โอปอลไปห้องพักครูเป็เพื่อนฟองจันทร์เพื่อเอาขนมปังไปส่ง เรียบร้อยแล้วก็เดินส่งเธอเข้าห้องเรียนคาบสุดท้ายของวัน ตลอดทางเธอขอบคุณเขาไม่ขาดปากจนต้องขอให้เธอหยุด และเธอก็หยุดตามที่ขอจริงๆ
นอกจากนั้น ใบหน้าของเด็กสาวเ้าของเปียตะขาบสองข้างยังเป็สีชมพูตลอดเวลาจนเขาต้องถามว่าจะไปห้องพยาบาลหรือเปล่า
เรียกได้ว่าบุญแท้ๆ ที่เขามีประสบการณ์กับขนมที่พังเละมากพอจนรู้ว่าต้องทำยังไงมันถึงจะไม่ล้มเหลว(เพราะสุดท้ายคนกินความล้มเหลวเ่าั้คือเขาเอง) ดูเหมือนว่าการทำขนมปังให้ออกมาดีจะเป็หนึ่งในตัวทำแต้มสำคัญที่สุดของฟองจันทร์ มิน่าเล่าอัศวินถึงจีบเธอไม่ติดเสียที เด็กหนุ่มจำได้ว่าเ้านั่นเคยเปรยๆ ว่าทำอาหารไม่ได้เื่ ขนาดไข่ต้มยังะเิ ต้มแกงจืดยังไหม้
โอปอลเพิ่งรู้ว่าการแตะบัตรนักเรียนที่เครื่องสแกนซึ่งตั้งอยู่ทั่วไป นอกจากจะเป็การเปิดเมนูเซฟเกมแล้วยังสามารถดูสถานะค่าความสัมพันธ์ของแต่ละคนได้ และยังมีโน้ตอีกว่าสาวคนไหนชอบอะไร เกิดวันไหน เคยพูดอะไรสำคัญๆ กับเราไว้บ้าง
ตอนนี้ค่าความสัมพันธ์ระหว่างเขาและฟองจันทร์สูงพรวดในขณะที่คนอื่นยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แถมยังมีคนที่เขายังหาไม่เจออีกหนึ่งคน
พอได้ยินเสียงจากห้องดนตรีชั้นบน โอปอลก็รู้ทันทีว่าต้องตามหาคนสุดท้ายที่ไหน
เปิดประตูห้องประชุมก็ได้ยินเสียงร้องเพลงเพราะเหมือนเสียงนางฟ้า
บนเวทีมีเด็กสาวผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มยืนอยู่ ใบหน้ามองแวบแรกก็รู้ว่าลูกครึ่ง เขาไม่รอฟังเพลงให้จบ ถือว่าเจอครบทุกคนแล้วก็ปิดประตูเดินออก
เดินลงบันไดปุ๊บ ออดก็ดัง ลิลิพุ่งพรวดเข้ามาหาเหมือนรู้อยู่แล้วว่าเขาอยู่ตรงไหน
“กลับบ้านกันเถอะนะ! วันนี้ป๊ะป๋าของลิลิเอารถมารับด้วยล่ะ โอปอลไม่ต้องนั่งรถโรงเรียนแล้ว ไปบอกลุงเค้ากันว่าวันนี้โอปอลกลับกับลิลิ!” เธอคว้ามือเขาและลากลงบันได
“ทำไมต้องตามติดตลอดด้วย...” เขาบ่นเสียงเบา
“ทำไมล่ะ?! หรือว่าโอปอล...โอปอลไม่ชอบให้ลิลิอยู่ด้วยอย่างนั้นเหรอ? ทั้งที่ลิลิออกจะ...โอปอลแท้ๆ...” เธอปล่อยมือ เสร็จแล้วก็โบกไม้โบกมือเป็พัลวัน “ตะกี้พูดกับตัวเองน่ะ ไม่มีอะไร ลืมๆ มันไปเถอะนะ!!!”
ชัดเลย เมื่อกี้บอกว่าชอบ
โอปอลยักไหล่
“เธอนี่น่าสงสารนะ รักเขาทั้งที่เขารักเธอแค่ผิวๆ”
“ตะกี้พูดอะไรรึเปล่า?”
พอเจอประโยคโต้ตอบที่ไม่เคยได้ยิน ก็ถูกโปรแกรมให้พูดอย่างนี้สินะ
“เปล่า”
ทั้งที่ลิลิมีใจให้ตัวผู้เล่น แต่ผู้เล่นที่ไปเล่นรูทอื่นส่วนมากก็ไม่ไยดีเธอ ซ้ำร้ายผู้เล่นคนไหนบ้างล่ะที่จะรักตัวละครเกมจริงๆ? สุดท้ายก็เป็ความรักแบบผิวเผินที่ออกจากเกมก็ลืม
“ถ้าอย่างนั้น ไปกันดีกว่า!”
โอปอลดึงแขนหลุดจากมือเล็กคู่นั้น
“โทษที มีธุระ เธอกลับไปก่อนเลยไม่ต้องรอ”
ลิลิไหล่ตกทำท่าจะร้องไห้ แต่ก็ยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้นวันหลังแล้วกัน สัญญาแล้วนะ!” เด็กสาวผมแกละโบกมือหย็อยๆ ก่อนจะวิ่งลงบันได ล่วงหน้ากลับบ้านไปก่อน
ทีนี้ก็รอ...
ก่อนเข้าเล่นเกม โอปอลอ่านมาว่าการปลดล็อกฉากรุมประชาทัณฑ์จะต้องมีค่าความสัมพันธ์กับเลย์ลาสูงและต้องสวีทกับเธอในที่สาธารณะเช่นสวนหลังโรงเรียนหรือทางเดินของโรงเรียนบ่อยๆ จากนั้นถ้าอยู่โรงเรียนต่อจนดึกจะมีคนตะครุบเราจากด้านหลัง
ค่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเลย์ลาต่ำเตี้ยติดดินเพราะเขาเล่นโดดเรียนไม่รู้กี่คาบ แถมทั้งวันก็ทำท่าไม่เห็นหัวเธอ...ก็จะยกเว้นตอนเชิญธงชาติเมื่อเช้า
เขาสามารถอยู่โรงเรียนถึงตีสามได้ถ้าไม่โดนยามจับหรือเดินไปในจุดที่มีกล้องวงจรปิดเสียก่อน ฉะนั้นการอยู่โรงเรียนถึงค่ำจึงเหมือนเล่นเกมโหมด Stealth หน่อยๆ
พอตกเย็นและนักเรียนทำกิจกรรมนอกเวลาเสร็จหมดแล้ว นาฬิกาก็เดินเร็วขึ้นสักสิบเท่า ยามของโรงเรียนเดินส่องไฟฉายตามโถงทางเดิน โอปอลเจอทางหนีไฟที่นำขึ้นไปยังดาดฟ้า
ตอนนี้ในเกมเป็เวลาเกือบๆ สองทุ่ม บนดาดฟ้าร้างผู้คน ดวงดาวกระจายเต็มผืนฟ้าทั้งที่แสงไฟระยิบระยับจากเมืองแผ่อยู่เบื้องล่าง ลมยามค่ำพัดปะทะร่าง
บนดาดฟ้ามีรั้วเตี้ยๆ อยู่ เด็กหนุ่มชะโงกไปก็เห็นพื้นด้านล่างและยามคนหนึ่งนั่งหลับอยู่ในป้อมยามริมประตูรั้ว
“โดดลงไปได้รึเปล่านะ...” เขาไม่เคยได้ข่าวใครพยายามฆ่าตัวตายในเกม เพราะนอกจากบางเกมที่มีระบบทำลายตัวเอง ทุกเกมจะโดนคุมอย่างเข้มงวดไม่ให้ผู้เล่นทำร้ายตัวเองได้ ในเกมนี้ถึงเขาเอามีดในห้องคหกรรมแทงตัวเองก็แทงไม่เข้าอยู่ดี
แต่ไม่มีใครเคยลองะโสักครั้ง มันคุ้มหรือเปล่าที่จะลอง? ไอ้เกมเวรนี้จะทำให้ผู้เล่นฆ่าตัวตายได้เชียวหรือ? อย่างมากคงแค่เด้งออกนอกเกม
พอลองปีนรั้ว เด็กหนุ่มก็ชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็นจนหงายหลังล้มลงกับพื้น
“ะโลงจากดาดฟ้าไม่ได้ตามคาด”
เขาส่ายหน้าช้าๆ
“ฉันเคยลองแล้ว ไม่ได้หรอก”
เด็กหนุ่มลุกพรวดและหันไปทางต้นเสียงทันที เขาแน่ใจว่าตัวเองอยู่คนเดียวที่นี่... ใครกันที่ขึ้นมาได้โดยที่เขาไม่รู้สึกตัว?
ไม่สิ นี่เป็เกม การที่คนจะโผล่มาปุบปับก็ไม่ใช่เื่แปลก...
“เธอ...”
เด็กสาวตรงหน้าอุ้มตุ๊กตากระต่ายสภาพซอมซ่อ แทนที่จะเย็บส่วนที่ขาดกลับพันผ้าพันแผลไว้จนนุ่นทะลักจากรอยขาด ตาของมันหลุดหายไปข้างหนึ่ง และหูของมันก็หลุดลุ่ยเหมือนผ้าขี้ริ้ว
ตัวเด็กสาวเองอยู่ในสภาพที่ทำให้โอปอลเผลอกลั้นหายใจ
เธอมีผมยาวเคลียไหล่ แขนขาห่อหุ้มด้วยผ้าพันแผล รองเท้าก็ไม่ได้สวม ชุดที่ใส่อยู่เป็ชุดหลวมโคร่งเหมือนชุดคนป่วย
แม้ดวงตาจะลึกโหลและแก้มตอบ เขายังดูออกว่าเธอมีใบหน้าที่น่ารัก ริมฝีปากซีดนั้นครั้งหนึ่งคงเคยนุ่มนิ่มสีชมพู ดวงตาลึกโหลครั้งหนึ่งคงโตและฉ่ำชื้นเหมือนตาของลูกกวาง
ตัวละครลับที่หายากหนักหนาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ทั้งยังโผล่มาในวันแรกที่เขาเข้าเกมอีก โอปอลไม่ถูกกับเื่ผีอย่างแรง สภาพเหมือนิญญาของอีกฝ่ายทำให้สมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออก
“...”
ทีนี้จะทำยังไงดี... เขาจะต้องล้วงความลับของเธอ แต่ยังไงล่ะ? คนที่รู้คืออัศวิน... อันที่จริงนี่เป็งานของอัศวิน การที่เขาได้เจอไลลาคือโชคล้วนๆ
อา ช่างเถอะ ยังไงเื่บริษัทเกมทำลายชีวิตคนอื่นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา และเขาไม่คิดว่าแค่เจอตัวละครลับจะทำให้ปริศนาด้านการพัฒนาของเกมกระจ่างด้วย
หลังซ่อนความใไว้จนมิด โอปอลก็เลิกคิ้วข้างหนึ่ง
“...ไลลา?”
“อือ เดี๋ยวนี้คนรู้จักฉันเยอะจัง”
“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?”
เด็กสาว...ตัวละครลับนามว่าไลลากอดกระต่ายแน่นและถอยหลังไปก้าวหนึ่ง โอปอลคิดว่าเขาคงเผลอตัวกระชากเสียงใส่เธอ
“ฉัน...” ถ้าเธอมุดดินหนีได้คงมุดไปแล้ว “ฉัน...ไม่ได้เจอคนมานานมาก ไม่มีใครโผล่มาสักพักแล้ว...”
“นั่นเพราะว่าพวกเขากำลังจะปิดเกมนี้...แต่พูดไปเธอคงไม่รู้อยู่ดี”
“จะปิดเกมเหรอ?”
ประโยคนั้นสะกิดความสงสัยของเด็กหนุ่ม...
เธอไม่ได้ฟังดูเหมือนกำลังถามว่าเกมอะไร แต่เหมือนเธอรู้อยู่แล้วว่าเขาหมายถึงอะไร
“นั่นสินะ คงเพราะใครไม่รู้เกิดอยากเอามีดมาซวกผู้เล่นห่วยๆ ที่ไปกิ๊กกับตัวละครอื่นทั้งที่คบตัวเองอยู่”
“ลิลิ...สินะ”
“...เธอรู้จักลิลิ”
“อือ”
“แล้วเธอเป็ใครกันแน่?”
“ฉันคือไลลา”
โอปอลอยากตะคอกกลับว่าเขาไม่ได้หมายถึงแบบนั้น แต่ก็ถอนหายใจยาวๆ หนึ่งครั้งตั้งสติ
เด็กหนุ่มคิดว่าถามต่อก็ไม่มีประโยชน์ เลยชี้นิ้วโป้งไปที่รั้ว
“เคยลองแล้วสินะ”
“อื้อ”
“ฉันไม่คิดว่าใครจะบ้าลองปีนรั้วนอกจากฉัน”
“แล้วทำไมถึงปีนล่ะ?” ไลลาท่าทางผ่อนคลายลง
“อยากไปยืนตรงขอบ ไม่สิ แค่อยากรู้เฉยๆ ว่าะโลงไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น”
“ถ้าะโลงไปได้ก็ดีสิ”
“...”
“...”
ทั้งคู่เงียบ...ดาดฟ้าเงียบสนิทจนวังเวง
“คนอื่นเขาโดนเกมนี้ทำลายชีวิต ส่วนเธออยากทำลายชีวิตตัวเองในเกม”
“ถึงทำไปฉันก็โดนจับเข้ามาใส่ในนี้เหมือนเดิมอยู่ดี เปล่าประโยชน์”
“...”
ผิดปกติ เด็กสาวคนนี้ผิดปกติ...
“เธอ...เป็คนใช่ไหม?”
ไลลาผงะ
“...ทำไมถึงถามแบบนั้น...?”
“แค่รู้สึกอย่างนั้น อีกอย่าง ฉันเคยเล่นเกมอีกเกมของค่ายนี้ที่เอาคนจริงมาเล่นเป็บอส ฉันไม่แปลกใจเลยถ้าเกมจากค่ายเดียวกันจะเอาคนมาใส่เป็ตัวละครในเกม”
“...” เด็กสาวห่อไหล่เหมือนเดิม “เกมนี้จะปิดแล้วสินะ”
“อือ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะต้องอยู่คนเดียว”
“...อยู่คนเดียวก็ไม่เห็นเดือดร้อนนี่”
“ก็จริงอยู่หรอก แต่ฉัน...เหงา”
เหงา?
โอปอลจำไม่ได้ว่าเขารู้สึกเหงาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ความโดดเดี่ยวเป็สิ่งที่เขาอ้าแขนรับด้วยความเต็มใจ เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าความเหงาเป็ยังไง
“ถ้าอย่างนั้นฉันคงช่วยอะไรเธอไม่ได้”
โอปอลเพิ่งรู้ตัวว่าแม้อีกฝ่ายน่าจะเป็ผู้หญิงตัวเป็ๆ เขากลับไม่รู้สึกอึดอัดเลย
“...มาเจอกันอีกได้ไหม?” ไลลาถาม
“หา?” พอเขาขึ้นเสียงนิดเดียวเธอก็ถอยกรูด โอปอลต้องหายใจลึกๆ อีกครั้งและพูดด้วยเสียงนุ่มลง
“โทษที...” เขาใเสียงตัวเอง แบบนี้ก็นุ่มเกินไปหน่อยนะ
“เปล่าหรอก...แต่ว่า ไม่ได้คุยกับใครจริงๆ แบบนี้มานานแล้ว ทุกคนพอเจอฉันก็ตื่นเต้นไม่ก็กลัว...จนคุยด้วยไม่รู้เื่เลย...”
“แล้วฉันจะเจอเธอได้ยังไง? ใครๆ ก็บอกว่าเธอโผล่มาแบบสุ่ม”
“ฉันจะรออยู่ตรงนี้ ไม่ต้องห่วง”
ชั่วขณะหนึ่ง โอปอลคิดว่าไลลากำลังยิ้ม