เสียงเครื่องยนต์รถจี๊ปคันใหญ่ดังสลับกับเสียงล้อบดไปบนถนนลูกรังที่ขรุขระจนคนบนรถแทบกระเด้งออกจากเบาะ
เบื้องหน้าคือเส้นทางเข้าสู่ผืนป่าขนาดใหญ่ซึ่งห่างไกลจากชุมชนหลายสิบกิโลเมตร
ไม่มีบ้านเรือน
ไม่มีเสาไฟ
ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์
มีเพียงูเาสูง ป่าทึบ และแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลผ่านหุบเขา
ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าเปิดแผนที่ซึ่งถูกพับจนเก่ามากขึ้นมาดูอีกครั้ง
“พ่อ เรามาถูกทางใช่ไหมครับ”
เสียงของลูกชายคนโตดังขึ้น
ผู้เป็พ่อเงยหน้าจากแผนที่ก่อนตอบอย่างมั่นใจ
“ถูกแล้ว อีกไม่เกินสองชั่วโมงก็น่าจะถึงจุดที่เราต้องเดินเท้า”
ชายหนุ่มพยักหน้า
เขาชื่อ ภาคิน
ชายหนุ่มวัยยี่สิบสามปี ผู้มีใบหน้าคมเข้ม ดวงตาเฉียบคม และบุคลิกเคร่งขรึมเกินวัย
เขาเป็บุตรชายคนโตของ คุณธนากร นักธุรกิจผู้ก่อตั้งบริษัทส่งออกกล้วยไม้รายใหญ่ของประเทศ
นอกจากภาคินแล้ว ธนากรยังมีลูกชายอีกคน
พีรวิชญ์ หรือพีท เด็กหนุ่มวัยยี่สิบปีที่ยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย
ครอบครัวของเขามีกันเพียงสามคน
พ่อ
ลูกชายคนโต
และลูกชายคนเล็ก
แม่ของสองพี่น้องจากไปหลายปีแล้ว
ั้แ่นั้นมา ธนากรก็เป็ทั้งพ่อและคนดูแลครอบครัวด้วยตัวเอง
วันนี้เขาตัดสินใจเดินทางเข้าป่า เพราะได้รับข่าวสำคัญจากนักสำรวจท้องถิ่นว่า มีผู้พบกล้วยไม้สายพันธุ์หนึ่งซึ่งไม่เคยมีการบันทึกในงานวิจัยอย่างเป็ทางการ
ข่าวนั้นทำให้ชายผู้หลงใหลกล้วยไม้อย่างธนากรไม่สามารถนั่งอยู่เฉย ๆ ได้
“พ่อยังคิดว่ามันเป็พันธุ์ใหม่จริง ๆ เหรอครับ”
ภาคินถาม
“อย่างน้อยจากรูปที่ได้รับมา พ่อมั่นใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์”
“แค่สีดอกก็ไม่เหมือนกล้วยไม้ที่เราเคยเห็นแล้วนะครับ”
ธนากรยิ้ม
“ฟ้าแกมชมพู”
“ครับ”
“ถ้ามีจริง มันอาจกลายเป็สายพันธุ์ที่สำคัญมาก”
พีรวิชญ์ที่นั่งอยู่ด้านหลังยื่นหน้าเข้ามา
“ถ้าพ่อเจอมันจริง ๆ จะเอากลับมาได้ไหมครับ”
ธนากรมองลูกชายคนเล็กแล้วส่ายหน้า
“ไม่ใช่เอากลับมาง่าย ๆ นะพีท พืชป่าทุกชนิดต้องเคารพธรรมชาติ การนำออกมาต้องระวังทั้งราก ทั้งต้น ทั้งระบบนิเวศ”
“รู้แล้วครับพ่อ”
พีรวิชญ์หัวเราะ
“แต่ถ้าเป็ผม ผมคงเด็ดดอกมาก่อนแน่ ๆ”
“ห้ามเด็ด”
เสียงภาคินกับธนากรพูดพร้อมกัน
พีรวิชญ์ยกมือทั้งสองข้างขึ้น
“โอเค ๆ ไม่เด็ดครับ”
รถเดินทางต่อไปอีกพักใหญ่ ก่อนจะหยุดตรงลานดินเล็ก ๆ ใกล้เชิงเขา
ตรงนั้นมีชายวัยห้าสิบกว่า ๆ ยืนรออยู่
ข้างกายมีลูกสาววัยสิบเจ็ดปี
เด็กสาวสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้าผ้าใบเก่า ๆ และมีผ้าโพกศีรษะผืนใหญ่ปกปิดใบหน้า
“คุณธนากรใช่ไหมครับ”
ชายคนนั้นเดินเข้ามาทัก
“ใช่ครับ”
“ผม สมพร เป็พรานนำทางที่ได้รับการติดต่อไว้”
“ขอบคุณที่มารับพวกเรานะครับ”
สมพรยิ้ม
“ทางนี้ไม่เหมาะกับคนไม่คุ้นทางครับ ถ้าไม่มีคนพาเข้าไป โอกาสหลงสูงมาก”
สายตาของธนากรเหลือบไปยังเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างสมพร
เด็กหนุ่มคนนั้นก้มหน้าลงเล็กน้อย
“นี่ลูกชายผมครับ”
สมพรพูด
ธนากรพยักหน้า
“ให้ช่วยเื่สัมภาระหรือเปล่า”
“ครับ”
ลูกสาวของสมพรก้าวออกมาแล้วรับกระเป๋าใบหนึ่งไปถือ
ภาคินมองผ่าน ๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร
ในสายตาของเขา เด็กคนนั้นเป็เพียงเด็กหนุ่มท้องถิ่นธรรมดา
ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วภายใต้เสื้อผ้าเด็กหนุ่มตัวนั้นคือเด็กสาววัยสิบเจ็ดปี
ชื่อของเธอคือ พิมพ์ดาว
การเดินทางเข้าป่ากินเวลานานกว่าที่คาด
วันแรกทุกคนเดินผ่านเส้นทางลาดชัน
วันที่สองต้องข้ามลำธารหลายสาย
และวันที่สามต้องปีนผ่านสันเขาที่สูงชันจนบาง่แทบต้องใช้มือเกาะต้นไม้พยุงตัว
ลูกหาบหลายคนเริ่มหมดแรง
แต่พิมพ์ดาวกลับยังคงเดินอยู่ไม่ห่างจากพ่อ
เธอรู้จักป่าแห่งนี้ดีกว่าคนอื่น
รู้ว่าตรงไหนดินนิ่ม
ตรงไหนมีรากไม้ซ่อนอยู่ใต้ใบไม้
และตรงไหนควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจเป็เส้นทางสัตว์ป่า
“พักก่อนไหม”
สมพรถามลูกสาว
พิมพ์ดาวส่ายหน้า
“พ่อพักเถอะ หนูยังไหว”
“เราเดินมาสามวันแล้วนะ”
“อีกนิดเดียวก็ถึงแล้วไม่ใช่เหรอ”
สมพรยิ้ม
“ลูกนี่เหมือนแม่ไม่มีผิด”
พิมพ์ดาวหลบสายตา
แม่ของเธอจากไปนานแล้ว
หลังจากนั้นเธอก็กลายเป็เพื่อนคู่คิดและผู้ช่วยของพ่อ
และเพราะพ่อรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้มีแต่ผู้ชาย
สมพรจึงให้ลูกสาวแต่งกายเป็ผู้ชาย
เพื่อความปลอดภัย
“อย่าถอดผ้าโพกหัวเด็ดขาด”
สมพรกำชับั้แ่ออกเดินทาง
“รู้แล้วค่ะพ่อ”
“ต้องเรียกพ่อว่าลุงสมพรต่อหน้าคนอื่น”
“ค่ะ”
“แล้วก็อย่าไปเดินใกล้ผู้ชายคนอื่นมาก”
“พ่อ…”
พิมพ์ดาวหัวเราะเบา ๆ
“รู้อยู่แล้วค่ะ”
เธอรู้ว่าพ่อเป็ห่วง
และเธอก็ไม่ได้คิดจะเปิดเผยตัวตนอยู่แล้ว
จนกระทั่งเย็นวันที่สาม
ทุกคนมาถึงหน้าผาสูงแห่งหนึ่ง
ธนากรหยุดเดินทันที
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง
บนหน้าผาที่มีหมอกบางปกคลุมอยู่
มีกล้วยไม้ต้นหนึ่งเกาะอยู่บนต้นไม้ใหญ่
ดอกของมันเป็สีฟ้าอมม่วง
ตรงกลางกลีบมีสีชมพูอ่อนแทรกอยู่
สวยงามราวกับถูกแต้มสีด้วยพู่กัน
“พระเ้า…”
ธนากรพึมพำ
ภาคินเองก็ถึงกับนิ่ง
“นี่มัน…”
พีรวิชญ์หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายทันที
สมพรยืนยิ้ม
“ผมบอกแล้วว่ามันมีจริง”
ธนากรเดินเข้าไปช้า ๆ
เขาไม่ได้แตะต้องทันที
เพียงคุกเข่าลงสำรวจบริเวณราก
“รากยังสมบูรณ์”
“เอาออกได้ไหมครับ”
ภาคินถาม
ธนากรส่ายหน้า
“ได้ แต่ต้องทำอย่างระวังที่สุด”
พิมพ์ดาวยืนมองอยู่ไม่ไกล
เธอรู้ว่าพ่อของเธอมักพาคนเข้าป่าเพื่อสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ
แต่ชายคนนี้ต่างจากคนอื่น
เขาไม่ได้รีบขุด
ไม่ได้ตัด
ไม่ได้ทำลาย
กลับใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อค่อย ๆ เปิดดิน
“ถ้าพ่อขุดแบบนี้จะไม่เสียรากเหรอครับ”
ภาคินถาม
ธนากรตอบโดยไม่ละสายตาจากต้นกล้วยไม้
“รากคือชีวิตของมัน ถ้าเราทำร้ายมากเกินไป ต่อให้เอากลับมาได้ มันก็อาจตาย”
คำพูดนั้นทำให้พิมพ์ดาวแอบยิ้ม
เป็ครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่า
ผู้ชายคนนี้คงรักต้นไม้จริง ๆ
การนำต้นกล้วยไม้ออกมาประสบความสำเร็จ
ทุกคนแพ็กต้นไม้อย่างระมัดระวัง
จากนั้นจึงเริ่มเดินทางกลับ
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเส้นทางกลับจะโหดร้ายยิ่งกว่าเดิม
ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีเทา
ลมแรงขึ้นเรื่อย ๆ
และไม่นานฝนก็เทลงมาอย่างรุนแรง
“ต้องลงเขาตอนนี้!”
สมพระโ
“ถ้ารอให้ฝนหยุด เราอาจติดอยู่บนนี้ทั้งคืน”
ทุกคนรีบเก็บของ
สมพรเอาเชือกเส้นใหญ่ผูกกับต้นไม้ใหญ่
“ทุกคนไต่เชือกลงทีละคน!”
เสียงฟ้าร้องดังสนั่น
พิมพ์ดาวช่วยประคองลูกหาบที่กำลังจะล้ม
“ระวังครับ!”
เธอะโ
“ครับ!”
คนหนึ่งไต่ลงไปก่อน
คนต่อไปตามลงไป
ธนากรเดินตาม
ภาคินกำลังจะตามลง
ทันใดนั้นธนากรเหยียบกิ่งไม้ที่ลื่นเพราะฝน
“เฮ้ย!”
ร่างของเขาเสียหลัก
เท้าพลิก
ตัวพุ่งไปทางหน้าผา
“พ่อ!”
ภาคินร้องลั่น
แต่คนที่พุ่งเข้าหาธนากรเร็วกว่ากลับเป็เด็กหนุ่มคนหนึ่ง
พิมพ์ดาวคว้ามือธนากรเอาไว้ได้
“จับมือผมไว้!”
ธนากรคว้ามือเธอแน่น
“ปล่อยฉัน!”
“ไม่!”
พิมพ์ดาวออกแรงสุดกำลัง
แต่ดินใต้เท้ากลับทรุดตัว
ร่างของเธอไถลไปข้างหน้า
“ระวัง!”
ผ้าโพกศีรษะหลุดออกจากหัว
เส้นผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มสะบัดกระจายกลางสายฝน
ธนากรชะงัก
เขาเพิ่งรู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่เด็กหนุ่ม
แต่เป็เด็กสาว
เด็กสาวคนนั้นพยายามคว้าเชือก
มืออีกข้างของเธอยังคงจับแขนธนากรไว้
“ลุงจับเชือก!”
“พิมพ์ดาว!”
สมพระโ
ภาคินกับลูกหาบรีบช่วยดึงเชือก
พิมพ์ดาวกัดฟัน
“หนูไม่ปล่อยค่ะ!”
ในที่สุดร่างของธนากรก็ถูกดึงกลับขึ้นมา
ส่วนพิมพ์ดาวเองก็ถูกช่วยขึ้นตามมา
ทันทีที่ปลอดภัย สมพรรีบวิ่งเข้ามากอดลูกสาว
“เจ็บตรงไหนไหม!”
“ไม่ค่ะพ่อ”
“ทำไมต้องเสี่ยงขนาดนี้!”
“ก็ลุงเขาเกือบตก…”
พิมพ์ดาวพูดพร้อมหอบหายใจ
ธนากรมองเธอนิ่ง ๆ
“หนูชื่อพิมพ์ดาวใช่ไหม”
เธอพยักหน้า
“ค่ะ”
“ขอบใจมาก”
เธอยิ้ม
“ไม่เป็ไรค่ะ”
ธนากรไม่รู้เลยว่า
ั้แ่วินาทีนั้น
เด็กสาวคนนี้จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเขาและครอบครัวไปตลอดกาล
พวกเขาเดินทางต่อ
แต่เมื่อใกล้ถึงชายป่า
เสียงปืนก็ดังขึ้น
ปัง!
ลูกหาบคนหนึ่งล้มลง
“ทุกคนหมอบ!”
สมพระโ
กลุ่มชายติดอาวุธเดินออกมาจากแนวต้นไม้
ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความอำมหิต
“ส่งของมา!”
ชายคนหนึ่งะโ
ธนากรมองออกทันที
นี่ไม่ใช่กลุ่มนายพราน
แต่เป็กลุ่มค้ายาเสพติด
พวกมันไม่สนใจต้นไม้
สิ่งที่พวกมัน้าคือฆ่าพยานทุกคนที่เห็นเส้นทางลำเลียงยา
เสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ลูกหาบหลายคนล้มลง
สมพรหยิบปืนขึ้นยิงตอบ
ธนากรกับพิมพ์ดาวก็ยิงเช่นกัน
ภาคินพยายามลากพ่อหลบหลังต้นไม้
แต่สถานการณ์ชุลมุนเกินกว่าจะป้องกันทุกคนได้
พิมพ์ดาวเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหน้า
เขาเป็หัวหน้า
กำลังเล็งปืน
เธอเหนี่ยวไกก่อน
ปัง!
ะุพุ่งเข้าบริเวณไหล่ของชายคนนั้น
“อ๊าก!”
เขาล้มลง
แต่ยังไม่ตาย
เขายกปืนขึ้นอีกครั้ง
และปลายกระบอกปืนกำลังหันไปทางธนากร
พิมพ์ดาววิ่งเข้าไป
“ลุงธนากร!”
ปัง!
ะุเจาะเข้าร่างของเธอ
“พิมพ์ดาว!”
ธนากรร้อง
เด็กสาวล้มลงทับร่างเขา
สมพรคำรามด้วยความโกรธ
เขายกปืนหมายจะยิงหัวหน้าแก๊ง
แต่เพียงเสี้ยววินาที
ปัง!
ปัง!
ปัง!
ปัง!
ะุสี่นัดพุ่งเข้าหน้าอกของสมพร
ร่างของเขากระตุก
ก่อนจะล้มลงกับพื้น
“พ่อ!”
พิมพ์ดาวกรีดร้อง
เธอพยายามฝืนตัวเองลุกขึ้น
เืไหลออกจากแผล
มือสั่นจนแทบจับปืนไม่อยู่
แต่ดวงตาของเด็กสาวกลับแข็งกร้าว
เธอยกปืนขึ้น
ปัง!
หัวหน้าแก๊งล้มลงทันที
ป่ากลับเข้าสู่ความเงียบ
เหลือเพียงเสียงฝน
เสียงร้องของคนเจ็บ
และเสียงสะอื้นของเด็กสาววัยสิบเจ็ดปี
พิมพ์ดาวคลานไปหาพ่อ
“พ่อ…”
ไม่มีเสียงตอบ
เธอเขย่าร่างผู้เป็พ่อ
“พ่อ…ลุกสิ”
ธนากรเข้ามาประคองเธอไว้
“พิมพ์ดาว…”
“พ่อหนู…”
เธอร้องไห้
ธนากรก้มลงมองสมพร
แล้วเงยหน้ากลับมาหาเด็กสาว
เขารู้ดีว่าความสูญเสียครั้งนี้ไม่มีวันย้อนกลับ
“ั้แ่นี้ไป…”
เสียงของเขาสั่น
“ลุงจะดูแลหนูเอง”
พิมพ์ดาวเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา
“จริงเหรอคะ”
“จริง”
“หนู…”
เธอพูดไม่ออก
ธนากรจึงกอดเธอไว้แน่น
ในวันนั้นเอง
ครอบครัวของธนากรจึงไม่ได้มีสามคนอีกต่อไป
แม้ยังไม่มีใครรู้ว่า
เด็กสาวคนนั้นจะกลายเป็
ทั้งคนสำคัญ
ทั้งเ้าของหัวใจ
และแม่ของหลานสาวเพียงคนเดียวของตระกูลในอนาคต
แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะไปถึงวันนั้น
พวกเขายังต้องผ่านทั้งน้ำตา ความเข้าใจผิด ความรัก ความเสียใจ และการสูญเสียอีกมากมาย
เพราะเื่ราวของชีวิตทั้งสี่คน
เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น