ความหมายของประโยคนี้ชัดเจนยิ่งนัก จูอวิ่นเหวินอยากรู้ว่าจูอวิ่นเถิงเป็คนแต่งเองหรือไม่
นี่เป็การตั้งคำถามอย่างแเี ไม่ดูเป็การคาดคั้นจนเกินไป และไม่ทำให้ดูเหมือนว่าเกิดความอิจฉาริษยาระหว่างพี่น้อง
เมื่อได้ยินคำถามนี้ จูหยวนจางเองก็อยากรู้เช่นกันว่าเป็ผลงานของจูอวิ่นเถิงหรือไม่ และอยากพิสูจน์ว่าหลานทรพีผู้นี้มีสติปัญญาเลิศเลอถึงเพียงนั้นจริงหรือเปล่า
“หลานไม่ได้แต่งเองพ่ะย่ะค่ะ”
จูอวิ่นเถิงเห็นความอยากรู้อยากเห็นที่เปี่ยมล้นของตาเฒ่าจู จึงจำต้องตอบไปตามตรง
แต่ถ้าหากจูอวิ่นเถิงไม่ได้เป็คนแต่ง แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่เคยได้ยินประโยคนี้มาก่อน ซ้ำยังไม่ได้มาจากตำราเล่มใด คิดอย่างไรก็นึกแหล่งที่มาไม่ออกเลย
ประโยคนี้มาจาก ‘คติพจน์ตระกูลจู’ ในสมัยราชวงศ์ชิง
แต่ที่นี่คือยุคราชวงศ์ิ พวกเขาย่อมไม่มีทางเคยได้ยินอยู่แล้ว ทว่าจูอวิ่นเถิงย่อมไม่อธิบายให้มากความ เพียงแค่ยอมรับว่าไม่ใช่ผลงานของตนเองเท่านั้น
เมื่อก่อนจูหยวนจางอาจจะไร้การศึกษา แต่หลังจากขึ้นครองราชย์ เขาก็อ่านตำราเสริมความรู้อย่างหนัก
ฮ่องเต้เฒ่าพยายามนึกทบทวนเนื้อหาในตำราเ่าั้จนหมดสิ้น ก็ยังนึกประโยคนี้ไม่ออก จึงหัวเราะออกมา “อวิ่นเถิงถ่อมตัวเกินไปแล้ว”
ในเมื่อไม่มีที่มา ย่อมต้องเป็ผลงานที่คิดขึ้นเอง แต่แต่งเองแล้วยังบอกว่าไม่ได้แต่ง นี่ก็คือความถ่อมตัวนั่นเอง
เด็กคนนี้ รู้จักถ่อมตนเสียด้วย!
จูหยวนจางยิ้มด้วยความปีติ การที่จูอวิ่นเถิงสามารถคิดประโยคเช่นนี้ออกมาได้ ย่อมแสดงว่าในใจของเขามีราษฎร ช่างรู้จักระลึกถึงความยากลำบากในอดีต เพื่อตระหนักถึงคุณค่าในปัจจุบันเหมือนกับเขาไม่มีผิด!
“อวิ่นเถิงช่างเหมือนกับข้าจริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ ...” จูหยวนจางกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
ส่วนจูอวิ่นเหวินนั้นกลับรู้สึกขมขื่นเป็อย่างยิ่ง
ความอิจฉาริษยาที่แผ่ซ่านออกมา แทบจะเปลี่ยนตำหนักอู่อิงให้กลายเป็ไหน้ำส้มสายชูอยู่รอมร่อแล้ว
เสด็จปู่ไม่เคยประเมินเขาไว้สูงส่งถึงเพียงนี้มาก่อนเลย
จูอวิ่นเถิงกล่าวว่า “หลานไม่เหมือนพระองค์หรอกพ่ะย่ะค่ะ และก็ไม่เหมือนผู้ใดด้วย หลานถึงจะสามารถใช้ชีวิตในแบบฉบับของตัวเองได้อย่างสง่างาม”
“พูดได้ดี!”
จูหยวนจางไม่ได้โกรธ เพียงแต่รู้สึกว่า เมื่อนำจูอวิ่นเถิงมาเปรียบเทียบกับจูอวิ่นเหวินแล้ว จูอวิ่นเถิงช่างเหนือกว่ามากนัก
จูอวิ่นเหวินในยามนี้แทบจะกลายเป็เพียงฉากหลังไปแล้ว
มื้อเที่ยงที่รสชาติแย่อยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งกระเดือกไม่ลงเข้าไปใหญ่ เมื่อมื้อเที่ยงจบลง เขาจึงใช้ข้ออ้างเื่การเรียนขอตัวลากลับไปก่อน
จูอวิ่นเถิงเองก็อาศัยโอกาสนี้เดินออกจากตำหนักอู่อิง กลับไปยังหอตำราหลวงเพื่อเรียนหนังสือต่อเช่นกัน
ทันทีที่ถึงหอตำราหลวง จูอวิ่นเหวินก็รีบไปหาฟางเซี่ยวหรู แล้วถามถึงประโยคของจูอวิ่นเถิงเมื่อครู่นี้ทันที
แต่แม้แต่ฟางเซี่ยวหรูก็ยังบอกที่มาไม่ได้ ชั่วขณะนั้น จูอวิ่นเหวินจึงร้อนรนขึ้นมา
การเรียนไม่ใช่ข้อได้เปรียบของเขาเพียงผู้เดียวอีกต่อไปแล้ว จะทำอย่างไรดี?
คงทำได้เพียงดันทุรังเรียนต่อไปให้ตายกันไปข้าง ต้องรีบไปท่องสี่ตำราให้ขึ้นใจ
คืนนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องอดหลับอดนอนท่องตำราให้ขึ้นใจ ต้องเรียนให้หนักจนกดหัวจูอวิ่นเถิงให้มิด ต้องเอาชนะมันให้ได้!
่บ่าย ในที่สุดก็เลิกเรียน
จูอวิ่นเถิงกลับมาที่ตำหนักบูรพา รู้สึกเพียงว่ารอบกายช่างว่างเปล่า
พี่หญิงน้องหญิงล้วนถูกกัวฮุ่ยเฟยพาตัวไปหมดแล้ว ที่นี่จึงเหลือเขาเพียงคนเดียว ส่วนบ่าวรับใช้อย่างหลิ่วลิ่ว ในสายตาเขาไม่นับว่าเป็คนแล้ว
นับั้แ่หลุดพ้นจากตำหนักอู่อิงจนถึงตอนนี้ จูอวิ่นเถิงเอาแต่ขบคิดเื่ของหลานอวี้
เขามั่นใจว่าหลานอวี้คือบททดสอบที่ตาเฒ่าจูมอบให้เขา แต่บททดสอบนี้ จะรับมือกับมันอย่างไรดี?
การชิงตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์ไม่ใช่เื่ง่ายเลยจริง ๆ จูอวิ่นเถิงรู้สึกว่าสมองของตนชักจะไม่พอใช้แล้ว ชั่วคราวนี้ยังนึกหาวิธีการที่เป็รูปธรรมไม่ออก
ทว่าในยามที่รู้สึกหมดหนทางเช่นนี้ เขากลับได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาเตะจมูก ชวนให้รู้สึกสดชื่นสบายใจ
“กลิ่นอะไรน่ะ?” จูอวิ่นเถิงถามขึ้น
“ทูลองค์ชาย นี่คือกำยานพ่ะย่ะค่ะ” หลิ่วลิ่วตอบกลับ
“กำยานหรือ?”
จูอวิ่นเถิงสงสัย พลันเหลือบไปเห็นกระถางกำยานที่มีควันสีขาวลอยอยู่บนโต๊ะไม่ไกลนัก
กลิ่นหอมที่โชยมาที่แท้ก็มาจากสิ่งนี้นี่เอง
กลิ่นหอมนี้สดชื่นมาก ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง เขาชักจะชอบมันขึ้นมานิด ๆ แล้วสิ
“เรือนของข้า มีกำยานั้แ่เมื่อไหร่กัน?” จูอวิ่นเถิงถามด้วยความประหลาดใจ
“เป็พระชายารัชทายาททรงให้บ่าวนำมาส่งพ่ะย่ะค่ะ”
หลิ่วลิ่วโค้งคำนับพลางกล่าว “เมื่อก่อนพระชายาจิ้งอี้ก็โปรดปรานกำยานชนิดนี้มาก เพียงแต่ของเก่าใช้หมดไปแล้ว นี่คือสิ่งที่พระชายารัชทายาทเพิ่งให้บ่าวนำกลับมา มีราคาค่างวดไม่น้อยเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้?”
จูอวิ่นเถิงครุ่นคิดในใจ นางหลี่ว์จะใจดีขนาดนั้นเชียวหรือ?
ไม่ใช่ว่าเขาเป็คนใจแคบ แต่ความจริงคือนางหลี่ว์ไม่ใช่คนดีอะไรเลย พระชายารัชทายาทองค์ก่อนชอบกำยานชนิดนี้ แล้วตอนนี้ตัวเขาเองก็ชอบ
นางหลี่ว์แม้แต่ข้าวยังตระหนี่ไม่ยอมให้เขากินอิ่ม แล้วจะส่งกำยานมาให้ได้อย่างไร?
กำยานชนิดนี้เห็นได้ชัดว่าเป็ของชั้นดี ต่อให้มีก็คงไม่เอามาให้เขาใช้หรอก
ในเมื่อตอนนี้ส่งมาให้ใช้ แสดงว่ากำยานนี่ต้องมีปัญหาแน่ ๆ
วิธีการฆ่าคนอย่างไร้ร่องรอย มักจะมาจากของใกล้ตัวที่ไม่สะดุดตาพวกนี้นี่แหละ!
จูอวิ่นเถิงมองกระถางกำยาน ใจจริงอยากจะโยนทิ้งออกไปข้างนอกเสียเดี๋ยวนี้ แต่เมื่อคำนึงถึงว่าหลิ่วลิ่วเป็คนของนางหลี่ว์ จึงไม่สะดวกที่จะทำอะไรโจ่งแจ้งเกินไป คงต้องปล่อยไปก่อนชั่วคราว
ต่อให้มีพิษก็คงไม่ออกฤทธิ์ง่ายดายขนาดนั้น
น่าจะเป็พิษที่ต้องอาศัยการสะสมเป็เวลานาน ไม่เช่นนั้นหากจูอวิ่นเถิงด่วนตายเร็วเกินไป นางหลี่ว์ก็ต้องถูกฝังตามไปด้วยอย่างแน่นอน
‘ช่วยหลานอวี้ สยบหลานอวี้ แถมยังต้องพิสูจน์ความสามารถของข้าอีก!’
จูอวิ่นเถิงเอาแต่ขบคิดอยู่ในใจ ว่าจะทำอย่างไรดี?
คิดไปคิดมา ในที่สุดโครงร่างแผนการคร่าว ๆ ก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในหัว เขาจึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะไปสนทนากับตาเฒ่าจูเสียหน่อย
“พระนัดดาพ่ะย่ะค่ะ” หลิ่วลิ่วเดินเข้ามาอีกครั้ง พลางกล่าวว่า “สวีซิ่งจู่ หัวหน้าห้องเครื่องขอเข้าเฝ้าอยู่ด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้เขาเข้ามา!”
จูอวิ่นเถิงเอ่ยปากสั่ง พลางคิดในใจว่าน่าจะเกี่ยวกับเื่เมื่อเช้า
ผ่านไปครู่หนึ่ง สวีซิ่งจู่ก็รีบลนลานเข้ามาทำความเคารพพลางกล่าว “กระหม่อมสวีซิ่งจู่ ถวายบังคมพระนัดดาสาม ก่อนหน้านี้กระหม่อมถูกบีบบังคับจนไร้ทางเลือก จนล่วงเกินท่านไปหลายอย่าง ขอองค์ชายโปรดลงอาญาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาล่ะ!” จูอวิ่นเถิงเห็นว่าเขายังสามารถรั้งตำแหน่งในห้องเครื่องได้ ก็เข้าใจทันทีว่าตาเฒ่าจูไม่ได้เอาความรุนแรงนัก
บางครั้ง การหยิบยื่นน้ำใจให้สักเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ผู้คนภักดีและจริงใจต่อคุณมากขึ้น พ่อครัวฝีมือดีก็ย่อม้าสิ่งนี้เช่นกัน
“ผู้เฒ่าสวี เื่ที่ผ่านไปแล้ว ข้าก็จะไม่เก็บมาใส่ใจอีก” จูอวิ่นเถิงกล่าว
“ขอบพระทัยองค์ชาย ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ!”
สวีซิ่งจู่ตั้งใจมาขอขมาโดยเฉพาะ เมื่อเช้าเขาก็ดูออกแล้วว่าจูหยวนจางมีใจโอนเอียงไปทางจูอวิ่นเถิง หากไม่สร้างความสัมพันธ์อันดีไว้แต่เนิ่น ๆ วันข้างหน้าเขาต้องโดนเขี่ยทิ้งเป็แน่
“พระนัดดาพ่ะย่ะค่ะ” สวีซิ่งจู่กล่าวต่อ “เพื่อเป็การไถ่โทษ กระหม่อมได้ควักกระเป๋าตัวเอง ทำอาหารมื้อใหญ่มาถวายพระนัดดาโดยเฉพาะ กระหม่อมทำอย่างอื่นไม่เป็ เป็แต่ทำอาหารเลิศรส ขอพระนัดดาโปรดเสวยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เขาปรบมือสองที คนด้านหลังก็ยกอาหารหน้าตาน่ากิน ส่งกลิ่นหอมฉุย สีสันสวยงามเข้ามาเรียงราย
การขอขมาครั้งนี้ ถือว่าทำได้จริงใจไม่เลวเลยทีเดียว
“ข้ากินไม่หมดหรอก” จูอวิ่นเถิงโบกมือปฏิเสธ แล้วกล่าวต่อ “เ้าแบ่งไปส่วนหนึ่ง นำไปตำหนักพระนางฮุ่ยเฟย ให้พระนางฮุ่ยเฟยได้ลิ้มลองด้วย”
จุดประสงค์หลักก็คือ อยากจะขุนพี่สาวและน้องสาวของตนนั่นเอง
“พระนัดดาช่างเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและกตัญญูยิ่งนัก!”
สวีซิ่งจู่กล่าวเยินยอจูอวิ่นเถิงได้อย่างถูกจังหวะ ถือโอกาสเรียกคะแนนความประทับใจให้ตัวเองไปในตัว
จากนั้น จูอวิ่นเถิงก็ไล่ให้เขาออกไป จะได้ไม่มาเกะกะสายตาอยู่ที่นี่
สวีซิ่งจู่รีบนำคนยกอาหารส่วนหนึ่งไปส่งยังตำหนักกัวฮุ่ยเฟย
จูอวิ่นเถิงมองอาหารเลิศรสที่วางเรียงรายเต็มโต๊ะ ลำพังตัวเขาคงกินไม่หมดแน่ เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ปรายตามองหลิ่วลิ่ว
เขาหยิบจานใบหนึ่งมาแบ่งอาหารออกไปส่วนหนึ่ง นำไปวางพักไว้ด้านข้าง ก่อนจะค่อย ๆ ลงมือกินอาหารของตนจนเสร็จ
เมื่อกินเสร็จ เขาก็ดันจานใบนั้นไปข้างหน้า
“หลิ่วลิ่ว ส่วนนี้ของเ้า”
จูอวิ่นเถิงพูดจบก็ดับกำยานทิ้ง แล้วหมุนตัวกลับเข้าห้องไปพักผ่อน
หลิ่วลิ่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ขอบตาก็พลันแดงก่ำ
บ่าวรับใช้ในวังอย่างพวกเขาไร้ซึ่งศักดิ์ศรีใด ๆ ปกติก็ต้องกินของเหลือเดนจากเ้านายในวัง หากไม่มีของเหลือ โดยปกติแล้วก็ทำได้เพียงทนหิว
แต่ยามนี้พระนัดดากลับแบ่งอาหารส่วนหนึ่งไว้ให้เขาต่างหาก ซ้ำยังเป็อาหารสะอาดที่ยังไม่ถูกแตะต้อง ทำให้หลิ่วลิ่วผู้ซึ่งสูญเสียศักดิ์ศรีไปนานแล้ว รู้สึกราวกับได้ศักดิ์ศรีความเป็คนกลับคืนมาอีกครั้ง
“บ่าว ขอบพระทัยพระนัดดาพ่ะย่ะค่ะ!”
หลิ่วลิ่วรีบคุกเข่าลง โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง
เมื่อได้ยินเสียงโขกศีรษะ จูอวิ่นเถิงก็แค่นหัวเราะในใจ ‘ข้าจะซื้อตัวเ้า มันไม่ง่ายไปหน่อยหรือ?’
หลิ่วลิ่วผู้นี้ ในเมื่อไม่สามารถไล่ตะเพิดออกไปได้ และตัวเขาเองก็ยังไม่มีหนทางย้ายออกไปชั่วคราว จึงทำได้เพียงเปลี่ยนหมอนี่ให้กลายเป็คนของตนเสียก่อน
จากนั้นค่อยจัดการกับกำยานพวกนั้น ไม่เช่นนั้นการอยู่ในตำหนักบูรพาก็คงอันตรายเกินไป
ตำหนักบูรพาแห่งนี้ ช่างไม่ต่างอะไรกับถ้ำเสือรังัเลยจริง ๆ !