จากมนุษย์โลกหนึ่งหมื่นคน บัดนี้เหลือรอดชีวิตยืนอยู่หน้าประตูมิติสีฟ้าครามเพียง 1,234 คนเท่านั้น ทุกคนมีสภาพสะบักสะบอม เนื้อตัวอาบไปด้วยเืและคราบฝุ่นดิน ในมือของแต่ละคนกำอาวุธที่หยิบฉวยมาได้คนละชิ้นสองชิ้นแน่น
ทันใดนั้น แสงสีทองะเิขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับร่างเงาขนาดั์ที่มองไม่เห็นใบหน้าที่ลอยอยู่เหนือหัว เสียงทรงพลังของพระผู้เป็เ้าดังก้องอย่างพึงพอใจ
[ยินดีด้วยเ้าพวกมนุษย์เศษเนื้อ ข้าขอสรรเสริญพวกเ้าที่ไม่ได้มีดีแค่วิ่งหนี แต่กล้าที่จะหันหลังกลับมาจับอาวุธสู้กับโชคชะตา!...]
เสียงของระบบเริ่มขับขานบทกลอนดังกังวาน:
“หันหลังชนฝ่าสู้ สัตว์ร้าย
สละวิ่งหนีตาย จักรวาล
จับดาบฟาดศัตรู แหลกลาญ
รอดผ่านทุ่งมรณะ ด้วยศรัทธา”
[พวกเ้าได้สิทธิ์พักผ่อนเป็เวลา 1 ชั่วโมง จงเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับด่านต่อไป]
สิ้นเสียง ลานหินก็ปรากฏน้ำดื่มและอาหารก้อนพลังงานผุดขึ้นมา นัททิ้งตัวลงนั่งแผ่หลากับพื้นข้างๆ กล้า ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง มือซ้ายของเขายังคงสั่นระริกและบวมเป่งจากการใช้หมัดเปล่าต่อยเกล็ดเหล็กหมาป่า ส่วนกล้านั่งกอดดาบซามูไรแน่น แววตาเหม่อลอย
“พี่กล้า... ข้าวผัดกะเพราที่ห้องเช่าผม... น่าจะอร่อยกว่าไอ้ก้อนบ้าๆ นี่แน่เลย” นัทพยายามฉีกยิ้มมุกตลกเพื่อทำลายความเงียบ แต่กล้าไม่ขำด้วย
“กูเกือบตาย... แล้วกูก็ช่วยคุณยายคนนั้นไม่ได้” เสียงของกล้าสั่นเครือ “ถ้ายายคนนั้นเป็แม่กูล่ะวะ? แล้วถ้าด่านต่อไปเป็กูที่ตาย... ลูกกูจะอยู่ยังไง”
รอบตัวของพวกเขาก็ไม่ต่างกัน เสียงไหว้พระสวดมนต์ เสียงร้องไห้ระงมดังไปทั่ว บางคนพูดถึงความโหดร้ายที่เพิ่งเจอ “ทหารข้างๆ ฉันโดนหมาป่ากัดหัวขาดต่อหน้าเลย!” ทุกคนต่างหยิบอาวุธของตัวเองขึ้นมาเช็ก มีทั้งขวานหิน หอกซัด และดาบสั้น มีการพยายามตั้งกลุ่มเพื่อวางแผนเตรียมลุยด่านต่อไป แต่กลุ่มเ่าั้ก็คุยกันสะเปะสะปะ เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าด่านต่อไปคืออะไร
จนกระทั่งครบ 1 ชั่วโมง... เสียงของพระเ้าดังก้องขึ้นมาอีกครั้งฉีกกระชากทุกการวางแผน
[หมดเวลาพัก! ด่านที่ 1 คือความไวและพลัง ด่านที่ 2 คือ 'ปัญญา' ข้าจะทำการสุ่มแยกพวกเ้าออกเป็ 10 กลุ่ม ... จงใช้สมองอันน้อยนิดของพวกเ้าเอาตัวรอด!]
“เฮ้ย! แยกกลุ่มเหรอ!” กล้าลุกขึ้นยืนพยายามจะคว้าแขนขอนัทไว้ “นัท! จับมือเข้าไว้!”
ไม่ทันการณ์ แสงสีขาววาร์ปพุ่งเข้าใส่ร่างของทุกคน นัทรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง... กล้าได้หายไปแล้ว รอบตัวเขาคือคนแปลกหน้าประมาณร้อยกว่าคน และสภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนเป็ห้องโถงถ้ำศิลาขนาดใหญ่ที่ดูมืดมิด
เบื้องหน้าของพวกเขามี อุโมงค์ทางแยกนับสิบช่องทาง เจาะทะลุเข้าไปในผนังถ้ำ ไม่มีสัญลักษณ์ ไม่มีป้ายคำใบ้ และไม่มีบอกอะไรเลยสักอย่าง มันเป็เพียงทางแยกธรรมดาๆ ที่มืดมิดและเงียบสงบ
[กติกาบททดสอบแห่งปัญญา: พวกเ้ามีเวลา 5 นาทีในการแยกย้ายกันเดินเข้าอุโมงค์ทางแยกเหล่านี้ตามใจชอบ ใครยังลีลาเหลือรอดอยู่ในโถงกลางนี้หลังจากเวลาหมด... จะถูกข้ากำจัดทิ้งทันที!]
“ไม่มีคำใบ้เหรอวะ?!” เสียงคนในกลุ่มเริ่มโวยวาย
“คิดมากไปก็เสียเวลา ทางแยกเยอะขนาดนี้ แปลว่าพระเ้าอยากให้เรากระจายตัวกันไปเดินเพื่อลดความแออัดนั่นแหละ ลุยเลย!” ชายหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่ง ท่าทางมั่นใจในตัวเองสูง (เขาคือ 'โอม' เด็กหนุ่มเพิ่งเรียนจบ ม.ปลาย สายวิทย์-คณิต หัวดีแต่ใจร้อน) ะโขึ้นมา ก่อนจะวิ่งนำกลุ่มเพื่อนของเขา เลี้ยวเข้าอุโมงค์ฝั่งซ้ายมือสุดหายไปในความมืด
คนอื่นๆ เห็นแบบนั้นก็เริ่มสติแตก กลัวเวลา 5 นาทีหมด ต่างพากันแตกกลุ่มย่อยสิบคน ยี่สิบคน วิ่งแยกย้ายสุ่มกระจายกันไปตามอุโมงค์ช่องทางต่างๆ ทั่วห้องโถง
นัทที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ ไม่รีบร้อนวิ่งพุ่งไปทื่อๆ เขาพยายามมองหาอุโมงค์ที่ดูเงียบและปลอดภัยที่สุด จังหวะนั้นเองมีหญิงสาวคนหนึ่งตัดผมสั้น ท่าทางนิ่งขรึมและดูฉลาด (เธอชื่อ 'ริน'วัยรุ่นมหาลัยที่มีไหวพริบสูง) เดินเข้ามาใกล้ๆ นัท
“นาย... จะไปทางไหน? ฉันขอเดินไปด้วยสิ ดูนายเป็คนเดียวที่ไม่ตื่นตระหนกวิ่งพล่านเหมือนคนอื่น” รินเอ่ยถาม
“ผมแค่วิ่งไม่ไหวแล้วน่ะครับพี่สาว ขาจะขวิดอยู่แล้ว” นัทบ่นหน้าตาย “เอาเป็ว่าอุโมงค์ตรงกลางนี่ละกัน ดูกว้างดี”
นัทและริน พร้อมกับคนแปลกหน้าอีกประมาณ 15 คนที่เหลืออยู่เป็กลุ่มสุดท้าย วิ่งเหยาะๆ แยกตัวเข้ามาในอุโมงค์สายกลางนี้ทันเวลา ก่อนที่ประตูด้านหลังจะปิดตายลง
ทว่า... หลังจากที่พวกเขาเดินลึกเข้ามาในอุโมงค์อันยาวนานได้ไม่กี่ร้อยเมตร ความมืดมิดก็พลันหายไป กลายเป็ห้องโถงศิลาขนาดใหญ่ปิดตายอีกห้องหนึ่ง และที่นี่แหละ... คือจุดที่บททดสอบแห่งปัญญาของแท้เริ่มทำงาน!
เบื้องหน้าของพวกเขามี ประตูหินั์ 3 บาน ตั้งตระหง่านอยู่ บนประตูแต่ละบานมีสัญลักษณ์สลักไว้ชัดเจน: บานที่หนึ่งรูป ดวงอาทิตย์ บานที่สองรูป หยดน้ำ บานที่สามรูป ต้นไม้
ตรงกลางห้องโถง มีรูปปั้นอสูรหินั์หน้าตาดุดันยืนถือตาชั่งโบราณสองข้างที่ยังบาลานซ์กันอยู่ ใต้ฐานรูปปั้นมีแผ่นป้ายทองเหลืองจารึกข้อความเด่นชัด เป็บทกลอนปริศนา:
“ทางรอดมีเพียงหนึ่ง แฝงกายในหมู่มาร
ดวงตะวันแผดเผา สังหารทุกชีวา
หยดน้ำชโลมใจ กลับกลายเป็ยาพิษ
พฤกษาผลิใบไซร้ คือปลายทางที่แท้จริง
แต่จงจำไว้เถิด... คำลวงตาของอสูร จะกลับตาลปัตรจากความจริงเสมอ”
[ยินดีด้วยกลุ่มที่ 5 พวกเ้าได้เข้าสู่ 'ห้องโถงตาชั่งกลลวงตา' จงเลือกเข้าประตูที่ถูกต้องภายในเวลา 15 นาที หากเลือกผิด... ประตูจะปิดตาย และบทลงโทษจะคร่าชีวิตคนในกลุ่มทันที!]
“เอาแล้วไง... นึกว่าจะได้เดินชิลๆ” นัทถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองดูคน 16 คนในกลุ่มที่เริ่มหน้าซีด
“นี่มันปริศนาตรรกะคำโกหก!” รินเดินเข้าไปจ้องป้ายคำใบ้ทันที “ประโยคสุดท้ายบอกว่า 'คำลวงตาของอสูรจะกลับตาลปัตรจากความจริงเสมอ'แปลว่ากลอนทั้งหมดบนป้ายนี้มันเขียนโกหกเพื่อหลอกเรา!”
“หมายความว่ายังไงน่ะคุณ?” ชายคนหนึ่งในกลุ่มถามด้วยความกลัว
“ในกลอนบอกว่าดวงอาทิตย์แผดเผา หยดน้ำเป็ยาพิษ แต่ 'ต้นไม้คือปลายทางที่แท้จริง' ใช่ไหมคะ?” รินหันมาอธิบายอย่างรวดเร็ว “แต่กฎคือมันสลับกัน! แปลว่า ประตูบานที่ 3 รูปต้นไม้ที่กลอนบอกว่าถูก... จริงๆ แล้วมันคือทางตายร้อยเปอร์เซ็นต์! ส่วนทางรอดที่แท้จริง ต้องเป็ประตูบานที่ 1 (ดวงอาทิตย์) หรือบานที่ 2 (หยดน้ำ) เท่านั้น!”
ทุกคนในกลุ่มฟังแล้วดูเข้าใจง่ายและสมเหตุสมผล เริ่มคล้อยตามริน แต่ทว่า... ความยากและอุปสรรคที่แท้จริงเพิ่งเริ่มขึ้น เมื่อเวลาเริ่มนับถอยหลังเหลือน้อยลงเรื่อยๆ และจังหวะนั้นเอง เพดานห้องโถงศิลามหึมาก็เริ่มสั่นะเืดัง ครืนๆๆ แล้วค่อยๆ เลื่อนต่ำลงมาทับพวกเขาทีละคืบ!
“เฮ้ย! เพดานมันเลื่อนลงมาแล้ว!” คนในกลุ่มเริ่มสติแตก วิ่งพล่านด้วยความกลัวตาย พื้นที่ความสูงของห้องลดลงเรื่อยๆ บีบให้ทุกคนต้องก้มตัวลง
“คุณริน! ตกลงจะบานที่ 1 หรือบานที่ 2!” ชายคนหนึ่งในกลุ่มะโเร่ง “ตัดบานที่ 3 ทิ้งแล้ว แล้วทำไมเราไม่สุ่มเลือกไปสักบานล่ะวะ ดีกว่าโดนเพดานทับแบนเป็กล้วยปิ้งตรงนี้!”
“อย่าเพิ่งสุ่มสิคะ! ถ้าเลือกผิดคือตายนะ!” รินกุมขมับ พยายามคิดหาคำตอบเพื่อจำแนกระหว่างดวงอาทิตย์กับหยดน้ำ แต่ความกดดันจากเพดานที่เลื่อนลงมาจนจะติดหัวทำให้เธอสมองตื้อคิดอะไรไม่ออก
นัทที่ตอนนี้นั่งยองๆ อยู่กับพื้นเพราะเพดานต่ำลงมามาก เขาไม่ได้มองแค่ป้ายกลอน แต่นิสัยช่างสังเกตของพนักงานออฟฟิศทำให้เขามองไปที่ "รูปปั้นอสูรและตาชั่งตรงกลางห้อง"
“ทุกคน! ดูที่ตาชั่งสิครับ!” นัทะโแข่งกับเสียงครืนๆ ของเพดาน “ตาชั่งสองข้างมันมีน้ำหนักไม่เท่ากันแล้ว! ข้างซ้ายฝั่งประตูสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์มันค่อยๆ เอียงต่ำลงเรื่อยๆ ตามเพดานที่เลื่อนลงมา!”
รินหันขวับมามอง “ตาชั่งเอียงเหรอ? หมายความว่ายังไงนัท?”
“ในกลอนบอกว่า 'ดวงตะวันแผดเผาสังหารทุกชีวา' ซึ่งเราคัดกรองแล้วว่ามันโกหก” นัทวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว “ถ้าดวงอาทิตย์ไม่ได้สังหาร แปลว่ามันคือทางรอด! และที่ตาชั่งฝั่งดวงอาทิตย์มันเอียงลงต่ำ... เพราะมันกำลังบอกใบ้ทางอ้อมว่า ยิ่งเพดานกดต่ำลงมาเท่าไหร่ น้ำหนักของความจริงก็ยิ่งเทไปทางประตูบานที่ 1 เท่านั้น! ประตูบานที่ 1 คือทางรอดครับ!”
คำอธิบายของนัทเข้าใจง่ายและเห็นภาพชัดเจนจากหลักฐานตาชั่งที่ขยับอยู่จริง รินเบิกตากว้าง “จริงด้วย! ไปประตูบานที่ 1 เร็วเข้า!”
คนทั้ง 17 คนไม่มีเวลาลังเลอีกแล้ว พวกเขาคานเข่าสี่ขาพุ่งทะยานเข้าข้ามผ่านประตูบานที่ 1 (ดวงอาทิตย์) ไปได้อย่างหวุดหวิดในวินาทีที่เพดานหินเลื่อนลงมาเฉียดหลังเสื้อของนัทไปเพียงไม่กี่เิเ! ทุกคนรอดชีวิตผ่านด่านตาชั่งลวงตามาได้ครบทุกคนโดยไม่มีใครตายหมู่... ทว่า ประตูหินด่านที่ 1 ปิดสนิทลง และเบื้องหน้าของพวกเขาเปิดออกสู่ห้องโถงถัดไปที่รออยู่ทันที...
ด้วยความช่างสังเกตของนัทและสมองอันฉับไวของริน ทั้งคู่สามารถถอดรหัสกลลวงตาและพาคนทั้ง 17 คน วิ่งฝ่าประตูกลไกบานที่ 1 (ดวงอาทิตย์) ออกมาได้ฉิวเฉียดในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ห้องโถงแรกจะถล่มลงมา ไม่มีใครเสียชีวิตในห้องนั้น ทุกคนต่างพากันถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ทว่า ความโล่งใจอยู่ได้ไม่กี่อึดใจ เมื่อประตูหินด้านหลังปิดสนิท และเบื้องหน้าของพวกเขาเปิดออกสู่ห้องโถงถัดไปที่ยิ่งใหญ่อลังการจนแทบลืมหายใจ
มันคือ "ห้องโถงกระดานหหมากรุกั์"
พื้นห้องทั้งหมดถูกเนรมิตเป็ตารางหมากรุกสี่เหลี่ยมสลับสีดำขาวด้วยหินอ่อนขัดเงาวับสะท้อนแสงดาวระยิบระยับ แต่ละช่องมีขนาดกว้างพอดีตัวคนอย่างน่าประหลาด ฝั่งตรงข้ามของกระดาน... มีหุ่นเชิดหินขนาดั์สวมชุดเกราะเหล็กกล้าทึบแสงตั้งตระหง่านอยู่ มันคือหมากรุกสากลในโลกความเป็จริง ทั้งขุน (King), ควิน(Queen), เรือ (Rook), บิชอป (Bishop), ม้า (Knight) และเบี้ย (Pawn) ทุกตัวยืนสงบนิ่งในท่าประจำตำแหน่ง แผ่รังสีสังหารและความแข็งแกร่งกดดันจนคนมองสั่นไปถึงกระดูก
ตรงหน้ากระดาน มีแผ่นป้ายเรืองแสงสีทองผุดขึ้นมาพร้อมเสียงบทกลอนท้าทายจากฟากฟ้า:
“สมรภูมิจำลอง ของจอมทัพ
จงสลับ เปลี่ยนร่าง เป็เบี้ยหมาก
เดินตามกฎ ลิขิต อย่างลำบาก
ผู้ชนะ จึงจัก ได้ผ่านไป”
[กติกา: พวกเ้า 16 คนต้องขึ้นไปยืนประจำตำแหน่งเป็หมากฝั่งมนุษย์เพื่อแข่งขันกับกองทัพหมากรุกศิลา หากเดินหมากแพ้... ความตายคือสิ่งเดียวที่รออยู่!]
ทุกคนหันมามองหน้ากันด้วยความเลิกลัก สรุปคือจาก 17 คน มี 16 คนต้องขึ้นไปเสี่ยงดวงเป็หมากรุก นัทรีบก้าวถอยหลังก้มหน้าก้มตาเงียบๆ ทำตัวเป็อากาศธาตุทันที ผลการตัดสินด้วยการเป่ายิ้งฉุบและจับฉลากอย่างรวดเร็วทำให้ริน, โอม และคนอื่นๆ อีก 14 คนต้องเดินขึ้นไปประจำเป็ตำแหน่งต่างๆ บนตารางหินอ่อน ทิ้งให้นัทเป็คนเดียวที่ยืนอยู่นอกกระดานในฐานะ "คนเดินหมาก"
“นัท... พวกเราฝากชีวิตไว้ที่นายนะ” รินที่ตอนนี้ยืนอยู่ในตำแหน่งบิชอปเอ่ยเสียงสั่น
นัทกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สมองพยายามขุดความรู้เื่หมากรุกสากลที่เคยเล่นขำๆ ในคอมพิวเตอร์ตอนพักเที่ยงออกมา การดวลเริ่มขึ้นอย่างตึงเครียด นัทสั่งเดินเบี้ยตัวแรกไปข้างหน้า ฝั่งตรงข้ามขยับตามทันที กลไกของเกราะเหล็กดัง แกร๊กๆ น่ากลัว
จังหวะแรก ฝั่งมนุษย์เป็ฝ่ายได้เปรียบ รินใช้ไหวพริบสั่งให้เบี้ยฝั่งเราเดินตัดหน้าเพื่อจับกิน "เบี้ย" ฝั่งตรงข้าม ทันทีที่หมากหินตัวนั้นรู้ว่าตนเองโดนกินตามกฎ มันก็ทรุดเข่าลงล้มครืนและแตกสลายกลายเป็เศษหินกระจายเต็มพื้นห้อง!
“เหวอ! กินได้จริงๆ ด้วย!” คนในกลุ่มเริ่มมีกำลังใจ
ทว่า ความดีใจอยู่ได้ไม่นาน กองทัพหมากรุกศิลาเก่งกาจและเืเย็นกว่าที่คิด มันซ้อนแผนเดินหมากตัว "เรือ" ั์พุ่งทะยานตัดข้ามกระดานมาโผล่ตรงหน้าชายคนหนึ่งในกลุ่มที่รับหน้าที่เป็เบี้ย ชายคนนั้นสั่นกลัวจนก้าวขาไม่ออก หมากรุกศิลาขยับดาบั์ในมือฟันฉับลงมา ร่างของชายดวงซวยขาดครึ่งท่อนต่อหน้าต่อตาทุกคน เืสดๆ สาดกระเซ็นเต็มตารางหินอ่อนขัดเงา!
“อ๊ากกกกกก!” ทุกคนกรีดร้องด้วยความสยดสยอง แต่ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนเพราะกติกาบังคับให้ยืนนิ่งในช่องของตัวเอง
สถานการณ์เริ่มเข้าสู่วิกฤต นัทสติแทบหลุดเมื่อฝั่งตรงข้ามเดินหมากเดินเกมอย่างเหนือชั้น มันขยับ "ม้าศิลา" อ้อมมาเตรียมจะกินคนที่สอง ซึ่งเป็วัยรุ่นหนุ่มอีกคน ม้าหินั์ยกดาบขึ้นสูงเตรียมจามหัว
ด้วยความสั่นกลัวจนถึงขีดสุด วัยรุ่นคนนั้นไม่ยอมยืนตายเฉยๆ เขาหลับตาปี๋แล้วยกดาบสั้นที่พกติดตัวมาจากด่านแรกขึ้นมารับแรงฟันดัง เคร้งงงงง! เสียงดาบปะทะกันสนั่นโถง
วินาทีนั้น กองทัพหมากรุกฝั่งตรงข้ามทุกตัวพลันหันหน้ากลับมามองที่วัยรุ่นคนนั้นเป็ตาเดียว! บรรยากาศกลายเป็มาเป็การต่อสู้แบบตัวต่อตัวทันที หุ่นหินม้าศึกรุกคืบฟันกระหน่ำจนวัยรุ่นคนนั้นร่นถอย แย่แน่ๆ!
นัทที่ยืนดูอยู่นอกกระดาน มองคราบเืและเศษหิน สมองมนุษย์ออฟฟิศที่ชอบหาช่องโหว่ในระบบคอมพิวเตอร์พลันฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาทุบมือลงบนเข่าตัวเองแล้วะโลั่นห้องขำขันหน้าตาย:
“เฮ้ยทุกคน! คิดดูดีๆ ดิ! พระเ้าบอกให้เราเล่นหมากรุก แต่พระเ้าไม่ได้เสกเชือกมาผูกขาเราไว้นี่หว่า! เราไม่จำเป็ต้องเดินตามหมากแล้วโว้ย! บวกมันพร้อมกันเลย!!”
คำพูดของนัทเหมือนะเิปลดล็อกสติ โอมที่ยืนอัดอั้นอยู่แผดเสียงลั่น “เออจริงด้วย! แม่มึ_เถอะ! ลุยยยย!!”
จากเกมกระดานตรรกะเครียดๆ กลายเป็ สมรภูมิตะลุมบอน ในทันตา! คนทั้ง 15 คนที่เหลืออยู่หลุดออกจากช่องตาราง พุ่งเข้าใส่กองทัพหมากรุกศิลาพร้อมอาวุธในมืออย่างบ้าคลั่ง รินใช้หอกสั้นแทง โอมพุ่งไปทุบเรือ นัทเองก็ไม่อยู่เฉย เขาสับเกียร์หมาพุ่งเข้าใส่สนามรบด้วย รองเท้าแตะช้างดาวข้างเดียวสลัดหลุดไปั้แ่ก้าวแรก
ตูมมมม!
หุ่นรบม้าศึกศิลาตวัดดาบใส่คนในกลุ่มจนกระเด็น นัทพุ่งหลบฉากคุกเข่าสไลด์ไปกับพื้นหินอ่อนที่เปื้อนคราบเื ร่างกายเขากระทบกระเทือนอย่างแรงจนจุกอก แต่สายตาเหลือบไปเห็นทหารม้าฝั่งตรงข้ามที่กำลังจะเงื้อ "หอกยาวเหล็กกล้า" แทงใส่ริน นัทใช้แรงฮึดเฮือกสุดท้ายพุ่งไปตะครุบด้ามหอก ยื้อยุดฉุดกระชากกับหุ่นหินอย่างดุเดือด ก่อนจะใช้เท้าถีบเข้าที่ข้อต่อหัวเข่าหุ่นหินจนมันเสียหลักทำหอกหลุดมือ
นัทคว้าหอกยาวเล่มนั้นมาได้สำเร็จ! มันหนักมากสำหรับคนผอมอย่างนัท แต่ความบ้าบิ่นทำให้เขาคุมมันอยู่ นัทหมุนตัวสะบัดหอกแทงสวนเข้าที่รอยต่อคอเสื้อเกราะของทหารม้าศิลาจนหัวหินะเิกระจายกลายเป็จล!
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดเืพล่าน มนุษย์โลกสู้ขาดใจเพื่อเอาชีวิตรอด พวกเขาเสียบุคคลในกลุ่มไปอีก 2-3 คนจากการโดนดาบั์เหวี่ยงตัดร่าง แต่ในที่สุด ด้วยความสามัคคีและการรุมกินโต๊ะ กองทัพหมากรุกศิลาตัวสุดท้ายก็โดนโอมและคนอื่นๆ ทุบจนแตกละเอียดกลายเป็เศษหินเกลื่อนกลาดไปทั่วกระดาน ต้องขอบคุณเสียงะโของนัททำให้ฝ่ายเราเปิดก่อนจนมีชัย
เสียงหอบหายใจดังระงม ห้องโถงกลับคืนสู่ความเงียบ ก่อนที่เสียงสรวลเสเฮฮาอย่างพึงพอใจของพระผู้เป็เ้าจะดังก้องขึ้น
[ฮ่าฮ่าฮ่า! ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมมากเ้าพวกเศษเนื้อไร้ปัญญา! นึกว่าจะยอมโดนกินจนตายหมดห้องซะแล้ว การทำลายกฎเกณฑ์คือปัญญาที่แท้จริง! ข้าขอชมเชย!]
สิ้นเสียง ประตูบานที่ 3 ที่อยู่หลังกระดานหมากรุกพลันครืนขยายเปิดออกกว้าง แสงสว่างส่องเข้ามา มันคือทางออกจากวิหารแห่งปัญญา!
นัทที่เนื้อตัวสะบักสะบอม ถือหอกยาวต่างไม้เท้าพยุงร่างอันผอมแห้ง เดินนำกลุ่มคนที่เหลือรอดไม่กี่คนผ่านประตูบานที่ 3 ออกมา เมื่อก้าวพ้นประตู... พวกเขาพบว่าตัวเองกลับมาโผล่ที่โถงรวมขนาดมหึมาอีกครั้ง และที่นั่น มีมนุษย์โลกจากกลุ่มอื่นๆ ประมาณ 200-300 คน บรรลุบททดสอบที่ 2 มารออยู่ก่อนแล้ว บางคนนั่งกอดเข่าร้องไห้ บางคนนอนระบม
หนึ่งในนั้นคือ 'กล้า' ที่นั่งกำดาบซามูไรอาบเือยู่ พอเห็นหน้าของนัท กล้าก็ลุกพรวดพุ่งเข้ามาตบไหล่จนนัทแทบทรุด “ไอ้นัท! มึงยังไม่ตาย!”
“เกือบไปพี่... ได้หอกใหม่มาเล่มนึงเนี่ย” นัททรุดตัวลงนั่งหอบแฮ่ก
ตอนนี้ทุกคนที่เหลือรอดจากทุกกลุ่มทำได้เพียงนั่งมองหน้ากันอย่างระแวดระวัง าแและความเหนื่อยล้าเกาะกินใจ พวกเขาทำได้เพียงเฝ้ารอคอยกลุ่มอื่นๆ ที่อาจจะรอดชีวิตตามมา... จนกว่าจะได้ยินสัญญาณถัดไปจากพระผู้เป็เ้า ว่าด่านสุดท้ายหรือโลกใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นตอนไหน!
นิยายตอนที่ 4.5 (่รอยต่อ): คำถามกวนประสาทของปีศาจศิลา
ในโถงรวมผู้รอดชีวิต นัทที่เนื้อตัวสะบักสะบอมถือหอกยาวพยุงร่างอันผอมแห้งนั่งลงข้างๆ กล้า ยอดคุณพ่อลูกอ่อนที่กำลังเช็ดเืสีดำออกจากดาบซามูไร
“พี่กล้า... ด่านหมากรุกกลุ่มผมแม่_โคตรโหดเลย พี่ผ่านมาได้ไงวะ ด่านปัญญาของพี่เป็แบบไหน?” นัทถามพลางหอบแฮ่ก
กล้าหันมาถอนหายใจยาว “ปัญญาบ้านแกสิ... กลุ่มพี่โผล่ไปเจอปีศาจหินั์นั่งอยู่บนบัลลังก์ มันบอกมีคำถามมาทาย 3 ข้อ ถ้าตอบถูกข้อนึงมันจะเปิดประตูให้ผ่าน แต่ถ้าตอบผิดมันจะสับคนในกลุ่มทิ้งทีละคน”
“แล้วพี่ตอบถูกไหม?” นัทตาลุกวาว
“จะถูกได้ไง! คำถามข้อแรกมันถามว่า 'ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน'พอมีคนตอบไก่ มันก็บอกผิด! ไข่เกิดก่อนเพราะไข่มีมาก่อนไก่! แล้วมันก็สับคนตอบตัวขาดครึ่งทันที!” กล้าทำหน้าเซ็ง “ข้อสองมันถามว่า 'มีส้มอยู่ 3 ผล แบ่งให้คน 4 คนยังไงให้เท่ากันโดยห้ามผ่าส้ม'พอคนเริ่มคิดตรรกะคณิตศาสตร์ มันบอกผิด! เฉลยคือเอาไปทำน้ำส้มคั้นสิวะ! แล้วมันก็สับทิ้งไปอีกคน!”
นัทถึงกับกุมขมับ “กวนติ_ชิบหาย แล้วข้อสามล่ะพี่?”
“ข้อสามมันถามว่า 'นกอะไรเอ่ยน่ากลัวที่สุด' พี่คิดในใจละว่าขืนกูยืนคิดตามตรรกะพวกนี้ปัญญาอ่อนตายแน่ๆ ตอบยังไงก็ไม่ถูกหรอก พี่เลยะโสวนไปว่า 'นกมึงน่ะสิอีสั_!' แล้วพี่ก็ะโเหยียบหัวคนข้างหลัง พุ่งเอาดาบซามูไรเสียบลูกตาปีศาจเป็คนแรกเลยทีนี้!” กล้าเล่าอย่างออกรส “หลังจากนั้นคนอีกร้อยกว่าคนก็สติหลุด รุมสกรัมล้อมตื้บปีศาจหินจนเละ สรุปกลุ่มพี่ตายไปตั้ง 15 คน กว่าจะผ่านมาได้ด้วยวิธีโกงๆ แบบนี้แหละ”
นัทหัวเราะแห้งๆ ‘สรุปคือทุกกลุ่มรอดมาได้เพราะแหกกฎและเปิดฉากตะลุมบอนเหมือนกันหมดสินะ...’
เมื่อนับยอดรวมผู้รอดชีวิตจากบททดสอบแห่งปัญญาของทุกกลุ่ม จากมนุษย์โลกหนึ่งหมื่นคน ตอนนี้เหลือรอดชีวิตอยู่ตรงนี้เพียง 543 คน เท่านั้น! ทุกคนเป็ผู้ที่ผ่านการนองเืมาแล้วทั้งสิ้น