“เื่ใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่เล่าให้ฟังกันบ้าง ทำไมเก็บเงียบไว้คนเดียว” เบ็กกี้แผดเสียงดังลั่นดึงความสนใจของคนนอกประตูให้หยุดฟัง แต่ทีมการ์ดก็เข้ามาห้ามไว้และเชิญให้ออกห่างพื้นที่
“ก็โพนี่บอกแล้วว่าค่อยคุยหลังจบคอนฯนี้ไง แล้วพี่มาเปิดดูเมล์ของโพนี่ทำไมล่ะ” ตอนที่ให้เบ็กกี้ยืมไอแพดไปเธอก็ลืมสนิทเลยว่ายังไม่ได้ล็อกเอาท์อีเมล์
“พี่แค่จะหารูปที่เธอส่งให้พี่ เลยหาดูทั้งในไลน์ ในเมล์” ระดับเสียงเริ่มลดลง เบ็กกี้เพิ่งรู้สึกตัวว่าเธอเองก็ไม่ควรไปยุ่งกับเมล์ส่วนตัวของใคร แต่เื่นั้นสำคัญซะที่ไหนล่ะ จดหมายเชิญจากบริษัทใหญ่นั่นสำคัญกว่าเห็นๆ “แต่..ช่างมันก่อนเถอะ สรุปเื่นั้นว่ายังไง ตอบรับเค้าไปรึยัง”
“ยัง ก็บอกว่าหลังคอนฯนี้จบไง ถามเซ้าซี้อยู่ได้” โพนี่ลุกขึ้นตรงไปที่หน้าประตูแต่ถูกเบ็กกี้ขวางไว้ก่อน
“แล้วข้อเสนอนั้นล่ะ ที่บอกว่าทางนั้นจะมีคนคอยดูแลคิวงานให้ทุกอย่างน่ะ หมายความว่ายังไง”
“นี่พี่อ่านข้อเสนอของทางนั้นด้วยหรอ” แก้มอมชมพูจากบลัชออนของโพนี่กลายเป็สีเข้มจากความโกรธพล่านภายใน
“ใช่ แล้วยังไง ทำไมเค้าเสนอมาแบบนั้น เธอกะจะเขี่ยพี่ทิ้งแล้วงั้นหรอ” เบ็กกี้แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวอีกรอบเพราะความไม่ชัดเจนในคำตอบของโพนี่ เธอรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งที่เธอเองทำงานให้โพนี่อย่างทุ่มสุดตัว เรียกได้ว่าแทบจะถวายหัวให้ั้แ่วันแรกที่ได้รับโอกาสมา แต่พอวันหนึ่งจะได้โกอินเตอร์ก็คิดจะสลัดทิ้งกันง่ายๆแบบนี้น่ะหรอ ไม่แฟร์เลย
โพนี่ยืนนิ่งไม่โต้ตอบอะไร ต่างคนต่างยืนเงียบจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย และเสียงเคาะประตูสามครั้งได้ทำลายฉากเชือดเฉือนนี้ลง “วีดีโอเหลือไม่ถึงนาทีแล้ว คุณโพนี่มาได้เลยค่ะ” ภาพใบหน้าถมึงทึงจากก่อนหน้าจึงคลายลง เบ็กกี้หลีกทางให้นักร้องสาวได้เดินตามทีมงานออกไปด้วยรอยยิ้มที่เพิ่งปั้นขึ้นในเสี้ยววินาที
“ขอบคุณทุกคนมากนะคะ” นักร้องสาวเปิดประโยคหลังจากกลับขึ้นมาบนเวที “ถ้าไม่ใช่เพราะความรักจากทุกคน กับแรงสนับสนุนที่เหมือนเป็ลมใต้ปีกคอยส่งให้มา โพนี่ก็ไม่รู้ว่าโพนี่จะมาถึงจุดนี้ได้ยังไง” หยดน้ำเม็ดใสไหลเป็ทางจากหางตา บางคนอาจมองว่านี่เป็แค่หนึ่งในฉากการแสดงของคอนเสิร์ต คงมีเพียงเ้าตัวเท่านั้นที่รู้ดีว่ามันเป็น้ำตาที่กลั่นออกมาจากความปลื้มปิติภายในจิตใจที่โหยหาแรงสนับสนุนและการยอมรับมาตลอด แต่ถึงอย่างนั้นบรรดาช่างภาพรวมถึงผู้ชมทั้งหลายต่างก็รีบเก็บภาพอันน่าประทับใจนี้ไว้
ทีมงานรีบวิ่งเอาทิชชู่มาส่งให้เธอกำจัดสิ่งไม่สวยงามที่กำลังไหลออกมาจากดวงตาและจมูก โพนี่สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ก่อนกล่าวขอบคุณสปอนเซอร์ ขอบคุณทีมจัดงาน นักดนตรี นักร้องคอรัส แดนเซอร์และขอบคุณค่ายเพลงต้นสังกัด “และก่อนที่คอนเสิร์ตวันนี้จะจบลง ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไป โพนี่ขออย่างนึงได้มั้ยคะ” เธอสูดหายใจลึกอีกรอบ “ไม่ว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น หรือจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป โพนี่ขอให้ทุกคนช่วยอยู่ด้วยกันอย่างนี้ อยู่เคียงข้างสนับสนุนโพนี่ต่อไปได้มั้ยคะ” เสียงตอบรับปนเสียงกรี๊ดดังสนั่นอีกรอบ พร้อมๆกับทีมงานเข้ามาล็อคห่วงสลิงสายคู่ที่ชุดโพนี่สำหรับขึ้นไปโบยบินร้องเพลงเหนือผู้ชมทั่วทั้งฮอลล์
เมื่อมือคีย์บอร์ดกดแป้นโปรยทำนองท่อนแรก สายสลิงก็ถูกชักรอกขึ้นสูงพาตัวนักร้องทะยานสู่กลางอากาศ
“ฉันได้ยินเสียงเธอ...ฉันได้ยินเสียงเธอ...ทุกคืน”
เส้นหนาสีดำค่อยๆพาเธอบินวนช้าๆให้เข้ากับบทเพลง ซึ่งเป็เพลงประกอบซีรี่ย์ดังที่เล่าถึงเื่ราวของนักเขียนที่กำลังจะหมดไฟและได้ไปพบเจอกับิญญาในขวดยาจากเมืองจีน เพลงนี้เป็อีกหนึ่งเพลงที่โพนี่รักมากเพราะเธอทั้งแต่งและเรียบเรียงเองทั้งหมด และในที่สุดเพลงนี้ก็ได้รับรางวัลเพลงแห่งปีซึ่งถือว่ายากมากที่จะได้มาสำหรับเพลงประกอบซีรีย์
“อาจเป็ผลกรรมทำให้เราแยกกันสุดปลายฟ้า
อาจเป็เข็มของโชคชะตาแยกเราให้ต่างภพ
แต่ว่าหัวใจฉันยืนยันจะรอ...นานถึงวัน.....”
ฉับพลันเสียงร้องของโพนี่เงียบหายไปแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องยาว ทุกสายตาจับจ้องขึ้นไปยังเบื้องบนบ้างก็มองไปที่หน้าจอคู่ั์ ร่างของโพนี่แกว่งไปมาด้วยสายสลิงที่เหลือเพียงเส้นเดียวและดูเหมือนเธอจะหมดสติไปแล้วด้วย ผู้ชมด้านล่างต่างหวีดร้องตามๆกัน หลายคนพยายามชี้มือและะโเรียกเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกับทีมงานให้เข้าช่วยเหลือ
แต่ก็ไม่ทันเวลา....สายสลิงที่เหลือเพียงเส้นเดียวนั้นได้ฉีกกระชากออกจากกันขาดสะบั้นตวัดสายลงตามน้ำหนักบุคคลที่มันรั้งไว้ ทำให้ร่างของโพนี่ดิ่งตัวมาจากความสูงราวสามเมตรลงกระแทกราวกั้นบนอัฒจรรย์และกระดอนไปตามขั้นบันไดจากแรงเหวี่ยง กลิ้งหล่นบันไดอีกหลายขั้นจนมาหยุดอยู่ตรงชานพัก
เธอหมดสติ.....และไร้ชีพจร!.