กู้จิ่งเซวียนร้องไห้คร่ำครวญอยู่เกือบทั้งวันกู้ชิงเฉิงจึงรับสมุนไพรจากมือเขาและเก็บใส่ห้วงมิติส่วนตัวของนาง
ห้วงมิตินี้ช่วยนางไว้ได้มากนักทั้งเตียงผู้ป่วย เครื่องมือแพทย์ และการสร้างห้องปลอดเชื้อของอันหยวนถังล้วนพึ่งพาห้วงมิตินี้ทั้งสิ้น
ห้วงมิติแห่งนี้คือระบบการแพทย์ระบบหนึ่งสามารถควบคุมแผงควบคุมด้วยสมอง หากต้องการสิ่งใดก็ใช้สมองควบคุมอีกทั้งยังไม่มีวันหมดสิ้น กล่าวโดยง่ายคือ กู้ชิงเฉิงคิดสิ่งใดห้วงมิติส่วนตัวนี้ก็จะปรากฏสิ่งนั้นขึ้นมานางเพียงยื่นมือเข้าไปก็สามารถหยิบออกมาได้
เพราะมีเครื่องมือแพทย์อุปกรณ์และยาที่ทันสมัยเหล่านี้ อันหยวนถังจึงมีชื่อเสียงเช่นทุกวันนี้และยังช่วยชีวิตผู้ที่ใกล้สิ้นลมหายใจไว้ได้มากมาย
“ท่านแม่ สมุนไพรนี้สามารถรักษาขาของท่านปู่รุ่ยอ๋องได้ใช่หรือไม่ขอรับ”ดวงตากลมโตของกู้จิ่งเซวียนยังคงแดงก่ำเล็กน้อยเขาเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ย่อมได้อยู่แล้ว” กู้ชิงเฉิงเองก็สงสารเจ้าตัวน้อยแต่นางไม่ต้องการให้เขาเดินผิดทาง
กู้จิ่งเซวียนเกิดมาก็แตกต่างจากคนทั่วไปสมองของเขายังรอการพัฒนาและยังเป็นปริศนาว่าหากพัฒนาขึ้นมาแล้วจะสามารถทำสิ่งใดได้บ้างทั้งยังสามารถควบคุมสิ่งของด้วยพลังจิตได้ แม้จะยังไม่ชำนาญนักแต่การจู่โจมยอดฝีมือในยุทธภพก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด
หากศักยภาพสมองของเขาสามารถถูกกระตุ้นออกมาทั้งหมดเขาจะต้องกลายเป็นผู้ที่น่าเกรงขามอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะอย่างไรกู้จิ่งเซวียนก็คือลูกชายของนาง นางจะปกป้องเขาเสมอ
“เจ้าฆ่าอสรพิษโลหิตวิญญาณได้อย่างไร?” กู้ชิงเฉิงคุ้นเคยกับภูเขาด้านหลังเป็นอย่างดีสาเหตุที่นางยังคงทิ้งป่าผืนนั้นไว้ในตอนที่สร้างโรงประมูลหอจิงอวี่ก็เพื่อสมุนไพรที่อยู่ภายในสมุนไพรเหล่านี้ล้ำค่าและหายากยิ่งนักอีกทั้งสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตก็ยากลำบากอย่างที่สุดการที่ทิ้งป่าผืนนี้ไว้ก็เพื่อเก็บรักษาสมุนไพรเหล่านี้เอาไว้สมุนไพรย่อมมีสัตว์ร้ายเฝ้าคุ้มครองอยู่นั่นก็เป็นสิ่งยืนยันได้ถึงมูลค่าของสมุนไพรเหล่านี้
กู้จิ่งเซวียนมองสีหน้าของกู้ชิงเฉิงเห็นว่านางไม่ได้ดูเหมือนจะโกรธ เขาจึงเกาศีรษะเล็กๆ ของตนเองแล้วกล่าวว่า“ข้า… ใช้ยาพิษวางยาให้มันตายขอรับ”
เมื่อได้ยินดังนั้นกู้ชิงเฉิงก็รู้สึกเอือมระอานางยังคิดว่าเจ้าเด็กน้อยคนนี้ได้กระตุ้นทักษะบางอย่างในตัวแต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นเพราะยาพิษได้ผลดีฝีมือการปรุงยาพิษของหยวนจิ่วช่างไม่ธรรมดาจริงๆที่สามารถฝึกฝนกู้จิ่งเซวียนได้เป็นอย่างดี
“การควบคุมสิ่งของด้วยพลังจิตของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” แม้กู้ชิงเฉิงจะไม่ค่อยพอใจนัก แต่นางก็ยังคงถามอย่างค่อยเป็นค่อยไปกู้จิ่งเซวียนที่เดิมตั้งใจจะโอ้อวด ก็รีบก้มหน้าลงทันทีท่าทางราวกับว่าได้ทำความผิดใหญ่หลวง ทำให้กู้ชิงเฉิงอยากจะหิ้วเขาแล้วโยนทิ้งไปน่าโมโหจริงๆ รู้แต่วิชาพิษ ส่วนเรื่องอื่นกลับไม่เอาไหนเลย
ในขณะนั้นรถม้าก็หยุดลง โม่อวี้เฉินตะโกนจากด้านนอกว่า “เราเดินทางมาได้พักหนึ่งแล้วท่านอาควรพักผ่อน”
เขาเปิดม่านรถม้าแล้วมองไปที่กู้จิ่งเซวียน “เซวียนเอ๋อร์อยากกินปลาเผาไหม พ่อจะพาเจ้าไปจับปลาที่ริมแม่น้ำ”
“ชิงเฉิง เจ้าอยากไปด้วยหรือไม่” โม่อวี้เฉินไม่ได้จากไปทันทีแต่กลับอุ้มกู้จิ่งเซวียนแล้วมองไปที่กู้ชิงเฉิงเขารู้สึกว่ากู้ชิงเฉิงช่างเกินไปจริงๆ ถึงกับบีบบังคับกันถึงเพียงนี้เขาเองก็ลืมเรื่องการตั้งกฎเกณฑ์ไปเสียสนิท
“เพคะ” กู้ชิงเฉิงไม่ได้ปฏิเสธ และพลิกตัวลงจากรถม้า
ข้างๆมีลำธารสายหนึ่ง น้ำใสสะอาดจนมองเห็นฝูงปลาแหวกว่ายไปมาถึงเวลาที่โม่อวี้เฉินจะได้แสดงฝีมืออีกครั้งแล้ว
หูเอ้อร์กำลังดูแลหมาป่าหิมะด้วยสีหน้าเหนื่อยใจเขาคิดว่าหมาป่าสีขาวตัวนี้เกี่ยวข้องกับเงินทองอย่างไร ถึงได้ชื่อว่าจินเถียว!สมกับเป็นคุณชายน้อยจริงๆ รู้ตั้งแต่เด็กแล้วว่าต้องเก็บเงินแต่งภรรยา
รุ่ยอ๋องที่กำลังนั่งพิงต้นไม้มองดูครอบครัวสามคนกำลังสนุกสนานกับการจับปลาในลำธารด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“ชิงหลิว ข้าก็จะจับปลาด้วย!” รุ่ยอ๋องเอ่ยเสียงดัง
ชิงหลิวมีสีหน้าลำบากใจ“ท่านอ๋อง! จับปลาคนเดียวไร้ความหมายพ่ะย่ะค่ะ!” แต่กลับได้รับสายตาขุ่นเคืองจากรุ่ยอ๋อง
“เจ้าเองก็อยู่คนเดียวไม่ใช่รึ!” ยังกล้าหัวเราะเยาะเขาที่เป็นโสดอีก!ฮึ!
เมื่อได้ยินดังนั้นทำให้ชิงหลิวไร้คำจะโต้ตอบ
“ดูท่า โม่อวี้เฉินคงหลอกนางกลับตำหนักบูรพาได้แล้วกระมัง” รุ่ยอ๋องพยักหน้า สีหน้าเต็มเปี่ยมด้วยความพึงพอใจสำหรับกู้ชิงเฉิงผู้เด็ดเดี่ยวในยามนี้ เขายังคงรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง
“องค์รัชทายาทก็ทุ่มเทไม่น้อยพ่ะย่ะค่ะ” ชิงหลิวโอบกอดกระบี่และมองดูครอบครัวสามคนของกู้ชิงเฉิงที่กำลังหัวเราะอย่างมีความสุขก็พลันรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเล็กน้อย
ในใจของเขารู้สึกขมขื่นหากเรื่องราวในปีก่อนไม่เกิดขึ้น บุตรของรุ่ยอ๋องก็คงโตเท่ากู้จิ่งเซวียนแล้วเป็นครอบครัวสามคนเช่นกัน
เขาหันไปมองรุ่ยอ๋องโดยไม่รู้ตัวเห็นท่านอ๋องกำลังจ้องมองคนทั้งสามในลำน้ำอย่างเหม่อลอย แววตาว่างเปล่าอย่างยิ่งต้องเป็นเขาที่มองทะลุผ่านทั้งสามคนไปเพื่อหวนคิดถึงอดีตเป็นแน่
ชิงหลิวพลันรู้สึกเจ็บปวดในใจ“ท่านอ๋อง เรื่องการวางยาพิษได้สืบสาวไปถึงในวังแล้วให้สืบต่อไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ทันทีที่ค้นพบเรื่องนี้ชิงหลิวก็ได้ให้คนในจวนรุ่ยอ๋องไปสืบสวน ทว่าการสืบหาความจริงนั้นไม่ง่ายดายนักอีกฝ่ายทำทุกอย่างในที่มืด ทำให้ยากจะจับตัวคนทำได้และจนบัดนี้ก็ยังไม่พบว่าใครเป็นผู้กระทำ แต่เบาะแสกลับชี้ไปที่ในวังและแหล่งที่มาของยาพิษเหล่านั้น คือวังหลวง
รุ่ยอ๋องนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นกำหมัดแน่น ตลอดหลายปีมานี้ เขาจงรักภักดี ขยันขันแข็งแต่ไม่คาดคิดว่ายังคงทำให้เขาไม่วางใจ
“โม่อวี้เฉินได้สืบแล้วหรือยัง?” รุ่ยอ๋องหรี่ตาลงในที่สุดก็เรียกสติกลับมา หันสายตากลับ ยกมือขึ้นนวดหน้าผากที่ปวดตุบๆ
“กำลังสืบอยู่พ่ะย่ะค่ะ” ชิงหลิวปรับสีหน้าให้จริงจัง“อันที่จริง...องค์รัชทายาททรงใส่ใจบุตรชายตัวน้อยและพระชายามาก”
“ไม่ได้” รุ่ยอ๋องกลับเอ่ยเสียงต่ำ “กู้ชิงเฉิงมีบุญคุณช่วยชีวิตต่อข้า”
“กระหม่อมไม่มีวันทำร้ายพระชายาพ่ะย่ะค่ะ” ชิงหลิวประสานมือพลางกล่าวอย่างจริงจัง“เพียงแต่...ฝ่าบาททรงต้องการชีวิตท่านอ๋อง หากไม่ทำสิ่งใดเลยเกรงว่าคงจะเป็นเช่นปลาในมือมีดที่ถูกเชือดพ่ะย่ะค่ะ!”
ชิงหลิวเว้นช่วงเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ“ตอนนี้มีกองทัพหลายหน่วยตกไปอยู่ในมือของฝ่าบาทแล้ว”
เมื่อรุ่ยอ๋องใกล้สิ้นชีพในเมืองหลวงเขาก็ได้มอบอำนาจทางการทหารไปครึ่งหนึ่งแล้ว ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งเขาตั้งใจจะเก็บไว้ให้โม่อวี้เฉิน ตอนนี้ แน่นอนว่าเขารู้สึกเสียใจแต่ก็สายเกินไปแล้ว
เมื่อได้ยินคำพูดสุดท้ายของชิงหลิวรุ่ยอ๋องก็ไม่ได้ตอบอะไร เขากลับมองไปยังครอบครัวสามคนนั้นอีกครั้ง
ในเวลานั้นโม่อวี้เฉินกำลังใช้เสื้อนอกห่อปลา เดินขึ้นมาจากลำธารส่วนกู้ชิงเฉิงไปเก็บฟืนแห้ง ครอบครัวสามคนนี้ร่วมมือกันได้อย่างลงตัวยิ่งนักไม่นาน กลิ่นหอมของปลาย่างก็ลอยอบอวลไปทั่ว
“ฝีมือองค์รัชทายาทดีจริงๆ เพคะ” กู้ชิงเฉิงยังคงสวมผ้าคลุมหน้าในเวลานี้นางหรี่ตาลง “ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าท่านเองก็มีฝีมือ”
โม่อวี้เฉินก็ไม่อาจแยกแยะได้ว่าคำพูดของกู้ชิงเฉิงนั้นโกรธหรือพอใจเขาก้มหน้าลงตอบ “หากหลังจากนี้อยากกินข้าจะพาเจ้าไปที่ตำหนักชั่วคราว” เพียงแค่กู้ชิงเฉิงชอบก็พอแม้ว่าจะเป็นการเดินทางกลับเมืองหลวงด้วยกัน แต่หลังจากกลับไปแล้วสองแม่ลูกจะไปที่ใด เขาก็ยังไม่ทราบ
“กู้ชิงเฉิง หนึ่งเดือนก่อนข้าได้ให้คนสร้างเรือนของเจ้าขึ้นใหม่แล้ว!”โม่อวี้เฉินหมุนปลาในมือไปพลาง มองนางพลางกล่าวอย่างจริงจัง“เซวียนเอ๋อร์จะพักที่เรือนจิ่งฮวา เจ้าคิดว่าอย่างไร?” คำพูดนี้เป็นการลองเชิง
“องค์รัชทายาททรงล้อเล่นแล้วเพคะ ข้ากับท่านไม่มีความสัมพันธ์ใดๆจะอยู่ตำหนักบูรพาได้อย่างไร? เมื่อถึงเมืองหลวงแล้วพวกเราจะพักที่โรงเตี๊ยมเพคะ” กู้ชิงเฉิงก้มหน้าลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ “ข้าไปเมืองหลวงเพียงเพื่อรักษากายให้รุ่ยอ๋องและสืบสวนตระกูลอวี๋เท่านั้น”
เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้วก็ดูเหมือนนางจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโม่อวี้เฉินเลยจริงๆ
“เรื่องตระกูลอวี๋ เจ้าไม่ควรบุ่มบ่าม” โม่อวี้เฉินกลับกล่าวอย่างจริงจัง“เจ้าคงไม่อยากให้คนในอันหยวนถังทั้งหมดต้องประสบภัยกระมัง? พลังของตระกูลอวี๋น่าสะพรึงกลัวกว่าที่เจ้าคิด”
ตระกูลอวี๋ไม่ได้เป็นเพียงดังที่เห็นแค่เพียงผิวเผินเท่านั้นการที่พวกเขาสามารถยืนหยัดอยู่ได้หลายร้อยปี แม้การปกครองจะเปลี่ยนแปลงไปก็ยังไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะของพวกเขาได้
กู้ชิงเฉิงลังเลเล็กน้อยหรี่ตามองโม่อวี้เฉิน “ข้ากับเซวียนเอ๋อร์จะพักในตำหนักบูรพาด้วยสถานะใด?ท่านจะพิสูจน์ให้ใต้หล้าได้เห็นอย่างไรว่าข้าคือพระชายาของท่านและเซวียนเอ๋อร์คือบุตรของท่าน?”