ณ จวนโหว เมืองหลวง
“คุณหนูใหญ่ท่านบรรเลงพิณได้ไพเราะมากเลยเ้าค่ะ รูปโฉมของท่านก็ช่างงดงามกิริยาท่าทางหรือก็แสนสง่า ขนาดบ่าวเห็นคุณหนูอยู่ทุกวัน ยังรู้สึกตาพร่าเพราะความเจิดจ้าของคุณหนูบ่าวคิดว่างานเลี้ยงน้ำชาวันมะรืนนี้ของฉู่เสียนเฟยท่านจะต้องงดงามและโดดเด่นเหนือกว่าใครๆ แน่นอนเลยเ้าค่ะ”
สาวใช้ประจำตัวคนสนิทของซูเข่อซิงกำลังกล่าวชื่นชมเ้านายสาวด้วยความคล่องปาก เป็ที่ถูกใจคนฟังนักและสิ่งที่นางพูดก็ไม่นับว่าเป็เื่โกหก
หลังจากที่ซูเข่อซิงมาอยู่ที่จวนโหวในฐานะคุณหนูใหญ่ของซูโหวจงฮูหยินได้เชิญหมัวมัวผู้มากประสบการณ์การสอนมารยาทให้กับคุณหนูตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงหลายคนให้ซูเข่อซิง
หลังจากผ่านไปสองสัปดาห์หมัวมัวผู้สอนก็บอกว่านางไม่มีอะไรจะสอนอีกแล้วเพราะคุณหนูใหญ่ซูเรียนรู้ได้เร็วมาก
จากนั้น จงฮูหยินก็ได้เชิญครูมาสอนดนตรีเล่นหมากกระดาน วาดภาพ และการเขียนอักษรเหมือนกับที่คุณหนูชนชั้นสูงทั่วไปได้ร่ำเรียน
ระยะเวลาเพียงสี่เดือนมันอาจจะน้อยเกินไปสำหรับการเรียนรู้ให้ครบทุกสิ่งแต่แล้วจงฮูหยินก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าลูกสาวของนางมีพร์ด้านดนตรีไม่ว่าจะเป็การบรรเลงพิณหรือการร่ายรำนางล้วนทำได้ดีทั้งที่ใช้เวลาเรียนรู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ซูเข่อซิงเรียนรู้การบรรเลงพิณเพียงหนึ่งสัปดาห์่ฝึกซ้อมแรกๆ นางยังเล่นติดๆ ขัดๆอยู่แต่เพียงไม่ถึงครึ่งเดือนนางก็สามารถบรรเลงพิณได้อย่างไพเราะราวกับได้ฝึกดีดพิณมาเป็ปีๆแล้วจะไม่ให้กล่าวว่าลูกสาวของนางมีพร์โดดเด่นได้เช่นไร
หากจงฮูหยินรู้ว่าพร์การดีดพิณที่ไพเราะจับจิตจับใจของซูเข่อซิงเกิดจากการฝึกซ้อมอย่างหนักของนางเพื่อให้สามารถมัดใจชายที่ไปใช้บริการในหอนางโลมสถานที่ทำงานเมื่อชาติที่แล้วของซูเข่อซิง ไม่รู้ว่าจงฮูหยินควรจะภาคภูมิใจหรือไม่
เวลานี้ไม่เหมือนเมื่อสี่เดือนก่อนหน้าซูเข่อซิงในปัจจุบันไม่ใช่หญิงสาวที่บ้านอยู่ใกลู้เา ต้องเก็บผักป่า ผ่าฟืนอดมื้ออิ่มมื้ออีกต่อไป ตอนนี้นางไม่ใช่สาวผิวแห้งผมเหลืองแล้ว
หลังจากที่ได้รับการบำรุงดูแลเป็อย่างดีทั้งภายในและภายนอกั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ตอนนี้หน้าตาผิวพรรณของนางสมกับเป็คุณหนูจวนโหวผู้มั่งคั่งแล้วอีกทั้งกิริยามารยาทที่ได้รับการอบรมเป็อย่างดีจากหมัวมัวทำให้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าซูเข่อซิงก็นับว่าเป็สาวงามคนหนึ่งที่มักจะถูกกล่าวถึงบ่อยๆในเมืองหลวง่นี้
วันมะรืนนี้ ฉู่เสียนเฟยจะจัดงานเลี้ยงชมดอกกล้วยไม้ที่นางได้มาใหม่ นางได้ส่งบัตรเชิญถึงคุณหนูหลายจวนฉากหน้าคือการพบปะพูดคุย ทำความรู้จักกัน ของบรรดาสตรีชั้นสูงแต่เื้ัคือการมองหาคู่ให้หลานชายคนที่สองของนาง ท่านชายฉู่ ฉู่โม่โฉว
จริงๆแล้วคนที่อยากให้ฉู่เสียนเฟยจัดงานเลี้ยงนี้คือฉู่กั๋วกงเขารู้สึกหนักใจเหลือเกินที่ลูกชายของเขาไม่ยอมแต่งงานมีสะใภ้ให้เขาเสียทีแม้แต่คู่หมั้นคู่หมายก็ไม่มี จนมีข่าวลือว่าลูกชายคนรองของเขาอาจจะเป็ต้วนซิ่ว (ชายที่รักเพศเดียวกัน) เขาโกรธมากกับข่าวลือที่ไร้สาระนี้เพื่อกำจัดข่าวลือ เขาจึงให้พี่สาวของเขา ซึ่งก็คือฉู่เสียนเฟยช่วยมองหาสตรีที่เหมาะสมให้ลูกชายคนที่สองของเขา
ตอนนี้ฉู่โม่โฉวอายุยี่สิบปีแล้วแต่เขายังไม่สนใจสตรีคนใดเลย ไม่มีแม้แต่สาวใช้ห้องข้างสักคนเขาเป็ชายหนุ่มรูปงามที่สุภาพอ่อนโยน รักอิสระ รักดนตรี ชอบวาดภาพและเขียนบทกวีสตรีทั่วเมืองหลวงมีใครบ้างที่ไม่สนใจเขา
ซูเข่อซิงก็เป็หนึ่งในสตรีเ่าั้ที่ชื่นชมและอยากเขาอีกทั้งนางยังได้รู้ถึงอนาคตด้วยซ้ำว่าเขาเป็ชายหนุ่มที่ดีมาก เสมอต้นเสมอปลายหากเขารักใครแล้วเขาก็จะรักมั่นใจเดียวไม่ต้องกังวลเลยว่าเขาจะมีสตรีอื่นเข้าจวนหลังจากแต่งให้เขา และที่สำคัญ ในชาติที่แล้วเขาและนางได้ผูกสัมพันธ์ทางกายกันด้วย หากนางไม่ถูกฆ่าตายเสียก่อนนางและเขาก็จะต้องได้แต่งงานเป็สามีภรรยากันอย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อชาติที่แล้วนางยังแต่งงานกับเขาไม่สำเร็จ ชาตินี้นางจะต้องแต่งงานกับเขาให้ได้สตรีหน้าไหนก็อย่าหวังจะได้เขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซินหยางเฟิ่งชาติที่แล้วฉู่โม่โฉวและซินหยางเฟิ่งรักกันมาก ถึงขนาดยอมตายแทนกันได้ดังนั้นั้แ่นี้เป็ต้นไป สำหรับสองคนนี้นางจะไม่ให้พวกเขาได้มีโอกาสพบกันอีกเป็อันขาด
ในที่สุด วันที่ซูเข่อซิงรอคอยก็มาถึงนางสวมชุดที่มีรูปแบบกำลังเป็ที่นิยมในเมืองหลวงขณะนี้ชุดนี้ทำให้เห็นทรวดทรงองค์เอวของหญิงสาววัยแรกแย้มที่กำลังจะผลิบานปรากฏชัดขึ้นผ้าเนื้อดีสีชมพูดูอ่อนหวานขับให้ผิวขาวนวลดูละเอียดอ่อนชวนมองทรงผมถูกทำเปียครึ่งศีรษะแล้วตกแต่งสวยงาม ประดับประดาด้วยปิ่นระย้าเวลาเอียงศีรษะ ปิ่นก็ขยับไหวเบาๆ ผมอีกครึ่งส่วนที่เหลือปล่อยยาวสยาย นางแต่งหน้าอ่อนๆ ทำให้ดูงดงามสดใสยิ่งขึ้น
“วันนี้คุณหนูงามมากเลยเ้าค่ะ”สาวใช้กล่าวทันที แววตาเปล่งประกายด้วยความชื่นชม
“ฮึ เ้าหมายความว่าวันอื่นๆข้าไม่งามหรือ” ซูเข่อซิงแสร้งทำเป็ไม่พอใจแต่มุมปากของนางกลับกระดกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
“ไม่ใช่เช่นนั้นเ้าค่ะ วันอื่นก็งามแต่วันนี้งามยิ่งกว่าเ้าค่ะ บ่าวเห็นแล้วไม่อยากจะกะพริบตาด้วยซ้ำเพราะบ่าวเกรงว่าคุณหนูของบ่าวจะกลับขึ้นไปบนฟ้าเ้าค่ะ” สาวใช้รีบกล่าวเอาใจ
“หึหึหึ ปากดีจริงนะเ้า ไปเถอะเ้าไม่ต้องมัวมาชมข้าแล้ว ประเดี๋ยวจะไม่ทันเวลานัด” ซูเข่อซิงกล่าวหลังจากได้ยินคำพูดที่ทำให้นางพอใจ
“เ้าค่ะคุณหนู”
ภายในงานเลี้ยงซูเข่อซิงเห็นคุณหนูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนางหลายคนและมีอีกหลายคนที่อายุมากกว่าแต่ละคนล้วนเป็คุณหนูจากจวนขุนนางที่มีตำแหน่งขั้นไม่น้อยหน้ากว่ากันมากนักพูดได้เต็มปากเลยว่าฉู่เสียนเฟยตั้งใจคัดสรรหญิงสาวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมเหล่านี้มาเพื่อหลานชายของนางจริงๆ
เมื่อถึงเวลาอันสมควร ฉู่เสียนเฟยผู้เป็ประธานการจัดงานเลี้ยงก็พูดเปิดงานแล้วชวนหญิงสาวทั้งหลายพูดคุยเื่ส่วนตัวและเื่ทั่วไปจากนั้นก็ปล่อยให้พวกนางพูดคุยกันขณะดื่มกิน
เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของบรรดาสตรีที่มาในงานเลี้ยงเสียงหัวเราะกังวานใสดั่งระฆังเงินหยุดชะงักกะทันหันเมื่อพวกนางเห็นบุรุษหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลารูปร่างสูงโปร่งในชุดสีขาวสะอาดตาเดินเข้ามาเขาดูมีเสน่ห์อบอุ่นอ่อนโยน เพียงได้สบตาก็ราวกับได้นั่งชมดอกไม้งามในฤดูใบไม้ผลิ
“เสด็จป้าท่านพ่อให้หลานนำดอกกล้วยไม้กระถางนี้มาให้พ่ะย่ะค่ะ”
จะเป็ใครไปได้ หากไม่ใช่ ‘ฉู่โม่โฉว’บุตรชายคนที่สองของฉู่กั๋วกง
เพียงได้ยินเสียงของเขาก็ราวกับหูของพวกนางจะตั้งครรภ์ได้ หญิงสาวบางคนถึงกับแอบกรี๊ดในใจสายตาของเหล่าสตรีไม่อาจว่อกแว่กไปมองทางอื่นได้นอกจากใบหน้าของเขา
หญิงสาวหลายคนรวมถึงซูเข่อซิงไร้ความสามารถที่จะบังคับใบหน้าไม่ให้ซับสีแดงระเรื่อเมื่อชายหนุ่มชำเลืองตามอง
ซูเข่อซิงใจเต้นตึกตักเมื่อนึกถึงภาพที่นางและเขาร่วมเตียงกันในชาติที่แล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งหน้าแดง
‘ตอนนี้เขาไม่มีฮูหยินยังไม่เคยมีฮูหยิน ดังนั้นข้าจะเป็ฮูหยินของเขาข้าจะไม่ให้ตำแหน่งนี้แก่ใครหน้าไหนทั้งนั้น’ ซูเข่อซิงคิดในใจอย่างบ้าคลั่ง
“ดีจัง โม่โฉวเ้ามาพอดีเลย”
เสียงของฉู่เสียนเฟยเรียกความคิดที่เริ่มเตลิดไปไกลของซูเข่อซิงให้กลับมา
“อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” ฉู่โม่โฉวถาม
“ก็สาวๆ พวกนี้น่ะสิพวกนางกำลังจะแสดงความสามารถให้เปิ่นกงดูพอดี เ้าก็มาดูกับเปิ่นกงด้วยเลย
ฉู่โม่โฉวพยักหน้าเบาๆแล้วส่งรอยยิ้มบางๆ ให้ฉู่เสียนเฟย “พ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นการแสดงต่อหน้าฉู่เสียนเฟยและท่านชายฉู่ของบรรดาคุณหนูทั้งหลายก็เริ่มต้นขึ้น มีทั้งบรรเลงดนตรี เต้นรำ วาดภาพ ร่ายบทกวีทุกความสามารถถูกปลดปล่อยออกมาในงานเลี้ยงเล็กๆ แห่งนี้
หลังการแสดง
“คุณหนูเหล่านี้เก่งๆ กันทั้งนั้นเ้าว่าไหม” ฉู่เสียนเฟยถามหลานชายเสียงไม่ดังไม่เบาบรรดาคุณหนูที่แอบมองฉู่โม่โฉวเป็ระยะๆ เมื่อได้ยินคำถามนี้ก็พากันเงี่ยหูฟัง
ฉู่โม่โฉว “พ่ะย่ะค่ะหลานเห็นด้วยกับเสด็จป้า”
ฉู่เสียนเฟย“เ้าคิดว่าคุณหนูคนไหนเก่งที่สุดหรือ”
ฉู่โม่โฉว “อืมหลานคิดว่าพวกนางเก่งทั้งหมดเลยพ่ะย่ะค่ะ เก่งพอๆ กัน”
ฉู่เสียนเฟยเริ่มขมวดคิ้วเ้าหลานชายคนนี้ต้องรู้ทันนางแน่ๆ ถึงได้ตอบหลบเลี่ยงเช่นนี้
“คุณหนูเหล่านี้น่ารักงดงามกันทุกคนเลยนะเ้าคิดว่าในบรรดาสาวๆ ทั้งหมดนี้ใครงดงามที่สุด”
ฉู่โม่โฉวหันไปมองบรรดาคุณหนูทั้งหลายทีละคนจากนั้นเขาหันมาหาเสด็จป้าของเขา
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะตอบ บรรดาสาวๆต่างพากันใจเต้นตึกตัก ลุ้นว่าเขาจะพูดชื่อของตนออกมาหรือไม่
ไม่ต้องรอลุ้นนานเสียงคำตอบจากปากของหนุ่มรูปงามก็ดังออกมา
“หลานพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจริงจังแล้วสตรีทุกนางในที่นี้งดงามกันทุกคนจริงๆ และผู้ที่งดงามที่สุดก็คือ...”ชายหนุ่มหยุดเล็กน้อย
เสียงหัวใจของทุกคนเต้นตึกตักราวรัวกลองยิ่งนานยิ่งดัง ทุกคนลุ้นมาก แม้แต่ฉู่เสียนเฟยก็เริ่มตื่นเต้นแล้วใครกันนะที่เข้าตาหลานชายของนางนางจะได้เรียกสตรีผู้นั้นมาพูดคุยเพื่อให้เป็หลานสะใภ้ของนาง
“คือเสด็จป้าพ่ะย่ะค่ะ ในสายตาของหลานสตรีที่งดงามที่สุดที่นี่ก็คือเสด็จป้าพ่ะย่ะค่ะ”
บรรดาคุณหนู “...”
ฉู่เสียนเฟย “....”
‘เอ่อ นี่ข้าควรจะดีใจดีไหมนะ ที่หลานชายคิดว่าข้างดงามที่สุด’ฉู่เสียนเฟยได้แต่รำพึงรำพันในใจ
“โม่โฉวเ้าก็อายุถึงวัยที่ควรมีคู่ครองได้แล้วนะ เ้าถูกใจใครบอกเปิ่นกงสิเปิ่นกงจะเป็แม่สื่อให้” ฉู่เสียนเฟยถามหลานชายตรงๆ เพราะหากอ้อมไปอ้อมมาดูท่าแล้วคงจะไม่ได้เื่
“เสด็จป้าหลานยังไม่ได้อายุเยอะขนาดนั้นสักหน่อย เพิ่งจะอายุยี่สิบปีเองนะพ่ะย่ะค่ะหลานยังไม่คิดเื่สตรี ยังมีอะไรที่หลานอยากทำอีกหลายอย่างพ่ะย่ะค่ะ”
แล้วการอ้างเหตุผลต่างๆ นานาของฉู่โม่โฉวก็ตามมาอีกมากมายจนฉู่เสียนเฟยต้องโบกมือยอมแพ้
แผนการหาคู่ให้หลานชายก็เป็อันล้มเหลวเพราะฉู่โม่โฉวไม่ถูกใจใครเลย และเขาไม่เต็มใจจะแต่งงานในเวลานี้