ต่งเสี่ยวเสี่ยวร้องเรียกฉินไห่ซู่เอาไว้เสียก่อน
ฉินไห่ซู่ชะงัก ก่อนจะหันกลับไปมอง
เขาเห็นต่งเสี่ยวเสี่ยววิ่งเข้าไปในครัวก่อนจะออกมาพร้อมตะกร้าผักในมือ
"ผู้ใหญ่บ้านคะที่บ้านยังมีเนื้อหมูเหลืออยู่บ้างกับไก่ครึ่งตัว ถ้าผู้ใหญ่บ้านไม่รังเกียจเอาไปให้ป้าทำซุปบำรุงให้กินนะคะ!"
พูดจบ เธอก็ยัดตะกร้าผักใส่มือฉินไห่ซู่
ฉินไห่ซูรีบดันตะกร้ากลับทันที
"ไม่ได้หรอก!แต่ละบ้านก็ต้องประหยัดกันทั้งนั้น อาซู่ยิ่งขาไม่ดีอยู่ ยิ่งต้องบำรุง"
ถึงแม้เนื้อสัตว์ในตะกร้าจะล่อตาล่อใจขนาดไหนก็เถอะแต่ฉินไห่ซู่ก็ยังรับไว้ไม่ได้อยู่ดี
พวกเขาสองสามีภรรยายังมีลูกสาวลูกชายอีกอย่างถึงพวกเขาสองคนจะแก่แล้ว แต่ก็ยังพอทำงานไหวที่บ้านก็ไม่ได้ขาดแคลนขนาดนั้น
ขาของฉินซู่ยังไม่หายดีแถมลูกสาวของเขาก็เป็นห่วงไม่หยุด แบบนี้ก็ต้องบำรุงให้เต็มที่
พูดก็พูดเถอะ ถ้าหลี่เจียวเจียวลูกสาวของมีความคิดความอ่านได้สักครึ่งหนึ่งของต่งเสี่ยวเสี่ยวก็คงดีพวกเขาสองคนก็คงไม่ต้องเป็นห่วงขนาดนี้
เพราะมีสิ่งให้เปรียบเทียบเขาก็ยิ่งเจ็บปวด!
อายุอานามก็ไล่เลี่ยกันทำไมถึงต่างกันขนาดนี้นะ?
ต่งเสี่ยวเสี่ยวดันตะกร้าผักกลับคืนไปให้ฉินไห่ซู่
"ผู้ใหญ่บ้านวางใจเถอะค่ะของกินแค่นี้พวกเรายังมี แต่ฉันอยากจะรบกวนให้คุณช่วยเรื่องหนึ่งค่ะ"
จะให้เขาช่วย ก็ต้องมีของติดมือไม่งั้นใครเขาจะอยากช่วย
พอได้ยินว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวมีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือฉินไห่ซู่ก็เลิกปฏิเสธ เขาถือตะกร้าผักไว้ในมือข้างหนึ่ง
“มีอะไรก็ว่ามาเลยฉันจะลองฟังดูก่อนว่าพอจะช่วยได้หรือเปล่า”
"คืออย่างนี้ค่ะตอนนี้ใกล้จะเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ฉันอยากจะรื้อแล้วสร้างบ้านใหม่น่ะค่ะฉันอยากจะรบกวนผู้ใหญ่บ้านช่วยหาช่างก่อสร้างให้หน่อย วันละหนึ่งหยวนไม่รวมอาหารและที่พัก พอจะได้ไหมคะ?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวบอกความต้องการของตนเอง
รอยร้าวตรงตัวบ้านก็ใหญ่ขึ้นทุกวัน ไหนๆก็คิดจะรื้อสร้างใหม่อยู่แล้ว จะเสียเงินซ่อมให้เปลืองทำไมล่ะ?
เธอเลยถือโอกาสพูดกับผู้ใหญ่บ้านที่มาพอดีจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปบอกอีกเที่ยวหนึ่ง
"วันละหนึ่งหยวนสินะงั้นเดี๋ยวฉันช่วยหาให้ แล้วจะส่งคนมาให้เธอเลือกด้วยตัวเอง"
ค่าแรงวันละหนึ่งหยวนถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียวต่อให้ช่างไม้กับช่างก่อสร้างที่ทำงานจนหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเดือนหนึ่งก็ได้แค่ยี่สิบเอ็ดถึงยี่สิบห้าหยวนเท่านั้น
ค่าแรงวันละหนึ่งหยวนเท่านี้เดือนหนึ่งก็จะได้ค่าแรงประมาณสามสิบหยวนแล้ว ใครจะอดใจได้
ถ้าไม่ใช่เพราะแก่จนกระดูกจะผุบางทีเขาก็อาจจะหน้าด้านรับงานนี้ไปแล้วก็ได้
"รบกวนผู้ใหญ่บ้านด้วยนะคะ!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มร่าเธอควักเงินหนึ่งหยวนออกมาจากกระเป๋า แล้วยัดใส่มือฉินไห่ซู่
"ส่วนอันนี้เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆนะคะ"
ฉินไห่ซู่ไม่ปฏิเสธ หยิบเงินใส่กระเป๋า
"งั้นฉันไปก่อนนะ!"
พูดจบ เขาถือตะกร้าผักมืออีกข้างถือกล้องยาสูบ สูบพลางฮัมเพลงเบาๆเดินออกจากบ้านสกุลฉินไปอย่างสบายอารมณ์
พอฉินไห่ซู่เดินลับตาไปต่งเสี่ยวเสี่ยวก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ หุบลงเธอยกมือขึ้นเคาะหัวตัวเองเบาๆ
"ตายล่ะ! ฉันนี่ขี้ลืมจริงๆ เลย"
"เป็นอะไรไป?"
ฉินซู่เห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวเคาะหัวตัวเองก็เลยถามขึ้นมา
"ฉันมัวแต่ให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยหาคนมาสร้างบ้านให้แต่ลืมบอกให้ผู้ใหญ่บ้านหาบ้านพักให้พวกเราด้วย สร้างบ้านใหม่ต้องใช้เวลาพวกเราต้องมีที่อยู่ชั่วคราวสิเนี่ย ฉันลืมบอกไปเลย"
ดูสมองเธอสิ ทำไมจู่ๆ ถึงขี้ลืมอย่างนี้นะ?
"รออีกสองวันให้ผู้ใหญ่บ้านพาคนมาแล้วค่อยว่ากันไม่ต้องรีบหรอก"
แววตาของฉินซูเต็มไปด้วยความเอ็นดูเขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถอนหายใจ"ก็คงแบบนั้นแหละ"
พอฉินไห่ซู่กลับถึงบ้านหลี่เจียวเจียวก็รีบเข้ามาหาเขาทันที
"พ่อ ถืออะไรมาเหรอคะ?"
ฉินไห่ซู่ส่งตะกร้าผักให้ลูกสาวก่อนจะอธิบาย
"เสี่ยวเสี่ยวให้เนื้อหมูกับไก่ครึ่งตัวเย็นนี้ให้แม่ของลูกเอามาทำซุปไก่"
พอได้ยินแบบนั้นหลี่เจียวเจียวที่เมื่อกี้ยังยิ้มอยู่ดีๆ ก็หุบยิ้มทันทีเธอปิดผ้าคลุมตะกร้าที่เพิ่งเปิดออกแล้ววางตะกร้าลงบนโต๊ะหินกลางลานบ้านอย่างไม่พอใจก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
"พ่อคะ ช่วงนี้บ้านเราลำบากมากเหรอคะ?"
ฉินไห่ซู่รู้สึกสับไปหมด
"ลูกหมายความว่าไง?"
หลี่เจียวเจียวพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
"ในเมื่อครอบครัวของพวกเราไม่ได้ลำบากยังพออยู่ได้ ทำไมต้องรับของจากผู้หญิงคนนั้นด้วยล่ะคะ? ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็แค่อยากจะตบตาคนเท่านั้นพ่ออย่าลืมสิคะว่าตอนที่เธอแต่งงานกับพี่ฉินซู่ได้ยังไงหมายังไงก็เป็นหมาอยู่วันยังค่ำ นิสัยเสียแก้ไม่หายหรอกค่ะ ถ้าเรารับของเขามาวันหลังเขาทำผิดอะไรขึ้นมา เราจะพูดยังไงได้ล่ะคะ?"
ใครจะรู้ว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังคิดจะทำอะไรอยู่?
พักนี้เธอทำเอาพี่ฉินซู่หลงหัวปักหัวปำจนตอนนี้แม้แต่เด็กสองคนนั่นก็ไม่สนิทกับเธอแล้ว
นี่มันเพิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่เองพวกเจ้าหมาป่าหัวเน่าสองตัวนั่นก็ถูกซื้อตัวไปแล้วเหรอ?
หมาป่าก็คือหมาป่า ใครมีของอร่อยให้กินมันก็ตามจมูกคนนั้นไป
พอนึกถึงพี่น้องฉินไห่หยางฉินไห่เยว่ที่ช่วยเหลืองานบ้านทำให้หลี่เจียวเจียวรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก
ฉินไห่ซู่ถึงกับเปลือกตากระตุก
"เด็กคนนี้นี่! พูดจาเหลวไหลอะไรกันเสี่ยวเสี่ยวจะสร้างบ้านใหม่ เลยให้พ่อไปหาคนช่วย แล้วถึงเอาของมาให้พวกเราลูกนี่นะ อายุก็พอๆ กับเสี่ยวเสี่ยว แต่ทำไมถึงต่างกันขนาดนี้นะ!"
เขาไม่รู้จริงๆ ว่าวันๆลูกสาวของเขาคิดอะไรอยู่
ยิ่งพ่อตัวเองเข้าข้างผู้หญิงคนอื่นหลี่เจียวเจียวก็ยิ่งน้อยใจ
"พ่อคะหนูหรือว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวที่เป็นลูกสาวพ่อกันแน่? ทำไมพ่อถึงเข้าข้างเธออยู่ได้ถ้าไม่ใช่เพราะต่งเสี่ยวเสี่ยวเข้ามาขวางหลี่เจียวเจียวคนนี้คงได้เป็นเมียพี่ฉินซู่ไปแล้ว"
"ถ้าลูกยังพูดจาเหลวไหลอีกพ่อจะลงโทษลูกแล้วนะ!"
ฉินไห่ซู่โกรธลูกสาวตัวเองมากเขาพูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ
พอโดนขู่เข้าแบบนี้หลี่เจียวเจียวถึงได้ยอมเงียบปากอย่างไม่เต็มใจ
ช่วงสองวันนี้สวีซิ่วกับเหอเถาฮวาได้เงินมาประมาณร้อยห้าสิบหยวนแบ่งกันสามคนก็ได้คนละห้าสิบหยวน
สองวันนี้ทั้งสองคนหาเงินได้ไม่น้อยช่วงนี้เลยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
สองวันได้เงินเท่ากับเงินเดือนสองเดือนของคนทั่วไปใครจะไม่ตื่นเต้นกันบ้างล่ะ?
แถมชื่อเสียงของหม่าล่าทั่งของพวกเขาก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆพอเลิกงานก็มีคนมามุงกันเยอะแยะ
สวีซิ่วกัดแตงโมเธอหันไปมองต่งเสี่ยวเสี่ยวที่กำลังคำนวณเงิน แล้วก็พูดออกมาด้วยเสียงอู้อี้
"พี่เสี่ยวเสี่ยวฉันได้ยินมาว่าพี่จะสร้างบ้านใหม่งั้นเดือนสองเดือนนี้พี่ก็ไม่มีที่อยู่ไม่ใช่เหรอ? ไปอยู่บ้านฉันก่อนก็ได้นะที่บ้านฉันมีลูกอยู่สามคน แล้วก็ฉันกับแม่ เดี๋ยวฉันให้แม่กับลูกๆนอนห้องเดียวกับฉัน จะได้มีห้องว่างอีกสองห้องให้พวกพี่อยู่ทั้งบ้านเลย!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวปฏิเสธทันที
"ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวฉันให้ผู้ใหญ่บ้านหาบ้านให้สักหลังอีกอย่างบ้านฉันก็ยังมีผู้ชายอยู่ตั้งคนหนึ่ง คงจะไม่สะดวกเท่าไหร่หรอก"