Chapter 10
บุฟเฟ่ต์ซื้อใจ
ตื่นเช้ามาพบว่าคุณเชฟได้ลุกออกไปจากเตียงก่อนแล้ว ซึ่งก็ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กดังมาจากชั้นล่างผมจึงรีบลุกไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วตามลงไปหาเ้าตัวที่ด้านล่าง
“Bonjour chéri ครับเธอ ฟอด!” พอลงมาข้างล่างก็เห็นตามกำลังเข้าครัวทำมื้อเช้าอยู่ ผมจึงเดินเข้าไปกอดเอวเ้าตัวแล้ว Morning kiss โดยการหอมแก้มซ้ายแล้วเตรียมย้ายไปด้านขวา แต่กลับต้องชะงัก เมื่อเห็นว่าในมือของคุณเชฟถือมีดหั่นผักรออยู่ ผมถึงกลับต้องรีบปล่อยมือแล้วถอยห่างจากอีกคนโดยไม่ลืมส่งยิ้มแห้ง ๆ แทนการหอมแก้ม
“อ่าว! เอาไป..รีบกินรีบไปซะ เดี๋ยวกูต้องรีบไปเปิดร้านแต่เช้าอีก” ตามว่าพร้อมกับวางจานครัวซองไข่ข้นที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ เสิร์ฟคู่กับอเมริกาโน่ร้อนลงตรงหน้าผม
“เธอจะรีบไล่ไปไหนล่ะ กินเสร็จค่อยไปพร้อมกันก็ได้นี่” ผมว่าพลางหยิบครัวซองขึ้นมากัด ส่วนคุณเชฟก็หันกลับไปล้างมือที่อ่างล้างจานต่ออย่างไม่สนใจ
“ไม่เอาอะ..กูไปเองได้” ต้องตามว่า
“ก็ไหนเมื่อคืนบอกว่าจะให้โอกาสกันไง..ทำไมดื้ออีกแล้วอะ?” ผมถามเขาเสียงขุ่น
ครับ..
เมื่อคืนที่ตามชวนผมนอนค้างด้วย เราได้มีโอกาสมานั่งเปิดใจคุยกัน ซึ่งตามบอกกับผมว่าเขายังไม่ได้ถึงขั้นชอบหรือรักผมหรอกครับ แต่จะลองให้โอกาสให้ผมได้ลองพิสูจน์ตัวเองดู
ย้อนกลับไปเหตุการณ์เมื่อคืนนี้..
“เธอครับ..สรุปชวนโยค้างนี่แปลว่าเธอจะยอมเปิดใจให้โยใช่ไหมอะ?” ผมถามเ้าตัวอีกครั้งพร้อมกับเข้าไปกอดจากด้านหลัง ขณะเราทั้งคู่กำลังนั่งดูหนังรอบดึกด้วยกัน ผมจูบเขาเบา ๆ ที่หลังคอซึ่งตอนแรกเ้าตัวก็เอาแต่นั่งหยุกหยิกแถมบ่นให้ผมปล่อย เพราะอยากนั่งดูหนังแบบสบาย ๆ แต่ก็เริ่มเปลี่ยนท่าทีเป็นั่งนิ่งเงียบเหมือนคิดอะไรอยู่
“หื้ม..เธอเป็อะไรหรือเปล่า ทำไมเงียบล่ะ?” ผมชะโงกหน้าถามคนด้านหน้าเพื่อถามไถ่
“เอาจริง ๆ นะมึง ตอนนี้กูยังไม่ถึงขั้นชอบอะไรมึงขนาดนั้นหรอก แต่ถ้ามึงอยากขอโอกาสกูก็จะให้” ตามพูดออกมาทำเอาผมรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อมองไปที่อีกคนกลับเห็นว่าเ้าตัวมีสีหน้าครุ่นคิดเหมือนกำลังคิดไม่ตกกับอะไรสักอย่าง
“แล้วทำไมหน้างั้นล่ะ หรือว่าเธอลำบากใจ?” ผมถาม
“เปล่า ไปนอนเถอะ..กูง่วงแล้ว” ต้องตามตอบปฏิเสธ ก่อนจะผุดลุกขึ้นแล้วเดินไปยังเตียงนอนจากนั้นก็มุดตัวเองเข้าไปใต้ผ้าห่ม ผมจึงได้แค่ปิด TV แล้วเดินตามหลังอีกคนเข้าไปนอนข้าง ๆ ด้วยความรู้สึกไม่เข้าใจกับสีหน้านั้นของเขาเลย
“อือ อยากไปส่งก็ไป..จู้จี้จังวะ” แล้วก็เหมือนคุณเชฟจะเห็นว่าผมเคืองเขาจริง ๆ สุดท้ายจึงยอมให้ผมไปส่งเขาที่ร้าน
*****
Mercedes-Benz C-Class Estate คันเดิมขับมาจอดที่หน้าร้านก่อนที่คนในรถจะก้าวขาลงมา แล้ววิ่งเหยาะ ๆ ไปยังทางฝั่งคนนั่งด้านซ้ายเพื่อเปิดประตูให้อีกคนลงจากรถ
“ป้าด! เขามาด้วยกันค่ะสาว” เสียงยัยติ๋มคนดีคนเดิมเอ่ยขึ้นระหว่างกำลังช่วยเ้ากิ๊กเช็ดแก้วกาแฟสำหรับทานที่ร้าน
“ยังไงกันคะคู่นี้..ดูสิดู คุณบอสเขาดูเอาอกเอาใจพี่ตามของเราเนอะ..มีแอบจับมงจับมือกันด้วย อร้ายย! จิ้นอะแก” เ้ากิ๊กนี่ก็ไม่แพ้กัน ทำเอาในอกผมเริ่มปะทุด้วยความไม่พอใจ
“ฉันว่า..คบกันแล้ว ชัว!!” ติ๋มเสริม
“ฉันก็ว่างั้น..เนี่ยมาด้วยกันเผลอ ๆ นอนบ้านเดียวกันด้วยมั้ง อร้ายย..แค่คิดก็เขินแล้วเนี่ย!” กิ๊กพูดต่อและวี้ดว้ายไปด้วยทำเอาความอดทนผมถึงขีดจำกัด
“จะพูดอะไรให้เกียรติพี่ตามเขาด้วยนะ..ถ้าไม่อยากโดนไล่ออก!” ผมต่อว่ายัยสองคนนั้นด้วยน้ำเสียงดุดัน จนยัยพวกนั้นถึงกลับสะดุ้งใหันมารีบมาขอโทษพร้อมกับขอตัวกลับไปทำงานต่ออย่างไว
ไม่มีทางที่พี่ตามจะไปชอบคนแบบไอ้บอสนั่นได้หรอก..เขาน่ะต้องเป็ของผมคนเดียว
*****
หลังจากที่ผมขับรถไปส่งคุณว่าที่แฟนเสร็จ ก็มุ่งหน้ามายังบริษัทของสกายเพื่อนรักต่อทันทีเพื่อแวะไปคุยงานเกี่ยวกับโปรเจคงานที่ผมอยากให้มันช่วยทำแผนโฆษณาโปรโมทคอนโดโครงการใหม่ล่าสุดให้ ซึ่งพอมาถึงเรวัตได้บอกให้ผมมานั่งรอที่ห้องทำงานของไอ้กายก่อน เนื่องจากไอ้กายติดคุยงานกับลูกค้าอีกเ้าอยู่แต่ก็ใกล้จะคุยเสร็จแล้ว
“ไปโดนตัวไหนมาวะเพื่อน..ฮัมเพลงซะเสียงดังเชียว” เสียงไอ้กายเอ่ยแซวมาแต่ไกล เพราะระหว่างรอผมก็นั่งอ่านเอกสารที่เรวัตเอามาให้โดยฮัมเพลงไปด้วย ซึ่งเพื่อนรักก็เดินมานั่งยังโซฟาฝั่งตรงข้ามตามด้วยเรวัตที่เอากาแฟร้อนมาเสิร์ฟให้สีหน้ายิ้ม ๆ
“คุณวาโยฮัมเพลงั้แ่ก่อนเข้ามาในห้องเลยนะครับ” เรวัตแซวบ้างซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนะแต่กลับยิ้มให้ทั้งไอ้กายและเลขาฯของมัน ทำเอาสองคนนั้นมองหน้ากันงง ๆ
“อ่าว! ยังไงคุณวาโย กูถามก็ตอบหน่อยได้ไหมครับ...อยากรู้” ไอ้กายโวยลั่นเพราะผมไม่ยอมเล่าให้ฟังเสียที
“เมื่อคืน..กูไปค้างบ้านตามมา” ผมเริ่มเล่า
“เฮ้ย! จริงดิ..ทำไมเร็วขนาดนี้วะ?” ไอ้กายถามเสียงดัง
“ไม่บอกเว้ย! ว่าแต่มึงเหอะเื่งานไปถึงไหนละ?” ผมรีบเปลี่ยนเื่ทันทีเพราะยังไม่อยากเล่าถ้าเื่มันยังไม่ชัว เดี๋ยวแม่งจะหาว่าผมคิดไปเองอีกเพื่อนรักทำหน้าเสียดายที่ผมไม่เล่าต่อ ก่อนที่จะให้เรวัตเปิดแท็บเล็ตเพื่อพรีเซนต์งานที่เรานัดมาคุยกันวันนี้
“กูว่าช็อตสุดท้ายยังไม่โอว่ะ เดี๋ยวกูบอกลูกน้องให้แก้แล้วให้เรวัตส่งไปให้ดูอีกทีนะ” ไอ้กายว่าซึ่งผมก็พยักหน้าตามนั้น เนื่องจากผมไว้ใจและให้สิทธิแก่มันในการทำงานนี้ได้อย่างเต็มที่
ครืดด ครืดด
มือถือส่วนตัวของสกายที่วางอยู่บนโต๊ะสั่นครืด ๆ เสียงดังก่อนที่เ้าตัวจะหยิบขึ้นมาดูแล้วกดตัดสายทิ้งไป
“ไม่รับเหรอวะ..เผื่อเป็สายสำคัญ” ผมถามก่อนที่ปลายสายจะโทรเข้ามาใหม่อีกครั้ง โดยคราวนี้กลับโทรไปยังเครื่องของเรวัตที่นั่งอยู่ถัดไปจากไอ้กายซึ่งหมอนั่นก็หยิบขึ้นมาดู พลางหันไปมองหน้าเ้านายของมันเองพลันก็ทำสีหน้าลำบากใจแบบสุด ๆ จากนั้นจึงลุกไปรับสายแล้วคุยอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินกลับมารายงานกับเพื่อนผม
“คุณปริ๊นซ์โทรมาครับ..บอกให้คุณรีบโทรกลับด่วน” เรวัตเอ่ยเสียงเครียด
“สรุปใครเป็เ้านายแกกันแน่วะเรวัต..ฉันหรือไอ้ปริ๊นซ์?” สกายต่อว่าเลขาฯเสียงดุ ซึ่งรายนั้นถึงกับก้มหน้าไม่กล้าสบตาคนเป็เ้านายด้วยเพราะเวลาที่เพื่อนผมไม่พอใจมักจะดูน่ากลัวพอสมควร
“ใครวะ..ปริ๊นซ์? อย่าบอกนะ?” ผมที่นั่งฟังอยู่ครู่หนึ่งก็นึกสงสัยเกี่ยวกับชื่อที่เรวัตพูดถึง ก่อนจะนึกออกว่าเ้าของชื่อนั้นเป็ใครจึงรีบหันไปถามเพื่อนตัวเองทันทีซึ่งมันก็พยักหน้ารับแทนคำตอบ
“แม่งกลับมาป่วนอีกแล้วว่ะ..คราวนี้เอาเื่งานมาบังหน้าซะด้วย..ไล่ก็ไม่ได้” สกายว่า
ครอบครัวปริ๊นซ์ค่อนข้างมีหน้าตาทางสังคมหากไอ้กายปฏิเสธไม่ทำโฆษณาให้กับทางนั้นแล้วละก็อาจส่งผลเสียในทางธุรกิจได้ เพราะบริษัทนี้เป็บริษัทที่ไอ้กายสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง นอกเหนือจากกิจการของที่บ้านและตอนนี้ก็อยู่ใน่พิสูจน์ตัวเอง ถ้ามันสามารถทำให้บริษัทนี้ประสบความสำเร็จได้มันก็จะไม่สามารถสละตำแหน่งว่าที่ประธานบริษัทของป๊ามันแล้วปล่อยให้พี่เมฆพี่ชายบุญธรรมที่ป๊ามันรับมาเลี้ยงไว้ก่อนจะมีมันให้มารับ่ต่อแทน
“แล้วไอ้จินรู้เื่นี้หรือเปล่า?” ผมถามต่อด้วยเพราะถ้าไอ้จินมันมารู้ทีหลังว่าปริ๊นซ์กลับมาวอแวอีกมันก็คงไม่อยู่เฉย
“กูไม่อยากเอาเื่ไปกวนใจมันว่ะ ่นี้มันก็ยุ่งพออยู่แล้วด้วย” ไอ้กายว่าพลางทำหน้าเครียด ซึ่งเื่ที่สามารถทำให้มันคิดไม่ตกได้แบบนี้มีอยู่ไม่กี่เื่หรอกครับ
“แต่กูคิดว่ามึงควรบอกเื่นี้กับมันนะ ถ้ามันมารู้ทีหลังจะเป็เื่เอา” ผมก็ได้แค่เตือนเพราะไม่อยากให้เพื่อนทั้งสองคนต้องมานั่งตีกันเพราะเื่บ้าบอนี่อีก
ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันไม่บอกไอ้จินแล้วทำให้พอเกิดเื่จนพวกมันทะเลาะตีกันแบบนี้ บอกเลยครับว่าไอ้สองคนนี้นิสัยเหมือนกันอย่างกับแกะ มันเป็รักแรงเกลียดแรงครับตอนรักกันก็รักกันฉิบหาย แต่เวลาทะเลาะกันทีผมนี่ไม่อยากจะนึกภาพเลย อย่างคราวก่อนที่มันเข้าใจผิดกันเื่ปริ๊นซ์ไอ้จินก็กระทืบไอ้กายจนเกือบตาย
“อืม ก็คงต้องแบบนั้นแหละว่ะ..กูไม่อยากหัวแบะ”
ตกเย็นขณะกำลังเคลียร์บัญชีพร้อมกับเช็กดูข้าวของภายในร้านว่าต้องหาซื้ออะไรเพื่อเติมเข้าสต๊อกอยู่นั้น เ้าติ๋มพนักงานเสิร์ฟสาวก็เดินเข้ามาสะกิดที่สีข้างลำตัวเบา ๆ
“พี่ตามคะ” พอผมเงยหน้ามองไปทางเ้าตัวกลับส่งสายตาไปทางหน้าร้าน เพื่อบอกว่าตอนนี้มีใครสักคนกำลังเดินเข้ามาซึ่งก็คือเ้าคุณลูกค้าขาประจำนั่นเอง
“ม..มาทำอะไรอีกเนี่ย?” ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบเพื่อกันไม่ให้เด็ก ๆ ในร้านได้ยินบทสนทนาระหว่างเรา
“อ่าว ก็มารับเธอไปกินข้าวไง” โยว่าพร้อมกับโชว์มือถือที่หน้าจอขึ้นข้อความว่าอีกคนเอ่ยปากชวนไปกินมื้อเย็น หากแต่เป็ผมเองที่ไม่ได้เปิดเข้ามาดูข้อความด้านใน
“จะไปกินข้าวกันเหรอครับ..แต่วันนี้พวกเปอร์นัดกันแล้วนะครับว่าจะไปฉลองวันเกิดให้ติ๋ม..นี่ผมกำลังจะมาชวนพี่ตามไปด้วยกันอยู่พอดีเลย” จู่ ๆ เ้าเปอร์ก็โผล่แทรกเข้ามาขัดจังหวะบทสนทนาพอดี
“ใช่ไหมติ๋ม?” เด็กหนุ่มหันไปถามเ้าติ๋มอีกครั้ง ซึ่งผมก็มองตามไปยังเ้าหล่อนด้วยความสงสัย
“ใช่? อ๋อ! ใช่ค่ะ..แหะ ๆ” ติ๋มตอบพร้อมกับยิ้มแปลก ๆ
“งั้นเอาแบบนี้ไหม..เราก็ไปด้วยกันทั้งหมดนี่เลยเป็ไง?” หลังจากมองหน้าลูกน้องสลับกับหน้าไอ้โยไปมาสักพัก ผมจึงเป็ฝ่ายเสนอทางออกที่คิดว่าทำให้ทุกคนได้กินมื้อเย็นด้วยกันทั้งหมด
“ขอบคุณที่เลี้ยงนะคะ/นะครับ” เสียงลูกน้องกล่าวขอบคุณโยเสียงดังลั่นที่เสนอตัวเป็คนเลี้ยงมื้อเย็นนี้ทั้งหมด เนื่องจากเสียงส่วนมากสรุปกันว่าจะมาฉลองวันเกิดให้เ้าติ๋มที่บุฟเฟ่ต์หมูกระทะซอยข้าง ๆ ถัดจากร้านของผมนี่เองด้วยเพราะรสชาติที่อร่อย และบรรยากาศดีน่านั่ง
“กินกันให้เต็มที่เลยนะ” โยว่าก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปตักเนื้อหมู ผัก และของกินต่าง ๆ ตามที่ตัวเอง้าผมจึงเดินไปหยิบจานเพื่อมาตักเนื้อสัตว์ของตัวเองบ้าง หากแต่กลับรู้สึกถึงร่างสูงที่กำลังเดินตามมาต้อย ๆ เมื่อหันไปมองก็เห็นโยมันยืนยิ้มแห้ง ๆ อยู่ไม่ไกล
“เคยกินใช่ป่ะ?” ผมถามเพราะเห็นว่าอีกคนมีท่าทีเงอะงะ
“ก็เคยแหละ..แต่ก็ไม่ได้กินมานานแล้วไง เลยจำไม่ได้ว่าต้องเริ่มจากอะไรก่อน” โยพูดพร้อมกับเดินไปหยิบจานใส่อาหารทำเอาผมแสยะยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะพามันไปเดินตักอาหารด้วยกันเสียเลย
“จะกินอะไรล่ะ..เอาสามชั้นไหม หรือซีฟู้ดดี?”
“เอางี้ได้เปล่า? เธอตักเดี๋ยวโยถือให้” โยว่าซึ่งผมก็เห็นด้วยเพราะคิดว่าอีกคนคงเลือกไม่ถูก เลยจัดการตักนั้นนี่แล้วส่งจานให้ถือแทน
หลังจากตักของที่อยากกินมาเรียบร้อยแล้วเราสองคนจึงเดินกลับมาที่โต๊ะ แต่เมื่อมาถึงที่นั่งจากตอนแรกที่วาโยนั่งเลือกข้าง ๆ กลับถูกสลับโดยเป็เ้าเปอร์มานั่งเสียเอง
“อ..อ่าว แล้วจะกินยังไงละเนี่ย?” ผมเอ่ยถามพร้อมกับหันหน้าไปมองคนข้าง ๆ แบบงง ๆ
“ให้คุณบอสเขาไปนั่งแยกต่างหากดีไหมครับ?” เสียงเ้าเปอร์พูดขึ้นโดยหันมายิ้มหน้านิ่ง ๆ ทำเอาผมอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
“พี่เปอร์ แต่บอสพี่ชินเขาอุตส่าห์เลี้ยงเราเลยนะพี่” เ้าติ๋มเอ่ยด้วยสีหน้ารู้สึกไม่ดีและเกรงใจวาโยแบบสุด ๆ
“งั้นเอาแบบนี้แล้วกันนะ” ผมจึงเป็ฝ่ายขอแยกโต๊ะตามไอเดียของเ้าเปอร์โดยผมแยกโต๊ะมานั่งกินกับวาโยสองคน แต่ก็มิวายที่เปอร์จะเดินมานั่งข้าง ๆ อ้างว่าโต๊ะนั้นคนเยอะรู้สึกอึดอัดเลยขอมานั่งด้วย
“พี่ตามครับ เปอร์ย่างเบคอนให้ครับ..นี่อะ” เปอร์ว่าแล้วคีบเบคอนที่ย่างเสร็จมาวางไว้บนจาน
“เออ..ขอบใจ”
“คุณบอสไม่ชอบกินหมูกระทะเหรอครับ? เห็นนั่งนิ่งเชียว” ทำไมผมถึงรู้สึกว่าสองคนนี้เขม่นกันแปลก ๆ นะโยที่นั่งนิ่งมาครู่หนึ่งแล้วก็หันไปยิ้มให้เปอร์ก่อนจะหันกลับมาทางผมแล้วทำสายตาอ้อนอย่างเคย
“เธอครับ..โยก็อยากกินเบคอนบ้างจัง”
“งั้นเอานี่ไปก่อนแล้วกัน..แล้วก็นี่เอาเนื้อหรือเบคอนจากตรงนี้ขึ้นไปปิ้งบนกระทะแบบนี้นะ..ลองทำดู” ผมคีบเบคอนที่เปอร์ย่างให้ใส่ไปในถ้วยของโย ก่อนจะสอนวิธีย่างให้อีกคนไปด้วย
“นี่..มึงลองจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดดูสิ อย่างเด็ด” ผมแนะนำให้คนข้าง ๆ ลองจิ้มกินกับน้ำจิ้มรสเด็ด ซึ่งอีกคนก็ทำตามอย่างว่าง่ายแล้วก็ถึงกับตาลุกวาวขึ้นมาทันที
“หื้ม! น้ำจิ้มอร่อยจริง ๆ ด้วยอะ..ไว้คราวหน้าเรามากินกันอีกเนอะ?” เ้าตัวว่าแล้วยิ้มตาหยีมาทางผมทำเอาใจกระตุกเต้นแรง
“อึ..อืม แต่คราวหน้าต้องชวนพี่ชินมาด้วยนะ”
“ตาม” ระหว่างที่กินกันไปสักพักจู่ ๆ โยมันก็เรียกผมให้หันไปมองทางมัน
“หืม?”
“อยู่นิ่ง ๆ นะ” เ้าตัวยื่นมือเข้ามาใกล้ ๆ แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดมายังริมฝีปากเบา ๆ ก่อนจะเอานิ้วนั้นเข้าปากตัวเองแล้วดูดเลียหน้าตาเฉยทำเอาผมรู้สึกหน้าร้อนขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ครืดด!
“อ่าวเปอร์ มึงจะไปไหนล่ะ..ของกินยังเต็มโต๊ะอยู่เลยนะ?” เ้าเปอร์ลุกขึ้นจากโต๊ะแบบกะทันหัน ทั้งผมวาโยและโต๊ะข้าง ๆ ต่างหันไปมองทางเ้าตัวเป็ตาเดียว
“ผมจะไปห้องน้ำครับ” พูดจบ มันก็เดินฉับ ๆ ออกไปโดยไม่หันกลับมามองยังพวกเราอีกเลย วันนี้เ้าเปอร์มันดูตัวแปลก ๆ นะั้แ่ที่ร้านแล้ว
“ต้องขอบคุณ..คุณบอสอีกครั้งนะคะที่เลี้ยงบุฟเฟ่ต์พวกเรา” เ้าติ๋มและเด็ก ๆ อีกสามคนกล่าวขอบคุณโยอีกครั้งพร้อมกับโค้งศีรษะลงเล็กน้อย
“หึ..ไม่เป็ไร แต่ช่วยเลิกเรียกคุณบอสได้ไหมครับ..เรียกพี่โยดีกว่า” เ้าตัวว่ายิ้ม ๆ
“ได้เลยค่ะพี่โย ว่าแต่พี่ตามกลับกับพี่โยใช่ไหมคะ?”
“อ๋อใช่ ๆ” โยมันรีบพูดแทนผมขึ้นมาทันที ทำเอาเ้าพวกเด็ก ๆ พากันส่งสายตาแซวผมกันยกใหญ่ พวกผมจึงขอตัวแยกออกมาเพื่อเตรียมตัวกลับ ก่อนที่โยจะขับรถมาจอดที่ร้านพลางลงมาเปิดประตูให้แล้วผายมือเชิญผมขึ้นรถ
“เชิญเลยครับ” ผมมองหน้าโยแล้วหัวเราะให้กับท่าทีตลก ๆ
“พี่โยครับ จะเป็อะไรไหมถ้าผมจะขอติดรถไปลงแยกข้างหน้าหน่อย” ทันใดนั้นเอง จู่ ๆ เปอร์ก็เดินเข้ามาแล้วขออาศัยติดรถไปกับพวกผมด้วยแต่ฟังจากน้ำเสียงมันดูแปลก ๆ พิกล
“อ๋อ ได้สิ” วาโยรับคำ แต่สีหน้ากลับดูไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนักผิดกับไอ้เปอร์ที่ดูทำหน้าสะใจ
“เดี๋ยวพี่เปอร์! ไหนบอกว่าจะเลี้ยงหนมพวกเราไงพี่ แกล้งลืมหรือเปล่าเนี่ย?” ศิลป์พนักงานอีกคนของร้าน เดินเข้ามากอดคอเ้าเปอร์พร้อมกับทวงถามถึงสัญญาที่ให้ไว้
“ร..เหรอวะ กูพูดแบบนั้นเหรอ?” เปอร์ถามกลับด้วยท่าทีละล่ำละลัก
“ก็ใช่ดิพี่..งั้นพวกผมขอตัวพี่เปอร์ไปนะครับ” ว่าแล้วศิลป์ก็รีบลากคอเ้าเปอร์ไปทันที ก่อนจะหันมาขยิบตาส่งซิกให้กับไอ้โยซึ่งอีกคนก็ยกนิ้วโป้งให้
“มึงเลี้ยงบุฟเฟ่ต์..ซื้อใจไอ้พวกนี้ชัด ๆ” ผมว่าหากแต่เ้าตัวกลับยิ้มร่ายอมรับทุกข้อกล่าวหา “จะจีบลูกพี่เขาก็ต้องซื้อใจลูกน้องด้วยสิ อิอิ”
โปรดติดตามตอนต่อไป..
--ใช้เงินแก้ปัญหาได้ดีมาก ไอ้ลูกชาย--
______________________________
* Bonjour chéri แปลว่า อรุณสวัสดิ์ที่รัก โดยคำว่า Chéri อ่านว่า เชอ'ริช แปลว่า ที่รัก ทะนุถนอม รัก ยึดมั่นในดวงใจ