หนิงมู่ฉือรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก ไม่ต้องการเงิน? ใต้หล้านี้มีหมอที่ไม่ต้องการเงินด้วยหรือจึงเอ่ยถามออกไป “ท่านหมอมีเรื่องใดจะขอหรือ”
“ข้าได้กลิ่นโจ๊กลอยมาจากทางห้องครัวภายในจวนคุณหนู กลิ่นหอมยิ่งนักข้ารีบมาจึงยังไม่ได้กินข้าว ข้าไม่ต้องการเงิน แต่ข้าขอชิมโจ๊กที่ต้มอยู่ในห้องครัวของคุณหนูได้หรือไม่”
หมอลูบไม้ลูบมืออย่างเขินอาย
หนิงมู่ฉือเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านางต้มโจ๊กทิ้งเอาไว้ เดิมนางนึกว่าหมอจะขอเรื่องใดเสียอีกได้ยินหมอพูดเช่นนี้ นางรู้สึกภาคภูมิใจกับฝีมือในการทำอาหารของตัวเองเหลือเกิน “ท่านหมอเกรงใจเกินไปแล้ว อยากทานเมื่อไหร่เชิญมาได้เสมอ ข้ายินดีต้อนรับ”
นางรีบวิ่งไปที่ห้องครัว ก่อนจะพบว่าหลิงชีกำลังนั่งยองๆแอบชิมโจ๊กไก่ฉีกของนาง ความที่ยังร้อนจึงสำลักออกมา
นางเห็นเช่นนั้นก็ลอบยิ้ม เดินไปรินน้ำใส่แก้วแล้วยื่นให้หลิงชี
นางเอ่ยต่อว่าอย่างไม่จริงจังนัก “หลิงชีข้าให้เจ้ามาต้มสุราไม่ใช่หรือ แต่เจ้านี้ก็เหลือเกินแอบมากินโจ๊กของข้าจนลวกลิ้นเช่นนี้”
หลิงชีเอ่ยอย่างน้อยใจ “คุณหนู โจ๊กนี้มันร้อนมากเลยข้าจะพูดไม่ได้แล้ว”
นางอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา มองโจ๊กที่อยู่ในหม้อข้าวและไก่ถูกต้มจนสุกกลายเป็นสีขาว รวมเป็นเนื้อเดียวกัน กำลังเดือดปุดๆ
หลิงชีดื่มน้ำเย็นเข้าไป ก่อนจะส่ายหน้าเมื่อพบว่าไม่ได้ผล
นางเปิดลิ้นชัก หยิบใบสะระแหน่ออกมาใส่ในแก้วน้ำเย็นก่อนจะสั่งให้หลิงชีแลบลิ้นออกมา
หลิงชีอ้าปาก แล้วแลบลิ้นออกมานางราดน้ำเย็นที่มีใบสะระแหน่ผสมอยู่ลงบนลิ้นของหลิงชี หลิงชีร้องออกมาไม่สนใจภาพลักษณ์ของตัวเองอีกต่อไป
“โจ๊กยังร้อนอยู่ เหตุใดเจ้าถึงไม่รอให้เย็นก่อนแล้วค่อยกิน” ลิ้นของหลิงชีถูกลวกจนกลายเป็นสีแดง เมื่อนางล้างลิ้นให้หลิงชีเรียบร้อยก็ยื่นมือไปลูบศีรษะอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู
หลิงชีมองหนิงมู่ฉืออย่างจะต่อว่า กลิ่นหอมของโจ๊กลอยโชยไปทั่วทั้งจวนท่านตาซึ่งเป็นคนพิถีพิถันในการใช้ชีวิต พอตื่นเช้ามาแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็เดินมายังห้องครัว
ไม่นานห้องครัวก็ถูกล้อมด้วยผู้คนมากมายแต่ละคนจ้องไปยังหม้อโจ๊กตาเป็นมัน ขณะที่ท้องส่งเสียงร้องโครกครากไม่หยุด
“โจ๊กยังไม่ค่อยได้ที่ ทุกคน…อย่าเพิ่งใจร้อน”
ทุกคนมองหม้อโจ๊กอย่างไม่สบอารมณ์นัก หนิงมู่ฉือหันไปต้มสุราไม่นานกลิ่นสุราก็โชยไปทั่วทั้งห้อง
นางสั่งให้หลิงชีหยิบถ้วยมา นางตักสุราใส่ถ้วยเพื่อจะนำไปราดตัวเฉินเกอแต่พอมาคิดดูอีกที นางเป็นสตรี หากทำเองจะดูไม่สมควรเท่าไหร่นางจึงสั่งหลิงชีให้ไปทำแทน “หลิงชี เจ้านำสุราต้มนี้ไปราดบนแผลบนตัวจอมยุทธ์น้อยเฉินให้ทีหากข้าทำมันจะดูไม่เหมาะ”
หลิงชีมีสีหน้าไม่ยินยอม ตายังคงมองไปที่หม้อโจ๊กไม่ละสายตาเขาอยากจะกินโจ๊กก่อนแล้วค่อยไป อีกอย่างเขาก็ไม่เคยทำมาก่อนด้วยเขาจึงเอาแต่ยืนนิ่ง ไม่ยอมรับถ้วยสุราไป
หนิงมู่ฉือเห็นหลิงชีไม่ยอมขยับตัว จึงหยิกแขนจนหลิงชีต้องร้องออกมา “หากเจ้าทำสำเร็จกลับมา ข้าจะทำอาหารอร่อยๆ ให้เจ้า”
“จริงหรือขอรับ” หลิงชีหยิบผ้าและรับถ้วยสุราต้มไปอย่างรวดเร็วจากนั้นก็รีบวิ่งไปที่ห้องของเฉินเกอ
เฉินเกอตัวร้อนมาก ปากพึมพำอยู่ตลอดเวลา หลิงชีเห็นแล้วรู้สึกทรมานแทนเขาหยิบผ้ามาชุบในสุราต้ม แล้วเช็ดไปตามแผล
เมื่อแผลถูกสุราร้อนๆ จากเดิมที่มีเลือดซึมก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวเฉินเกอเจ็บจนสะดุ้งตื่น เอามือจับที่ศีรษะ ตอนนี้เขาปวดศีรษะจนแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆเขาก้มมองแผลที่กลายเป็นสีขาว รู้สึกเจ็บจนต้องเบ้ปาก
เฉินเกอพยายามสะกดกลั้นอาการเจ็บปวดที่จู่โจมเข้ามา หลิงชีเห็นเช่นนั้นก็แอบให้กำลังใจอยู่ในใจ“จอมยุทธ์น้อยเฉิน ทนไหวหรือไม่”
เฉินเกอเอ่ยอย่างอ่อนแรง ตาแทบจะลืมไม่ขึ้น จึงเห็นไม่ค่อยชัดนัก “ข้าเป็นอันใดไป”
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน แผลของท่านอักเสบ คุณหนูจึงเชิญท่านหมอมา ท่านหมอบอกว่า ต้องใช้สุราต้มราดที่บาดแผลแผลถึงจะหายอักเสบ” ลิ้นของหลิงชีชาเนื่องจากถูกลวกจึงพูดไม่ค่อยจะชัดเจนดีนัก
“ฉือเอ๋อร์…” เฉินเกอพึมพำพร้อมกับขมวดคิ้วจากนั้นถึงค่อยพยักหน้าออกมา “ไม่เป็นไร เจ้าทำเต็มที่ได้เลย”
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน หากท่านทนไม่ไหว สามารถร้องออกมาได้” หลิงชีเห็นที่หน้าผากของเฉินเกอมีเหงื่อผุดซึม ก็รู้สึกเสียวแทนก่อนจะหันไปเห็นว่าที่ข้อศอกมีแผลแผลหนึ่งเปิดออกจนเห็นเนื้อข้างในเห็นแล้วรู้สึกเจ็บแทนยิ่งนัก
เขาหลับตา ใช้ผ้าที่ชุบสุราต้มเช็ดไปตามแผล เฉินเกอเผลอร้องออกมาพอรู้ตัวว่าตัวเองเสียกิริยาจึงเม้มปากแน่นหากบางครั้งก็มีเสียงในลำคอหลุดออกมาบ้าง
หนิงมู่ฉือต้มโจ๊กไก่ฉีกเสร็จในที่สุด นางตักโจ๊กใส่ถ้วยแล้วเก็บถ้วยที่มีโจ๊กเยอะที่สุดเอาไว้ให้เฉินเกอ
นางเป็นห่วงกลัวว่าหลิงชีจะเช็ดแผลได้ไม่ดีจึงลากมือหมอเดินไปที่ห้องของเฉินเกอ เมื่อไปถึงนางได้ยินเสียงคำรามในลำคอของเฉินเกอเล็ดลอดออกมาใจเต้นแรงด้วยความประหวั่น
“หากเจ็บก็ร้องออกมาเถิด จอมยุทธ์น้อยเฉิน ไม่ต้องทน!” นางตะโกนผ่านประตู
ครั้นเฉินเกอได้ยินเสียงหนิงมู่ฉือ ความเจ็บที่มีพลันมลายหายไปเอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า “ฉือเอ๋อร์ ข้าไม่เจ็บ!”
หนิงมู่ฉือกำหมัดแน่นอย่างเป็นห่วง แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของหลิงชีนางเอ่ยอย่างร้อนใจว่า “หลินชีเจ้าเป็นอันใดไป”
หลิงชีใช้ลิ้นที่ถูกลวกเอ่ยตอบว่า “คุณหนูบาดแผลบนตัวจอมยุทธ์น้อยเฉินน่ากลัวเหลือเกิน พอสุราต้มถูกแผลก็เจ็บปวดยิ่งนักแต่จอมยุทธ์น้อยเฉินก็ยังทน ไม่ร้องออกมา ข้าเห็นแล้วจึงเจ็บแทน”
เฉินเกอส่งสัญญาณทางสายตาให้หลิงชี เป็นการบอกว่าไม่ต้องพูดต่อแล้ว หลิงชีใช้มือปาดน้ำตาสูดน้ำมูก เปลี่ยนเป็นผ้าผืนใหม่ นำไปจุ่มสุราต้มแล้วเช็ดแผลให้เฉินเกอต่อ
ผ่านไปครึ่งช่วยยาม หลิงชีถือถ้วยซึ่งเต็มไปด้วยเลือดเดินออกมาหนิงมู่ฉือรั้งแขนเอาไว้ก่อนที่หลิงฉีจะเดินไป นางมองในถ้วยซึ่งมีแต่สีแดงแลดูน่ากลัวเหลือเกิน “แผลของจอมยุทธ์น้อยเฉินเป็นอย่างไรบ้าง”
หลิงชีไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ส่ายหน้า ก่อนจะเดินถือถ้วยออกไปเททิ้ง
หนิงมู่ฉือรู้สึกเป็นห่วงเฉินเกอยิ่งนัก เดินเข้าไปในห้องครั้นเห็นว่าเฉินเกอเจ็บจนสลบไปแล้ว เสื้ออยู่ในสภาพไม่เรียบร้อยที่คอเสื้อเผยให้เห็นแผงอกสีน้ำตาลเข้ม ท่ามกลางความเป็นความตายเช่นนี้นางมีหรือจะมามัวเขินอาย
นางหยิบยาสมานแผลออกมา ค่อยๆ ใช้มือทาไปตามแผลแผลตรงหน้าอกเผยให้เห็นเนื้อสีขาวภายใน นางเห็นเช่นนั้นยิ่งรู้สึกเป็นห่วง
เฉินเกอรู้สึกเหนื่อยเพราะเจ็บแผล ตามตัวมีเหงื่อผุดพรายหนิงมู่ฉือเช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาที่หน้าผาก ก่อนจะนั่งเฝ้าข้างๆไม่ไปไหนอยู่ครู่หนึ่ง
เฉินเกอมีบุญคุณต่อนาง นางจึงอยากดูแลเขาให้ดี
ลมหายใจของเฉินเกอสม่ำเสมอ เป็นสัญญาณว่าอีกฝ่ายกำลังหลับสนิท
นางห่มผ้าให้เขา ก่อนจะเดินไปที่ห้องครัวที่นั่นทุกคนกำลังทานโจ๊กไก่ฉีกของนางพร้อมกับยิ้มอย่างมีความสุขนางไม่อยากรบกวนความสุขของทุกคน จึงเก็บสีหน้าเป็นกังวลลงไป
“โจ๊กอร่อยหรือไม่”
ทุกคนพยักหน้า ซั่งกวนหลี่ยิ้มพร้อมกับเอ่ยว่า “โจ๊กของคุณหนูย่อมอร่อยอยู่แล้วเข้ากันได้ดีกับไก่ฉีกนี้ รสชาติกำลังพอดี ทั้งยังช่วยบำรุงร่างกายอีกด้วย”