แม่เฒ่าหลินคว้าข้อมือขวาของจางกุ้ยเฟินไว้แน่น"ไปเลย เดี๋ยวเราไปหาท่านเลขานุการหมู่บ้านให้เขากับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ช่วยคิดคำนวณว่าเมื่อก่อน หย่วนจื่อกินนมเธอไปหกเดือนมันคิดเป็นเงินเท่าไหร่"
จางกุ้ยเฟินนึกไม่ถึงว่าแม่เฒ่าจะเอาจริงถึงขนาดนี้ไปหาเจ้าหน้าที่บ้านเมืองน่ะหรือ? ไม่มีทางเสียหรอก
"คุณป้า ทำไมถึงได้รีบร้อนขึ้นมาแบบนี้ล่ะ? ไม่อยากให้ยืมข้าวสาลีก็บอกมาตรงๆสิคะ ไม่เห็นจะต้องลากไปหาเจ้าหน้าที่เลยนี่นา" จางกุ้ยเฟินออกแรงสะบัดมือที่แม่เฒ่าจับไว้จนหลุดออก
จางกุ้ยเฟินเห็นว่าแม่เฒ่าจะไม่ให้ยืมข้าวสาลีโดยเด็ดขาดจึงคิดว่าถ้าเธอยังตื๊อต่อไป แล้วแม่เฒ่าลากไปหาเลขานุการหมู่บ้านจริงๆเรื่องคงไม่จบลงง่ายๆ
จางกุ้ยเฟินไม่อยากมีเรื่องบาดหมางกับสองย่าหลานไปมากกว่านี้
เพราะทุกปีเธออาศัยบารมีจากบ้านสกุลหลินไม่ใช่น้อยเกิดทะเลาะกันจนแตกหักจริงๆ เธอคงไม่มีโอกาสได้อาศัยบารมีนี้อีก
คนอย่างจางกุ้ยเฟินก็แค่เก่งแต่จะรังแกคนซื่อๆคนพวกนี้จึงเกรงกลัวการพบเจอเจ้าหน้าที่ที่สุด
วันนี้จางกุ้ยเฟินรู้สึกว่าถ้าไม่ใช่เพราะยัยเด็กผีสกุลหูที่มาจากในเมืองบางทีข้าวสาลีคงตกอยู่ในมือเธอไปแล้ว ดังนั้นก่อนที่จะออกไปจางกุ้ยเฟินจึงจ้องหูหลันเยวี่ยที่ไม่แม้แต่จะชายตามองตนด้วยความอาฆาต
ถึงแม้จางกุ้ยเฟินจะไปแล้วแต่แม่เฒ่าหลินก็ยังไม่หายโกรธ
เมื่อไม่กี่ปีก่อนแม่เฒ่าหลินเป็นโรคความดันโลหิตสูง ปกติก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆมากเกินไป ความดันโลหิตก็จะพุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดอาการเวียนหัวได้
ตอนนี้แม่เฒ่าหลินรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อยชั่วขณะนั้นเธอจึงยกมือขึ้นมากุมศีรษะ
"ย่าใหญ่ ปวดหัวเหรอคะ?" เมื่อเห็นแม่เฒ่ายกมือมากุมศีรษะหูหลันเยวี่ยก็รีบถามด้วยความเป็นห่วง
แม่เฒ่าหลินแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วพูดว่า"ความดันขึ้นนิดหน่อย แค่กินยาลดความดันเม็ดนึงก็หายแล้วเยวี่ยเยวี่ย รีบไปทำงานของหนูเถอะ อย่ามัวแต่เสียเวลา"
"ย่าใหญ่ ยาลดความดันอยู่ตรงไหนคะ? เดี๋ยวหนูไปหยิบมาให้กิน"หูหลันเยวี่ยได้ยินว่าความดันขึ้นก็เข้าใจทันทีว่าเกิดเรื่องอะไร
ย่าหลินไม่ได้จะให้หูหลันเยวี่ยช่วยหาแต่ก็ไม่คิดว่ายาลดความดันจะหมดเสียแล้ว
พอหูหลันเยวี่ยเห็นว่าที่บ้านแม่เฒ่าหลินไม่มียาลดความดันเธอก็รีบพูดขึ้นว่า "ย่าใหญ่พักผ่อนก่อนนะคะ เดี๋ยวหนูไปเอายามาให้"
ไม่รอให้แม่เฒ่าหลินตอบหูหลันเยวี่ยก็วิ่งออกจากห้องโถงไปแล้ว
บ้านสกุลหลินตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีอนามัยเท่าไหร่นักดังนั้นผ่านไปไม่นานหูหลันเยวี่ยก็เอายาลดความดันมาให้แม่เฒ่าหลินได้
หลังจากที่เห็นแม่เฒ่าหลินกินยาแล้วหูหลันเยวี่ยก็กลับเข้าห้องไปทำงานของตัวเองต่อ
………..
ทางด้านจางกุ้ยเฟินเมื่อตนไม่ได้ข้าวสาลีติดมาด้วย จางกุ้ยเฟินก็กลับบ้านไปพร้อมกับความโกรธ
เมื่อเกาเถี่ยจู้สามีของจางกุ้ยเฟินเห็นภรรยากลับมามือเปล่าก็ไม่ค่อยพอใจนัก
"คุณป้าไม่ยอมให้ยืมข้าวสาลีเหรอ?" เกาเถี่ยจู้ถามอย่างหมดหวัง
"ไม่เต็มใจให้ยืมน่ะสิ เดี๋ยวตอนเย็นแกพาต้าเผิงไปขอยืมด้วยกันซะพวกแกสองพ่อลูกไปขอยืม ฉันไม่เชื่อหรอกว่าหล่อนจะไม่ยอมให้ยืม" จางกุ้ยเฟินพูดอย่างไม่สบอารมณ์
เกาเถี่ยจู้พูด"แกไปขอยืมป้าเขายังไม่ให้แล้วพวกเราสองพ่อลูกจะมีหน้าไปขอยืมหรือไง?"
จางกุ้ยเฟินดื่มน้ำเย็นไปสองสามอึกแล้วก็เริ่มบ่นพึมพำ "ถ้าไม่ใช่เพราะยัยเด็กผีจากสกุลหูที่กลับมาจากในเมืองเข้ามาวุ่นวายอยู่ตรงนั้นป่านนี้ฉันคงได้ข้าวสาลีกลับมาแล้ว"
พักหายใจหายคอแล้วจางกุ้ยเฟินก็บ่นพึมพำต่อ "หูฉางหมินกับจ้าวหงเหมยดูซื่อๆแต่ไม่คิดว่าจะมีเล่ห์เหลี่ยมเยอะขนาดนี้พวกเขาคงได้ยินมาว่าบ้านสกุลหลินมีเหรียญเงินเลยยุให้ลูกสาวคนโตของตัวเองไปตีสนิทกับแม่เฒ่ากับหย่วนจื่อ"
เกาเถี่ยจู้ฮึดฮัด"ลูกสาวที่กลับมาจากในเมืองของบ้านหูฉางหมินน่ะได้ยินว่าทั้งอ้วนทั้งขี้เกียจแถมยังตะกละอีก ขนาดเกาลี่ หลานชายของแกยังไม่สนใจแล้วเขาจะไปชอบคนแบบนั้นได้ยังไง?"
จางกุ้ยเฟินไม่ได้มองโลกในแง่ดีเหมือนสามี"แกจะรู้อะไร! ยัยหนูบ้านหูอาจจะอ้วนไปหน่อย แต่หน้าตาดีจริงๆผิวขาว หน้าเรียว แถมยังตัดเสื้อผ้าเก่งอีกต่างหาก ยัยหนูคนนั้นพูดจาฉะฉานดวงตาวาววับแบบนั้น ดูยังไงก็ไม่ธรรมดาแน่"
เหตุผลที่จางกุ้ยเฟินต้องการยัดเยียดเกาลี่ให้หลินซือหย่วนไม่ได้หวังสร้างความสัมพันธ์ญาติสนิทแต่เป็นเพราะอยากได้สมบัติเก่าแก่ของบ้านสกุลหลินต่างหาก
คนในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยร่ำลือกันว่าตอนที่แม่เฒ่าหลินแต่งงานเข้ามา ได้นำเหรียญเงินมาด้วยไม่น้อย
บ้านเดิมของแม่เฒ่าหลินอยู่ในอำเภอข้างๆคุณปู่หลินไปรบที่อำเภอนั้น จึงได้พบรักกับแม่เฒ่า จนได้ครองคู่กันในที่สุด
จางกุ้ยเฟินกับพ่อของเกาลี่แอบมีความสัมพันธ์กันในทุ่งข้าวโพดความสัมพันธ์ฉันชู้สาวนี้เองที่ทำให้เธอหวังว่าเกาลี่กับหลินซือหย่วนจะได้ลงเอยกัน
ตลอดช่วงเช้าหูหลันเยวี่ยก็เย็บเสื้อตัวนอกให้แม่เฒ่าหลินเสร็จแม่เฒ่าลองใส่ดูแล้วก็พอดีตัวมาก
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรต้องแก้ไขแล้วหูหลันเยวี่ยก็เริ่มติดกระดุมให้แม่เฒ่าหลิน
"เยวี่ยเยวี่ย เสื้อผ้าที่หนูทำทั้งพอดีตัวทั้งทันสมัยไว้เดี๋ยวย่าไปซื้อผ้ามา หนูก็ช่วยทำชุดให้พี่ซือหย่วนใส่ด้วยนะ" นี่เป็นหนที่สองแล้วที่แม่เฒ่าหลินขอให้หลันเยวี่ยตัดเสื้อผ้าให้หลินซือหย่วน
เมื่อเผชิญหน้ากับความต้องการของคนแก่หูหลันเยวี่ยก็ยังคงตอบตกลงอย่างว่าง่ายเหมือนครั้งที่แล้ว
แม่เฒ่าหลินชวนหูหลันเยวี่ยให้อยู่กินข้าวเที่ยงด้วยกัน
"เยวี่ยเยวี่ยหนูคิดว่าร้านอาหารในตลาดที่ไปกินข้าวกับพี่ซือหย่วนวันนั้นเป็นยังไงบ้าง?"
หูหลันเยวี่ยมึนงงกับคำถามที่ย่าหลินถามขึ้นอย่างกะทันหัน
หลังจากที่เธอทบทวนภาพเหตุการณ์ตอนไปกินข้าวที่ร้านอาหารกับหลินซือหย่วนวันนั้นแล้วเธอก็ตอบว่า "ร้านนั้นดีมากค่ะมีอาหารให้เลือกเยอะ แถมบรรยากาศก็ดีด้วยไม่คิดว่าที่ตลาดจะมีร้านอาหารใหญ่ขนาดนั้น"
แม่เฒ่าหลินร้องอืม"ร้านอาหารร้านนั้นน่ะ เป็นร้านที่ซือหย่วนกับอาแท้ๆของเขาเปิดร่วมกัน ได้ยินจากพี่ซือหย่วนว่าหนูชอบกินเต้าหู้ทรงเครื่องมากนั่นเป็นเมนูขึ้นชื่อของร้านเลยนะร้านอาหารในตัวอำเภอทำก็อาจจะไม่ได้รสชาติต้นตำรับแบบนั้น
หูหลันเยวี่ยพูด"ไม่แปลกใจเลยค่ะว่าทำไมหนูถึงเห็นหลินซือหย่วนกับเจ้าของร้านสนิทกันที่แท้ก็เป็นทั้งญาติเป็นทั้งหุ้นส่วนนี่เอง เต้าหู้ทรงเครื่องร้านนั้นอร่อยจริงๆค่ะ ได้ยินว่าถ้าอยากกินเต้าหู้ทรงเครื่องสูตรต้นตำรับ ต้องมากินที่อำเภอเราวันนั้นหนูกินข้าวที่ร้านนั้น รู้สึกว่าอร่อยกว่าร้านอาหารใหญ่ๆ ในเมืองอีกค่ะ"
แม่เฒ่าหลินพูด"ถ้าอยากกินเต้าหู้ทรงเครื่องสูตรต้นตำรับที่สุดก็ต้องมากินที่ตลาดในอำเภอเรานี่แหละร้านอาหารที่ทำเต้าหู้ทรงเครื่องของนั่นมีไม่น้อยแต่ร้านของหย่วนจือกับอาของเขาทำออกมาแล้วรสชาติต้นตำรับที่สุดตั้งแต่เปิดร้านมาจนถึงตอนนี้ เต้าหู้ที่ร้านใช้ก็ทำเองทั้งหมด เต้าหู้ที่บรรพบุรุษสกุลหลินทำแม้แต่คนใหญ่คนโตในอำเภอยังชมว่าอร่อยเลย"
แม่เฒ่าหลินไม่เพียงแต่ต้องการบอกหูหลันเยวี่ยว่าร้านอาหารที่ตลาดนั้นมีความเกี่ยวข้องกับหลินซือหย่วนเท่านั้นแต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไขความลับที่หลินซือหย่วนต้องตื่นแต่เช้ามืดทุกวันไปพร้อมกันด้วย
หลินซือหย่วนตื่นเช้าทุกวันเพื่อทำเต้าหู้อย่างน้อยสองกระสอบกระสอบหนึ่งใช้ในร้านอาหารที่เขาเปิดร่วมกับอาแท้ๆส่วนที่เหลือก็จะส่งไปยังโรงเรียน สถานีอนามัย และโรงอาหารส่วนรวมอื่นๆ ในตลาด
เฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้นที่สามารถทำเต้าหู้ในตอนกลางคืนได้พออากาศเริ่มร้อนขึ้น เต้าหู้ก็ไม่สามารถทำทิ้งไว้ข้ามคืนต้องรีบลุกขึ้นมาทำตั้งแต่กลางดึก
พอทำเต้าหู้เสร็จก็ต้องไปส่งที่ตลาดอีกดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลินซือหย่วนต้องตื่นเช้าขนาดไหน
ภาระงานทั้งหมดหลินซือหย่วนลุกขึ้นมาจัดการด้วยตนเองทั้งหมดไม่เคยปล่อยให้ย่าหลินเข้ามาช่วยเลยสักครั้ง
นอนหลับพักผ่อนในตอนกลางคืนไม่เพียงพอหลินซือหย่วนจึงต้องงีบหลับในตอนกลางวันนี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่ค่อยได้ไปทำงานในไร่นานั่นเอง