ชายฉกรรจ์สามคนพุ่งเข้ามาหาเหวินหยางหวังปลิดชีพ จิตสังหารที่แผ่พุ่งเข้ามาทำให้เหวินหยางรีบชักกระบี่ออกมา ครั้งนี้นับว่าเป็การต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจัง คงจะพลาดพลั้งมิได้
เหวินหยางฟาดฟันกระบี่ที่แฝงด้วยลมปราณออกไปก่อนที่ชายคนแรกจะเข้ามาถึง ลมปราณที่พุ่งออกไปดั่งคลื่นลม พัดไปกระทบกับชายคนแรก ทำให้ชายคนแรกล้มลงด้วยความเ็ปคล้ายถูกกระบี่ฟาดฟัน แต่ภายนอกนั้นมิได้มีาแใดๆ เหวินหยางเองที่เป็ผู้ใช้วิชาลมปราณก็หาได้รู้ถึงความร้ายกาจของวิชาตัวเอง
ชายอีกสองคนไม่รอช้า รีบพุ่งเข้าไปโจมตี เหวินหยางตั้งรับสองสามกระบวนท่า แต่เนื่องด้วยตนเองไม่มีวิชากระบวนท่ากระบี่เลย ทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้ครั้งนี้ยิ่งนัก
เหวินหยางซัดออกไปหนึ่งฝ่ามือไปยังชายทั้งสองคนในระยะกระชันชิด ลมปราณที่แผ่พุ่งออกไปดั่งลมโหมกระหน่ำบ้าคลั่งไร้การควบคุม ผลักให้ชายทั้งสองคนถอยโซเซไปเล็กน้อย เปิดโอกาสให้เหวินหยางฟันกระบี่ใส่แขนชายผู้หนึ่ง ทำให้อาวุธในมือชายผู้นั้นล่วงล่นลง
“ คุณชายระวัง !! ” เสียงหญิงสาวะโเรียกด้วยความตื่นตระหนก
เหวินหยางเมื่อหันไปหาชายอีกคน ก็ปรากฏว่าชายคนนั้นกำลังจะฟันกระบี่เข้าหาตนแล้ว เหวินหยางรีบยกแขนซ้ายที่ว่างขึ้นมาตั้งรับไว้ แต่ก่อนที่จะกระบี่จะฟาดฟันลงมาถึงแขนของเหวินหยาง อยู่ๆกระบี่ในมือของชายผู้นั้นก็กระเด็นออกไป เหวินหยางที่เห็นโอกาสก็ใช้มือซ้ายที่ปัดป้องเปลี่ยนเป็โจมตี ทำให้ชายคนนั้นกระเด็นออกไปด้วยความเ็ป
“ ยังมีเวลาไปใส่ใจผู้อื่นอีก คิดจะดูถูกข้าอย่างนั้นหรือ ” หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังต่อสู้ชางยวิ๋นกล่าวด้วยวาจาที่ไม่สบอารมณ์
“ การต่อสู้นั้นจบลงแล้ว เช่นนั้นเราก็พอเท่านี้เถอะ ” ชางยวิ๋นกล่าวด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มเล็กน้อย
หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ที่ได้ยินก็เกิดโทสะรีบวิ่งพุ่งเข้ามาก่อนที่จะฟันดาบที่แฝงด้วยลมปราณอันหนักแน่นใส่ชางยวิ๋น แต่ทว่าชางยวิ๋นมิได้เบี่ยงตัวหลบแต่อย่างใด กลับยื่นนิ่งและรอให้ดาบนั้นฟาดฟันลงมา
ดาบที่ฟาดฟันลงมากลับฟาดฟันผ่านศีรษะของชางยวิ๋นไปเล็กน้อย
‘ หลบได้อย่างนั้นหรอกหรือ ไม่สิเราฟาดฟันไม่โดนเองอย่างนั้นหรือ ไม่น่าเป็ไปได้ ’
ความในพิศดารในครั้งนี้ ระหว่างที่ดาบกำลังฟาดฟันลงมา ชางยวิ๋นควบคุมลมปราณของตนเองที่ปล่อยออกไป ไปกดด้านข้างของปลายดาบเพื่อเบี่ยงเส้นทางของมันอย่างแม่นยำ จึงทำให้การฟาดฟันในครั้งนี้ คล้ายว่าผู้โจมตีฟาดฟันพลาดพลั้งเอง
หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ยังแปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ครั้งยังไม่ได้มีเวลาทบทวนมากนัก ไหล่ขวาก็ถูกชางยวิ๋นใช้พัดกระแทกไปทีหนึ่ง ทำให้อาวุธหัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ตกลงสู่พื้น แต่มันก็ไม่เพียงเท่านั้น นอกจากหัวไหล่ที่เ็ปแล้ว ยังมีแขนข้างที่จับอาวุธกลับชาไปทั้งแขนใช้การไม่ได้ ทำให้หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์เข้าใจแล้วว่า แท้จริงแล้วตนกับชายที่อยู่เบื้องหน้านั้นมีฝีมือห่างชั้นกันเกินไป
ที่ตอนแรกเหมือนประมือกันแล้วดูสูสี คงเป็เพราะชายผมขาวผู้นี้ออมมือให้ แต่ถึงอย่างไรหัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ก็คิดไม่ออกว่าชายผมขาวจะทำเช่นนี้ไปเพื่อสิ่งใด เหตุใดไม่จัดการให้จบๆไปเสียแต่ทีแรก
ซึ่งอันที่จริงแล้วความในนี้มีเพียงชางยวิ๋นที่รู้ ชางยวิ๋นที่้าให้ศิษย์ได้รับประสบการณ์การต่อสู้จึงได้จงใจให้เหวินหยางได้ต่อสู้กับคนกลุ่มนี้
“ แพ้ก็คือแพ้ จะฆ่าจะแกงก็แล้วแต่เ้า ”
หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ พวกเราไม่มีความแค้นต่อกันมาก่อน พวกเ้าก็รีบไปเสียเถอะ ”
“ ไว้ชีวิตพวกข้า เช่นนั้นแล้วภายหลังอย่ามานึกเสียใจภายหลัง ”
หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์กล่าวจบก็พาบริวารของตนกลับไป
“ ขอบคุณคุณชายทั้งสอง ” หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยความโล่งใจ ก่อนที่จะแนะนำตัวเองว่ามีนามว่าเยว่เสียง
เยว่เสียงเริ่มเล่าความเป็มาให้ทั้งสองคนฟัง ก่อนหน้านี้เยว่เสียงมีพี่ชายผู้หนึ่งรับราชการเป็ผู้ช่วยนายอำเภอ ทั้งคู่สองพี่น้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ภายหลังพี่ชายได้ค้นพบสมุดบัญชีที่เกี่ยวกับการคดโกงเงินภาษีของประชาชนจากนายอำเภอ พี่ชายที่รักความยุติธรรมจึงได้เดินทางไปฟ้องร้องที่ศาลในเมืองเอก แต่พี่ชายก็พบกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะว่าสุดท้ายแล้วทั้งหมดนั้นก็เป็พรรคพวกเดียวกัน พี่ชายจึงได้เก็บซ่อนสมุดบัญชีนั้นเอาไว้ ก่อนที่จะถูกจับตัวไปในหลายข้อหา ไม่นานนักก็มีกลุ่มคนบุกเข้ามาที่บ้านและมาจับตัวเยว่เสียงนางเอาไว้ และบังคับให้ไปเอาสมุดบัญชีเล่มนั้นกลับมา จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่เป้นอยู่ในตอนนี้
ชางยวิ๋นที่รับฟังเื่ราวเสร็จก็ทำหน้าเบื่อหน่าย
“ งานราชการเป็สิ่งที่ข้าเบื่อหน่ายยิ่งนัก แล้วเช่นนี้ต่อไปเ้าจะทำเช่นใด ”
หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ ข้าจะเดินทางไปยังเมืองหลวง นี่คงจะเป็ทางเดียวที่จะช่วยพี่ชายข้าได้ ”
“ เช่นนั้นเ้าต้องเดินทางอีกเป็แรมเดือน เกรงว่าพี่ชายเ้าจะอยู่ไม่ถึงวันนั้น ”
“ ไม่อย่างนั้นแล้วผู้หญิงตัวเล็กๆเช่นข้าจะทำสิ่งใดได้ ” เยว่เสียงน้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ
“ ข้าอาจจะพอรู้จักคนผู้หนึ่งที่อาจจะช่วยเ้าได้ ”
เยว่เสียงได้ยินดวงตาก็เหมือนลุกวาวขึ้นมาทันใด
“ แต่ทว่าข้าเองก็ขอตรวจสอบสมุดบัญชีเล่มนั้นก่อน ”
เยว่เสียงได้ยินเช่นนี้ก็มีท่าทีกังวลขึ้นมาทันที
“ เหตุใดท่านต้องดูสมุดเล่มนั้นด้วย หากท่านรู้จักบุคคลที่ช่วยข้าได้ ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ว่าเขาคือผู้ใด ”
“ เขาเป็ผู้ใดข้าคงบอกไม่ได้ แต่ถ้าจะขอให้เขามาช่วยเหลือ ข้าต้องมีหลักฐานเสียก่อน ”
“ เช่นนี้ข้าจะไว้ใจพวกท่านได้อย่างไร ”
“ นี่มิใช่การบีบบังคับ หากเ้ามีหนทางที่ดีกว่า เ้าก็ไปทำเถอะ ข้าไม่รั้ง อีกอย่างข้าก็เบื่อคุยกับพวกขุนนาง ”
เยว่เสียงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจพาทั้งสองคนไปยังหุบเขาแห่งหนึ่งเพื่อไปเอาสมุดบัญชีที่เก็บซ่อนเอาไว้
ในหุบเขามีแม่น้ำไหลผ่าน ธรรมชาติงดงามห่างไกลบุคคล ทั้งสามคนเดินทางทวนแม่น้ำสายนี้ไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะพบบ้านกระท่อมโทรมๆหลังหนึ่ง เยว่เสียงเดินเข้าไปและหยิบสมุดบัญชีนั้นออกมา ก่อนจะเดินมายื่นให้ชางยวิ๋นด้วยท่าทีที่กังวลใจ
ชางยวิ๋นเปิดสมุดบัญชีและพลิกอ่านอยู่ครู่หนึ่ง
“ ข้าจะจะเดินทางไปหาคนผู้หนึ่ง อาจจะใช้เวลาสองสามวัน ฝากเ้าดูแลแม่นางเยว่เสียงด้วย ”
“ ข้าทราบแล้วอาจารย์ ”
เหวินหยางตอบรับคำสั่งของอาจารย์ และมองดูผู้เป็อาจารย์ใช้วิชาตัวเบาจากไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งไว้เพียงหนุ่มสาวสองคนอยู่เพียงลำพัง
“ ฟ้าใกล้มืดแล้ว เดี๋ยวข้าจะก่อกองไฟให้ แม่นางก็พักผ่อนเสียก่อน อาการาเ็เ้ายังไม่หายดีนัก ”
ในหุบเขาเช่นนี้ พอตกเย็นแสงสว่างก็สาดส่องไม่ถึง ทำให้มืดลงรวดเร็วยิ่งนัก
เยว่เสียงกับเหวินหยางนั่งข้างกองไฟในบ้านโทรมๆหลังหนึ่ง
“ แม่นางรับนี้ไปเถอะ ” เหวินหยางยื่นขนมที่คล้ายทำจากแป้งแผ่นใหญ่จากข้างกองไฟให้เยว่เสียง
เยว่เสียงพยักหน้าให้เป็การขอบคุณก่อนรับขนมนั้นมาไว้ในมือ
ทั้งสองคนสนทนากันไม่นานนัก เหวินหยางก็ได้บอกกล่าวให้เยว่เสียงรีบพักผ่อน เพราะวันนี้เหนื่อยล้ามาทั้งวันแล้ว
เยว่เสียงปล่อยตัวลงนอนข้างกองไฟ เหวินหยางที่จ้องหน้านาง ก่อนที่จะสังเกตว่าใบหน้ารูปไข่ ถึงแม้จะปะเปื้อนและไม่ได้ปะแป้งแต่งหน้า ผิวไม่ได้เรียบเนียบหมดจด แต่ก็เป็คนสวยผู้หนึ่งแน่นอนหากได้ตกแต่งใบหน้าเสียหน่อย
เหวินหยางเดินเข้าไปและใช้ผ้าคลุมนอกคลุมตัวเยว่เสียงเอาไว้
เยว่เสียงที่ยังไม่ได้หลับสนิท นางจึงได้รับรู้สิ่งที่เหวินหยางหยางกระทำ ยามนี้นางคิดว่าไม่สะดวกจะตื่นมากล่าวขอบคุณ จึงมิได้ทำสิ่งใดและนอนกลับไป
เหวินหยางเดินกลับมานั่งที่ของตนเอง เหตุการณ์เช่นนี้ก็พาครุ่นคิดถึงสตรีผู้หนึ่ง เหวินหยางดึงผ้าเช็ดหน้าสีชมพูอ่อนที่มีความยาวประมาณสามฝ่ามือออกมา ก่อนที่จะมองผาผืนนั้นด้วยใบหน้าที่มีความสุข มือขวานั้นลูบไล้ตามขอบผ้าเช็ดหน้า ก่อนที่จะประจบกับตัวอักษรที่ปักไว้ตรงหัวมุม
“ ฉิงเอ๋อ ”