชีวิตพยานและผู้ถือบันทึก]
[เงื่อนไข:(1) ห้ามให้พิษลุกลาม, (2) เก็บลูกดอกผนึก, (3) จดบันทึกเหตุลำดับเวลา, (4)ยืนยันเส้นทางหลบหนีภายใน 1 ชั่วยาม]
[คำแนะนำ:ให้ “แถวว่าง” เปิดทาง เวรยามห้ามแยกเดี่ยว]
ลู่หานรับรู้เขานั่งยอง ๆ ข้างอาหยิน ตรวจชีพจรที่ข้อมือบีบตรงเส้นเืเหนือแผลไว้ให้พิษกระจายช้าลง เหม่ยหลิงผสมยาอีกถ้วยเล็ก
“ยาขับพิษเบื้องต้นผงเกลือน้ำขิงถ่านบด ให้ชะลอลงสู่กระเพาะ อย่ากลืนรวดเดียว”
อาหยินจิบช้าๆ ดวงตาเริ่มมีประกายขึ้นนิดหนึ่ง ริมฝีปากได้สีเนื้อมากขึ้น
เสมียนกลางจรดพู่กันบนแผ่นไม้
“เริ่มบันทึกลำดับเวลาลูกดอกปักไหล่ซ้ายของอาหยินใน่หลังดับไฟ 1 ่คำ กลิ่นน้ำมันยังชัด เสียง‘ฟิ้ว’ มาจากแนวตู้ไม้ด้านหลัง ทางหนีไปตรอกตะวันตก”
เซี่ยงชุนเดินกลับจากปีกซ้ายรายงาน
“ที่แนวตู้ไม้มีเศษกิ่งไม้หัก 2 ชิ้น มีรอยขูดไถลบนแผ่นไม้ ใต้พื้นมีรอยเท้าเล็ก 1 คู่วิ่งออกไปทางตรอกตะวันตก”
ลู่หานลุกขึ้นช้าๆ
“คุ้มหน้าประตูต่อเนื่องอาหยินนั่งให้เืไหลเบา ๆ อีกครู่”
เหม่ยหลิงพยักหน้า
“ข้าดูเอง”
ลู่หานหันไปสั่งยาม
“ปิดทางตะวันออกด้วยแถวว่างห้ามไล่ลึก รักษาเวทีไว้”
จากนั้นเขาเดินไปยังแนวตู้ไม้ชะโงกดูรอยขูด เสมียนกลางยกตะเกียงเล็กตาม กลิ่นน้ำมันยังชัดดินตรงพื้นมีรอยเท้าขนาดไม่ใหญ่ ลึกไม่มาก บ่งคนตัวไม่หนักนักเขาใช้ไม้เล็กวัดระยะก้าวแล้วร้อยเชือกทำแนวทิศ
“ก้าวสั้นรีบ แต่ไม่ไร้ระเบียบ คนมีฝึก”
เถ้าเรือกวงชี้รอยสีคล้ำบนปลายแผงไม้
“ดูนี่สีอะไรก็ไม่รู้ ครั่งหรือคราบกาว”
เสมียนกลางเอามีดปลายแหลมขูดเบาๆ ได้เศษเล็กน้อย เขาเอาลงแผ่นกระดาษแล้วพับใส่ถุงผนึกอีกใบ ปั๊มตราทันที
“ได้คราบสีคล้ำจากปลายแผงไม้ใส่ถุงผนึก”
ลู่หานหันกลับมามองลานพอเห็นอาหยินยังนั่งนิ่ง พูดค่อย ๆ กับเหม่ยหลิง เขากดมุมปากเบา ๆเหมือนปลดห่วงไปครึ่งหนึ่ง แล้วกลับตั้งหน้าตั้งตาทำงาน
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก:หยุดพิษระดับแรกสำเร็จ, ของกลางลูกดอกคราบกาวผนึกแล้ว]
[ภารกิจขยาย:“คดีคืนหมาหอน” ย้อนเส้นทางจากเสียงสุนัขเห่า + กลองยาม เพื่อหาแนวหนี]
[เงื่อนไขเวลา:ภายใน 1 ชั่วยามก่อนฟ้าสาง]
ลู่หานพยักหน้าเขาตวัดสายตาไปยังหอเล็กที่แขวนกลอง
“เซี่ยงชุนเรียกยามประจำหอเหนือหอท่าน้ำหอประตูตะวันตกมารวมหน้าโต๊ะเขียน”
เซี่ยงชุนวิ่งไปแจ้งคำสั่ง ไม่นาน หัวหน้ายามทั้ง 3 จุดก็มาถึงเสมียนกลางวางแผ่นไม้ใหญ่บนโต๊ะเขียน ขีดตารางเป็แถวคอลัมน์ เขียนหัวว่า“ยามสัญญาณเวลาจุดคำบอกเล่า” ในคอลัมน์เวลา เขาเตรียมเส้นด้ายผูกเม็ดถั่วเล็ก ๆใช้แทนเครื่องหมาย
ลู่หานกล่าวเสียงต่ำแต่ชัด
“คืนนี้หลังดับไฟเรามีกลองกี่ครั้ง”
หัวหน้ายามหอเหนือยกมือ
“ของหอเหนือ1 ครั้ง ตอนรับสัญญาณ ‘คุมพื้นที่ได้’”
หัวหน้ายามหอท่าน้ำเสริม
“ของท่าน้ำไม่มีตี แต่มีสุนัขเห่า 2 ชุด จากบ้านปลาแห้งกับบ้านท่าตะวันห่างกันราวครึ่งจังหวะกลอง”
หัวหน้ายามประตูตะวันตกว่า
“ของประตูตะวันตกมีสุนัขเห่า 3 ชุด ไล่จากตรอกคดไปเกือบถึงป้อมเล็ก แล้วเงียบ”
เสมียนกลางจดวางลงตารางขีดเส้นเชื่อมกลองหอเหนือเวลาเดียวกับที่ไฟสงบ แล้ววางจุดสุนัขเห่าตามคำบอกเขาใช้ไม้สั้นกะเส้นทางเชื่อม
ลู่หานชี้แผนที่ชั่วคราว
“นี่คือแนววิ่งของคนจุดเริ่มตู้ไม้หลังคลัง วิ่งผ่านตรอกตะวันตก เลี้ยวใกล้บ้านปลาแห้ง สุนัขเห่า 2ชุด จากนั้นผ่านตรอกคดไปที่ประตูตะวันตก สุนัขเห่า 3 ชุด แล้วเงียบหมายถึงข้ามกำแพงหรือเข้าบ้านที่คุ้นเคย”
เหม่ยหลิงเดินมาดูก้มอ่านบันทึก เธอใช้ปลายเล็บแตะจุดที่เขียนว่า “บ้านซุ้มโค้ง”
“บ้านซุ้มโค้งมีกลุ่มช่างทำธนูอยู่หลังบ้านเข้าทางตรอกคด”
ลู่หานพยักหน้าหันไปทางยาม
“จัดคน6 นาย แบ่งเป็ 2 ชุด ชุดแรกคุ้มคลังอยู่ดังเดิมชุดหลังไปที่บ้านซุ้มโค้งกับตรอกคด แต่ต้องเดินเหมือนตรวจปกติ ไม่วิ่ง ไม่แห่อย่าให้รู้ตัว”
เหม่ยหลิงสั่งต่อ
“ห้ามพกคบไฟสูงใช้ตะเกียงเล็ก ห้ามล้ำเข้ารั้วบ้านใครโดยไม่มีพยาน เพียงดูร่องรอยพอ”
อาหยินลองขยับแขนซ้ายเล็กน้อยสีหน้าดีขึ้น เธอเอ่ยเบา ๆ
“รองไหล่ยังชาแต่เวียนหัวน้อยลงเ้าค่ะ”
เหม่ยหลิงยิ้มบาง
“พิษชะลอแล้วพักอีกนิด”
อาหยินมองไปที่ลู่หานและแผ่นบันทึกดวงตาเธอแน่วแน่
“อย่าให้คนที่ยิงหนีไปได้”
ลู่หานไม่หันแต่เสียงหนักแน่น
“จะไม่ปล่อย”
ยามชุดสำรวจกลับมาหลังจากนั้นไม่นานคนหนึ่งถือเศษผ้าดำชิ้นเล็กที่มีคราบสีแดงคล้ำอีกคนถือเศษไม้บางอย่างคล้ายใบจากลูกดอกที่หัก
“เจอผ้าพันมือขาดครึ่งติดคราบกาวสีคล้ำ ริมตรอกคด”
“เจอใบเล็กๆ จากลูกดอกตกอยู่หลังบ้านซุ้มโค้ง”
เสมียนกลางเอาเศษผ้าเศษใบลูกดอกลงถุงผนึกปั๊มตรา แล้วเขียนบรรทัดเพิ่มลงบนแผ่นไม้
“ได้ผ้าพันมือคราบกาวสีคล้ำ1 ชิ้น, ใบลูกดอกหัก 1 ชิ้น ใกล้บ้านซุ้มโค้ง (ช่างทำธนู)”
ลู่หานชี้ตาราง
“คราบกาวสีคล้ำปรากฏทั้งที่ปลายตู้ไม้และบนผ้าพันมือบอกเราว่าคนใช้กาวชนิดเดียวกันมาเตรียมการ และคนคุ้นเครื่องมือธนู”
เขาหันไปหาเถ้าเรือกวง
“ช่างทำธนูแถวนั้นชื่ออะไรบ้าง”
“มี‘ร้านคันธนูทิศเหนือ’ ทำคัน, ‘ร้านสายเล็ก’ ทำสาย, และ ‘โรงช่างเก่า’ทำลูกดอกกับหัวเหล็ก ทั้ง 3 ร้านเคยรับงานทหารผู้ว่าฯ เมื่อก่อน”
เหม่ยหลิงใส่ความจำเพิ่ม
“โรงช่างเก่าเ้าของชื่อ ‘หยางอี้’ เคยอยู่ในเรือนฝึกของตระกูลหลักเมื่อหนุ่มก่อนถูกปล่อยตัวออกมา”
ลู่หานกดนิ้วลงบนชื่อนั้น
“เริ่มจากหยางอี้ก่อน”
เขาหันไปทางอู๋ผู้ช่วยจากเมืองชายแดน ที่ยืนสังเกตอยู่เงียบ ๆ ใกล้กำแพงด้านเงา อู๋ก้าวออกมาพอดี
“ข้าอยู่เป็พยาน”
ลู่หานค้อมรับ
“ดีการเดินคืนนี้ต้องมีพยานจากเมือง จะได้ไม่ถูกกล่าวหาว่าแต่งเื่”
ยาม4 นายเตรียมตัว เหม่ยหลิงหยิบปลอกไม้ไผ่ใส่สำเนาบันทึกฉบับย่อ วางไว้กับเสมียนกลาง
“ไปเถิดแต่ห้ามจับกุมกลางดึกในบ้าน หากพบเพียงร่องรอย ให้เรียกเช้า ตั้งโต๊ะอ่านต่อหน้า”
ลู่หานพยักหน้าเขาเหลือบตามองอาหยินอีกครั้ง นางยิ้มให้ แม้สีหน้าซีดแต่แววตาไม่อ่อน
พวกเขาเดินไปตามตรอกคดเงาไผ่ทาบพื้นเป็ริ้ว ตะเกียงเล็กส่องพอเห็นเท้า กำแพงบ้านซุ้มโค้งชื้นลมเย็นเฉือนแก้ม เบื้องหน้าเป็บ้านไม้สองเรือนติดกัน ข้างในเงียบแต่มีแสงตะเกียงบางจากช่องแคบด้านหลัง
เถ้าเรือกวงชี้รอยใต้ชายคา
“คราบสีคล้ำอีกแล้วตรงนี้”
เสมียนกลางขูดใส่กระดาษอีกนิดแล้วผนึกไว้เหมือนเดิมลู่หานย่อตัวดูรอยเท้าที่พื้นดิน รอยเท้าเล็กลึกเท่ากันหลายก้าวแล้วหยุดหายที่หน้าประตูโรงช่างเก่า
ลู่หานเคาะเบาๆ 3 ครั้ง ไม่กี่อึดใจ ประตูเลื่อนเปิดนิดหนึ่ง ชายวัยกลางคนหน้าค่อนข้างยาวโหนกแก้มเด่นโผล่หน้ามา
“ใคร”
ลู่หานตอบสั้น
“ยามตรวจเวร”
ชายคนนั้นลังเลเล็กน้อยแต่ก็ผลักประตูเปิดครึ่งบาน ในโรงมีโต๊ะยาววางคันธนูและลูกดอกวางเรียงแสงตะเกียงส้มปลั่ง หัวเหล็กหลายแบบเรียงอยู่ในถาดไม้ ใกล้กำแพงมีไหครั่ง 2 ใบปากไหมีสีแดงคล้ำเลอะอยู่
ลู่หานเดินเข้าไปช้าๆ ไม่แตะต้องของ เขากวาดสายตาอย่างเปิดเผย
“ทำงานดึก”
หยางอี้หัวเราะแห้งๆ
“งานค้าง”
เหม่ยหลิงยกปลอกไม้ไผ่เปิดแผ่นสำเนาบันทึกฉบับย่อให้ดูหนึ่งบรรทัด
“ยามดึกหลายครู่ก่อนมีคนยิงลูกดอกใส่คนของเรือนรอง หน้าคลัง เราตามรอยคราบกาวสีคล้ำมา พบที่นี่”
หยางอี้หน้าตึงเล็กน้อย
“กาวแบบนี้ใคร ๆ ก็ใช้”
ลู่หานไม่โต้เขาเดินไปที่ไหครั่ง เปิดฝาไหเบา ๆ กลิ่นครั่งแรงผสมกลิ่นเปลือกไม้สีแดงเขาจุ่มปลายไม้เล็กแตะครั่ง ยกขึ้นเทียบกับเศษคราบในกระดาษที่ผนึกไว้ สีใกล้กันมาก
เสมียนกลางเปิดบันทึก
“ขออนุญาตหยดครั่งลงแผ่นทดสอบ1 หยด แล้วลนไฟ เปรียบเทียบกับครั่งที่ได้จากหน้างาน”
หยางอี้นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าอย่างฝืน
“ทำเถอะ”
เสมียนกลางหยดครั่งลงแผ่นไม้เล็กลนไฟเบา ๆ กลิ่นที่ฟุ้งขึ้นเหมือนกันกับกลิ่นที่คลุ้งในลานคลังเมื่อตอนดับไฟเถ้าเรือกวงยังส่ายหน้าเบา ๆ เหมือนยืนยันในใจ
อู๋พูดเสียงเรียบ
“สีกลิ่น คล้ายกันมาก”
หยางอี้ไหล่ตกลงเล็กน้อยแต่ยังไม่รับ
“ข้าแค่ทำกาวขายให้ใครจะใช้ก็เื่ของเขา”
ลู่หานชี้ไปที่ถาดหัวเหล็ก
“หัวลูกดอกแบบเดียวกับที่ปักที่หัวไหล่คนของเรามีอยู่บนโต๊ะ”
หยางอี้แค่นเสียง
“ขายของให้หลายเรือนมีแบบใกล้กันไม่แปลก”
ลู่หานยังคงน้ำเสียงนิ่ง
“คืนนี้เราจะไม่จับเ้าที่นี่เราจะกลับไป ตั้งโต๊ะอ่านต่อหน้าในยามเช้า ให้เ้ามาอธิบายต่อหน้าพยาน 3 คนและคณะผู้เฒ่าที่สังเกตการณ์ หากเ้าพร้อมพูดความจริงข้าจะรับคำต่อหน้าและลงบันทึกตรงไปตรงมา แต่ถ้าเ้าเงียบเราจะอ่านของทั้งหมดนี้ต่อหน้า เช่น ไหครั่ง 2 ใบ หัวลูกดอกชุดนี้และเศษผ้าพันมือคราบครั่งที่เก็บจากตรอกคด”
หยางอี้เงียบยาวเขากลืนน้ำลาย ยืนนิ่งอยู่นานจนได้ยินเสียงไผ่กระทบกันข้างนอก
เหม่ยหลิงปิดแผ่นสำเนามองอีกฝ่ายตรง ๆ
“อย่าคิดว่าเงียบแล้วจบคนของเ้าที่อยู่ด้านนอกเมืองอาจหนีได้ แต่รอยมือที่ครั่งสีนี้หนีไม่พ้นหากเ้ายอมพูดตอนนี้ เราจะบันทึกว่าเ้า ‘ช่วยงาน’ ไม่ใช่ ‘ฝืนกฎ’”
ไหล่หยางอี้สั่นเขาค่อย ๆ ทรุดลงบนม้านั่งไม้ตื้น ๆ แล้วเงยหน้าขึ้น
“ข้าทำครั่งให้จริงคืนนี้ข้าก็…ให้คน 1 คนมารับไปั้แ่หัวค่ำ”
ลู่หานถาม
“ชื่อ”
“ข้าไม่รู้ชื่อเขามากับลูกค้าคนเก่าที่ค้ากับข้ามานาน บอกว่าจะใช้ครั่งติดกระดาษสำหรับงานตะเกียงข้าคิดว่าไม่ใช่เื่ใหญ่”
อู๋ขยับ
“ลูกค้าคนเก่านั้นเป็ใคร”
หยางอี้มองลังเลมือหนึ่งบีบขอบม้านั่งแน่น
“เป็คนของ…โรงเก็บของตระกูลหลักเขาชื่อ ‘เจิ้ง’ เป็คนรับส่งของให้ผู้ดูแลโรงเก็บของ”
ลู่หานกับเหม่ยหลิงสบตากันชั่วแวบเส้นทางเริ่มชัดขึ้น
“มีอะไรมากกว่านั้น”
หยางอี้กัดฟันแล้วหยิบซองกระดาษแบนจากใต้ถาดหัวเหล็ก ยื่นมา
“นี่…กระดาษที่เขาแนบมาบอกสีครั่งและกลิ่นที่้า ข้ากะจะทิ้ง แต่ยังไม่ได้ทิ้งข้างล่างมีครึ่งประโยคที่เหมือนฉีกขาดไปแล้ว”
เสมียนกลางรับมาอย่างระมัดระวังแบ่งเป็สองชั้น ชั้นนอกเป็คำสั่งย่อ“สีแดงคล้ำผสมเปลือกไม้ชนิดเดิมต้องติดได้แม้ผนังเปียก” ชั้นในเป็กระดาษตัดครึ่งตัวอักษรด้านล่างยังเหลือพออ่านได้คำว่า “…ให้ลุกก่อนยามดึก… อย่าให้คุมได้ จง…”แล้วขาดวับ
เสมียนกลางผนึกซองด้วยตราเรือนรองทันทีและจดในบันทึกว่า “ได้จดหมายครึ่งฉบับจากหยางอี้”
อู๋เอ่ยขึ้นช้าๆ
“ขอให้จดว่าข้าอยู่เป็พยานเห็นด้วย”
เสมียนกลางพยักหน้าเขียนชื่ออู๋ลงท้ายบรรทัด
ลู่หานลุกยืนตรงหน้าหยางอี้
“เช้ายามเฉิน ข้าจะตั้งโต๊ะอ่านที่ลานหน้าศาล ให้เ้ามาอธิบายต่อหน้า หากเ้าไม่มาเราจะถือว่าเ้าหลีกเลี่ยง และจะส่งสำเนาให้คณะผู้เฒ่าเมืองเรือนรองตามขั้น”
หยางอี้ก้มหน้า
“ข้าจะมา”
พวกเขากลับมาที่เรือนรองเมื่อฟ้าขาวนิดๆ อากาศเย็นจัดกว่าตอนกลางคืน อาหยินนั่งพิงหมอนที่เรือนเล็กเหม่ยหลิงวัดชีพจรอีกครั้ง สีหน้าผ่อนคลายขึ้น
“ช้าลงแต่เดินเรียบดี ยังต้องพัก”
อาหยินยิ้มบาง
“ไม่หนักเท่าแรกขอบคุณเ้าค่ะ”
ลู่หานนั่งลงข้างเตียงหน้าต่างข้าง ๆ มีแสงเช้ารำไร เขาก้มลงเอ่ยเบา ๆ
“คืนนี้เ้าอดทนมาก”
อาหยินส่ายหน้า
“ทุกคนช่วยกันมากกว่าข้าแค่…ไม่อยากให้ใครล้มเพราะข้า”
ลู่หานพยักหน้า
“ใครยิงคืนนี้เราเดินจนเจอเส้น เรายังไม่จบ เราจะจบต่อหน้า”
อาหยินพึมพำแ่เบา
“ข้าเชื่อท่าน”
เขาลุกขึ้นพับผ้ามุมเตียงให้เรียบ แล้วหันไปสั่งยาม
“เวรยามเช้าวันนี้สับเปลี่ยนให้คนที่อยู่ยาวได้พักครึ่งชั่วยาม แต่ต้องรักษาแถว”
เสมียนกลางเดินเข้ามาพร้อมแผ่นบันทึกฉบับเต็มเขาชูแถวบรรทัดยาวให้ลู่หานอ่าน
“สรุปคืนนั้น:ไฟจุดหน้าคลังลามตามกระดาษกาวดับด้วยน้ำถังรวม 6ถังมีลูกดอกเคลือบน้ำยาแทงอาหยินได้ลูกดอกได้คราบกาวได้ผ้าพันมือได้ใบลูกดอกตาม‘คดีคืนหมาหอน’ จากเสียงสุนัขเห่าและกลองยาม ไปถึง ‘โรงช่างเก่า’ของหยางอี้ได้ครั่งสีตรงกับหน้างานได้จดหมายครึ่งฉบับหยางอี้จะมาอธิบายต่อหน้าในยามเฉิน”
ลู่หานพยักหน้า
“ดี”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก:“คดีคืนหมาหอน”สำเร็จตามเวลา]
[รางวัล:สิทธิ์ตั้ง “โต๊ะอ่านภาคเช้า” แบบเร่งด่วนใช้ได้ 1 ครั้งโดยไม่ต้องรอประกาศเต็มวัน]
[คำแนะนำ:เช้าวันนี้อ่านต่อหน้า 2 ส่วน(1) เหตุเพลิงและลูกดอก (2)สัญญาวินัยตลาดป้ายบัญชีสาธารณะ]
ผู้ประกาศถือฆ้อนไม้เดินเข้าลานเสียงคนเริ่มทยอยมามุงที่ศาล คนพูดกันเบา ๆ เื่ไฟเมื่อคืน บางคนเอ่ยถึงกระดิ่ง2 ครั้งกับกลอง 1 ครั้ง บอกว่าใจยังเต้นไม่หาย
ลู่หานวางโต๊ะเตี้ยกลางลานแผ่นบันทึกตอนกลางคืนปูไว้เรียง เสมียนกลางตั้งหีบเล็กใส่ถุงผนึกทั้ง 4 ใบ(ลูกดอกคราบกาวผ้าพันมือใบลูกดอก) และซองจดหมายครึ่งฉบับเถ้าเรือกวงยืนเป็พยานพร้อมชายชรากระดิ่งและเ้าของโรงขนม อู๋ยืนด้านข้างเงียบ ๆแต่สายตาสำรวจทุกแผ่น
ผู้ประกาศทุบฆ้อนไม้1 ครั้ง
“เปิดเวทีภาคเช้า”
ลู่หานก้าวไปยืนหน้าโต๊ะ
“เช้านี้เรามี 2 เื่ เื่แรกอ่านเหตุเมื่อคืน เื่ไฟหน้าคลัง และลูกดอกเคลือบน้ำยาเื่ที่สอง แขวน ‘บัญชีสาธารณะ’ ของสัญญาวินัยตลาด ตามที่ประกาศไว้”
เสมียนกลางยกถุงผนึกใบแรกขึ้นให้คนทั้งลานเห็นอ่านปากถุงและเวลาผนึก แล้วเทลูกดอกลงบนผ้าขาว
ชายชรากระดิ่งเอ่ยชัด
“ข้าเห็นและได้ยินเห็นลูกดอกเมื่อคืนนั้นปักที่ไหล่หญิงสาว”
เ้าของโรงขนมเสริม
“ข้าอยู่ใกล้ตรงบันไดไม้ข้าเห็นเื และได้ยินเ้านายสั่ง ‘อย่าไล่ลึก’”
เถ้าเรือกวงย้ำ
“ข้าเห็นคราบกาวตามตู้ไม้และตามตรอกคด”
เสมียนกลางค่อยๆ อ่านบันทึกเป็ลำดับ พร้อมบอกหมายเลขถุงผนึกทีละใบแล้ววางซองจดหมายครึ่งฉบับไว้ตรงกลางโต๊ะ เขาอ่านความในซองที่พูดถึงครั่งสีแดงคล้ำและคำสั่งที่ฉีกขาด
คนทั้งลานเงียบจนได้ยินลมหายใจเหม่ยหลิงจึงเอ่ย
“เราเดินตามรอยจนถึงโรงช่างเก่าของหยางอี้มิได้จับกุมยามดึก แต่เชิญเ้าตัวมาอธิบายต่อหน้าในเช้า”
ผู้ประกาศหันไปทางหลังฝูงชน
“หยางอี้อยู่หรือไม่”
ชายวัยกลางคนในชุดทำงานสีหม่นก้าวออกมาจากมุมมีคนกระซิบกันเบา ๆ เขาเดินมาตรงหน้ากลางลาน คำนับเล็กน้อย สายตาหลบ ๆ
หยางอี้ยกเสียงให้พอได้ยิน
“ข้าชื่อหยางอี้เ้าของโรงช่างเก่าข้า…ยอมรับว่าทำครั่งสีตามที่ระบุในกระดาษให้คนของโรงเก็บของตระกูลหลักข้าเห็นครึ่งจดหมายนี้มาก่อน พูดว่าต้องให้ไฟลุกก่อนยามดึกข้า…ไม่ได้คิดว่าจะไปจุดไฟเผาคลัง ข้าคิดว่าใช้ติดตะเกียง ข้า…”
เขาหยุดเสียงสั่นเล็กน้อย
ลู่หานถามชัดๆ
“คืนก่อนเ้าได้ส่งลูกดอกหัวเหล็กหรือไม่”
“ข้า…ขายลูกดอกให้คนชื่อเจิ้งหลายครั้งเขามาเอาของเมื่อ 3 คืนก่อน”
“เจิ้งเป็คนของผู้ใด”
“คนรับส่งของให้ผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลัก”
ผู้คนเริ่มสบตากันเสียงซุบซิบลอยขึ้น แต่ไม่ดังมากเมื่อผู้เฒ่าคนกลางยกมือแล้วพยักหน้าให้เสมียนกลางจดถ้อยคำรับในแผ่นบันทึก
อู๋ก้าวขึ้นครึ่งก้าว
“ข้าอยู่ในเหตุเมื่อคืนและอยู่ในโรงช่างเก่าด้วยข้ายืนยันว่าครั่งสีกลิ่นตรงกัน ในนามเมืองข้าจะรับสำเนาเพื่อส่งต่อผู้ว่าการเมืองชายแดนให้รับทราบ หากโยงถึงคนของเมืองจะไม่ปัด”
ลู่หานค้อมหัวเล็กน้อย
“ขอบคุณ”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก:เปิดปากพยานเชื่อมถึงผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลัก]
[รางวัล:สิทธิ์เรียก “เจิ้ง คนรับส่งของ” ต่อหน้า โดยไม่ต้องผ่านเรือนตระกูลหลัก 1 ครั้ง]
[คำแนะนำ:ใช้ ‘บัญชีสาธารณะ’ เสริมแรงศรัทธาอย่าให้คนตื่นตระหนกจากเหตุไฟ]
ผู้ประกาศจึงชูป้ายใหญ่ที่เขียนว่า“บัญชีสาธารณะ” ขึ้น แขวนบนเสาไม้ตรงข้างโต๊ะอ่าน เสมียนกลางอ่านตัวเลขดังพอได้ยิน
“วันนี้เข้าเมืองผ่านท่าน้ำเวลาเช้าสาย: เกลือ 18 กระสอบ แป้ง 12 กระสอบ ข้าวสาร 15 กระสอบ ปลาแห้ง 9 ตะกร้าราคาในกรอบสูงสุดต่ำสุด แป้ง 1 ชั่งอยู่ที่… เกลือ 1 ชั่งอยู่ที่… ข้าวสาร 1ถังอยู่ที่… ปลาแห้ง 1 ตะกร้าอยู่ที่… ปรับใหม่ทุก 7 วัน หากใครฝ่าฝืน จะอ่านชื่อ7 วัน และตัดผ่านทาง 30 วัน”
คนในตลาดที่ยืนฟังพยักหน้าบางคนยิ้ม บางคนถอนหายใจโล่งใจ เหม่ยหลิงกล่าวเสริม
“เราไม่ปิดกั้นทางค้าของใครแต่จะไม่ยอมให้ไฟเงาเผากฎ หากใครเห็นของผิดกฎ แจ้งต่อหน้า เราจะลงบันทึกทันที”
ชายจาก“โรงสีครึ่งท่อน” ยกมือ
“เมื่อคืนพวกเราเห็นไฟแต่วันนี้เห็นป้าย ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อ”
หญิงจาก“ร้านขิงแห้ง” เสริม
“ข้าจะส่งคนเฝ้าป้ายกับท่านทุกเช้า”
บรรยากาศเริ่มมั่นคงขึ้น
จากนั้นเหม่ยหลิงหันไปทางหยางอี้
“ท่านจะให้ถ้อยคำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่”
หยางอี้สูดลมหายใจ
“เจิ้งบอกว่าถ้ามีปัญหาให้ข้าเงียบ และจะมีคนมาจัดการ ข้าคิดผิดที่รับงานโดยไม่ถามแต่คืนนี้ข้าพูดต่อหน้าแล้ว ข้าจะมอบไหครั่งทั้ง 2 ใบให้ตรวจและข้าจะพาเจิ้งมาที่นี่เองในยามเย็น หากเจิ้งไม่มา ข้าหยางอี้ จะยอมผิดตามกฎ”
คนทั้งลานฮือฮาเล็กน้อยกับคำ“จะพามาเอง” ลู่หานมองตรง สายตาไม่ใช่ของคนรังเกียจ แต่เป็ของคนจำคำ
“ถ้าเช่นนั้นเราจะบันทึกคำของเ้า และให้เ้าเซ็นลงนิ้วครั่งตรงนี้ ต่อหน้า”
เสมียนกลางวางแผ่นบันทึกหยางอี้เอานิ้วแตะครั่งจรดลงตรงท้ายบรรทัด
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก:ตั้งเงื่อนไขหยางอี้รับนำตัวเจิ้งมาในยามเย็น]
[คำเตือน:หากเจิ้งไม่มา ให้เตรียม “ทางเลือกคู่” (1) ออกหมายเรียกต่อหน้า, (2)ลากเส้นสู่เรือนโรงเก็บของตระกูลหลัก]
เวทีภาคเช้าปิดด้วยเสียงฆ้อนไม้2 ครั้ง คนแยกย้ายกลับร้าน พ่อค้าบางคนหันไปอ่านป้ายบัญชีสาธารณะอีกครั้งเถ้าเรือกวงเดินตรวจริมท่า ชายชรากระดิ่งยืนมุงกลุ่มสตรีอธิบายวิธีดูกรอบราคาเ้าของโรงขนมแจกขนมงาให้เด็ก ๆ คนละชิ้น
ลู่หานกลับเรือนรองเหม่ยหลิงเดินเคียงด้วยสีหน้าแน่วแน่
“เราได้เส้นชัดแล้วผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลัก จะออกหน้าแน่ถ้าคนของเขาถูกเรียก”
ลู่หานพยักหน้า
“เย็นนี้ถ้าเจิ้งไม่มา เราจะเรียกต่อหน้า”
อู๋เดินเข้ามาเงียบๆ จากด้านข้าง
“ในนามเมืองข้าพร้อมเป็พยาน และจะส่งสำเนาในเช้าเดียวกัน”
ลู่หานค้อมรับ
“ขอบคุณ”
เขาหยุดที่หน้าคุ้มภัยเรือนสำนักหมออาหยินนั่งพิงหมอน มองออกหน้าต่าง เมื่อเห็นเขากับเหม่ยหลิงเดินมา นางยิ้มบาง
“เสร็จเวทีหรือเ้าค่ะ”
ลู่หานยิ้มให้
“เสร็จแล้วอีกไม่นาน เราจะเรียกคนชื่อเจิ้งต่อหน้า”
อาหยินพยักหน้า
“ข้าจะนั่งฟังจากหน้าต่าง”
เหม่ยหลิงกำชับ
“ฟังได้แต่ห้ามลุก อย่าทำแผลฉีก”
อาหยินยกมือขวา
“เ้าค่ะ”
เวลาค่อยๆ ไหลไปจนถึงยามเย็น ลานหน้าศาลผู้เฒ่าเงียบลงหลังคลื่นคนไปตลาดกลับบ้านแดดอ่อนกระทบพื้นหิน เงาเสาไม้ขีดเป็แนวยาว ผู้ประกาศเตรียมฆ้อนไม้เสมียนกลางเปิดแผ่นบันทึกเตรียมช่องว่างไว้สำหรับบันทึกชื่อ “เจิ Zheng” ไม่ได้เพราะห้ามทับศัพท์ ต้องใช้ภาษาไทย “เจิ้ง” เท่านั้น(เราต้องรักษากติกาว่าห้ามใช้ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ จึงจะใช้ชื่อจีนไทยว่า “เจิ้ง”)
ผู้ประกาศทุบฆ้อนไม้1 ครั้ง
“เปิดเวทีเรียกตัว”
ลู่หานเอ่ยชัด
“เรียก‘เจิ้ง’ คนรับส่งของของผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลัก มาต่อหน้าคนทั้งลาน”
คนทั้งลานซุบซิบเบาๆ หันมองไปรอบ ๆ หยางอี้ยืนข้างหน้า เขาดูตึงเครียดแต่ไม่ถอยเขาหันไปมองทางตรอกตะวันตก คล้ายรอใคร
เวลาผ่านไป1 ่ธูป ไม่มีผู้ใดก้าวออกมา เสียงกระดิ่งของชายชราดังเบา ๆ 1 ครั้ง แปลว่า“เตือน” แต่เงายังไม่มี ลู่หานยกมือ
“เราจะให้เวลาอีกครึ่ง่ธูป”
ครึ่ง่ธูปผ่านไปเสียงฝีเท้ากลุ่มหนึ่งดังจากตรอก ผู้คนหันไป เห็นชายร่างกลาง 3 คนเดินเข้ามาคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าเรียบ ไม่มีตรา แต่หน้าตาเ้าเล่ห์เขาชะงักนิดเมื่อเห็นจำนวนคนในลาน ก่อนค่อย ๆ เดินเข้ามากลางลาน
ชายคนนั้นยกมือเล็กน้อย
“ข้าเจิ้ง”
ลู่หานไม่พูดพล่าม
“ท่านคือเจิ้งคนรับส่งของให้ผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลัก ใช่หรือไม่”
“ใช่”
“เมื่อคืนเ้าได้ส่งครั่งสีแดงคล้ำจากหยางอี้ให้ใคร”
เจิ้งยิ้มเล็กน้อย
“ข้าไม่รับรู้เื่ของค่ำคืนข้าทำแค่ซื้อส่งของตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา”
เหม่ยหลิงถามทันที
“ผู้บังคับบัญชาใคร”
เจิ้งเหลือบตา
“ผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลัก”
คนในลานฮือฮาเสียงดังขึ้นครู่หนึ่งก่อนกลืนลงเมื่อผู้เฒ่าคนกลางยกมือเสมียนกลางจดถ้อยคำไว้ทุกคำ บรรทัดแน่นขึ้น
ลู่หานถามต่อเสียงเรียบ
“เ้ามีจดหมายหรือคำสั่งใดมอบหมายหรือไม่”
เจิ้งส่ายหน้า
“คำสั่งด้วยปากไม่มีจดหมาย”
หยางอี้ยกมือ
“แต่ข้าเห็นจดหมายครึ่งฉบับที่เ้าให้ข้าเ้าเป็คนส่งมือเอง”
เจิ้งหัวเราะ
“กระดาษนั้นข้าซื้อจากตลาดใครจะเขียนอะไรก็ได้”
เสมียนกลางยกซองจดหมายครึ่งฉบับขึ้นอ่านต่อหน้าอีกครั้งอู๋มองนิ่ง ๆ ไม่พูด เสียงหายใจของคนทั้งลานดังพอได้ยิน
ลู่หานพูดสั้น
“ค่ำนี้เรายังไม่ตัดสินเราเพียงบันทึกและทำสำเนาส่งให้เมืองคณะผู้เฒ่าเรือนรองแล้วเรียกผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลักมาต่อหน้าในวันพรุ่ง”
เจิ้งยักไหล่ท่าทีเหมือนไม่หวั่น แต่ดวงตาแวบเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า“เรียกผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลัก”
ลู่หานหยุดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ
“ทว่าข้าขอเตือน เ้าได้เดินเข้ามาในลานต่อหน้าเอง วันนี้ข้าจะถือว่าเ้ายัง ‘มาชี้แจง’หากพรุ่งนี้ไม่มาอีก จะอ่านชื่อเ้า 7 วัน และตัดผ่านทาง 30 วันตามสัญญาวินัยตลาดและถ้ามีหลักฐานชี้ชัดว่าเ้าเกี่ยวกับไฟเมื่อวาน เราจะส่งเ้าให้เมืองสอบต่อไป”
เจิ้งกัดฟันแต่ยิ้ม
“ข้าจะมา”
เขาถอยไปยืนท้ายลานอย่างระวังเหม่ยหลิงหันไปทางผู้เฒ่า
“ขอให้บันทึกไว้ว่าพรุ่งนี้ยามเฉิน เราจะเรียกผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลักต่อหน้า”
ผู้เฒ่าคนกลางพยักหน้า
“อนุญาตและให้ส่งสำเนากับคำให้การของหยางอี้เจิ้ง ไปยังเมืองในคืนนี้”
เสมียนกลางปั๊มตราเรือนรองท่าน้ำคณะผู้เฒ่าลงบนสำเนาทั้ง3 ชุด แล้วม้วนใส่ปลอกไม้ไผ่ ส่งให้ผู้แทนของแต่ละฝ่ายอู๋รับชุดของเมืองเก็บลงห่ออย่างเรียบร้อย
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[สรุป:เส้นควันชี้ถึง “ผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลัก”ตรึงพยาน 2 ชั้น (หยางอี้เจิ้ง),ของกลางผนึกครบ, เวทีโปร่ง]
[รางวัล:“แผนปิดประตูหนู”เปลี่ยนเส้นทางเวรยามรอบโรงเก็บของตระกูลหลักในคืนถัดไปเพื่อกันทำลายหลักฐาน]
[ภารกิจถัดไป:โยงตัวการตั้งคณะสอบข้ามเขตต่อหน้าคณะผู้เฒ่า]
คืนนั้นเมืองค่อย ๆ เงียบลงอีกครั้ง แต่แสงตะเกียงในคุ้มภัยเรือนสำนักหมอยังสว่างอ่อน ๆอาหยินหลับตาลงหลังยาลดพิษเริ่มทำงาน เถ้าเรือกวงเดินตรวจท่าน้ำครั้งสุดท้ายชายชรากระดิ่งยืนฟังลม เสียงหมาหอนจากตรอกไกลดังมา 1 ครั้ง แล้วเงียบ
ลู่หานยืนหน้ากระดานบันทึกเขียนบรรทัดเรียงตามจริงของวัน
“อาหยินโดนลูกดอกไม่สาหัสชีพบรรเทา”
“คดีคืนหมาหอนย้อนไปถึงโรงช่างเก่าได้ครั่งสีและจดหมายครึ่งฉบับ”
“หยางอี้ยอมรับบางส่วนสัญญาจะพาเจิ้งมา”
“เจิ้งมาชี้แจงโยงถึงผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลัก”
“บัญชีสาธารณะแขวนป้ายวันแรก คนอ่านมาก”
เหม่ยหลิงยืนข้างๆ นางเอ่ยช้า
“พรุ่งนี้หากผู้ดูแลโรงเก็บของตระกูลหลักไม่มา เราจะต้อง ‘ลากเส้น’ เข้าหาเรือนเขาเองแต่ต้องทำต่อหน้า”
ลู่หานตอบ
“ต่อหน้าเท่านั้น”
เขาวางพู่กันปิดฝาหมึก แล้วหันมองทิศเรือนใหญ่ของตระกูลหลัก แผ่นฟ้ายามคืนสงบ แต่ในความสงบนั้นเส้นทางของคดีเริ่มชัดเจนขึ้นทุกก้าว