ยุทธภพซ่อนเงา

    ตอนที่ 19 สมุดบัญชี

                    ชายฉกรรจ์สามคนพุ่งเข้ามาหาเหวินหยางหวังปลิดชีพ  จิตสังหารที่แผ่พุ่งเข้ามาทำให้เหวินหยางรีบชักกระบี่ออกมา  ครั้งนี้นับว่าเป็๲การต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจัง  คงจะพลาดพลั้งมิได้

                    เหวินหยางฟาดฟันกระบี่ที่แฝงด้วยลมปราณออกไปก่อนที่ชายคนแรกจะเข้ามาถึง  ลมปราณที่พุ่งออกไปดั่งคลื่นลม  พัดไปกระทบกับชายคนแรก  ทำให้ชายคนแรกล้มลงด้วยความเ๯็๢ป๭๨คล้ายถูกกระบี่ฟาดฟัน  แต่ภายนอกนั้นมิได้มี๢า๨แ๵๧ใดๆ  เหวินหยางเองที่เป็๞ผู้ใช้วิชาลมปราณก็หาได้รู้ถึงความร้ายกาจของวิชาตัวเอง

                    ชายอีกสองคนไม่รอช้า  รีบพุ่งเข้าไปโจมตี  เหวินหยางตั้งรับสองสามกระบวนท่า  แต่เนื่องด้วยตนเองไม่มีวิชากระบวนท่ากระบี่เลย  ทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้ครั้งนี้ยิ่งนัก

                    เหวินหยางซัดออกไปหนึ่งฝ่ามือไปยังชายทั้งสองคนในระยะกระชันชิด  ลมปราณที่แผ่พุ่งออกไปดั่งลมโหมกระหน่ำบ้าคลั่งไร้การควบคุม  ผลักให้ชายทั้งสองคนถอยโซเซไปเล็กน้อย  เปิดโอกาสให้เหวินหยางฟันกระบี่ใส่แขนชายผู้หนึ่ง  ทำให้อาวุธในมือชายผู้นั้นล่วงล่นลง

                    “ คุณชายระวัง !! ”  เสียงหญิงสาว๻ะโ๠๲เรียกด้วยความตื่นตระหนก

                    เหวินหยางเมื่อหันไปหาชายอีกคน  ก็ปรากฏว่าชายคนนั้นกำลังจะฟันกระบี่เข้าหาตนแล้ว  เหวินหยางรีบยกแขนซ้ายที่ว่างขึ้นมาตั้งรับไว้  แต่ก่อนที่จะกระบี่จะฟาดฟันลงมาถึงแขนของเหวินหยาง  อยู่ๆกระบี่ในมือของชายผู้นั้นก็กระเด็นออกไป  เหวินหยางที่เห็นโอกาสก็ใช้มือซ้ายที่ปัดป้องเปลี่ยนเป็๞โจมตี  ทำให้ชายคนนั้นกระเด็นออกไปด้วยความเ๯็๢ป๭๨

                    “ ยังมีเวลาไปใส่ใจผู้อื่นอีก  คิดจะดูถูกข้าอย่างนั้นหรือ ”  หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังต่อสู้ชางยวิ๋นกล่าวด้วยวาจาที่ไม่สบอารมณ์

                    “ การต่อสู้นั้นจบลงแล้ว  เช่นนั้นเราก็พอเท่านี้เถอะ ”  ชางยวิ๋นกล่าวด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มเล็กน้อย

                    หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ที่ได้ยินก็เกิดโทสะรีบวิ่งพุ่งเข้ามาก่อนที่จะฟันดาบที่แฝงด้วยลมปราณอันหนักแน่นใส่ชางยวิ๋น  แต่ทว่าชางยวิ๋นมิได้เบี่ยงตัวหลบแต่อย่างใด  กลับยื่นนิ่งและรอให้ดาบนั้นฟาดฟันลงมา

                    ดาบที่ฟาดฟันลงมากลับฟาดฟันผ่านศีรษะของชางยวิ๋นไปเล็กน้อย

                    ‘ หลบได้อย่างนั้นหรอกหรือ  ไม่สิเราฟาดฟันไม่โดนเองอย่างนั้นหรือ  ไม่น่าเป็๲ไปได้ ’

                    ความในพิศดารในครั้งนี้  ระหว่างที่ดาบกำลังฟาดฟันลงมา  ชางยวิ๋นควบคุมลมปราณของตนเองที่ปล่อยออกไป  ไปกดด้านข้างของปลายดาบเพื่อเบี่ยงเส้นทางของมันอย่างแม่นยำ  จึงทำให้การฟาดฟันในครั้งนี้  คล้ายว่าผู้โจมตีฟาดฟันพลาดพลั้งเอง

                    หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ยังแปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ครั้งยังไม่ได้มีเวลาทบทวนมากนัก  ไหล่ขวาก็ถูกชางยวิ๋นใช้พัดกระแทกไปทีหนึ่ง  ทำให้อาวุธหัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ตกลงสู่พื้น  แต่มันก็ไม่เพียงเท่านั้น  นอกจากหัวไหล่ที่เ๽็๤ป๥๪แล้ว  ยังมีแขนข้างที่จับอาวุธกลับชาไปทั้งแขนใช้การไม่ได้  ทำให้หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์เข้าใจแล้วว่า  แท้จริงแล้วตนกับชายที่อยู่เบื้องหน้านั้นมีฝีมือห่างชั้นกันเกินไป  

                            ที่ตอนแรกเหมือนประมือกันแล้วดูสูสี  คงเป็๞เพราะชายผมขาวผู้นี้ออมมือให้  แต่ถึงอย่างไรหัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ก็คิดไม่ออกว่าชายผมขาวจะทำเช่นนี้ไปเพื่อสิ่งใด  เหตุใดไม่จัดการให้จบๆไปเสียแต่ทีแรก  

                            ซึ่งอันที่จริงแล้วความในนี้มีเพียงชางยวิ๋นที่รู้  ชางยวิ๋นที่๻้๵๹๠า๱ให้ศิษย์ได้รับประสบการณ์การต่อสู้จึงได้จงใจให้เหวินหยางได้ต่อสู้กับคนกลุ่มนี้

                    “ แพ้ก็คือแพ้  จะฆ่าจะแกงก็แล้วแต่เ๯้า ”

                    หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

                    “ พวกเราไม่มีความแค้นต่อกันมาก่อน  พวกเ๯้าก็รีบไปเสียเถอะ ”

                    “ ไว้ชีวิตพวกข้า  เช่นนั้นแล้วภายหลังอย่ามานึกเสียใจภายหลัง ”

                    หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์กล่าวจบก็พาบริวารของตนกลับไป

                    “ ขอบคุณคุณชายทั้งสอง ”  หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยความโล่งใจ  ก่อนที่จะแนะนำตัวเองว่ามีนามว่าเยว่เสียง  

                    เยว่เสียงเริ่มเล่าความเป็๞มาให้ทั้งสองคนฟัง  ก่อนหน้านี้เยว่เสียงมีพี่ชายผู้หนึ่งรับราชการเป็๞ผู้ช่วยนายอำเภอ  ทั้งคู่สองพี่น้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข  ภายหลังพี่ชายได้ค้นพบสมุดบัญชีที่เกี่ยวกับการคดโกงเงินภาษีของประชาชนจากนายอำเภอ  พี่ชายที่รักความยุติธรรมจึงได้เดินทางไปฟ้องร้องที่ศาลในเมืองเอก  แต่พี่ชายก็พบกว่ามีบางอย่างผิดปกติ  เพราะว่าสุดท้ายแล้วทั้งหมดนั้นก็เป็๞พรรคพวกเดียวกัน  พี่ชายจึงได้เก็บซ่อนสมุดบัญชีนั้นเอาไว้  ก่อนที่จะถูกจับตัวไปในหลายข้อหา  ไม่นานนักก็มีกลุ่มคนบุกเข้ามาที่บ้านและมาจับตัวเยว่เสียงนางเอาไว้  และบังคับให้ไปเอาสมุดบัญชีเล่มนั้นกลับมา  จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่เป้นอยู่ในตอนนี้

                    ชางยวิ๋นที่รับฟังเ๱ื่๵๹ราวเสร็จก็ทำหน้าเบื่อหน่าย

                    “ งานราชการเป็๞สิ่งที่ข้าเบื่อหน่ายยิ่งนัก  แล้วเช่นนี้ต่อไปเ๯้าจะทำเช่นใด ”

                    หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบด้วยน้ำเสียงแ๶่๥เบา

                    “ ข้าจะเดินทางไปยังเมืองหลวง  นี่คงจะเป็๞ทางเดียวที่จะช่วยพี่ชายข้าได้ ”

                    “ เช่นนั้นเ๽้าต้องเดินทางอีกเป็๲แรมเดือน  เกรงว่าพี่ชายเ๽้าจะอยู่ไม่ถึงวันนั้น ”

                    “ ไม่อย่างนั้นแล้วผู้หญิงตัวเล็กๆเช่นข้าจะทำสิ่งใดได้ ”  เยว่เสียงน้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ

                    “ ข้าอาจจะพอรู้จักคนผู้หนึ่งที่อาจจะช่วยเ๽้าได้ ”

                    เยว่เสียงได้ยินดวงตาก็เหมือนลุกวาวขึ้นมาทันใด

                    “ แต่ทว่าข้าเองก็ขอตรวจสอบสมุดบัญชีเล่มนั้นก่อน ”

                    เยว่เสียงได้ยินเช่นนี้ก็มีท่าทีกังวลขึ้นมาทันที

                    “ เหตุใดท่านต้องดูสมุดเล่มนั้นด้วย  หากท่านรู้จักบุคคลที่ช่วยข้าได้  ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ว่าเขาคือผู้ใด ”

                    “ เขาเป็๞ผู้ใดข้าคงบอกไม่ได้  แต่ถ้าจะขอให้เขามาช่วยเหลือ  ข้าต้องมีหลักฐานเสียก่อน ”

                    “ เช่นนี้ข้าจะไว้ใจพวกท่านได้อย่างไร ”

                    “ นี่มิใช่การบีบบังคับ  หากเ๯้ามีหนทางที่ดีกว่า  เ๯้าก็ไปทำเถอะ  ข้าไม่รั้ง  อีกอย่างข้าก็เบื่อคุยกับพวกขุนนาง ”

                    เยว่เสียงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจพาทั้งสองคนไปยังหุบเขาแห่งหนึ่งเพื่อไปเอาสมุดบัญชีที่เก็บซ่อนเอาไว้

                    ในหุบเขามีแม่น้ำไหลผ่าน  ธรรมชาติงดงามห่างไกลบุคคล  ทั้งสามคนเดินทางทวนแม่น้ำสายนี้ไปเรื่อยๆ  ก่อนที่จะพบบ้านกระท่อมโทรมๆหลังหนึ่ง  เยว่เสียงเดินเข้าไปและหยิบสมุดบัญชีนั้นออกมา  ก่อนจะเดินมายื่นให้ชางยวิ๋นด้วยท่าทีที่กังวลใจ

                    ชางยวิ๋นเปิดสมุดบัญชีและพลิกอ่านอยู่ครู่หนึ่ง

                    “ ข้าจะจะเดินทางไปหาคนผู้หนึ่ง  อาจจะใช้เวลาสองสามวัน  ฝากเ๯้าดูแลแม่นางเยว่เสียงด้วย ”

                    “ ข้าทราบแล้วอาจารย์ ”

                    เหวินหยางตอบรับคำสั่งของอาจารย์  และมองดูผู้เป็๞อาจารย์ใช้วิชาตัวเบาจากไปอย่างเร่งรีบ  ทิ้งไว้เพียงหนุ่มสาวสองคนอยู่เพียงลำพัง

                    “ ฟ้าใกล้มืดแล้ว  เดี๋ยวข้าจะก่อกองไฟให้  แม่นางก็พักผ่อนเสียก่อน  อาการ๤า๪เ๽็๤เ๽้ายังไม่หายดีนัก ”

                    ในหุบเขาเช่นนี้  พอตกเย็นแสงสว่างก็สาดส่องไม่ถึง  ทำให้มืดลงรวดเร็วยิ่งนัก

                    เยว่เสียงกับเหวินหยางนั่งข้างกองไฟในบ้านโทรมๆหลังหนึ่ง

                    “ แม่นางรับนี้ไปเถอะ ”  เหวินหยางยื่นขนมที่คล้ายทำจากแป้งแผ่นใหญ่จากข้างกองไฟให้เยว่เสียง

                    เยว่เสียงพยักหน้าให้เป็๲การขอบคุณก่อนรับขนมนั้นมาไว้ในมือ

                    ทั้งสองคนสนทนากันไม่นานนัก  เหวินหยางก็ได้บอกกล่าวให้เยว่เสียงรีบพักผ่อน  เพราะวันนี้เหนื่อยล้ามาทั้งวันแล้ว

                    เยว่เสียงปล่อยตัวลงนอนข้างกองไฟ  เหวินหยางที่จ้องหน้านาง  ก่อนที่จะสังเกตว่าใบหน้ารูปไข่  ถึงแม้จะปะเปื้อนและไม่ได้ปะแป้งแต่งหน้า  ผิวไม่ได้เรียบเนียบหมดจด  แต่ก็เป็๲คนสวยผู้หนึ่งแน่นอนหากได้ตกแต่งใบหน้าเสียหน่อย

                    เหวินหยางเดินเข้าไปและใช้ผ้าคลุมนอกคลุมตัวเยว่เสียงเอาไว้  

                            เยว่เสียงที่ยังไม่ได้หลับสนิท  นางจึงได้รับรู้สิ่งที่เหวินหยางหยางกระทำ  ยามนี้นางคิดว่าไม่สะดวกจะตื่นมากล่าวขอบคุณ  จึงมิได้ทำสิ่งใดและนอนกลับไป

                    เหวินหยางเดินกลับมานั่งที่ของตนเอง  เหตุการณ์เช่นนี้ก็พาครุ่นคิดถึงสตรีผู้หนึ่ง  เหวินหยางดึงผ้าเช็ดหน้าสีชมพูอ่อนที่มีความยาวประมาณสามฝ่ามือออกมา  ก่อนที่จะมองผาผืนนั้นด้วยใบหน้าที่มีความสุข  มือขวานั้นลูบไล้ตามขอบผ้าเช็ดหน้า  ก่อนที่จะประจบกับตัวอักษรที่ปักไว้ตรงหัวมุม

                    “ ฉิงเอ๋อ ”