ดวงจันทร์สาดส่องแสงอันเย็นะเืกระทบกับพื้นเบื้องล่างที่ครั้นหนึ่งในอดีตถูกเรียกว่าห้องบัลลังก์ และแล้วแสงจันทร์ก็ค่อย ๆ ขยับเขยื้อนลงมาบนใบหน้า และลำตัวของชายหนุ่ม แต่ดูเหมือนจะเปรียบว่าเขาเป็ชายหนุ่มก็คงจะประหลาดน่าดูเชียว เพราะอายุจริง ๆ ของเขานั้นก็ถือว่ามากมายเกินกว่าที่เราจะจินตนาได้เพราะอายุของเขาในตอนนี้นั้นยืนยาวกว่าหลากหลายชั่วอายุคนไปแล้ว และภายใต้ห้วงภวังค์ความคิดของเขามาจนถึงตอนนี้ก็มีเพียงการถามไถ่ตนเองและโลกทั้งใบนี้ว่าตัวเขาเองนั้นมีชีวิตเพื่ออะไรทุกวินาทีที่ผ่านไปเขาได้คิดเบื่อและเศร้าโศกกับการอยู่บนโลกใบนี้เพราะความเ็ปที่สูญเสียคนที่รู้จักและสนิทสนมด้วยค่อย ๆ จากไปทีละคนทีละคน จนทำให้เขาเคยปรารถนาว่าถ้าหากพระเ้าในนามธรรมอะไรนั่นมันมีอยู่จริง ๆ เขาก็อยากจะถามพระเ้าองค์นั้นว่าทำไมกันทำไมมีเพียงเขาผู้เดียวกันล่ะ ที่ต้องเกิดมาเพื่อเป็ผู้ที่จะต้องเฝ้ามองทุกสรรพสิ่งดับสูญไปอย่างช้า ๆ สำหรับเขาอายุที่ยืนยาวนี้มันก็เปรียบเสมือนกับคำสาปที่ทำให้เขาถูกพันธนาการจากการหลับใหลไปชั่วนิรันดร์ซึ่งสิ่งที่จะหมายถึงนั่นก็คือความตายเฉกเช่นเดียวกันกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ แต่ก็ด้วยสิ่งที่เขาเรียกมันว่าคำสาปนี้มันก็ทำให้เขาได้มีเื่ราวกล่าวขานในตำนานต่าง ๆ มากมายคณานับ และหนึ่งในนั้นหนึ่งในตำนานที่ถูกกล่าวขานมากที่สุดนั่นก็คือ ผู้เป็นิรันดร์ ผู้ถูกสาปให้เกิดมาจ้องมองจุดจบของโลกใบนี้ หนึ่งในสี่ผู้พิทักษ์แห่งยูโทเปีย และพ่อมดที่มีพลังงานมานามหาศาลที่สุดในโลก เมอร์ลิน.....
เมอร์ลินนั่งขัดสมาธิจ้องมองไปยังมงกุฎทั้งสององค์บนบัลลังก์สีเทาอันว่างเปล่าด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกแต่ภายในั์ตาของเขามันก็คงโกหกใครไม่ได้หรอกแม้ใบหน้านิ่งไร้ความรู้สึกแต่กลับกลายเป็ว่าภายในใจของเขากับเศร้าสร้อย และด้วยบรรยากาศอันสงบนิ่งไร้ซึ่งเสียงใด ๆ มันก็ได้ทำให้เขาติดอยู่ภายใต้ภวังค์ความคิดอันดำเนินไปอย่างไร้จุดสิ้นสุดจนกระทั่งเสียงเดินของบุคคลปริศนาที่มาขัดจังหวะอันน่าเสียดายนี่ด้วยเสียงของรองเท้ากระทบเข้ากับพื้นหินแกรนิตเสียงเ่าั้เริ่มดังขี้นมามาจากทางประตูเื้ัภายใต้เงาดำที่ตกกระทบมาจากกำแพงที่ผุพัง
ต็อก
ต็อก
ต็อก
เสียงเดินของบุคคลปริศนาได้หยุดลง ณ เื้ัของเมอร์ลินและบทสนทนาระหว่างเขากับชายปริศนาก็ได้เริ่มต้นขึ้น พอเมื่อสังเกตไปยังบุคคลปริศนาเขาสวมใส่หน้ากากพร้อมทั้งแต่งกายด้วยฮู้ดสีดำยาวปกปิดร่างของตนจรดไปยันปลายเท้า หน้ากากของเขาถูกเว้นช่องไว้สำหรับมองเห็นเฉพาะตาขวา
"ขออภัยที่เสียมารยาทด้วยนะครับแต่จวนจะถึงเวลาเดินทางแล้วครับนายท่านผู้ยิ่งใหญ่" - ชายปริศนา
"งั้นรึเทียร์เลอร์" - เมอร์ลิน
(เมอร์ลินพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่ก็แฝงไปด้วยความนุ่มลึก)
"ใช่แล้วทางกระผมก็ได้เตรียมการหุ่นเชิดเอาไว้แล้วด้วยเช่นกัน" - เทียร์เลอร์
"เ้าหุ่นเชิดทางเหนือที่เ้าเคยพูดงั้นรึ?" - เมอร์ลิน
"ใช่แล้วครับ" - เทียร์เลอร์
(ชายปริศนาเมื่อได้จ้องมองบนลงแผ่นหลังของผู้เป็นายก็จึงได้ตัดสินใจถามไถ่บางอย่างด้วยความสงสัย)
"เหตุใดกันนายท่านอันยิ่งใหญ่ถึงจมปลักกับอดีตที่ไม่มีวันหวนคืนทั้ง ๆ ที่ก็สุดแสนจะเ็ปจากสิ่งนั้นเอง" - เทียร์เลอร์
"ชอบถามอะไรประหลาด ๆ เหมือนเคยเลยนะเธอเนี่ยในเมื่อเธอก็เข้าร่วมกับพวกเราเพื่อจุดประสงค์เดียวกันแท้ ๆ" - เมอร์ลิน
"สิ่งที่ท่านพูดมันถูกต้องก็จริงตัวกระผมก็แค่เข้าร่วมกับท่านก็เพราะมีผลประโยชน์เดียวกันก็เท่านั้น..." - เทียร์เลอร์
"แต่จุดมุ่งหมายสูงสุดของกระผมก็ยังสวนทางกับท่านอยู่ดีไอ้ดินแดนแห่งสรวง์ในอุดมคติอะไรนั้นของตัวท่าน" - เทียร์เลอร์
"เมื่อมันกำเนิดขึ้นมา... ผมจะบดขยี้มันด้วยตัวเอง" - เทียร์เลอร์
"........" - เมอร์ลิน
"เพราะนั้นเป็เจตจำนงสูงสุดและปณิธานเพียงหนึ่งเดียวของตัวของกระผม" - เทียร์เลอร์
"แปลว่าในท้ายที่สุดตัวเธอก็ได้เตรียมใจที่จะเป็ศัตรูกับฉันแล้วสินะ" - เมอร์ลิน
"แน่นอน" - เทียร์เลอร์
(เมอร์ลินขำออกมา)
"ฮ่า ๆๆ โอ๊ยขำจนท้องแข็งไปหมดแล้วเนี่ยฉันน่ะเคารพในการตัดสินใจของเธอ" - เมอร์ลิน
"และหวังว่ามันจะมาภายในเร็ววันและในวัน ๆ นั้นเองก็จะเป็วันตัดสินระหว่างเราทั้งสอง" - เมอร์ลิน
"ถึงฉันจะรู้ผลลัพธ์อยู่แล้วล่ะนะเพราะพลังของเธอน่ะยังไม่ซักครึ่งของฉันเลย" - เมอร์ลิน
"นั่นสินะครับ" - เทียร์เลอร์
"ไหน ๆ แล้วเรามาเริ่มพิธีเปิดของโลกใบใหม่ของพวกเรากันเลยดีกว่าไหม" - เมอร์ลิน
"ได้เลยครับท่าน" - เทียร์เลอร์
"เ้าช่วยเรียกเหล่าสาวกมารวมตัวกันที่นี่ด้วยก็แล้วกัน" - เมอร์ลิน
"ถ้าเป็เื่นั้นแล้วละก็กระผมได้เรียกรวมตัวไปก่อนหน้านี้แล้วน่ะครับ" - เทียร์เลอร์
เมอร์ลินได้จ้องมองไปที่บัลลังก์ที่ว่างเปล่าอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะได้ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ พลางพูดไปด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปกลายเป็คนละคนเป็น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยกำลัง กลุ่มชายหญิงที่ได้ชื่อว่าเป็สาวก ได้เดินเข้ามายังห้องบัลลังก์พวกเขาต่างจ้องมองไปบนแผ่นหลังของผู้นำของตนหลังจากนั้นเมอร์ลินตัวเขาเองก็ได้กางมือทั้งสองข้างออกมา และเสกคทาเวทมนตร์ขึ้นมาบนมือขวาของเขาพร้อมทั้งจับมันปัดแกว่งไปมา และในท้ายที่สุดตัวเขาก็ได้ชูมือข้างที่ถือคทานั้นชี้ไปยังดวงจันทร์อันงดงามพร้อมทั้งกล่าวคำปฏิญาณตนให้กับแผนการอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ
"เหล่าทวยเทพเอ๊ยจงสาปส่งเราจนกว่าเ้าจะพอใจเถอะตราบเท่าที่พวกเ้ายังมีชีวิตอยู่"
"เพราะจะเป็ความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่สุดของเรา!! ตัวเราซึ่งหลุดพ้นจากบ่วงบาศแห่งการเกิดและการตาย"
"เราจึงจะขอประกาศตนขึ้นกลายเป็ผู้ปลดปล่อยไม่สิผู้นำพาสู่ดินแดนแห่งสรวง์นามนั้นคือ แดนเนรมิต"
และในมุมหนึ่งของห้องที่เงาของจันทราส่งไปไม่ถึงก็ได้ปรากฏร่างของชายหนุ่มในชุดสีขาวและหญิงสาวในชุดเกราะเหล็กกำลังสนทนากัน
"งานแรกของฉันก็ต้องรับงานยากเลยเหรอ? ทำไมไม่ให้ไอ้เ้าเทียร์เลอร์เป็คนจัดการกันนะ เฮ่อ" - ชายในชุดสีขาว
"ฉันไม่ทราบหรอกนะว่าแกไม่ได้เข้าประชุมขนาดไหนแต่นี่มันก็จะไม่รู้เื่เกินไปนะรู้ไหม" - หญิงสาวในชุดเกราะเหล็ก
"แล้วเ้านั่นมีงานแล้วงั้นเหรอ?" - ชายในชุดสีขาว
"ก็เ้าหมอนั้นมันมีหน้าที่ประจำจุดอยู่ที่อาณาจักรฟรอสเทียยังไงเล่าเ้าโง่!" - หญิงสาวในชุดเกราะเหล็ก
"ก็ได้ ก็ได้ แล้วแจ็คล่ะ? เขาหายไปไหน" - ชายในชุดสีขาว
"ดูเหมือนว่าเขาจะมุ่งหน้าไปยังจุดหมายพร้อมกับนักฆ่ารับจ้างแล้ว" - หญิงสาวในชุดเกราะเหล็ก
"แล้วเจ๊ล่ะ" - ชายในชุดสีขาว
"จู้จี้จุกจิกจังเลยนะแกนะเอาเป็ว่าฉันก็มีเื่ที่ต้องไปทำก็แล้วกัน" - หญิงสาวในชุดเกราะเหล็ก
"ส่วนเธอก็ไปเตรียมตัวซะเพราะเธอต้องไปประชุมกับท่าน...ไม่สิถ้าเรียกว่าเป็เอ็มริสถึงจะถูกสินะ" - หญิงสาวในชุดเกราะเหล็ก
"มีแต่จะต้องทำสินะแต่ก็ดีเหมือนกันเพราะจะได้ละเลงเืให้สมใจอยากไปเลย" - ชายในชุดสีขาว
และด้านนอกปราสาทอันพังทลายก็ได้ปรากฏอาณาจักรในอดีตที่ถูกทำลายเหลือเพียงแค่เศษซากเพียงเท่านั้น เทียร์เลอร์เดินนำพาเมอร์ลินพร้อมด้วยชายในชุดสีขาวและหญิงสาวในชุดเกราะเหล็กขึ้นไปบนรถม้าก่อนที่จะเริ่มเดินหน้าออกเดินทาง
...............
...................................
.................................................................
กฤตชัยที่กำลังตกลงมาจากท้องฟ้าซึ่งสูงยิ่งกว่าูเาทางตอนเหนือบางลูกซะอีก เขาได้พยายามเอื้อมมือเข้าไปโอบกอดทั้งสองคนเอาไว้และเอาหลังของเขาหันลงหากตกลงไปจะได้รับแรงเอาไว้ได้ และเมื่อตัดไปข้างล่างของพวกเขาทั้งสาม ณ หน้าประตูปราสาทขององค์าาก็ได้มีบุคคลปริศนากำลังยืนพิงกำแพงประสาทอยู่ด้วยความกระปรี้กระเปร่า และครุ่นคิดเื่ต่าง ๆ ในสมองไปพลางๆ เธอนั้นก็คือ พริ้นส์ อัศวินศักดิ์สิทธิ์ ฉายา จ้าวแห่งดาบ และสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่นี้นั่นก็คือการรอคอยใครบางคนแถวนี้ให้มาถึงที่หมายก่อนจะเลยเวลานัดพบไป แต่แล้วในที่สุดการรอคอยก็ได้จบลงเสียที เสียงะโของคนคุ้นหน้าคุ้นเคยทำให้เธอปล่อยตัวจนกระทั่งเธอนึกขึ้นได้ว่าเสียงที่ว่านั้นมาจากบนท้องฟ้าใช่แล้วพวกของกฤตชัยกำลังหล่นลงมาจากบนฟากฟ้า พริ้นส์เมื่อเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจชักหนึ่งในดาบประจำตัวของเธอ ดาบเคลย์มอร์ ออกมาจากปลอกดาบพร้อมทั้งรีบดีดตัวเธอเองออกมาจากประตูด้วยแรงขาอันทรงพลังพุ่งไปข้างใต้จุดที่ทั้งสามคนกำลังตกลงมา และหมุนฟันพื้นรอบตัวเป็รูปวงกลมผสานกับเวทมนตร์ลมซึ่งทำให้สร้างลมพายุขี้นมาที่พัดพาขึ้นไปหาทั้งสามคนทำให้แทนที่จะตกลงมาอย่างรวดเร็วกับถูกลมชะลอเอาไว้และลงมาเหยียบกับพื้นหญ้าได้อย่างปลอดภัย กฤตชัยหลังจากที่เขาลงพื้นได้สำเร็จก็ลงไปนอนกับพื้นเพื่อพักเหนื่อยในทันทีและถึงยังงั้นเขาก็ยังหันหน้ากลับไปพูดกับพริ้นส์อย่างกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"เป็อย่างไรบ้างพวกเธอทั้งสอง... แล้วก็กฤตชัยด้วยปลอดภัยดีไหม?!" - พริ้นส์
"ยังสบายดีแต่ก็เกือบไม่รอดแล้วถ้าเธอไม่เข้ามาช่วยล่ะนะ" - กฤตชัย
พริ้นส์ เธอมีผมสั้นสีแดงและทาเครื่องสำอางเต็มทั่วทั้งใบหน้าั์ตาสีเทา ส่วนสูงราว 204 เิเ น้ำหนัก 118 กิโลกรัม รูปร่างใหญ่โตและเต็มไปด้วยมวลกล้ามเนื้อแม้เห็นจะเป็แบบนี้พริ้นส์เธอเป็ผู้มีความหลากหลายทางเพศโดยถ้าหากเป็เพศโดยกำเนิดเธอก็คือผู้ชาย เธอดำรงตำแหน่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์แทบจะในทันทีหลังจากจบการศึกษาจากวิทยาลัยเนื่องจากความสามารถในการใช้ดาบที่เชี่ยวชาญและเก่งกาจที่สุดในทวีปมัลติแลนด์ไม่สิอาจจะเก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติเป็อัจฉริยะที่หลายร้อยปีจะเกิดขึ้นมาสักคน เคยมีเื่เล่ากันว่าตัวเธอสามารถใช้ดาบไม้เพียงเล่มเดียวล้มศัตรู 40 คน ได้โดยไม่จำเป็ต้องขยับจากที่เลยแม้แต่นิดเดียวเธอเป็รุ่นพี่ของกฤตชัย 1 ปี โดยรู้จักกันครั้งแรกในงานประลองทักษะของวิทยาลัยเมื่อ 5 ปี ที่แล้ว
"ก็ว่ารอตั้งนานแต่ไม่คิดเหมือนกันว่าเธอจะมาถึงที่นี่ได้ด้วยวิธีที่แปลกขนาดนี้นะเนี่ยกฤตชัย" - พริ้นส์
"ฉันก็ไม่ได้อยากจะมาด้วยวิธีแปลก ๆ อะไรอย่างนี้ั้แ่แรกหรอกนะ" - กฤตชัย
[ฟ้าจำไว้เลยยัยบ๊องเอ๊ย! #@!^%] - กฤตชัย คิดในใจ
ทันใดที่กฤตชัยกำลังนินทาฟ้าอยู่นั่นเองก็ได้ทำให้ตัวเธอที่กำลังเป็พยานเหตุการณ์ที่สมาคมนักผจญภัยนั้นก็เกิดอาการจามออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
"อะไรกันล่ะเนี่ยจามเฉยเลยเริ่มเข้าหน้าหนาวแล้วหรือไง~ เออจริงด้วย! จะว่าไปฉันเผลอให้ขนนกอาคมที่มีข้อผิดพลาดไปนี่นาช่างเถอะให้ไปแล้วก็แล้วไปเนอะ!" - ฟ้า
ตัดมาทางฝั่งของกฤตชัยที่กำลังนอนเอื่อยกับพื้นหญ้าที่พัดปลิวไสวด้วยสายลมอ่อน ๆ เขาได้หันกลับไปทักพริ้นส์อย่างสนิทสนม
"ว่าไงไม่ได้เจอกันมาได้สักพักเลยนะพริ้นส์" - กฤตชัย
"แหมนานขนาดนั้นแล้วสินะ ถ้าจำไม่ผิดก็ั้แ่ฉันลากเธอไปทำภารกิจที่หอคอยปีศาจนั่นก็สองเดือนมาแล้วสินะ" - พริ้นส์
(พริ้นส์เอื้อมมือจะดึงกฤตชัยขึ้นมาจากพื้นแต่กฤตชัยก็ได้สะบัดหน้าปฏิเสธไปเพราะยังเหนื่อยอยู่)
"นี่ไงเด็ก ๆ ของเธอ" - กฤตชัย
(กฤตชัยชี้นิ้วหันกลับไปทางทั้งสองคนก็เห็นว่าดอนกำลังก้มตัวอ้วกแตกกับพื้นแต่ดูเหมือนว่าซานโช่จะเริ่มกลับมาตั้งสติได้เล็กน้อยพริ้นส์เมื่อเห็นดังนั้นจึงทักพวกเขา)
"ว่าไงทั้งสองคนเป็อะไรมากไหม~" - พริ้นส์
"ยัง..ยังไหวครับ" - ซานโช่
(ดอนหันหน้ากลับมาชูนิ้วโป้งก่อนที่จะหันหลังกลับไปอ้วกต่อ)
"อะจึ้ย ไหวแน่นะนั่น... แต่เดี๋ยวก่อน! พริ้นส์อธิบายมาซิว่าจดหมายนี่มันคืออะไร!?" - กฤตชัย
(กฤตชัยหยิบจดหมายของพริ้นส์ออกมาจากกระเป๋าข้างเอวของเขาและยื่นมันออกไปให้พริ้นส์)
"สุดยอดแปลว่าฉันส่งจดหมายไปให้แบบนี้มันได้ผลสินะเนี่ยยังงี้ครั้งหน้าเดี๋ยวส่งไปจดหมายไปอย่างเดียวดีกว่า" - พริ้นส์
"พริ้นส์เธอ้าอะไรจากฉันกันแน่? เพราะจริง ๆ แล้วมันคงไม่มีความจำเป็สำคัญอะไรที่จำเป็ต้องใช้จดหมายพาฉันมาที่นี่จริงไหม?" - กฤตชัย
(กฤตชัย ถามไถ่พริ้นส์ด้วยความสงสัยตัวเขามองไปหาพริ้นส์ด้วยสายตาจริงจังและโทนเสียงที่เคร่งขรึมขึ้นจากการพูดปกติโดยสิ้นเชิง)
"สิ่งที่นายกำลังสื่อให้ฉันรู้อยู่นี่มันเกี่ยวกับชีวิตของผู้คนภายในอาณาจักรรึเปล่า? และก็ความปลอดภัยของตาแก่ด้วยรึเปล่า..... " - กฤตชัย
บรรยากาศสนทนาระหว่างทั้งสองคนนี้เริ่มจริงจังและเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวินาทีที่ผ่านไปแม้กระทั่งดอนและซานโช่ก็ยังรู้สึกได้เลยทีเดียวกฤตชัยรอคำตอบของพริ้นส์อย่างใจจดใจจ่อ แต่กลับกลายเป็ว่าพริ้นส์เธอยิ้มให้กฤตชัยและได้ตอบคำถามของเขา
"ไม่คิดว่าจะจริงจังขนาดนี้นะเนี่ย แต่ก็นะเอาจริงเป้าหมายที่แท้จริงของฉันมันก็แค่ลากตัวเธอมาถึงที่นี่เนี่ยแหละไม่มีอะไรมากหรอก" - พริ้นส์
"อืม...เอาจริงดิแล้วไหงเขียนจดหมายบ้านี่มาเป็รหัสลับราว ๆ กับว่าอาณาจักรจะล่มสลายภายในวันเดียวยังไงอย่างงั้นเล่าใกันหมด" - กฤตชัย
"ดอน ซานโช่! พวกเธอทั้งสองคนกลับประจำการกับคนอื่น ๆ ได้เลยนะจ๊ะ!" - พริ้นส์
(พริ้นส์หันหน้าไปหาและเรียกทั้งสองคน)
"ครับ / ค่ะ ท่าน" - ซานโช่ ปานซ่า และ ดอน กิโฆเต้
"ก็นึกว่าจะมีอะไร ปัดโถ่เอ๊ยแค่จะลากฉันมาประชุมเอง" - กฤตชัย
"ส่วนจดหมายฉบับนี้เธอเก็บไว้กับตัวเองก่อนก็แล้วกัน เอาล่ะจวนจะถึงเวลาประชุมแล้วพวกเราเข้าไปในปราสาทกันเถอะ" - พริ้นส์
หลังจากทั้งสองคนได้เดินเข้าไปภายในปราสาทก็พบเข้ากับการตกแต่งที่ถูกประดับประดาไปด้วยสิ่งของที่มีมูลค่ามหาศาลที่เอาจริง ๆ ตัวกฤตชัยและพริ้นส์ก็ไม่ได้เข้าใจในความสวยงามของมันมากเท่าไหร่หรอกเพราะของบางอย่างก็ดูแปลกตาจนอดคิดไม่ได้และถูกตั้งโชว์เอาไว้ทำไม เช่น ลูกบาศก์ปริศนาที่มีตัวมันเองขนาดย่อประกอบกันสามารถหมุนไปหมุนมาได้ แต่ก่อนเ้าสิ่งนี้เคยมีสีแต่ละด้านที่เป็แบบเดียวกันจนกระทั่งองค์าาได้ลองหมุนมันเล่น ๆ ก็กลายเป็ว่าไม่สามารถนำกลับมาแบบเดิมได้อีกเลยแต่ตัวเขาเองก็กับเอามาวางไว้บนแท่นวางไว้เสียอย่างนั้น และเมื่อพวกเขาเดินตรงมาเรื่อย ๆ ตามโถงทางเดินของปราสาทก็ได้พบกับเหล่าอัศวินมากมายที่กำลังจัดเตรียมงานต้อนรับนักการทูตกันอย่างจ้าละหวั่นโดยมีอัศวินาุโท่านหนึ่งเป็หัวหน้าในการจัดเตรียมงานเลี้ยงที่จะจัดขึ้นหลังคืนวันนี้
"รับมือหน่อย ท่านทูตกำลังจะมาถึงในอีกไม่ถึง 10 นาทีแล้วนะ" - อัศวินาุโ
"ท่านครับ แล้วแจกันตรงนี้จัดวางอย่างไรดีครับ" - อัศวิน
"ไหน ๆ ดูซิ ขยับไปทางซ้ายหน่อยสิ เออไม่สิทางขวาดีกว่า อืมแต่ก็รู้สึกว่ายังแปลกอยู่ดีลองขยับเพิ่มดีไหมนะ" - อัศวินาุโ
(ระหว่างอัศวินาุโครุ่นคิดอยู่นั้นก็ถูกพริ้นส์ทักจากทางด้านหลัง)
"ฉันว่าวางไว้ทางขวาเหมือนเดิมน่ะดีแล้ว ท่านเพียว" - พริ้นส์
"โอ้ดูซิใครมา ท่านพริ้นส์ ยินดีที่ได้พบท่านนะ แล้วก็กฤตชัยรึนึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะมานะเนี่ยช่างยากยิ่ง" - เพียว
"พูดอย่างกะฉันไม่เคยจะมาอย่างงั้นแหละ" - กฤตชัย
เพียวเขาเป็อัศวินระดับสูงและเป็ทั้งมือขวาขององค์าาแอสต้าเขาดำรงตำแหน่งนี้มาจะร่วม 30 กว่าปีแล้วโดยที่ไม่คิดที่จะเลื่อนขั้นมาเป็อัศวินศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่น้อยอาจจะเป็เพราะความแก่ชราก็เป็ได้เอาจริง ๆ ก็พอคิดได้อย่างหนึ่งก็คือเขาโคตรกระจอกเลยน่ะสิถ้าเอาไปเทียบกับพวกอัศวินศักดิ์สิทธิ์แต่เห็นอย่างงี้เขาเป็ชายผู้มีความซื่อสัตย์และพักดีต่อองค์าามากที่สุดเลยก็ว่าได้
"ฉันเห็นอย่างนี้ก็ดีใจเหมือนกันรู้ไหมฉันเห็นเธอเปรียบเสมือนลูกแท้ ๆ ของท่านแอสต้าเลย ฮือ ๆ" - เพียว
[ไม่ต้องทำมาเป็ร้องไห้เลยนะเฟ้ยทั้งที่แต่ก่อนเกลียดขี้หน้าฉันแทบจะเป็จะตาย] - กฤตชัย คิดในใจ
(กฤตชัยเหลือบตามองไปทางอื่นก่อนที่จะหันกลับถามเพียว)
"อ้อเหรอ.. แล้วตาแก่ตอนนี้อยู่ที่ไหนเหรอ?" - กฤตชัย
"อ๋อถ้าท่านแอสต้าละก็อยู่ที่ห้องแต่งตัวน่ะ พวกเธอทั้งสองควรรีบไปประชุมได้แล้วล่ะเพราะท่านทูตก็จวนจะมาถึงแล้วไปเถอะไป" - เพียว
(เพียวเดินพาพวกเขาออกไปจากห้องจัดงานและปิดประตูอัดใส่พวกเขา)
"ไปกันเถอะพริ้นส์แล้วให้มันจบ ๆ กันไป" - กฤตชัย
(ทั้งสองตัดสินใจเดินตรงไปที่ห้องประชุมกันต่อโดยมีการสนทนาตลอดเส้นทาง)
"เออพริ้นส์เ้าพวกนั้นเป็ลูกน้องของเธอใช่รึเปล่า?" - กฤตชัย
"เธอหมายถึงใครกันล่ะ กฤต" - พริ้นส์
"ก็เ้าสองคนนั้นไงที่เธอให้พวกเขามาหาฉันน่ะ" - กฤตชัย
"ดอนกับซานโช่ใช่ไหมก็นะพวกเขาเป็อัศวินหน้าใหม่ที่ฉันรับเข้ามาน่ะ" - พริ้นส์
"เธอฝึกทั้งสองคนเก่งมากเลยนะ" - กฤตชัย
(กฤตชัยพูดไปเดินไปขณะมองไปที่บนพื้นที่ถูกปูด้วยพรมสีแดง)
"ขอบใจแต่ฉันไม่ได้ฝึกพวกเขามากมายอะไรหรอกนะ เพราะดูเหมือนว่าเขาจะมีพื้นฐานกันอยู่แล้วล่ะนะ" - พริ้นส์
"พื้นฐานงั้นเหรอนี่เธออยากจะบอกว่าทั้งสองคนเก่งอย่างนี้ั้แ่ยังไม่เป็อัศวินว่างั้น?" - กฤตชัย
"ใช่น่ะสิตอนฉันไปเจอพวกเขาทั้งสองครั้งแรกเล่นเอาฉันอึ้งไปเลยล่ะนะ" - พริ้นส์
"เฮ้อ... ก็นะยิ่งเก่งก็ยิ่งแขวนตัวเองบนเส้นด้ายเท่านั้นน่ะแหละ" - กฤตชัย
"เป็ห่วงเด็กพวกนั้นรึไงเธอน่ะ" - พริ้นส์
"ก็คงจะประมาณนั้นล่ะมั้ง? หึ" - กฤตชัย
(กฤตชัยแอบยิ้มออกมาโดยไม่ได้ตั้งตัว)
"....กฤต" - พริ้นส์
"มีอะไรเหรอพริ้นส์" - กฤตชัย
(กฤตชัยหันหน้ามามองพริ้นส์ด้วยสีหน้าสงสัย)
"เธอยังจำจดหมายที่ฉันให้ไว้ได้ไหม?" - พริ้นส์
"ได้ดิฉันไม่ได้ความจำเสื่อมนะแต่ว่าเธอจะเอามันคืนแล้วรึไง" - กฤตชัย
"ที่จริงแล้วน่ะเ้าจดหมายที่ฉันให้เธอเอามาคืนฉันมันมีเื่สำคัญอยู่จริง ๆ น่ะ" - พริ้นส์
"เอ้าเดี๋ยวนะ! แล้วทำไมไม่เล่าออกมาั้แ่แรกเล่า" - กฤตชัย
"พอดีฉันไม่ได้อยากเล่าให้ทั้งสองคนรู้น่ะ" - พริ้นส์
"ดอนกับซานโช่สินะ" - กฤตชัย
"งั้นเราคงมีเื่แล้วสินะเนี่ย? นั้นก็ว่ามา" - กฤตชัย
"เอาล่ะนะฉันจะเริ่มเล่าั้แ่ต้นเลยละกัน..... " - พริ้นส์
....
........
.............
ทั้งคู่เดินจนมาถึงยังหน้าประตูห้องประชุมของเหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ พริ้นส์จึงเข้าไปเปิดประตูให้กฤตชัยเดินเข้าไปภายในห้องแต่กลับกลายเป็ว่าเพียงไม่กี่ก้าวที่ข้ามผ่านประตูไปก็ได้ทำให้เขาสะดุ้งโหยงด้วยใบมีดที่ถูกปามาปักประตูต้อนรับตัวเขาแทบจะในทันทีใบมีดที่ว่านี้เป็ฝีมือของอัศวินศักดิ์สิทธิ์รายหนึ่งนามของเขาก็คือ ซิลเวอร์ เขาเป็ชายรูปร่างเล็กส่วนสูงราว 164 เิเ น้ำหนัก 53 กิโลกรัม เขาปิดบังรูปลักษณ์ของตนเองส่วนใหญ่ด้วยผ้าพันแขนสีขาวพันทั่วทั้งตัวและสวมยังสวมหน้ากากปิดบังบริเวณปากของเขาเอาไว้ ซิลเวอร์ชายผู้ดูเหมือนนักฆ่ามากกว่าจะเป็อัศวินศักดิ์สิทธิ์ภายในอดีตเคยมีข่าวลือลับ ๆ ว่ากันว่าก่อนที่เขาจะมาเป็อัศวินศักดิ์สิทธิ์เขาถูกเลี้ยงดูให้เป็นักฆ่าโดยสมาคมนักฆ่าใต้ดินที่ถูกขึ้นทะเบียนโดยทั้งสี่อาณาจักรให้เป็หนึ่งในกลุ่มอาชญากรที่ถูกตามล่า แต่ก็ข่าวลือยังไงก็ยังเป็ข่าวลืออยู่วันยังค่ำ
"อะไรว้าไม่โดนไอ้กฤตได้ไงกันเนี่ย อุตส่าห์ตั้งใจเล็งแล้วนะ" - ซิลเวอร์
"นี่ตั้งใจจะฆ่ากันหรือยังไงกันไอ้แมลงสาบกวนโอ๊ย!" - กฤตชัย
"เอาเป็ว่าฉันขอโทษก็แล้วกันที่แบบว่า... ไม่โดนที่หน้าของนายน่ะนะ!" - ซิลเวอร์
(ซิลเวอร์ ทำท่าทางไม่รู้สึกผิดพร้อมทั้งหันหน้าไปทักทายพริ้นส์ด้วยกิริยาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง)
"ว่าไงพริ้นส์นายยังแข็งแกร่งเหมือนเดิมเลยนะมา ๆ ขอกอดหน่อยซิ" - ซิลเวอร์
"ได้สิเธอเองก็เหมือนกันนะแข็งแกร่งเหมือนเดิมเลย" - พริ้นส์
[หน็อยไอ้หมอนี่! รอเถอะเดี๋ยวฉันจะเอาคืนคอยดู!] - กฤตชัย คิดในใจ
"ก็เธอมัวแต่หมกตัวอยู่ในห้องซอมซ่ออยู่อย่างนั้นล่ะนะเด็กคนนั้นก็เลยมองเธอเป็แบบนั้น" - หญิงสาวผู้ดูสูงส่ง
"อะไรกันล่ะนั่นเจ๊ซูซี่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับห้องของฉันล่ะเนี่ย?" - กฤตชัย
(กฤตชัยหันหน้าไปทางหญิงสาว)
"อธิบายง่าย ๆ เลยนะจ๊ะ อ่อนแออะไรประมาณนั้นน่ะนะ~" - ซูซี่
[ด่ากันหน้าด้าน ๆ กันเลยนี่หว่า] - กฤตชัย คิดในใจ
เธอผู้นี้ก็คือ ซูซี่ ฉายาในฐานะอัศวินศักดิ์สิทธิ์คือ นายหญิงโลหิต เธอสูงราว 170 เิเ น้ำหนัก 56 กิโลกรัม เป็หญิงสาวรูปร่างผอมเพรียวสวมใส่เดรสโกธิคโลลิต้าสีดำตัดสลับสีแดง เธอมีผมสีขาวยาวจรดเอวเหมือนกับสีผิวของเธอที่ซีดขาว ั์ตาของเธอสีแดงเืหมู เหตุผลที่เธอสีผิวซีดเผือดเป็เพราะเธอมีเชื้อไขมาจากเผ่าพันธุ์ที่เก่าแก่ที่ถูกเรียกกันว่าเผ่าพันธุ์ผีดูดเืซึ่งอพยพมาจากทวีปอื่นในศตวรรษก่อนแต่ด้วยนักประดิษฐ์อัจฉริยะผู้หนึ่งก็ได้ประดิษฐ์ของเหลวประหลาดขึ้นมาซึ่งทำให้เผ่าพันธุ์ผีดูดเืเมื่อทำการดื่มเข้าไปจะทำการปรับสภาพร่างกายให้สามารถรับรสอาหารได้ตามปกติและยังสามารถปรับสภาพอาหารให้กลายเป็ธาตุและสารอาหารที่จำเป็ต่อร่างกายได้จึงทำให้เผ่าพันธุ์ผีดูดเืในปัจจุบันจึงไม่ได้มีการดื่มเืของสิ่งมีชีวิตอื่นอีกต่อไปแล้ว เห็นอย่างนี้เธอชอบของหวานมาก ๆ เลยโดยหากเป็เค้กที่ทำมาจากฝีมือของฟ้าเพื่อนของกฤตชัยจะปลื้มสุด ๆ ส่วนความสามารถในการใช้เวทมนตร์โลหิตซึ่งเป็ที่ช่ำชองของเหล่าผีดูดเืก็ยังใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเฉกเช่นเดิมแม้จะไม่ได้รับเืของสิ่งมีชีวิตเข้าร่างกายไปก็ตาม
"คราวหน้าฉันจะไม่ซื้อเค้กของฟ้าไปฝากแล้วนะ" - กฤตชัย
"อุ๊ยคนใจร้าย~ ใจดำที่สุด" - ซูซี่
"กฤตชัยหายากนะเนี่ยที่เ้าจะมาร่วมประชุมกับพวกเราเ้าน้องเล็ก" - ชายรูปร่างใหญ่โต
(ชายรูปร่างใหญ่โตสวมชุดเกราะั์เดินเข้ามาคุยกับเขา)
"เบเรฟเนอร์ ไม่ได้เจอกันนานเลยนี่" - กฤตชัย
เขานั้นก็คือ เบเรฟเนอร์ อัศวินศักดิ์สิทธิ์ฉายา ปราการเหล็กไร้พ่าย เขามีส่วนสูง 212 เิเ น้ำหนัก 130 กิโลกรัม แม้ร่างกายของเขาจะสูงใหญ่แต่ก็ผิดกับนิสัยของเขาที่เป็มิตรชอบทำตัวเหมือนกับเป็พี่ใหญ่ของทุกคนคอยเป็ห่วงเป็ใย เขามีผมทองเข้าคู่กับั์ตาสีทองของเขา อันที่จริงแล้วเขามีพ่อซึ่งเป็อดีตอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่เกษียณออกไปซึ่งไม่เคยยินยอมให้ตัวเขามาเป็อัศวินศักดิ์สิทธิ์แต่ด้วยความดื้อรั้นของเขาจึงทำให้เขาขึ้นมาดำรงตำแหน่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยฝีมือของตนเอง
"เออ เบเรฟเนอร์ เอาหูมาใกล้ ๆ ซิ" - กฤตชัย
"อะไรงั้นเหรอ?" - เบเรฟเนอร์
(เบเรฟเนอร์ยื่นหูเข้ามาใกล้ ๆ กฤตชัยเพื่อฟังสิ่งที่เขาจะพูด)
"ว่าแต่วันนี้ยัยนั่นไม่มางั้นเหรอ?!" - กฤตชัย
"จริงด้วยสินะ วันนี้ฉันเองก็ยังไม่เห็นเธอเลยนะปกติคนอย่างเธอควรจะมาก่อนพวกเราเสียอีก" - เบเรฟเนอร์
[งั้นหมายความว่าความสงบสุขของชีวิตฉันได้มาเยือนแล้วโว้ย!] - กฤตชัย คิดในใจ
(กฤตชัยเดินออกมาจากเบเรฟเนอร์ด้วยทำท่าทำทางกระดี๊กระด๊า)
กฤตชัยหารู้ไม่ในขณะที่เขากำลังดีใจอยู่นั้นเองใครบางคนก็ได้ค่อย ๆ เปิดประตูห้องประชุมออกจากกันอย่างช้า ๆ หลังจากประตูได้เปิดออกก็ได้ปรากฏร่างของหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากพร้อมทั้งผ้าคลุมสีน้ำตาลอ่อนที่ปิดบังร่างกายของเธอจรดปลายเท้า เธอเดินเข้ามาในห้องด้วยรังสีอำมหิตพร้อมทั้งจ้องมองไปที่กฤตชัย เมื่อซิลเวอร์เห็นดังนั้นก็จึงได้เดินไปสะกิดกฤตชัยที่ทำท่าทำทางดีใจให้หันกลับไปมองหญิงสาว
"กะไว้แล้วเชียวกลิ่นอายแปลก ๆ นี่มันมาจากที่ไหนแกนี่เองเนอะไอ้คุณกฤตชัย" - หญิงสาวผู้สวมหน้ากาก
(เธอจ้องเขม็งมาหากฤตชัยพร้อมสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างถึงที่สุดเช่นเดียวกับกฤตชัยที่หันหน้ากลับไปหาเธอด้วยสีหน้าชวนไม่อภิรมย์สุด ๆ)
"แล้วมันจะทำไมกันวะไอ้ท่านเพลิน" - กฤตชัย
(ด้วยความหงุดหงิดของตัวเธอเองจึงเผลอพลั้งมือทำประตูห้องประชุมพังลงไปบานหนึ่งด้วยพละกำลังอันมหาศาลของเธอ)
"แหมหรือว่ายังไม่สำนึกจากการสู้กันครั้งที่แล้วสินะคะ! สงสัยคราวนี้ฉันคงจะต้องส่งท่านกฤตลงไปนอนหอพยาบาลซักเดือนสองเดือนก็คงจะเรียกคืนมารยาทสิเนอะ?.... " - เพลิน
"ก็ไม่รู้สินะยัยวิตถารเอ๊ยแค่ฉันเห็นหน้าเธอมันก็มากเพียงพอให้ฉันรู้สึกยิ่งกว่าอั้นอุจจาระมาเป็เดือนเลยวะ " กฤตชัย
เพลิน หรือ ฉายาในฐานะอัศวินศักดิ์สิทธิ์นั่นก็คือ ปณิธาน ส่วนสูง 166 เิเ น้ำหนัก 64 กิโลกรัม เอาจริง ๆ แล้วชื่อเพลินนั่นก็เป็เพียงชื่อปลอมเท่านั้นซึ่งก็คงไม่มีใครจะรู้ตัวตนภายใต้หน้ากากใบนั้นได้หรอกเพราะแม้กระทั่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันเองก็ยังไม่รู้เลยว่าเธอมีใบหน้าเป็อย่างไรเรียกได้ว่าน่าจะเป็คนที่มีความลับมากที่สุดในหมู่อัศวินศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันเองแล้วก็ว่าได้ เธอมีผมสีดำสั้น ชอบแต่งกายวับ ๆ แวม ๆ ด้วยเกราะอกตัวเดียวกับกางเกงขาสั้น พร้อมกับผ้าคลุมสีน้ำตาลอ่อนยาวจรดเท้า เธอมักรับคำสั่งโดยตรงจากองค์าาอยู่บ่อยครั้งเหมือนกับเธอเป็มือซ้ายของเขาเลยทีเดียว
ทั้งคู่ดูเหมือนจะพร้อมสู้กันได้ทุกขณะแต่ถึงอย่างนั้นแทนที่อัศวินศักดิ์สิทธิ์คนอื่น ๆ จะมาห้ามทั้งสองคนกับกลายเป็ว่ามานั่งล้อมวงพนันเงินดูว่าใครจะเป็ผู้ชนะกันซะอย่างนั้นแม้ว่าผลจะเทไปทางเพลินร้อยทั้งร้อยก็เถอะนะ กฤตชัย และ เพลิน จ้องหน้ากันพร้อมทั้งเดินวนรอบโต๊ะประชุมวางท่าพร้อมปะทะมองหน้ากันอย่างไม่กินเส้นและเพียงไม่กี่พริบตาพวกเขาก็ได้เข้าทำเข้าการห้ำหั่นกันเธอยกโต๊ะประชุมด้วยแรงอันหน้าเหลือเชื่อให้ลอยบนอากาศพร้อมกับวิ่งเข้าไปจับที่คอเสื้อของกฤตชัย กฤตชัยก็ไม่ได้ยอมแต่อย่างใดเขาเรียกเซซิวให้ออกมาแต่กลายเป็ว่าขณะที่เซซิวกำลังจะออกมานั้นก็มีมือของจินดึงเขากลับเข้าไปในแสงสีทองนั้นอีกครั้งพร้อมทั้งโผล่หน้าออกมาหากฤตชัย
"เดี๋ยวสิเฮ้ยเซซิวไปไหนเล่า?!" - กฤตชัย
"เสียดายด้วยนะเสียดายจริง ๆ" - จิน
"ผมเสียใจจริง ๆ ครับท่านกฤต ที่ผมไม่สามารถออกไปช่วยท่านได้ ท่านจินเขาไม่ให้ผมไปช่วยน่ะ" - เซซิว
(เซซิวทำท่าทางเสียใจตรงกันข้ามกับจินที่กำลังเพลิดเพลินกับความสนุกที่กำลังเกิดขึ้น)
[จินมันไม่ตลกนะเฟ้ย!!!] - กฤตชัย คิดในใจ
ในตอนนี้สีหน้าของเขานั้นบ่งบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่าเขาเคลือบแคลงใจในว่าความซวยมันมากมายขนาดไหน และในระหว่างที่ตัวเขากำลังคิดอยู่นั้นเพลินก็ได้จับเขาทุ่มลงกับพื้น
ปัง!
กฤตชัยเมื่อเห็นดังนั้นก็จึงจะหยิบหนังสือของเขาขึ้นมาแต่ก็กลับกลายเป็ว่าเธอใช้มือปัดมันให้ห่างออกจากตัวกฤตชัยอย่างง่ายดาย เธอขึ้นไปนั่งคร่อมบนตัวกฤตชัยและบรรจงสาวหมัดใส่หน้าของเขา
ตุบ
ตุบ
ตุบ
ปรากฏจินตนา ไม่ใช่พลังที่จะสร้างตัวตนออกมาจากจินตนาการของผู้ใช้เพียงอย่างเดียวแต่เป็การสร้างพื้นที่กักเก็บเหล่าตัวตนที่เปรียบเสมือนโลกจำลองไปในตัวด้วย เป็สถานที่ซึ่งถูกแยกออกจากกฎเกณฑ์ใด ๆ จะเรียกว่าอีกมิติก็ยังได้โดยสถานที่แห่งนี้นั้นมีชื่อว่า โลกแห่งความคิด ในสถานที่แห่งนี้มีลักษณะเหมือนกับรังไหมซึ่งซ้อนทับกันอย่างมหาศาลและภายในรังไหมนี้ก็คือห้องวงรีสีขาวขนาดใหญ่โดยจะขอเริ่มอธิบายจากด้านหน้าของห้องจนไปสู่ด้านหลังสุดของห้อง ด้านหน้าสุดของห้องแห่งนี้มีจอสี่เหลี่ยมสีดำขนาดใหญ่ซึ่งเมื่อนำมือไปััก็จะสามารถทะลุจอนั้นได้ด้วยและเมื่อคุณลองหันหลังกลับไปก็จะพบเข้ากับโซฟาสีน้ำตาลตัวหนึ่งที่ตั้งหันหน้าเข้าจอดำพร้อมด้วยรีโมตที่ถูกวางเอาไว้บนที่นั่งบนโซฟาและข้าง ๆ โซฟาเลยนั่นก็คือชุดโต๊ะน้ำชาซึ่งไม่มีใครถูกสั่งให้นั่งมันนอกเสียจากตัวจินเองและสู่ด้านหลังสุดนี่คือที่ที่เหล่าตัวตนจะออกไปหาตัวกฤตชัยในโลกแห่งความเป็จริงนั่นเองและเ้าสิ่งที่ว่าที่นำพาเหล่าตัวตนไปนั่นก็คือ ประตูของนักปราชญ์ โดยทั่วไปแล้วประตูจะมีหลายบานด้วยกันแต่...
หลายสัปดาห์ก่อน
"สวัสดีฉันมีชื่อว่า จิน เป็ตัวตนแรกที่กฤตสร้างขึ้นมาและนี่คือบันทึกของฉัน" - จิน
"ฉันและตัวตนคนอื่น ๆ ล้วนแล้วถูกสร้างขึ้นจากพลังของตัวกฤตเองทั้งสิ้นไปจนถึงสถานที่แห่งนี้ด้วย" - จิน
"โดยมี ประตูของนักปราชญ์ เป็ตัวเชื่อมเราระหว่างโลกแห่งความเป็จริงและโลกแห่งความคิด"
"เอาล่ะกลับมาที่หัวข้อ ตัวตน คืออะไรกันแน่?"
"ก็คงจะตามที่ฉันได้เขียนเอาไว้ในบันทึกก่อนหน้าพวกเราเกิดขึ้นมาจากพลังที่อยู่ในร่างของกฤตชัย"
"ฉันได้ตั้งชื่อให้กับพลังงานนั้นว่า พลังงานไม่ทราบที่มา A มันนั้นมีการหมุนเวียนจนกลายเป็รูปร่างที่คล้ายคลึงกับจานหมุนที่ขดตัวคล้ายกับก้นหอย"
"มันนั้นแตกต่างกับ พลังงานมานา อย่างสิ้นเชิงที่จะมีการวนเวียนเป็วัฏจักรร่วมกับปัจจัยภายนอกอย่างธรรมชาติและธาตุ"
"กลับกัน พลังงานไม่ทราบที่มา A มันนั้นไม่ได้พึ่งพาวัฏจักรที่ว่ามามันถือกำเนิดด้วยตัวมันเองและหยุดลงด้วยตัวมันเองเมื่อถึงขีดจำกัดของตัวของกฤตชัย"
"และมันจะไม่มีวันหมดตราบเท่าที่กฤตชัยยังมีชีวิตอยู่"
"มาสู่หัวข้อที่สอง ระดับขั้นของตัวตน ตัวตนนั้นมีระดับและขั้นที่แตกต่างกันหากยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น"
"โดยฉันจะจำแนกระดับจาก พลังงานไม่ทราบที่มา A ที่ใช้ในการเป็ข้อแลกเปลี่ยนในการอัญเชิญพวกเราออกไปยังโลกความเป็จริง"
"เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายฉันจะเขียนเป็ข้อมูลแบบเข้าใจง่าย"
ระดับของตัวตน มีทั้งหมดดังนี้ 1. Alpha 2. Beta 3. Gamma 4. Delta 5. Epsilon
"อ้อใช่สิแล้วฉันอยู่ในระดับไหนอย่างงั้นเหรอ...?"
"เื่นั้นฉันก็ยังไม่ได้จัดเลยว่าตัวเองจะอยู่ในระดับไหน"
"เพราะหน้าที่ของฉันในตอนนี้คือการคุมสถานที่แห่งนี้"
"ฉันสามารถควบคุมสถานที่แห่งนี้ให้เป็ยังไงก็ได้ตามใจชอบแต่เพียงผู้เดียว"
"ไม่ว่าจะเป็การเสกของเปลี่ยนสีห้องหรือแม้กระทั่งสิทธิ์ในการใช้พลังของกฤตชัยด้วย"
"ใครจะออกไปยังโลกความเป็จริงก็ต้องได้รับการอนุญาติจากฉันเสียก่อนทั้งสิ้น"
"หัวข้อสุดท้ายของการบันทึกในวันนี้ ประตูของนักปราชญ์และการถูกปิดกั้น"
"เมื่อราว ๆ หลายเดือนก่อนฉันได้ตื่นขึ้นและรู้ตัวอีกทีมันก็ผ่านเวลามาถึงสองปี"
"เมื่อได้รู้ตัวฉันก็ได้เห็นตัวตนอื่น ๆ นอกเหนือจากฉันถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยโซ่ตรวนบางอย่าง"
"ฉันได้จ้องมองไปที่ตัวของพวกเขาดูเหมือนว่าพวกเขากำลังหลับไหลเสมือนกับการจำศิลของสัตว์"
"ฉันไม่อาจรู้ได้เลยว่าพวกเขาจะตื่นขึ้นมาเมื่อไรจนกระทั่งวันเวลาได้ผ่านไปพวกเขาก็ค่อย ๆ ตื่นขึ้น"
"โซ่ตรวนที่พันธนาการตัวพวกเขาเอาไว้ก็ได้หายไป"
"แต่มันมีอยู่สิ่งหนึ่งที่โซ่ตรวนนั้นยังคงพันธนาการอยู่"
"ประตูของนักปราชญ์ ทำไมกันมันถึงไม่ได้ถูกปลดพันธนาการออกไปด้วยกันล่ะ"
"ฉันเคยลองดึงมันออกมาแต่มันไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย"
"โชคดีอยู่อย่างคือมันยังเหลือ ประตูของนักปราชญ์ อยู่บานหนึ่งที่ยังไม่ได้ถูกพันธนาการ"
"นั่นเป็ประตูบานเดียวที่เราใช้งานอยู่ในปัจจุบันโดยที่กฤตชัยไม่รู้ตัวเลย"
"นี้คือความคิดเห็นหนึ่งเดียวของฉันมันอาจจะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อนก็ได้"
"เหตุการณ์ ณ สมรภูมิแห่งแร็กเน่"
ในขณะที่กฤตชัยกำลังโดนซ้อมกับพื้นอยู่นั้นก็ได้มีเสียงของเพียวที่ได้หยุดการต่อสู้นี้เอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิวก่อนที่กฤตชัยจะตัวอ่วมไปมากกว่านี้
"หยุดเลยนะท่านทั้งสองพวกท่านจะมาทำการอันไม่เหมาะสมเช่นนี้ในสถานที่ประชุมไม่ได้นะ!" - เพียว
(ทั้งคู่ที่อยู่ในสภาพนั่งคร่อมกันอยู่นั้นก็ได้หันไปหาเพียวและจึงลุกออกจากกัน)
"นี่มันเื่อะไรกัน!" - เพียว
"ก็ไอ้ขี้แพ้นี่มันเริ่มก่อนนะ ท่านเพียว" - เพลิน
"เริ่มก่อนบ้านป้าเธอสิ เธอต่างหากไม่ใช่เรอะยัยวิตถาร!" - กฤตชัย
"ไม่ แกนั่นแหละแค่มาที่นี่ก็นับว่ามาหาเื่กันแล้วไม่ใช่รึไง!?" - เพลิน
(ทั้งคู่กัดฟันจ้องตาเขม่นใส่กันและกัน)
"ฉันไม่ถือสาอะไรหรอก... เพียว.... " - ตาเฒ่าผู้ดูสูงส่ง
"ท่านองค์าาแอสต้าไหงท่านถึงได้... อึ๊ย?! แล้วก็ท่านนักการทูตก็ด้วย!?!" - เพียว
(เพียวหันหลังกลับไปหาองค์าาด้วยความใ)
องค์าาแห่งแอสโตรซ่า หรือ าาแอสต้า เขาเป็ชายแก่หนวดเฟิ้มหลังงอผู้มีนิสัยที่เป็กันเองและใจดีคนหนึ่ง เขาแต่งกายด้วยชุดที่ประดับประดาไปด้วยเพชรพลอยเต็มตัว
แต่ทว่าเพียวไม่ได้ใที่าาแอสต้าอยู่ด้านหลังของตนซะทีเดียวเพราะเขาใกับบุคคลที่กำลังยืนอยู่ข้าง ๆ ท่าน แอสต้า นั่นก็คือแขกคนสำคัญอีกท่านภายในวันนี้นั้นก็คือนักการทูตผู้มีนามว่า เอ็มริส พร้อมกับองครักษ์ของเขาผู้แต่งกายด้วยชุดสีขาว
(เอ็มริสหันหน้ามามองพวกเขาพร้อมทั้งส่งรอยยิ้มอย่างเป็มิตรให้ทั้งสามคน)
เอ็มริส เขาสูง 195 เิเ น้ำหนักไม่แน่ชัดแต่อยู่ที่ราว ๆ 90 กิโลกรัม เขาเป็ชายผู้มีผมสีขาวสั้นและสวมใส่แว่นทรงกลม ถ้านับรวมจากภายนอกพูดได้เลยว่าเป็คนมีเสน่ห์ในทุก ๆ ด้าน
"อะ จ๊ากก?! ท่านองค์าาแอสต้า! ...ตัวข้าขออภัยอย่างมาก.... กระหม่อมไร้ซึ่งความสามารถในการจัดการกับงานอันสำคัญครั้งนี้รบกวนลงโทษกระหม่อมตามที่้าเลย" - เพียว
"เพียวเ้าไม่จำเป็ต้องขอโทษอะไรหรอกเอาจริง ๆ ข้าออกจะปลื้มด้วยซ้ำที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของข้าก็ทำอะไรเป็ชิ้นเป็อัน จะโตเป็หนุ่มแล้วสินะ" - แอสต้า
"พูดอะไรน่ะตาแก่ผมกับยัยนี่เนี่ยนะ?!" - กฤตชัย
องค์าาแอสต้าแห่งอาณาจักรแอสโตรซ่าเขานั้นไร้ซึ่งรัชทายาทมาดำรงตำแหน่งเป็กษัตริย์ของอาณาจักรเนื่องจากตัวเขาเองนั้นมีบุตรยากเขาจึงตัดสินใจรับเลี้ยงกฤตชัยในฐานะบุตรบุญธรรมผู้ที่จะเป็ตัวเต็งขึ้นเป็กษัตริย์ของอาณาจักรในอนาคต แต่ดูท่าทางของกฤตชัยแล้วเขาเองก็คงไม่อยากจะขึ้นเป็องค์าาคนต่อไปมากซะเท่าไหร่เพราะเ้าตัวเป็คนรักความอิสระ
"ฉันรอไม่ไหวที่จะเห็นหน้าหลานแล้วสิ~" - แอสต้า
"ท่านค่ะหยุดเถอะค่ะดิฉันจะอ้วก... " - เพลิน
(เพลินก้มหน้าคุกเข่าลงต่อหน้าองค์าา)
"แต่นะคะขออภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเป็อย่างมากค่ะดิฉันจะขอน้อมรับบทลงโทษในฐานะอัศวินศักดิ์สิทธิ์" - เพลิน
"แม้ฉันจะไม่ได้ถือสาอะไรก็เถอะนะแต่ว่าเื่นี้ฉันก็ค่อนข้างให้ความสำคัญเหมือนกันเพราะการปล่อยให้แขกผู้อาจจะเป็สหายต่ออาณาจักรในอนาคตต้องรอคอยฉันก็ไม่ค่อยพอใจจริง ๆ นั่นแหละ" - แอสต้า
"ท่านองค์าาเื่นั้นกระหม่อมไม่คิดติดอะไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ เพราะตัวกระหม่อมเองก็คิดว่าพวกเขาคงหาอะไรทำระหว่างรอคอยกระหม่อมก็เพียงเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะอย่าได้ถือโทษโกรธบุคคลทั้งสองไปเลย" - เอ็มริส
"หืมท่านเอ็มริสท่านช่างเป็บุคคลที่มีความเมตตาปรานีอะไรเช่นนี้เอาเป็ว่าท่านไม่จำเป็ต้องพูดด้วยาาศัพท์อะไรเยี่ยงนี้ก็ได้คิดซะว่าเป็เพื่อนกันก็แล้วกัน" - แอสต้า
"ช่างเป็เกียรติยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมคงมิอาจจะสามารถเรียกท่านเป็เพื่อนได้หรอกพ่ะย่ะค่ะเนื่องจากท่านเป็กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถมากคนานับคนอย่างกระหม่อมมิอาจจะสามารถเทียบเคียงได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ" - เอ็มริส
"เอาเถอะน่าท่าน ไหน ๆ ท่านกับข้าก็จะกลายเป็สหายกันแล้วก็รู้จักกันให้มากที่สุดมันจะไม่ดีกว่ารึรวมถึงท่านด้วยนะเออท่าน..." - แอสต้า
"กระหม่อมมีนามว่า เบลด พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทรงเป็องครักษ์ของท่านเอ็มริส พ่ะย่ะค่ะ" - เบลด
"นั่นแหละท่านก็ไม่จำเป็ต้องทำตัวห่างเหินกันหรอกนะถึงแม้จะเป็องครักษ์ก็เถอะ" - แอสต้า
"ถ้าหากเป็เช่นนั้นตัวกระหม่อมก็ขอถือตนตามความพึงพอใจของท่านก็แล้วกันท่านแอสต้า" - เอ็มริส
"นั่นแหละ ๆ ทำตัวให้เหมือนอยู่ที่บ้านได้เลยนะทั้งสองคนแล้วก็เราเข้าไปประชุมกันเลยดีกว่าไหม?" - เอ็มริส
"อะแฮ่ม!.... ท่านแอสต้า แต่ว่าในตอนนี้ห้องของเราเละไม่มีชิ้นดีเลยครับท่าน เราคงจะใช้ห้องประชุมนี้ไม่ได้แล้วล่ะท่าน" - เพียว
(ทั้งสองมองเข้าไปในห้องที่ข้าวของกระจัดกระจาย)
"ตายจริงถ้าเป็เช่นนั้นเราคงจำเป็ต้องย้ายห้องประชุมไปที่อื่นซะแล้ว ท่านเอมริสถือสาอะไรไหมถ้าเราจะต้องขอเวลาเพิ่มน่ะ" - แอสต้า
(าาแอสต้าหันหน้าไปหาเอ็มริส)
ในขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการที่ย้ายห้องอยู่นั้นก็หารู้ไม่เลยว่าเอ็มริสได้ใช้เวทมนตร์โทรจิตสื่อสารกับองครักษ์ของเขากันอย่างลับ ๆ กันในหัว
[ท่านเอ็มริส หากว่ามีการย้ายห้องประชุมก็อาจมีการคลาดเคลื่อนเื่เวลาของแผนการของเราได้นะครับท่าน] - เบลด
[สบายมากไม่เป็ไรหรอกนะ] - เอ็มริส
[นี่ท่านจริงจังอยู่รึเปล่าเนี่ย?] - เบลด
[ตัวเราก็จริงจังอยู่ตลอดนะไหงเ้าคิดอย่างนั้นเล่า?] - เอ็มริส
[ช่างมันเถอะ เรามาคุยกับพวกโง่นี่ให้มันจบ ๆ กันไปแค่นี้ก็พอแล้วสินะท่าน] - เบลด
[แม่นแล้ว... แต่ช่วยโปรดระวังสันดานดิบของตัวเธอด้วยก็แล้วกันนะ ถึงแม้ว่าเราจะคุยกันในจิตใจก็เถอะนะแต่ถ้ามันหลุดออกมาจะแย่เอา] - เอ็มริส
[ขออภัยจะระมัดระวังให้มากขึ้นครับ] - เบลด
(หลังที่เอ็มริสคุยกับเบลดเสร็จเรียบร้อยก็กลับไปตอบคำถามขององค์าาแอสต้า)
"ไม่เลยตัวเราไม่คิดติดอะไรถือซะว่าเป็การเดินเชยชมปราสาทอันแสนสวยงามจะเป็อะไรไป" - เอ็มริส
[จะย้ายที่ประชุมเรอะ... อืมนั่นก็หมายความว่าเวลาพักผ่อนของฉันก็จะน้อยลงไปอีกน่ะสิไม่ยอมหรอกเฟ้ย] - กฤตชัย คิดในใจ
"ตาแก่คิดอะไรให้ยุ่งยากเดี๋ยวผมจัดการเอง" - กฤตชัย
(กฤตชัยเรียกองค์าาแอสต้าให้หันมามองตน)
"กฤตชัยเ้าจะทำอะไรงั้นรึ" - แอสต้า
[กำลังจะใช้เวทมนตร์งั้นรึ? อย่างงี้ค่อยน่าสนใจขึ้นมาหน่อย อื๋มม~] - เอ็มริส คิดในใจ
[โอ้ไอ้พวกโง่นี่จะโชว์อะไรแล้วสินะไหนขอดูให้เห็นเป็บุญตาหน่อยซิ..] - เบลด คิดในใจ
ทันใดที่กฤตชัยหยิบหนังสือข้างเอวของเขาขึ้นมาเปิดเลื่อนหน้าไปหาสองตัวตนอันคุ้นเคย และลั่นวาจาอัญเชิญพวกมันออกมาด้วยพลังของตัวเขานั่นก็คือแดงและเขียวสองคู่หูคู่ซี้ที่ไปไหนไปกันนั่นเอง ไม่ทันไรก่อนที่กฤตชัยจะสั่งการอะไรทั้งสองก็ได้จ้องมาที่กฤตชัยด้วยท่าทางโกรธเคืองสุด ๆ ก่อนที่จะถูกรุมกระทืบจมกองเท้าอย่างน่าเวทนา ซึ่งสาเหตุที่แดงและเขียวโกรธเคืองกฤตชัยได้มากขนาดนี้เป็เพราะว่า่เวลาก่อนหน้านี้ที่กฤตชัยได้เรียกพวกเขาทั้งสองออกมาทิ้งพวกเขาเอาไว้ที่สมาคมเพื่อเก็บกวาดทันใดนั้นก็ได้มีอัศวินกลุ่มหนึ่งได้เข้ามาพบพอดีก็นึกว่าพวกเขาทั้งคู่เป็คนทำจึงจับทั้งสองส่งตรงเข้าซังเตโดยที่พวกเขาไม่สามารถพูดอธิบายได้ด้วยซ้ำเพราะพวกเขาพูดตอบโต้ไม่ได้ ฟ้าที่เห็นจะเข้าไปช่วยอธิบายก็ช้าเกินไปแล้วเพราะทั้งคู่ถูกพาขึ้นไปนั่งบนรถม้าส่งตัวนักโทษออกจากบริเวณหน้าสมาคมนักผจญภัยไปเสียแล้ว กฤตชัยแม้จะอยู่ในสภาพจมกองเท้าอยู่นั้นก็ไม่ลดละที่จะชี้ไปทางห้องประชุมให้ทั้งสองคนช่วยจัดการให้มันจึงทำให้ทั้งสองยิ่งกริ้วเข้าไปใหญ่แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำตามกฤตชัยบอกอยู่ดีแม้จะทำให้กฤตชัยอยู่ในสภาพไม่น่าดูเท่าไหร่ เพลินที่เห็นอย่างนี้ก็แอบหัวเราะเยาะเย้ยด้วยความสะใจอยู่ในใจตัดไปทางเอ็มริส และเบลด ที่กำลังยืนอึ้งกับตัวตนทั้งสองอย่างแดงและเขียวอย่างไม่ละสายตาแม้แต่นิดเดียวแอสต้าเมื่อเห็นดังนั้นจึงออกมาพูดอธิบาย
"อ้อนั่นคือกฤตชัยบุตรบุญธรรมเพียงคนเดียวของฉันเองเขามีพลังในการใช้เวทมนตร์สร้างตัวตนที่คล้ายคลึงกับสิ่งมีชีวิตให้ทำตามคำสั่งของเขาได้น่ะ" - แอสต้า
"งั้นเหรอครับ.... " - เอ็มริส
[ไม่!... ไม่ใช่นั้นไม่ใช่เวทมนตร์!.....นี่มันผ่านมากี่ร้อยปีแล้วกันนะที่ฉันไม่ได้เจอผู้คนจากดินแดนที่แสนไกลกันเนี่ยไม่สิไอ้หมอนี่อันตรายเกินไปเป็หมากที่ไม่สมควรอยู่ในกระดานของเรา!...] - เอ็มริส คิดในใจ
(เอ็มริสคิดอะไรออกบางอย่างก่อนที่จะแหงนหน้ามองไปหาหน้าต่างและแหงนจ้องมองท้องฟ้าสีคราม)
[แต่ก็นะ..มันก็ทำให้ฉันคิดถึงใครสักคนขึ้นมาซะงั้น.... การมีอายุยืนยาวนี่มันดาบสองคมจริง ๆ เลยเนอะ เนย์...] - เอ็มริส คิดในใจ
แต่ในขณะที่เอ็มริสกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเขาก็ััได้ถึงกลิ่นอายของมานาจำนวนหนึ่งหลุดรอดออกมาจากเบลดองครักษ์ของเขาอย่างไม่ทันรู้ตัวแม้มันจะเล็กน้อยแต่เอ็มริสก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อสิ่งนี้ได้เพราะไม่เป็เช่นอาจทำให้เหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทุกคนรู้ตัวได้ภายในพริบตาเดียว
[แจ่มสุด ๆ ไปเลยนี่อดไม่อยู่แล้วอยากฆ่าสุด ๆ ไปเลย~! อยากฆ่า อยากฆ่า อยากฆ่า!] - เบลด
[แย่แล้วสิถ้าเป็ยังงี้ไม่ดีแน่.. คุมตัวเองไม่อยู่แล้วเรอะไม่ได้การคงจะต้องควบคุมร่าง] - เอ็มริส คิดในใจ
ทันใดนั้นเอ็มริสก็ได้ใช้เวทมนตร์เข้าแทรกแซงร่างชั่วคราวซึ่งเขาได้ร่ายเอาไว้ใส่เบลดยามฉุกเฉินก่อนที่จะมายังอาณาจักรแห่งนี้แต่นั้นก็ไม่ได้เร็วพอที่จะกลบเกลื่อนเหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์เื่มานาที่หลุดรอดออกมา เพลินได้ดึงเอาตัวองค์าาแอสต้ามาอยู่ข้างหลังเธอแทบจะในทันทีหลังจากรู้สึกถึงกลิ่นอายพลังงานมานาที่ไหลออกมาจากร่างของเบลดพร้อมทั้งตั้งท่าพร้อมสู้
"นี่มันเื่อะไรกัน" - แอสต้า
"กรุณาช่วยหลบอยู่หลังฉันไปก่อนนะคะ!... " - เพลิน
"ไม่สิ... มาหลบข้างหลังฉันจะดีกว่าว่าไหม?" - กฤตชัย
"เ้าน้องเล็กพูดถูกให้องค์าาไปหลบอยู่กับเขาก็คงจะดีกว่าจริงๆ นั่นแหละเพลิน" - เบเรฟเนอร์
"่เช้ายังไม่ได้รับประทานอะไรเป็พิเศษเลยแต่ก็คิดไม่ถึงเหมือนกันนะเนี่ยว่าจะมีมื้อพิเศษเป็เืมนุษย์ซะด้วย~.... " - ซูซี่
(ซูซี่พูดขณะที่ผิวของเธอเริ่มกลายเป็สีแดงอ่อน ๆ)
(เอ็มริสที่อยู่ในร่างเบลดเมื่อเห็นดังนั้นก็จึงรู้ว่ามันสายเกินไปแล้วเขาจึงเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา)
"น่าเบื่อจริง ๆ เลยนะ โชคชะตานี่ไม่ปล่อยให้ฉันดำเนินไปอย่างเรียบง่ายซะเลยน่า" - เอ็มริส
(เอ็มริสในร่างของเบลดเงยหน้าเกาคอด้วยความเบื่อหน่าย)
"เฮ่อให้มันได้อย่างงี้สิ... " - เอ็มริส
ทันใดนั้นคทาของเขาก็ได้ปรากฏขึ้นกลางอากาศตรงหน้าของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทุกคน
(เขาจับคทาของตนและเริ่มกระซิบร่ายเวทมนตร์)
“เฮ้ยมันกำลังจะร่ายเวทมนตร์เข้าไปสกัดมันเร็ว!” - เบเรฟเนอร์
“ได้เลยจัดให้” - ซิลเวอร์
ซิลเวอร์ะโพุ่งตัวเข้าไปหมายที่จะปลิดชีพเอ็มริสแต่ทันใดนั้นมือของเขาที่จวนจะถึงอยู่โทนโท่กลับเอื้อมไปไม่ถึงมือของเขาได้หยุดลงไปพร้อมกับร่างของเขาที่หยุดนิ่งอยู่กับที่นี้คือฝีมือของเอ็มริสหนึ่งในพลังสุดแสนจะไร้เทียมทานของเขาการควบคุมการไหลของเวลาได้ในระดับสูง เอ็มริสกระดกแว่นของตัวเองและจ้องมองไปยังเหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกหยุดนิ่งเอาด้วยพลังของเขา
“แย่ล่ะสิเสียแผนซะได้แพ้แล้วแพ้แน่ ๆ เลย~” - เอ็มริส
“ซะที่ไหนกันล่ะ” - เอ็มริส
“ก็จริงที่มันช่างเสียดายที่ฉันยังไม่สามารถฆ่าพวกเธอตรงนี้ได้” - เอ็มริส
“ถือซะว่านี่เป็การทักทายเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็แล้วกัน” - เอ็มริส
“เอาล่ะเวลาเอ๋ยจงย้อนกลับ” - เอ็มริส
แล้วทุกอย่างก็ไหลย้อนกลับไปที่จุดทุกคนกลับมาในสภาพก่อนหน้าที่เบลดจะปลดปล่อยพลังงานมานาออกมาเพียงไม่กี่เสี้ยววินาทีแต่กลับกันที่คนที่อยู่ภายในร่างของเบลดในตอนนี้คือ เอ็มริส เพราะการย้อนเวลาของเอ็มริสจะย้อนได้ถึงตรงที่เขา้าเท่านั้นดังนั้นเขาจึงยังคงอยู่ในร่างของเบลดนั่นเอง
[เวทมนตร์แห่งกาลเวลาเป็เวทมนตร์ขั้นสูงที่น้อยคนนักจะใช้งานมันได้เพราะต้องใช้เวลาในการศึกษาแทบจะทั้งชีวิตของเอลฟ์เลยหากไม่ได้เป็อัจฉริยะเหมือนโซโลม่อนเค้าอะนะ....] - เอ็มริส
[แต่นั่นแหละจะว่าไปเราก็ไม่ได้รู้สึกเปลืองมานาแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วกันนะ] - เอ็มริส
[กลับร่างดีกว่า..] - เอ็มริส
เอ็มริสแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีทำให้และแล้วในที่สุดทุกอย่างก็เข้าที่เข้ารอยการประชุมสานสัมพันธ์กันระหว่างทั้งสองอาณาจักรก็ได้เริ่มขึ้นแม้ว่าเื่ก่อนหน้านี้จะทำให้เพียวปวดหัวไม่มากก็น้อยแต่ในท้ายที่สุดการประชุมก็จบไปได้ด้วยดีทั้งสองตกลงกันที่จะร่วมมือกันเป็พันธมิตรซึ่งกัน และกันโดยจะเน้นไปที่การค้าขายระหว่างอาณาจักรพร้อมทั้งแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยเฉพาะศาสนาที่เน้นเป็การพิเศษเนื่องจากเอ็มริสค่อนข้างสนใจในวิหารศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักร การประชุมดำเนินต่อเนื่องกันมาเป็เวลายาวนานกว่า 6 ชั่วโมง กฤตชัยทำได้แค่นั่งตัวเปื่อยอยู่กับเก้าอี้ปล่อยให้ใจไหลไปตามห้วงภวังค์แห่งความคิดที่อยากกลับไปที่ห้องพักของเขาจนในที่สุดการประชุมนี้ก็ได้จบลงและเข้าสู่งานเลี้ยงฉลองที่จะยิงยาวจนถึง 3 โมง ของวัน ๆ นี้ และแน่นอนกฤตชัยในตอนนี้พร้อมที่จะชิ่งหนีทันทีที่ไม่มีใครเห็นเพราะนี่เป็หนทางหนีที่ดีที่สุดแล้ว แต่การจะเป็เช่นนั้นเขาจึงจะต้องหาที่ที่สงบเงียบที่สุดในการประชุมใช่แล้วระเบียงของปราสาทนั่นก็คือสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดในการหนีโดยไม่มีใครเห็นแต่ถึงมีใครเห็นก็คงยากที่จะตามตัวได้ทัน และในขณะที่เขากำลังจะปีนหนีอยู่นั้นเพลินก็ได้เดินมาเห็นพอดีเธอเข้ามาขัดขวางแผนการอันแยบยลของเขาจนพังพินาศไปอย่างน่าเสียดายภายใต้ความคิดของเขากำลังพูดกับตัวเองอย่างสุดเสียงอยู่ว่า "ทำไมกันนะฉันถึงได้ซวยเช็ดขนาดนี้ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ยัยนี้เฟ้ย!!!" เธอมองมายังกฤตชัยด้วยความละอายใจกับสิ่งที่กฤตชัยกำลังจะทำและถอนหายใจออกมา ตัดมาทางฝั่งของเอ็มริสผู้หาสถานที่หลบผู้คนมากมายบนงานเลี้ยงฉลองอันสนุกสนานเขาได้เล่าเื่ก่อนหน้านี้ที่เขาได้ใช้เวทมนตร์กาลเวลาแก้ไขปัญหา
"ผมขอโทษครับท่านเมอร์ลินนี่มันงานแทรกซึมแท้ ๆ แต่ผมดันควบคุมตัวเองเอาไว้ไม่ได้..." - เบลด
"ช่างมันเถอะเื่เกิดไปแล้ว และก็แก้ไปแล้วด้วยทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่ใช่คนประเภทใช้แล้วทิ้งด้วยก็คงไม่ได้โกรธเกลียดอะไรมากแต่อย่าให้เกิดอะไรอย่างนี้อีกก็แล้วกัน" - เอ็มริส
(ทั้งคู่หลังจากเคลียร์ปัญหากันเสร็จแล้วก็จึงเปลี่ยนบทสนทนาเป็แผนการกันแทน)
"จะว่าไปท่านเป็อย่างนี้จะดีแล้วเหรอ..... " - เบลด
" ......อืม ก็นะ แต่ก็ดีเหมือนกันไม่ใช่เหรอที่จะดื่มด่ำกับงานเลี้ยงก่อนเริ่มแผนการภายในค่ำคืนนี้หรือว่าเราอธิบายอะไรไม่เข้าใจ?" - เอ็มริส
"ตัวผมไม่ได้หมายความว่ายังงั้นแต่หมายถึงว่านี้มันผิดแผนของเราไม่ใช่เรอะที่จะขอกลับไปที่พักและมุ่งหน้าไปที่วิหาร" - เบลด
(เอ็มริสดีดกะโหลกของเบลดก่อนที่จะพูดต่อ)
"อุ๊ย เจ็บ ๆ" - เบลด
"หยุดก่อนเลยเดี๋ยวแผนของพวกเราได้พังเอาซะหรอกเพราะคำพูดของเธอเนี่ยแหละ" - เอ็มริส
"เอาจริง ๆ แม้ว่าฉันจะไม่สามารถตรวจจับได้ชัดเจนมากเท่าไหร่ก็เถอะนะแต่ฉันก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังดักฟังบทสนทนาของเราอยู่" - เอ็มริส
(เอ็มริสหันมองไปข้างในเงามืดด้วยั์ตาอำมหิตก่อนที่บางสิ่งในเงานั้นจะหายไปอย่างรวดเร็ว)
"ให้ผมตามไปจัดการไหม?" - เบลด
"ยังก่อนถ้าเรารีบตามไปในตอนนี้จะตกกลายเป็ที่สงสัยเอาซะเปล่า" - เอ็มริส
"นั่นสินะครับ แต่ว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้ละก็จะมีปัญหาในภายหลัง" - เบลด
"ปัญหาเล็กน้อยฉันจัดการได้สบาย ๆ " - เอ็มริส
"ผมไม่ปฏิเสธหรอกนะเื่ที่คุณแข็งแกร่งน่ะแต่ว่าการที่เราจะอยู่ในงานเลี้ยงต่อมันก็ยังไง ๆ อยู่" - เบลด
"งั้นเอางี้เป็ไงแผนการเฉพาะกิจหุ่นเหยื่อล่อ เธอก็จะได้ไปประจำตำแหน่งได้ยังไงล่ะ" - เอ็มริส
"ตัวปลอมสินะครับ" - เบลด
(เอ็มริสสร้างร่างปลอมของทั้งตัวเองและเบลดขึ้นมาในพื้นที่ลับตาคนและส่งพวกมันเดินไปยังเวทีเพื่อล่อความสนใจโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าทั้งสองคนได้หนีหายไปจากปราสาทเป็ที่เรียบร้อยแล้ว)
"สวัสดีครับท่านผู้มีเกียรติทุก ๆ ท่าน เราเอ็มริสทูตของอาณาจักรอันแสนห่างไกลอาณาจักร คาเมลอต เรายินดีที่การสานสัมพันธ์ทางไมตรีในครั้งนี้ไปได้ด้วยดี และหวังว่าจะสามารถความสัมพันธ์เยี่ยงพันธมิตรกับเยี่ยงนี้ตลอดชั่วนาน" - เอ็มริส ตัวปลอม
(ผู้คนภายในงานต่างตบมือยินดีให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในวันนี้)
"เอาล่ะผมต้องพูดเอาไว้ก่อนว่าตัวผมนั้นไม่ได้เป็เพียงแค่ทูตแต่ผมยังเป็นักเวทด้วยเช่นเดียวกัน เื่ของเื่ก็คือภายในอาณาจักรบ้านเกิดของเรางานเลี้ยงมักจัดในยามตะวันลาลับเราถึงจะมาแสดงให้พวกท่านได้เห็นถึงความงดงามยามค่ำคืนที่พวกท่านอาจจะพลาดพลั้งไปในตอนที่พวกท่านได้หลับใหลดังนั้นตัวเราจะขอเริ่มการแสดง ณ บัดนี้" - เอ็มริส ตัวปลอม
มายังสถานการณ์ทางฝั่งกฤตชัยที่กำลังจะปีนรั้วระเบียงหนีงานเลี้ยงแต่ก็ได้ถูกเพลินมาขัดจังหวะเข้าให้เธอดูไม่ได้แคร์การกระทำของกฤตชัยมานักจะเรียกได้ว่าผิดปกติเลยก็ว่าได้
"เฮ้อ.. จะะโหนีไปจากงานเลี้ยงฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ" - เพลิน
"จริงดิ.. " - กฤตชัย
"อา" - เพลิน
"ได้จริงแน่นะ?" - กฤตชัย
"ฉันว่าฉันพูดไปก่อนหน้านี้แล้วนะ" - เพลิน
[เดี๋ยวนะได้อย่างงั้นเหรอต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ ยัยนี้ปกติคงจะโยนฉันไปโหม่งกำแพงแหง ๆ แต่คราวนี้ดูไม่ใช่ว่ากำลังทดสอบอะไรฉันรึเปล่าล่ะเนี่ย?] - กฤตชัย คิดในใจ
"รู้ไหมพอเวลาเธอพูดอะไรอย่างนี้มันดูน่าสงสัยกว่าปกติอีกรู้ไหม" - กฤตชัย
"งั้นเหรอ? โทษทีแล้วกัน" - เพลิน
"เธอเป็อะไรกันฮ่ะวันนี้?" - กฤตชัย
"พอดีฉันไม่ค่อยชอบงานเลี้ยงเท่าไหร่น่ะ" - เพลิน
"ไหงเป็อย่างงั้นล่ะนั่น" - กฤตชัย
"ก็นะ จะให้เล่ามันก็คงจะประหลาดไปซะหน่อยสำหรับนายน่ะนะ" - เพลิน
"เล่ามาเถอะน่า ฉันไม่เอาไปพูดนินทาลับหลังหรอกนา" - กฤตชัย
"แหงสิก็นายไม่ใช่คนประเภทนั้นนี่!" - เพลิน
"พูดอย่างงั้นเสียหายหมด" - กฤตชัย
"โง่เง่าชะมัดยาด" - เพลิน
"งั้นก็ได้ฉันพูดเื่ของฉันแล้วเธอก็ค่อยเล่าเื่ของเธอตกลงไหมล่ะ... งั้นฉันจะเล่าแล้วนะ" - กฤตชัย
"เดี๋ยวสิ...ฉันยังไม่ตอบตกลงเลยนะ" - เพลิน
"อึ อืม ก็มีเพื่อนในสมัยวิทยาลัยอยู่คนหนึ่งเธอน่ะเก่งไปหมดทุกอย่างเลยล่ะนะเอาจริง ๆ ฉันล่ะอิจฉาเธอคนนั้นมากเลยล่ะแต่ถึงจะเป็เช่นนั้นพวกเราก็สนิทกันมาก ๆ เลยล่ะ ฉันเองก็เคยตั้งปณิธานกับตัวของฉันเองไว้ว่าจะโค่นเธอคนนั้นให้ได้เหมือนกันจนกระทั่งฉันเกือบที่จะโค่นเธอมาได้หนหนึ่งแล้วก็ดันมาเจอทางตันซะได้... " - กฤตชัย
"ทางตันที่ว่านั่นคืออะไรนั้นเหรอ?" - เพลิน
" ....ก่อนเริ่มศึกสมรภูมิตีเมืองแร็กเน่เธอดันมาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุน่ะสิ" - กฤตชัย
" ........ " - เพลิน
" ........ " - กฤตชัย
(ทั้งคู่นิ่งเงียบไปบรรยากาศค่อย ๆ สงบลงจนกระทั่งจู่ ๆ ท้องฟ้าที่มีแสงสาดส่องก็ได้มืดดับลงกลายเป็ท้องนภาที่เต็มไปด้วยดวงดารามากมายเหนือคณานับบนท้องนภาที่ยิ่งใหญ่ไพศาลอันน่ามหัศจรรย์เห็นดังนั้นทั้งคู่จึงตัดสินใจหันหลังกลับไปดูทางฝั่งเวทีเพื่อหาต้นต่อ)
"เวทมนตร์สร้างอาณาเขตพื้นที่จำลอง?!" - กฤตชัย
"คงจะเป็อย่างที่ว่ามาแต่เล่นเอามาใช้แบบนี้มันก็ออกจะยังไง ๆ อยู่เหมือนกัน" - เพลิน
"ว่าไว้แล้วหมอนั้นมันไม่ธรรมดาจริง ๆ ด้วยแต่ก็ภายในตอนนี้ก็ยังไม่เป็ภัยของพวกเราล่ะนะ เออใช่แล้วเื่ของเธอล่ะเธอยังไม่เล่ามันออกมาเลยนะยังงี้มันก็ขี้โกงนี้" - กฤตชัย
"ก็ได้ฟังจะเล่าแค่ครั้งเดียวนะและห้ามเอาไปบอกใครสัญญาไหม?" - เพลิน
"สัญญา" - กฤตชัย
ทั้งคู่หันหลังกลับไปทางท้องฟ้าที่ถูกเติมเต็มไปด้วยดวงดาวอันสวยงามมากมายชายหนุ่มได้ฟังเื่เล่าของหญิงสาวอย่างตั้งใจแม้สถานการณ์ต่าง ๆ รอบตัวมันจะไม่ใช่สถานการณ์ที่เหมาะกับการระบายเื่ภายในใจมากนัก
"คือว่านะที่ฉันรู้สึกไม่ชอบงานเลี้ยงฉลองนี้มันไม่ใช่เพราะฉันไม่ชอบแต่เป็เพราะพอเวลายิ่งอยู่นานเท่าไหร่ฉันก็รู้สึกว่าภายในอกของฉันมันก็หนักอึ้งขึ้นมาแต่มันก็กลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกปนเปกันไป" - เพลิน
"งั้นเหรอ?" - กฤตชัย
"อะไรกันเล่า?!" - เพลิน
"ไม่มีอะไรเล่าต่อไปสิ" - กฤตชัย
"เหมือนกับว่าฉันเคยมีกลุ่มคนที่สนิทกันมาก ๆ ที่เคยเลี้ยงฉลองกันอย่างสนุกสนานกันครั้นในอดีตแต่กลับตอนนี้ฉันดันกลับนึกมันไม่ออก แล้วฉันอยากรู้ว่าพวกเขาเป็ใครกันแน่" - เพลิน
"นั้นถ้านึกไม่ออกก็ลองหลับตาดูไหมล่า พอเวลาฉันหาทางออกไม่ได้ก็มักจะหลับตาแล้วมันก็กลับกลายเป็ว่านึกออกเฉยเลย" - กฤตชัย
"หลับตางั้นเหรอ?" - เพลิน
"ใช่ หลับตาแต่ฉันก็ไม่ได้จะบังคับเธอหรอกนะให้ทำ" - กฤตชัย
"แม้คำพูดของนายมันจะน่าไม่เชื่อถือซักเท่าไหร่แต่จะลองทำดูสักครั้งก็คงไม่เสียหาย" - เพลิน
(เพลินได้ลองหลับตาตามที่กฤตชัยบอก)
การหลับตาของเธอในตอนนี้มันทำให้จิตใจของเธอได้ผ่อนคลายเสียงทุกอย่างที่เธอได้ยินกลับเบาลงและแล้วเธอก็ได้เหมือนจะนึกความทรงจำบางอย่างเกี่ยวข้องกันได้ขึ้นมา ภาพนั้นย้อนกลับไปในอดีต ณ ที่ที่อยู่เธอรู้สึกได้ว่ามันคือหนึ่งในวิทยาลัยของอาณาจักรเธอเริ่มเดินจากโถงทางเดินเข้าห้องสู่ห้องสำรวจว่ามีใครอยู่บ้างแต่ก็กลับไม่พบจนในที่สุดเธอก็ได้พบเข้ากับห้องเก็บของเก่า ๆ ห้องหนึ่งที่มีป้ายด้านหน้าแปะไว้ว่า "ชมรมของคนบ้า"
"ชมรมของคนบ้า.... อะไรล่ะนั่น" - เพลิน
และเมื่อเธอเปิดประตูเข้ามาภายในห้องก็พบเข้ากับหนุ่มสาวที่วัยละอ่อนกว่าตัวเธอไม่กี่ปีและหนึ่งในนั้นเป็เด็กสาวที่หน้าตาละม้ายคล้ายเธอแม้หน้าของพวกเขาจะถูกเบลอเอาไว้ก็ตามแต่เธอก็รู้สึกได้เลยว่าเด็กสาวคนนั้นก็คือตัวเธอหลังจากที่เธอมองไปที่เด็กสาวคนนั้นไปได้สักพักทันใดนั้นบทสนทนาก็ได้เริ่มต้นขึ้น
"ในที่สุดก็ทำเสร็จจนได้สินะ ไม่อยากจะเชื่อ" - เด็กหนุ่มปริศนา 1
"ไหงฉันขอลองจับบ้างดิ!" - เด็กหนุ่มปริศนา 2
(เด็กหนุ่มปริศนา 2 จับสิ่งประดิษฐ์ปริศนาบนโต๊ะขึ้นมาขยับเล่นจนกระทั่งมันหลุดออกมา)
"บ้าเอ๊ย! xxx นั่นงานของพวกเรานะเว้ยเฮ้ย~" - เด็กหนุ่มปริศนา 1
"อย่าโทษฉันนะเฟ้ย xxx ฉันแค่จับมันเองนะ!" - เด็กหนุ่มปริศนา 2
"เออะ เออ หยุดเถอะทั้งสองคน" - เด็กสาวปริศนา 1
"นี่พวกนายสองคนโง่รึไง! มันไม่ได้พังง! โว้ย" - เด็กสาวปริศนา 2
"ให้มันเป็ยังงี้สิหน้าฉันไว้ใจพวกนายได้จริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย?" เพลิน?
ทันใดนั้นภาพต่าง ๆ ก็ได้เลือนหายไปเธอลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ และหันกลับไปหากฤตชัย
"เป็ไงบ้าง? ดีขึ้นไหม" - กฤตชัย
"อืม... ก็นิดหน่อย" - เพลิน
(ขณะที่เธอนั่งกอดอกพิงบนรั่วของระเบียงเธอก็ได้เอาหน้าซุกเขาไปในแขนทั้งสองแล้วยิ้มออกมา)
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเหล่าผู้คนภายในงานก็ค่อย ๆ ออกมาดูดวงดาวกันที่ระเบียงแห่งนี้กันมากขึ้น เหล่าผู้คนต่างเข้ามารุมล้อมจุดที่ทั้งสองคนอยู่และเมื่อเพลินหันกลับไปหากฤตชัยอีกครั้งเข้าก็กลับหายไปจากรั้วระเบียงจุดเดิมซะแล้ว และในจังหวะเดียวกันเธอก็เงยหน้ามองดวงดาวอันแสนเจิดจรัสอยู่บนท้องฟ้า แต่ดูเหมือนว่าดาวที่จะสะดุดตาเธอในวันนี้ก็คงจะเป็ดาวเหนืออย่างไม่ต้องสงสัย
"ไปซะแล้วสินะ" - เพลิน
กฤตชัยเขาได้ปีนข้ามรั้วระเบียงลงมายังพื้นเบื้องล่างทะลุผ่านม่านอาณาเขตจำลองลงบนสนามซ้อมของเหล่าอัศวิน เขาได้เดินไปเรื่อยผ่านสนามซ้อมมากมายจนกระทั่งหนึ่งในตัวตนของเขาได้กลับมาหาเขาตัวตนของกฤตชัยนั้นสามารถคงสภาพเป็พลังงานสีต่าง ๆ ได้โดยหากอยู่ในสถานะนี้จะสามารถคงพลังงานในการต่อสู้เอาไว้ได้หากไม่ได้อยู่ในร่างของกฤตชัย แต่ก็ต้องแลกมากับการที่จะไม่สามารถต่อสู้ได้จนกว่ากฤตชัยจะถูกโจมตี หรือเตรียมตัวต่อสู้กฤตชัยมักจะสั่งให้ตัวตนของเขาอยู่ในสภาพนี้หากอยู่นอกร่างของเขาเพราะจะทำให้ตัวเขาเหนื่อยแรงแทนโดยประโยชน์ของการอยู่ในสภาพพลังงานแบบนี้นั่นก็คือการที่เขาสามารถสั่งการให้ตัวตนของเขาไปทำธุระแทนเขาได้จากระยะไกลไม่ว่าจะเป็การซื้อของจนไปถึงการซุ่มดักฟังศัตรูได้ด้วย สิ่งของที่ตัวตนใด ๆ ถืออยู่หากตัวตนนั้น ๆ กลายสภาพเป็พลังงานสิ่งของเหล่าพวกนั้นก็จะกลายเป็พลังงานไปด้วยเป็พลังสุดสะดวกของพวกี้เีแบบเขาเลยล่ะ ซึ่งก่อนหน้ากฤตชัยได้สั่งให้เซซิวไปลอบฟังบทสนทนาของเอ็มริสนั่นเอง
"เป็ตามที่พริ้นส์พูดเลยสินะเนี่ย วิหาร งั้นเหรอคงจะต้องไปตรวจสอบซะแล้วสินะ" - กฤตชัย
"เอาจริง ๆ ไม่ชอบใจจริง ๆ เลยแต่โดนขอมาแบบนี้ และก็อาณาจักรกำลังจะถึงคราววิกฤตก็ต้องสู้กันอีกสักตั้งวะเรา" - กฤตชัย
กฤตชัยรีบมุ่งตรงไปยังมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์เก่าด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันเปี่ยมไปด้วยภาระหน้าที่อันหนักแน่นเขาเดินผ่านตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุ่งพล่านซึ่งคำตอบของสิ่งที่ว่ามาอยู่เบื้องหน้าของกฤตชัยนั่นก็คือรางรถไฟขนส่งทรงมวลชนที่ใช้พลังงานจากคริสตัลมานาขนาดใหญ่ เมื่อเห็นดังนั้นตัวเขาก็จึงตัดสินใจซื้อตั๋วรถไฟนั่งไปยังสถานีมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์เก่า ด้วยสายลมที่พัดกระแทกหน้าของเขาพร้อมกับแสงแดดที่สาดส่องผ่านกระจกตกกระทบมาบนหน้าของชายหนุ่มอย่างอ่อน ๆ ทำให้ตัวเขาเองก็เกือบจะผล็อยหลับแต่แล้วเขาก็พยายามประคองสติให้ตื่นเอาไว้แต่กลับกลายเป็ก็ว่าเสียงของหนุ่มสาวที่คุ้นเคยทำให้เขาตงิดใจเล็ก ๆ จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน
"ดอน! งั้นเหรอ?! ซานโช่ด้วย!?" - กฤตชัย
(กฤตชัยกุมขมับ)
"ท.. ท่านกฤต?!" - ซานโช่
[นี่มันวันบ้าอะไรเนี่ย???] - กฤตชัย คิดในใจ
"ถ้าไม่รังเกียจขอให้พวกเรานั่งด้วยจะได้ไหมครับพอดีโบกี้อื่นมันเต็มหมดแล้วนะครับ" - ซานโช่
"เชิญเลย ๆ แต่เดี๋ยวนะไม่ใช่พวกเธอต้องไปประจำการกับที่โรงฝึกเรอะ?" - กฤตชัย
"คือเื่มันเป็ยังงี้ครับ ผม กับ ดอน หลังจากเราทั้งคู่ซ้อมเสร็จก็อยากจะหาที่พักในเมืองดูน่ะครับ และก็ไหน ๆ ก็หาเื่เที่ยวไปด้วยเลยก็ออกมาในสภาพแบบนี้" - ซานโช่
"อ่าวไม่ใช่ว่าที่โรงฝึกอัศวินมันไม่มีที่พักสำหรับอัศวินเรอะ?" - กฤตชัย
"ก็แบบผมกับเธออยากจะลองเที่ยวเล่นในเมือง ๆ นี่ ดูน่ะครับแล้วก็ทางอัศวินอนุญาติให้สามารถหาที่พักที่อื่นได้ตามสะดวกหากไม่ได้ทำให้การฝึกเกิดการคลาดเคลื่อนน่ะครับ" - ซานโช่
"งั้นเหรอ? แล้วพวกเธอหาที่พักกันได้รึยังล่ะ?" - กฤตชัย
"ถ้าเป็ในตอนนี้ก็ไม่เลยน่ะครับ แต่มีแผนว่าจะลงไปดูที่สถานีวิหารศักดิ์สิทธิ์ดูน่ะครับ" - ซานโช่
"ถ้าแถวนั้นฉันพอมีที่แนะนำดี ๆ อยู่จะลองไปดูไหมล่า? แถมเดินทางจากที่นั่นมาปราสาทก็แป๊บเดียวเองถ้าใช้รถไฟอะนะ" - กฤตชัย
"เอาสิครับ!" - ซานโช่
"งั้นเราไปลองดูหลังจากฉันเสร็จธุระก็แล้วกันคงใช้เวลาไม่มากหรอก" - กฤตชัย
"ครับ" - ซานโช่
และแล้วพวกเขาก็ได้มาถึงยังที่หมายหน้าอดีตมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์อันเคยรุ่งเรือง
...
.....
.......
###จบตอน###