สุดท้ายงานชมดอกเหมยจึงจบด้วยการที่หลิวอ้ายผิงสร้างความประหลาดใจมากมาย แรกเริ่มเื่การประลอง ต่อมาเื่ความมีไหวพริบเพื่อเอาตัวรอดจากการเปลี่ยนตัวไปพรรคมาร สุดท้ายกลับเอาตัวเองเข้าไปแลกเพื่อสร้างอำนาจให้มารดา ผู้คนคิดอย่างไรก็ไร้ทางออกว่าเหตุผลที่นางทำเช่นนี้เพื่อสิ่งใด สรุปแล้วไม่อาจทราบว่าหลิวอ้ายผิงฉลาดหรือเป็คนโง่กันแน่
ส่วนองค์รัชทายาทโจวฉ่างซิ่ง ได้แต่เก็บความลับเื่หลิวอ้ายผิงเอาไว้ในใจ เซียนวรยุทธ์กู่เฟิง เป็บุคคลสูงส่งเช่นใด ในโลกแห่งผู้ฝึกตนต่างรู้ดี ศิษย์ส่วนตัวเช่นนางจะกลายเป็คนโง่ไปได้อย่างไร คงมีแผนการในใจจึงเลือกเสนอตัวเองเช่นนั้น ความสามารถนับได้ว่าเป็ของจริงคงเอาตัวรอดจากพรรคมารได้อยู่กระมัง
เวลาล่วงเลยมาจนถึงคืนก่อนออกเดินทางของหลิวอ้ายผิง สองแม่ลูกเตรียมทุกอย่างไว้อย่างเรียบร้อย ป้ายคำสั่งพิเศษถูกใช้สำหรับจวนหลังเล็กและหลิวอ้ายผิงก็เลือกคนดูแลมารดาที่ดูไว้ใจได้และมีฝีมือมาเพียงเล็กน้อย เป้าหมายไม่ใช่เพื่อการมีอำนาจยิ่งใหญ่อะไร เพียงแต่ใช้เป็เกราะคุ้มกันดูแลมารดาในระหว่างที่นางไม่อยู่เพียงเท่านั้น
“ผิงเอ๋อร์ เพื่อสิ่งพวกนี้เ้าก็เล่นใหญ่เสียจริง” หลิวชุนลี่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี จริงอยู่ที่พรรคมารอันตราย แต่ไม่ใช่กับบุตรสาวของนางอย่างแน่นอน
“ข้าเพียงไม่อยากให้ท่านแม่ลำบากระหว่างที่ข้าไม่อยู่ ท่านก็รอหน่อยนะข้าจะรีบกลับมา”
“ที่นั่นอากาศหนาวเย็นกว่าปกติ เ้าก็หาเสื้อขนสัตว์หนาสวมดีๆ แล้วก็อย่าลืมส่งข่าวมาให้แม่บ่อยๆด้วย” ผู้เป็มารดาเอ่ยกำชับบุตรสาวด้วยความเป็ห่วง
“ได้เลยเ้าค่ะ ท่านแม่ก็ดูแลตัวเองให้ดี หากท่านตามาตอแยอย่าได้ใจอ่อนเชียว” หลิวอ้ายผิงรับรู้ถึงความใจอ่อนของมารดาจึงเอ่ยกำชับอีกครั้ง คนเห็นแก่ตัวเช่นนั้นไม่ข้องเกี่ยวคงสบายใจมากกว่าเป็ไหนๆ ทั้งคู่พูดคุยกันอีกสักพักจึงผล็อยหลับไปท่ามกลางอากาศหนาวเย็น
ยามราตรีพ้นผ่านไปจนถึงรุ่งเช้า หลิวอ้ายผิงที่แต่งตัวในชุดผ้าฝ้ายธรรมดา ทรงผมรวบรัดครึ่งหัวปักด้วยปิ่นไม้ดูไร้รสนิยม อีกทั้งใบหน้ายังไร้การตกแต่งใดๆ กำลังนั่งจิบชาภายในเรือนรับรองของวังหลวงอย่างสบายอกสบายใจ ไม่นานนักขบวนเดินทางจากพรรคมารจึงมาถึง
ท่ามกลางถนนสายยาวที่ทอดไปยังวังหลวง บัดนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คนทั้งสองฝั่งข้างทาง ซึ่งจุดศูนย์กลางความสนใจคงหนีไม่พ้นขบวนอาชาและพ่วงด้วยรถม้าที่ดูหรูหราคันหนึ่ง ผู้นำขบวนในครานี้คืออี้หาน แม่ทัพสูงสุดของพรรคมาร ท่าทางองอาจผนวกกับร่างกายใหญ่โตกำยำ เพียงปรายตามองก็ทำให้ขนลุกชันทั่วร่างได้แล้ว สมกับเป็ผู้นำระดับสูงฝ่ายทหารของพรรคมาร
ยามขบวนเคลื่อนตัวผ่านธรณีประตูวังหลวงที่ใหญ่โต จึงมองเห็นเป็เหล่าขุนนางที่มาร่วมการส่งตัวเครื่องบรรณาการที่มีชีวิตในครั้งนี้ขนาบข้างตามรายทางที่ปูด้วยหินอ่อน เบื้องหน้าจึงเป็เรือนรับรองที่ใหญ่โตสมฐานะ
อี้หานะโลงจากหลังอาชาสีดำตัวใหญ่อย่างคล่องแคล่ว ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้จึงนำทางเข้าไปด้านในเรือนรับรอง ที่บัดนี้มีฮ่องเต้และเหล่าเชื้อพระวงศ์รออยู่ก่อนแล้ว รวมไปถึงคนสกุลหลิวก็นั่งรออยู่ภายใน “ข้ามีนามว่าอี้หาน เป็ตัวแทนพรรคมารที่จะมารับเครื่องบรรณาการในครั้งนี้” น้ำเสียงทุ้มติดห้วนของอี้หานดังขึ้น ไร้ความเคารพใดๆ ต่อฮ่องเต้แห่งแคว้น คนที่เขาเคารพมีเพียงประมุขเจียงจวิ้นเหยียนเท่านั้น
ฮ่องเต้โจวเหวินซิงได้แต่เก็บความไม่พอใจนี้ไว้เพราะทำสิ่งใดไม่ได้ เพียงตำแหน่งผู้นำระดับสูงของพรรคมาร ยังให้ความรู้สึกต้องยำเกรงมากถึงเพียงนี้
คงไม่ต้องเอ่ยถึงประมุขปีศาจผู้นั้น...
สายตาคมกริบกวาดมองรอบเรือนรับรอง คาดเดาได้ว่าผู้ที่นั่งถัดจากองค์ชายองค์หนึ่งไปทางขวาคือเสนาบดีหลิว ส่วนที่นั่งติดกันคือหญิงสาวหน้าตางดงามชนิดล่มเมืองผู้หนึ่ง คงเป็เครื่องบรรณาการในครานี้กระมัง หลิวหนิงฮวาที่รับรู้ถึงสายตานั้นก้มหน้างุดด้วยความกลัว ผู้นำระดับสูงยังให้ความรู้สึกน่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้ หากเป็ประมุขปีศาจนั่น นางคงทนอยู่ไม่ไหวชิงดับลมหายใจตนเองไปเสียก่อนจริงๆ
อี้หานมองเพียงครู่เดียวก็ละสายตาออกไปราวกับไร้สิ่งใดให้สนใจ ไม่มองแม้กระทั่งหลิวอ้ายผิงเครื่องบรรณาการตัวจริงที่นั่งถัดจากหลิวหนิงฮวา บางทีนางก็ดูจืดจางเสียผู้คนมองข้ามจนบ่อยครั้งเหลือเกิน
ฮ่องเต้แห่งแคว้นเอ่ยชวนอี้หานให้นั่งพักผ่อนเนื่องจากเดินทางมาไกล แน่นอนว่าแค่ชวนพอเป็พิธีเท่านั้น รู้ว่าอย่างไรคนพรรคมารไม่มีทางตอบรับรั้งอยู่ที่นี่นานเป็แน่ แล้วก็จริงดังคาด อี้หานเอ่ยปฏิเสธทันควัน
“รถม้าอยู่ด้านนอก เสนาบดีหลิวไปส่งนางด้วยตัวเองเถิด” ว่าจบก็ทิ้งทหารฝีมือดีไว้สองคนควบคุมคนขึ้นรถม้า ส่วนเ้าตัวไม่รั้งรออีกต่อไป หันหลังเดินออกมาจากเรือนรับรองะโขึ้นอาชาด้านหน้าขบวนโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองด้วยความชังที่แห่งนี้ยิ่งนัก
ครอบครัวสกุลหลิวมีเพียงหลิวต้าิ หลิวหนิงฮวา เดินมาส่งด้วยความไม่ค่อยเต็มใจ หลิวชุนลี่ที่เดินจูงมือหลิวอ้ายผิงอยู่ด้านหน้าไร้ซึ่งความโศกเศร้าอย่างที่ควรจะเป็ จึงทำให้เหล่าขุนนางที่ออกันด้านหน้าเรือนรับรองแปลกใจยิ่งนัก พวกเขาต่างคาดเดาไปว่าผู้เป็มารดาคงร้องห่มร้องไห้แทบขาดใจ แต่กลับตรงกันข้ามไปเสียหมด มีเพียงเสียงพูดคุยธรรมดาเพียงเท่านั้น
“ผิงเอ๋อร์ โชคดีนะลูก”
“ท่านก็ด้วยท่านแม่ ไม่ต้องห่วงข้านะเ้าคะ” สองแม่ลูกสวมกอดร่ำลากัน ไม่ได้ให้ความสนใจสิ่งรอบข้างโดยสิ้นเชิง หลิวอ้ายผิงหันไปมองสองปู่หลานที่ตามมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจ โดยเฉพาะหลิวหนิงฮวาที่ใบหน้าเริ่มงอง้ำเล็กน้อย “หากพวกท่านไม่มีอะไรก็ไปเถิด ข้าคงไม่ขอกล่าวลา”
หลิวต้าิเพียงพยักหน้ารับอย่างขอไปที เขารู้สึกโล่งใจที่หลิวหนิงฮวาไม่ต้องไปที่แห่งนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียดายที่ต้องปล่อยหลิวชุนลี่ไป
“หากเ้ามีวาสนาพอ คงได้กลับมาพบกันอีก” หลิวหนิงฮวาพยายามเอ่ยตอกย้ำให้หลิวอ้ายผิงสำนึกถึงชะตากรรมเลวร้ายที่กำลังจะพบเจอ มิใช่มาปั้นหน้ามิรู้ร้อนรู้หนาวอยู่เช่นนี้ หลิวหนิงฮวารู้สึกบางสิ่งช่างกวนใจอย่างประหลาด
“ข้าจะกลับมาอย่างแน่นอน” หลิวอ้ายผิงเอ่ยเพียงเท่านั้นจึงหันหลังก้าวขึ้นรถม้าไป ทิ้งให้ผู้เป็ลูกพี่ลูกน้องเกิดความสับสน ถ้อยคำนั้นก้องอยู่ในหัวรู้สึกว่าตนเองพลาดอะไรไปหรือไม่ เมื่อไม่สามารถหาคำตอบได้จึงสลัดความคิดไร้สาระทิ้งไปเสีย นางสมควรดีใจเมื่อความพยายามทั้งหมดไม่สูญเปล่า ตำแหน่งชายาเอกขององค์รัชทายาทย่อมสูงส่งมากกว่าเครื่องบรรณาการตัวประกันของพรรคมารอยู่แล้ว
ขบวนเดินทางเริ่มเคลื่อนตัวออกไปทางทิศเหนือของเมืองหลวง จนลับสายตาผู้คน เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วจนหลิวอ้ายผิงหัวสั่นหัวคลอน ล้อบดเบียดไปตามพื้นที่ราบเรียบบ้าง เนินเขาขนาดย่อมบ้างลัดเลาะตามทิวเขาและลำธารมากมาย ส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ผ่านเมืองหรือหมู่บ้าน ป้องกันการกลายเป็จุดสนใจ
พรรคมารเปรียบเสมือนเมืองเล็กเมืองหนึ่งที่ปกครองตนเองรายล้อมไปด้วยูเารอบทิศ ซึ่งอยู่ระหว่างเขตรอยต่อติดกับแคว้นหาน อุดมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ และเหมืองแร่ขนาดใหญ่ การปกครองโดยประมุขเจียงจวิ้นเหยียนที่มีความเข้มงวดเป็อย่างมากทำให้ความเป็อยู่มีความเป็ระบบระเบียบ ทางเข้าออกพรรคมารมีเพียงทางเดียว ซึ่งมีการตรวจตราหลายชั้น กองกำลังหนาแน่นวางตามจุดยุทธศาสตร์รอบเขาที่รายล้อม เพียงพบผู้บุกรุกก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน
ขบวนเดินทางใช้เวลากว่าเจ็ดวันจึงเข้าสู่อาณาเขตพรรคมาร หลิวอ้ายผิงมองลอดผ่านม่าน เห็นเหล่าทหารจำนวนมาก ประจำยังจุดต่างๆ ทุกคนล้วนแต่มีร่างกายกำยำในมือยังถือทวนด้ามยาวขนาดใหญ่ให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม
ยามนี้รถม้าได้เคลื่อนตัวผ่านมาถึงหน้าประตูเหล็กที่สูงตระหง่านเป็ปราการแกร่ง ด้านในคือเรือนพักหลังใหญ่หลายหลังที่รายล้อมลานกว้างตรงกลาง ในที่สุดรถม้าก็จอดลง
“ลงมา” อี้หานเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้วนเรียกคนในรถม้าให้ลงมา ที่ผ่านมาอี้หานที่อยู่หน้าขบวนไม่เคยให้ความสนใจสตรีนางนี้เลยสักนิด นางที่อยู่รั้งท้ายขบวนก็ไม่ได้ออกจากรถม้าหากไม่มีความจำเป็จริงๆ
หลิวอ้ายผิงได้ยินเสียงเรียกก็เลิกผ้าม่านขึ้นแล้วก้าวลงมาตามคำเรียก จึงได้เห็นสายตาที่สื่อถึงความแปลกใจ ซึ่งไม่ได้เกินคาดนัก “ท่านจะมองอีกนานไหม” นางถามเขาโดยปราศจากความเกรงกลัว
อี้หานไม่ได้เอ่ยอะไร นำทางไปยังห้องโถงที่ท่านประมุขคงรออยู่ หลิวอ้ายผิงเดินตามเขาเงียบๆ มองซ้ายทีขวาทีอย่างสังเกต เพียงทางเดินที่ทอดยาวเข้าไปด้านในก็ให้ความรู้สึกขุ่นมัวและอึมครึมยิ่งนัก เมื่อถึงห้องโถงที่มีประตูไม้บานใหญ่ปิดอยู่ อี้หานจึงส่งเสียงไปยังด้านใน
“ท่านประมุข เครื่องบรรณาการมาถึงแล้วขอรับ”
“พาเข้ามา” น้ำเสียงทุ้มต่ำติดเ็าเอ่ยตอบ อี้หานจึงผลักประตูเข้าไป
หลิวอ้ายผิงตามหลังไปติดๆ เนื่องจากคนตัวโตด้านหน้าบดบังวิสัยทัศน์ไปเสียหลายส่วน จึงค่อยขยับออกด้านข้าง
มองไปเบื้องหน้าจึงประสานสายตาเข้ากับบุคคลบนที่นั่งสูงคล้ายบัลลังก์ สายตาเ็าดุดันราวมัจจุราชมองต่ำลงมายังบุคคลเบื้องล่าง ใบหน้าหล่อเหลาราว์สรรค์สร้างที่สตรีใดได้ยลต้องสยบกลับไร้ผลใดๆ กับสตรีเช่นหลิวอ้ายผิง นางสบสายตากับบุรุษตรงหน้าไร้ซึ่งความกลัว และไร้ซึ่งความชื่นชมอย่างที่สตรีอื่นเป็
ใบหน้าบุรุษที่อยู่บนบัลลังก์นิ่งเฉยไร้ระลอกคลื่นใดๆ กลิ่นอายสังหารเริ่มแผ่กระจายจนหลิวอ้ายผิงรู้สึกได้ รอยยิ้มของเขาเหยียดขึ้นจนน่าหวาดหวั่น พริบตาเดียวเขาก็มาอยู่ด้านหน้าหลิวอ้ายผิง มือหนากำไปที่รอบคอของนางจนรอบ ยกขึ้นจนตัวลอยครู่หนึ่งก็เหวี่ยงลงพื้นโดยไร้ความปรานี นางไม่มีแม้โอกาสตั้งรับให้ทันเสียด้วยซ้ำ จึงกระอักเืคำโตออกมา
“หลิวต้าิเล่นแง่เช่นนี้ คงอยากเห็นจุดจบของแคว้นเร็วขึ้นสินะ แม่นางผู้นี้ไม่ใช่หลิวหนิงฮวาจับตัวไปขังในคุกใต้ดินเสีย” ถ้อยคำเอื้อนเอ่ยไร้ซึ่งความเมตตา แต่แทนที่จะได้เห็นแววตาหวาดกลัวจากสตรีนางนี้ นางกลับเฉยเมยลุกขึ้นปัดเสื้อผ้าและเช็ดเืที่มุมปากออกก่อนเอ่ย
“ท่านนี่อย่างไร ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ ยังไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาอยู่เช่นเคย”