เช้าวันใหม่…
ตะวันยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า มีเพียงแสงจาง ๆ ที่พอให้มองเห็นรอบด้าน
หลินเทียนลุกขึ้นั้แ่ฟ้ายังมืด ขอบตาดำคล้ำอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะค่อย ๆ ย่องออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ
“เมื่อคืน…ทำเอาข้าแทบไม่ได้นอน…”
เขาพึมพำเบา ๆ พลางขยับไหล่
“พวกนางดิ้นกันยิ่งกว่าปลาติดเบ็ดอีก…”
พูดจบก็ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินไปทางที่พักของจินซี
แต่ยังไม่ทันถึง—
สายตาเขาก็สะดุดเข้ากับเงาร่างหนึ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้แสงรุ่งอรุณ
ชายหนุ่มถือกระบี่ ฟัน แทง ปัด วาดเป็จังหวะต่อเนื่อง ราวกับซ้อมซ้ำ ๆ มานับไม่ถ้วน
เมื่อมองให้ชัด…
นั่นคือจินซี
เขาลุกขึ้นมาฝึกั้แ่เช้ามืดโดยไม่หยุดพักแม้แต่น้อย
ใกล้กันนั้น ใต้ต้นไม้ใหญ่ มีม้านั่งยาวตัวหนึ่ง
เฉินเฟิงกับหานซือนั่งอยู่เงียบ ๆ เฝ้ามองการฝึกของจินซีโดยไม่เอ่ยคำ
หลินเทียนเดินเข้าไปช้า ๆ
“เตรียมตัวั้แ่เช้าเลยงั้นรึ…ถือว่าเป็นิสัยที่ดี”
เสียงของเขาดังขึ้นเรียบ ๆ
จินซีหยุดมือทันที หันมาคำนับ
“คารวะท่านอาจารย์”
เฉินเฟิงกับหานซือเองก็รีบลุกขึ้น
“คารวะท่านเ้าสำนัก”
หลินเทียนยกมือห้าม
“พอแล้ว ไม่ต้องมากพิธีนัก นั่งเถอะ”
พูดจบก็เดินไปนั่งบนม้านั่งเดียวกับเฉินเฟิง
“ฟู้ว…”
เขาถอนหายใจยาว มองแสงอาทิตย์ที่เริ่มไต่ขึ้นจากขอบฟ้าอย่างช้า ๆ
จินซีลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“ท่านอาจารย์…ท่านคิดว่าข้าจะสามารถชนะการประลองครั้งนี้ได้หรือไม่ขอรับ”
หลินเทียนไม่ตอบทันที
เพียงเหลือบตามองเขา ก่อนจะยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“คงยากหน่อย…”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้จินซีชะงัก
“จากที่ข้าดู…คู่ต่อสู้ของเ้า ‘เฉียนหนาน’ เป็คนที่ใจเย็น ลึก และอ่านการเคลื่อนไหวของผู้อื่นได้ทะลุปรุโปร่ง”
เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่ง
“และที่สำคัญ…เขาเริ่มสร้าง ‘เจตจำนง’ ของตัวเองได้แล้ว ทั้งที่อายุยังเท่านี้…ถือว่าหาได้ยากยิ่ง”
หานซือพยักหน้าเล็กน้อย
“ท่านเองก็เห็นเช่นนั้นงั้นรึ…เจตจำนงของเขาน่ะ”
หลินเทียนพยักหน้าตอบ
แต่จินซีและเฉินเฟิงกลับทำสีหน้ามึนงง
สุดท้ายจินซีอดถามไม่ได้
“เอ่อ…แล้ว ‘เจตจำนง’ คืออะไรหรือขอรับท่านอาจารย์”
หลินเทียนยังไม่ทันตอบ
หานซือก็เอ่ยขึ้นแทน
“มันคือสิ่งที่ผู้ฝึกตนเข้าใจในเส้นทางของตนเองอย่างลึกซึ้ง…จนหยั่งรู้ได้ด้วยตนเอง”
“เมื่อถึงจุดนั้น…เ้าจะสร้างเจตจำนงของตนขึ้นมาได้”
เสียงของเขาเบาลงเล็กน้อยในตอนท้าย
“แต่…แม้แต่ข้าเองก็ยังทำไม่ได้…”
บรรยากาศเงียบลงเล็กน้อย
หลินเทียนจึงเอ่ยต่อ
“ใช่…เหมือนที่ผู้าุโหานซือพูด”
“แต่ข้าจะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น”
เขายกมือขึ้นช้า ๆ
“หากเ้าเลือกเดินบนวิถีแห่งกระบี่…จงสลักปณิธานของเ้าลงไปในคมกระบี่นั้น”
“อย่ามีความลังเลแม้แต่น้อยในยามวาดออก เพราะเมื่อจิตใจเ้าสั่นคลอน…คมกระบี่ก็จะทื่อด้าน”
เสียงเขาเรียบ แต่หนักแน่น
“อย่ามองมันเป็เพียงเหล็กเย็นชืด…แต่จงหลอมรวมตนเองให้เป็หนึ่งเดียวกับมัน”
“เมื่อถึงตอนนั้น…ต่อให้ในมือเ้ามีเพียงกิ่งไม้แห้ง หากเจตจำนงของเ้าแข็งแกร่งพอ เ้าก็สามารถสยบศัตรูที่เหนือกว่าได้”
พูดจบ—
เขาใช้นิ้วขีดไปในอากาศเบา ๆ
ฟึ่บ—
ใบไม้ที่ปลิวลงมาตามแรงลมถูก “บางสิ่ง” ฟันผ่านในพริบตา
จากหนึ่งใบ…กลายเป็หลายสิบใบ
จากหลายสิบใบ…แตกละเอียดเป็ฝุ่นผง ก่อนจะสลายไปกับลม
เงียบ…
ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
ทุกคนตกอยู่ในภวังค์ของสิ่งที่เห็น
หลินเทียนจึงพูดขึ้นอีกครั้ง
“ของแบบนี้…ไม่ใช่แค่ฟังแล้วจะเข้าใจ”
“พวกเ้าต้องััมันเอง สร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง ผ่านการต่อสู้”
หานซือถอนหายใจเบา ๆ
“ท่านเ้าสำนัก…ท่านช่างเข้าใจถึงแก่นแท้จริง ๆ”
หลินเทียนโบกมือเล็กน้อย
“พอเถอะ ฟ้าสว่างแล้ว ไปเตรียมตัวกันเถอะ”
เขาหันไปทางจินซี
“แล้วก็…อย่าฝืนตัวเองจนเกินไป เดี๋ยวน้องสาวเ้าจะเป็ห่วงเอา”
จินซีพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบไปเตรียมตัว
ไม่นาน…
เขาก็กลับมา พร้อมกับไป๋ซีที่เดินตามมาด้วย
“ท่านอาจารย์…ข้าห้ามนางแล้ว แต่นางจะไปด้วยให้ได้”
จินซีพูดพลางชี้ไปทางน้องสาว
ไป๋ซีทำตาปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสา
“พวกเราเองก็ขอไปด้วย”
หานซือกับเฉินเฟิงเอ่ยขึ้น
หลินเทียนไม่ได้ห้าม
เพียงพยักหน้าเบา ๆ
“งั้นก็ไปกันเถอะ”
แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องลงมาเต็มที่แล้ว
เงาของพวกเขาทอดยาวไปตามพื้น
ไม่นานนัก ทั้งหมดก็มาถึงลานประลอง
บรรยากาศยังคงคึกคักไม่ต่างจากวันก่อน แม้วันนี้จะเหลือเพียงคู่เดียว…แต่กลับเป็ “คู่ตัดสิน”
ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาจนแน่นขนัด
เสียงพูดคุยคล้ายคลื่นน้ำที่ซัดกระทบกันไม่หยุด
ในมือของหลินเทียนเต็มไปด้วยผลไม้หลากชนิดที่แวะซื้อมาระหว่างทาง เขาเดินเคี้ยวไปพลาง ก่อนจะพาพวกจินซีขึ้นไปนั่งยังที่นั่งชั้นบน
ไม่นาน…่สายก็มาถึง
ผู้คนมากันแทบครบ แม้แต่ท่านเ้าเมืองยังมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว
เสียงประกาศดังขึ้นก้องสนาม
“วันนี้จะเป็การประลองคู่สุดท้ายของงาน!”
“ผู้ใดจะได้อันดับหนึ่ง…ล้วนขึ้นอยู่กับฝีมือและวาสนาของตน!”
“เชิญ—เฉียนหนานแห่งสำนักฌาน และจินซีแห่งสำนักวิถี์—ก้าวออกมา!”
สิ้นเสียง—
ทั้งสองก้าวขึ้นลานประลองอย่างสง่างาม
ยืนประจันหน้ากันอย่างสงบนิ่ง…ไร้ความหวาดหวั่น
“เริ่มได้!”
เฉียนหนานยกมือคำนับก่อน
“ข้าเฉียนหนานแห่งสำนักฌาน ระดับหลอมรวมลมปราณขั้น 1 เชิญศิษย์น้อง”
จินซีคำนับตอบ
“ข้าจินซีแห่งสำนักวิถี์ ระดับสร้างรากฐานขั้น 7 ขอศิษย์พี่โปรดออมมือ”
ฟึ่บ!
ยังไม่ทันสิ้นเสียง—
ร่างของทั้งสองก็พุ่งเข้าหากันทันที
จินซีเปิดฉากก่อน หมัดพุ่งตรงราวกับค้อนเหล็ก
แต่เฉียนหนานเพียงเบี่ยงตัวเล็กน้อย มือทั้งสองรับหมัดไว้ ก่อนจะ “ผัน” แรงออกไปอย่างนุ่มนวล
ปึก!
จินซีกระเด็นถอยไปหลายก้าว ฝ่าเท้าครูดพื้นเกิดเสียงเสียดสี
แต่เขาไม่หยุด—
พุ่งเข้าไปอีกครั้ง!
ปึก! ปัก! ปึก!
หมัด เท้า ปะทะกันอย่างต่อเนื่อง
คลื่นพลังปราณกระจายออกเป็ระลอก
เฉียนหนานเริ่มขยับ
เขาประสานมุทรา—
หมัดหนึ่งพุ่งออก
ตูม!
พลังปราณสีทองอบอุ่นแต่หนักแน่นพุ่งตรงเข้าใส่
จินซีรีบชักกระบี่
เคร้ง!
ปัดรับไว้ได้ ก่อนจะสวนกลับด้วยกระบี่ฟันต่อเนื่องราวสายฝน
แต่เฉียนหนานยังคงสงบนิ่ง
มือเขาขยับช้า ๆ ปัด เบี่ยง รับ—ราวกับลมพัดผ่านผิวน้ำ
แล้ว—
กระบี่สีทองก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากพลังปราณข้างกายเขา
มันเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง
รับและสวนการโจมตีของจินซีอย่างต่อเนื่อง
จินซีหรี่ตา ก่อนจะเร่งพลัง
วูบ!
สายน้ำหลายสายพุ่งออกจากกระบี่ เข้าปะทะเฉียนหนานจากทุกทิศ
แต่—
เฉียนหนานยกมือขึ้นอีกครั้ง
ครืนน…
ระฆังทองขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น
ครอบร่างเขาไว้แ่า
ตูม! ตูม! ตูม!
สายน้ำกระแทกใส่ระฆัง
เสียงกังวานสะท้อนก้องไปทั่วสนาม
แต่ระฆัง…ไม่แม้แต่จะสั่นคลอน
ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
ทั้งสองถอยออกมาตั้งหลัก
บรรยากาศเริ่มหนักแน่นขึ้น
เฉียนหนานประสานมืออีกครั้ง—
ทันใดนั้น แขนพลังปราณก็แตกแขนงออกจากร่างเขา
หนึ่ง…สอง…สี่…แปด…
รวมกับแขนจริง กลายเป็สิบแขน!
พลังปราณไหลเวียนราวกับแม่น้ำ
“นั่นมัน…วิชาพุทธสยบมารของสำนักฌาน!”
เสียงผู้ชมดังขึ้นอย่างตื่นตะลึง
แขนแต่ละข้างถืออาวุธแตกต่างกัน
ราวกับเทพพุทธลงมายืนอยู่กลางสนาม
จินซีจ้องเขม็ง
แล้วค่อย ๆ หลับตา—
ลมหายใจนิ่งลง
ฟึ่บ…
กระบี่จากจิตปรากฏขึ้นรอบตัวเขา
หนึ่ง…สอง…จนเพิ่มขึ้นเป็หลายเล่ม ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ
แล้ว—
ทั้งสองพุ่งเข้าหากันอีกครั้ง!
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงกระบี่ปะทะดังรัวราวกับห่าฝน
คลื่นกระแทกกระจายไปทั่วสนาม
พื้นหินเริ่มแตก
รอยกระบี่ลึกเป็ร่องยาว
ผู้ชมเงียบกริบ…ไม่มีใครกล้ากะพริบตา
ตูม!!
เสียงะเิดังสนั่น
ร่างหนึ่งกระเด็นออกมา—
จินซี
เขาถอยหลายก้าว เืไหลจากแผลข้างลำตัวหยดลงพื้น
ไป๋ซีลุกพรวดขึ้นทันที
“พี่…!”
นางเดินวนไปมาอย่างกระวนกระวาย
กลางสนาม—
จินซียืนหอบ
กระบี่ในมือสั่นเล็กน้อย
“ท่านแข็งแกร่งจริง…”
“ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่านเลย…ศิษย์พี่หนาน”
เฉียนหนานมองเขา สีหน้าอ่อนโยน
“เ้าเองก็เช่นกัน”
“แข็งแกร่งถึงเพียงนี้…ข้านับถือเ้ายิ่ง”
แม้เขาจะไม่าเ็
แต่ลมหายใจก็เริ่มถี่ขึ้น
้า—
ไป๋เยว่ดึงไป๋ซีให้นั่งลง
“ใจเย็นก่อน…”
ชิงชิงลูบหัวนางเบา ๆ
“ไม่เป็ไรหรอก ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น…อาจารย์ของเ้าจะไม่ปล่อยให้เป็อะไรแน่นอน”
หลินเทียนยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
กัดผลไม้คำหนึ่ง
เคี้ยวช้า ๆ
สายตามองลงไปยังสนามอย่างนิ่งสงบ
กลางสนามที่แตกร้าว จินซียืนหอบ เืซึมจากาแ แต่สายตายังแน่นิ่งไม่ถอย เขามองเฉียนหนานเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เก็บกระบี่เข้าฝัก เสียงโลหะ “เคร้ง…” เบา ๆ
ดังขึ้นชัดเจนท่ามกลางความเงียบ พลังปราณที่แผ่ออกก่อนหน้านี้ค่อย ๆ ไหลย้อนกลับเข้าสู่ร่างของเขาอย่างช้าแต่มั่นคง บรรยากาศรอบตัวนิ่งสนิทราวกับถูกหยุดเวลา แม้แต่สายลมยังไม่กล้าพัดผ่าน
ผู้ชมบางส่วนเริ่มพึมพำขึ้นเบา ๆ เพราะจำท่านี้ได้จากก่อนหน้า เฉียนหนานหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่ขยับถอย แต่กลับรวบรวมพลังปราณสีทองให้หนาแน่นยิ่งกว่าเดิม แขนพลังปราณค่อย ๆ รวมพลังเข้าหากันจนเกิดแรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมา
“ถ้าเช่นนั้น…ข้าก็จะรับให้ถึงที่สุด”
ขอ เขากล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะก้าวออกมาเพียงก้าวเดียว พื้นหินใต้เท้าแตกกระจายทันที
จินซียังคงยืนนิ่ง ราวกับรูปสลัก ลมหายใจแ่จนแทบไร้ตัวตน ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“กระบี่ผ่า์…กระบวนท่าที่หนึ่ง”
ฟึ่บ—
เขาชักกระบี่ออกอย่างช้า ๆ แต่ในสายตาผู้ชมกลับรวดเร็วดั่งสายฟ้า เฉียนหนานพุ่งเข้าใส่ทันที พลังสีทองรวมตัวเป็ระฆังขนาดใหญ่ครอบร่างเขาไว้แ่า แขนพลังปราณฟาดอาวุธออกพร้อมกัน คลื่นพลังถาโถมราวกับพายุ
ตูมมม!!!
กระบี่ของจินซีฟาดลง—เป็เส้นเดียว เรียบง่าย แต่หนักแน่นถึงขีดสุด
ฉับ!
เสียงนั้นไม่ดัง…แต่กลับชัดเจนจนเสียวสันหลัง คลื่นพลังสีทองถูกผ่าแยกออกทันที ระฆังทองที่แข็งแกร่งสั่นะเือย่างรุนแรง ก่อนจะถูก “ผ่าออกเป็สองส่วน” ตามแนวกระบี่ราวกับกระดาษ!
แรงปะทะยังไม่หยุด—คมกระบี่พาดผ่านเข้าถึงตัวเฉียนหนานโดยตรง
ฉัวะ!
เืสาดออกจากแขนข้างหนึ่งของเขา ร่างสะดุดถอยทันที โชคดีที่เขาหลบทันในเสี้ยววินาที ไม่เช่นนั้นแขนคงถูกตัดขาดไปแล้ว
ตูม!!!
แรงะเิตามมาทีหลัง คลื่นลมกระแทกแผ่กระจายไปทั่วสนาม พื้นหินแตกร้าวเป็ทางยาว เมฆบนฟ้าถูกแหวกเป็ร่องตรง
ฝุ่นควันปกคลุมทั่วบริเวณ
…
เมื่อทุกอย่างจางลง ทั้งสองยังคงยืนอยู่
จินซีถือกระบี่ไว้ในมือ ร่างสั่นเล็กน้อย เืไหลจากมุมปาก ส่วนเฉียนหนานยืนโอนเอน แขนที่ถูกฟันยังมีเืไหลไม่หยุด ลมหายใจของเขาหนักหน่วงอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งสองหอบหายใจ…แต่ไม่มีใครล้ม
ไม่มีใครถอย
สายตาปะทะกันกลางสนามอีกครั้ง—เงียบงัน แต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
“ยัง…ไม่จบ…” จินซีเอ่ยเสียงแ่
เฉียนหนานยิ้มบาง แม้ใบหน้าจะซีดลงเล็กน้อย
“แน่นอน…”
ทั้งสองยกอาวุธขึ้นอีกครั้ง แม้ร่างกายจะใกล้ถึงขีดจำกัด แต่จิตใจยังไม่ยอมแพ้
ฝุ่นยังไม่ทันจางดี ทั้งสองก็พุ่งเข้าหากันอีกครั้ง
ไม่มีวิชาอันซับซ้อนอีกต่อไป
ไม่มีแขนพลังปราณ
ไม่มีระฆังทอง
เหลือเพียง—กระบี่สองเล่ม และร่างกายที่ใกล้ถึงขีดจำกัด
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังถี่รัว
คมกระบี่ฟาด ฟัน แทง สลับกันอย่างดุดัน
จินซีเป็ฝ่ายรับมากขึ้น
ทุกการฟันของเฉียนหนานหนักแน่นและแม่นยำยิ่งกว่าเดิม ราวกับอ่านจังหวะของอีกฝ่ายได้ล่วงหน้า
ฉับ!
คมกระบี่เฉียดผ่านไหล่ของจินซี เืกระเซ็นออกมา
เขากัดฟัน ฝืนยกกระบี่ขึ้นรับอีกครั้ง
เคร้ง!
แรงปะทะทำให้แขนเขาสั่นจนชา
ฝ่าเท้าครูดพื้นถอยไปหลายก้าว
แต่เขายังไม่ล้ม
ยังไม่หยุด
เฉียนหนานก้าวตามเข้าไปทันที
จังหวะรุกของเขาแ่า ราวกับคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไม่หยุด
ฟึ่บ! ฉับ! เคร้ง!
การปะทะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งสองพุ่งไปมารอบสนาม ราวกับเงาสองสายที่ฟาดฟันกันไม่หยุด
ผู้ชมเงียบกริบ
มีเพียงเสียงกระบี่…และลมหายใจหนักหน่วงของทั้งสอง
“เขา…เหนือกว่าเ้าหนุ่มจินซี…”
เสียงใครบางคนพึมพำ
“แต่เด็กคนนั้นยังไม่ยอมแพ้เลย…”
อีกเสียงตอบเบา ๆ
้า—ไป๋ซีกำมือแน่นจนสั่น
สายตาจับจ้องไม่กะพริบ
กลางสนาม—
จินซีเริ่มช้าลง
ร่างกายร้องเตือนทุกจุด
แขนหนักอึ้งเหมือนแบกูเา
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น—
บางอย่าง…พลันชัดเจนขึ้น
ภาพของกระบี่
เสียงของอาจารย์
คำพูดเมื่อเช้า—
“จงหลอมรวมตนเองให้เป็หนึ่งเดียวกับมัน…”
ลมหายใจของเขานิ่งลง
สายตาเปลี่ยนไป
คมกระบี่ในมือ…เหมือนไม่ใช่แค่เหล็กอีกต่อไป
แต่เป็ “ตัวเขาเอง”
ฟึ่บ—
จังหวะการเคลื่อนไหวของจินซีเปลี่ยนไปทันที
ไม่ฝืน
ไม่เร่ง
แต่แม่นยำ…และนิ่งลึก
เฉียนหนานหรี่ตาเล็กน้อย
“นี่มัน…”
ผู้ชมเริ่มฮือฮา
“เจตจำนงค์! เขากำลังสร้างเจตจำนงค์ของตัวเอง!”
เสียงกระซิบดังขึ้นเป็ระลอก
ความตื่นเต้นพุ่งขึ้นจนแทบกลั้นไม่อยู่
เคร้ง!
กระบี่ของทั้งสองปะทะกันอีกครั้ง
ครั้งนี้—จินซีไม่ถอย
เขาสวนกลับทันที
คมกระบี่พาดผ่านอากาศอย่างเรียบง่าย แต่แฝงด้วยแรงกดดันที่ต่างจากก่อนหน้า
เฉียนหนานยิ้มบาง
“ดี! ดีมากจินซีสร้างมันออกมาเจตจำนงค์ของเ้า!”
ทั้งสองพุ่งเข้าหากันอีกครั้ง—ครั้งสุดท้าย
ฟึ่บ!
ร่างทั้งสองไขว้ผ่านกันในพริบตา
ฉับ!
เสียงคมกระบี่เฉือนอากาศดังเพียงครั้งเดียว
แล้ว—
เงียบ
…
ทั้งสองยืนหันหลังให้กัน
ไม่มีใครขยับ
ลมหายใจหนักหน่วงดังแ่เบา
เวลาราวกับหยุดนิ่ง
…
จู่ ๆ
กระบี่ในมือของจินซีสั่นเล็กน้อย
ร่างของเขา…ค่อย ๆ ทรุดลง
ปึก!
เขาคุกเข่ากระแทกพื้น เืหยดลงทีละหยด
“ผู้ชนะคือ—”
เสียงประกาศกำลังจะดังขึ้น
แต่—
“เดี๋ยวก่อน…”
เสียงของเฉียนหนานดังแทรกขึ้น
เขายืนหันหลังอยู่เช่นเดิม
ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ
“ข้า…ขอยอมแพ้”
ทั้งสนามเงียบงัน
“อะไรนะ!?”
เสียงผู้คนแตกฮือทันที
เฉียนหนานค่อย ๆ หันกลับมา
ใบหน้าซีดขาว แต่ยังคงยิ้ม
“กระบี่เมื่อครู่…เ้าชนะแล้ว”
สิ้นคำ—
ร่างของเขาก็โอนเอน
แล้วล้มลงกับพื้น
ปึก!
ความเงียบปกคลุมทั้งสนามอีกครั้ง
ก่อนที่เสียงประกาศจะดังขึ้นในที่สุด
“ผู้ชนะ…จินซีแห่งสำนักวิถี์!”
เสียงโห่ร้องะเิขึ้นราวพายุ
แต่บนสนาม—
มีเพียงสองร่างที่ล้มลง
ท่ามกลางร่องรอยของการต่อสู้