บทที่ 33 ข้าจะเข้าร่วมการประลอง
ทันใดนั้น ปีศาจที่อยู่รอบ ๆ สนามแข่งขันต่างส่งเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง ทำให้ถังซานรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังอยู่ท่ามกลางฝูงสัตว์ร้าย
ชายร่างั์คนหนึ่งเดินเข้าไปในวงด้านใน ร่างกายสูงใหญ่ของเขาสูงกว่าหนึ่งจั้ง แข็งแกร่งมาก ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายความดุดัน ขนสีดำปกคลุมทั่วร่าง ท่อนบนไม่สวมเสื้อ มีเพียงกางเกงหนังรัดรูปที่เอว
บนหน้าอกมีลายขนสีขาวเป็รูปตัว V ขนาดใหญ่
จากรูปลักษณ์ภายนอก ถังซานสามารถตัดสินได้ว่า คนผู้นี้น่าจะเป็ปีศาจหมี แต่ปีศาจหมีมีหลายตระกูล เขาไม่รู้ว่าหมีตนนี้มาจากตระกูลใด
"นี่คือปีศาจหมีตระกูลหมีคลั่ง เป็ตระกูลนักรบที่แข็งแกร่งในบรรดาปีศาจหมี รองจากตระกูลราชันย์ที่แข็งแกร่งที่สุด พวกเขามีพร์พิเศษ พละกำลังมหาศาล เมื่อโตเต็มวัยจะเป็ผู้แข็งแกร่งระดับหก" กุ๋ยกุ่ยกล่าวเสียงเบา
ตระกูลหมีคลั่ง
ถังซานจดจำไว้ในใจ
เมื่อโตเต็มวัยก็ระดับหกแล้ว เผ่าปีศาจที่แข็งแกร่งพวกนี้ช่างน่าเกรงขามจริง ๆ
ตอนนี้ปีศาจหมีตระกูลหมีคลั่งยืนอยู่กลางสนามแข่งขัน แหงนหน้าคำรามเสียงดัง คลื่นเสียงอันทรงพลังกลบเสียงโห่ร้องรอบข้างจนหมด
"อย่างน้อยก็ระดับเจ็ด" หวังเหยียนเฟิงกล่าวเสียงเบา
นี่คงเป็ยอดฝีมือในตระกูลหมีคลั่งแล้ว
"การประลองท้าชน กติกาเดิม จุดปะทะคือวงกลมใต้เท้าข้า ใช้ขอบวงกลมเป็จุดเริ่มต้นวัดระยะหลังการปะทะ ใครอยู่ใกล้ขอบมากกว่าคือผู้ชนะ" ชายร่างั์ตระกูลหมีคลั่งะโเสียงทุ้ม
ถังซานเพิ่งสังเกตเห็นว่าใต้เท้าเขามีวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหนึ่งจั้ง นั่นหมายความว่าทั้งสองฝ่ายต้องเร่งความเร็วพุ่งเข้าหากัน และปะทะกันในวงกลม หลังการปะทะ ใครถูกกระแทกกระเด็นไกลกว่าคือผู้แพ้
นั่นหมายความว่า ใครเร็วกว่าและเข้าไปในวงกลมได้ลึกกว่าก็จะได้เปรียบ
ดังนั้น นี่ไม่ใช่แค่การประลองพละกำลัง แต่ยังเป็การประลองความเร็วด้วย
"ผู้ที่อยู่ระดับสามไปลงทะเบียนได้แล้ว ใครชนะต่อเนื่องสิบครั้ง หรือไม่มีผู้ท้าชิงอีก จะเป็ผู้ชนะของวันนี้" ปีศาจหมีโบกมือใหญ่ ประกาศเริ่มการประลองท้าชน
ถังซานหันไปถามหวังเหยียนเฟิงข้างกาย "ท่านอาจารย์ ในการประลองท้าชน ตอนที่ทั้งสองฝ่ายปะทะกัน สามารถใช้ทักษะยุทธ์ได้หรือไม่ เช่น ใช้พร์โจมตีคู่ต่อสู้"
"แน่นอนว่าได้ เผ่าปีศาจให้ความสำคัญกับพละกำลังที่สุด แม้การประลองท้าชนจะเป็การประลองที่มีกติการเรียบง่าย แต่ตราบใดที่เ้ามีความสามารถ จะใช้พลังอะไรก็ได้ เพื่อชัยชนะไม่ต้องเลือกวิธี กฎของพวกปีศาจมีเพียงการดูว่าใครคือผู้ชนะ ไม่สนใจกระบวนการ"
ถังซานพยักหน้าเข้าใจ ครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วกล่าว "ท่านอาจารย์ ข้าขอลงแข่งได้หรือไม่"
"หืม?" หวังเหยียนเฟิงชะงัก กุ๋ยกุ่ยก็หันมามองถังซานทันที
"เ้าจะลงแข่ง?" เสียงของกุ๋ยกุ่ยสูงขึ้นเล็กน้อย
"ข้าอยากได้เงิน อยากลองดูสักหน่อย" ถังซานชี้ไปที่รางวัลผู้ชนะบนโต๊ะไกลออกไป
หวังเหยียนเฟิงมองไปที่กุ๋ยกุ่ย กุ๋ยกุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าว "เผ่าบริวารก็สามารถเข้าร่วมแข่งได้ แต่โดยทั่วไปแล้วยากที่จะเทียบกับเผ่าปีศาจ และสำหรับเผ่าบริวาร พวกเขาจะลงมือหนักกว่า ไม่มีการยั้งมือ ถ้าถูกฆ่าก็ถือว่าสมควรแล้ว เ้าจะลองจริง ๆ หรือ?"
ถังซานพยักหน้า กล่าวว่า "ข้าอยากลองดู ท่านอาจารย์ ข้ามีความมั่นใจพอสมควร แม้จะไม่ชนะ ก็คงไม่เสียเปรียบ"
หวังเหยียนเฟิงเข้าใจความสามารถของเขาดี "แต่ในด้านพละกำลังเ้า..."
ถังซานตอบทันทีโดยไม่ลังเล "ใช้ความชาญฉลาดเอาชนะกำลัง เมื่อการประลองท้าชนไม่สนใจกระบวนการ ดูแค่ผลลัพธ์ ข้าก็มีโอกาสชนะ"
หากไม่ได้พบกับเหม่ยกงจื่อในวันนี้ เขาคงไม่คิดจะเข้าร่วมการประลองท้าชน ก่อนที่จะสร้างกำแพงเมืองขึ้นมาจริง ๆ การซ่อนเร้นตัวตนคือทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่หลังจากได้พบเหม่ยกงจื่อในวันนี้ จิตใจของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เวลาไม่คอยท่า เขาไม่อาจฝึกฝนอย่างเรื่อยเปื่อยได้อีกต่อไป แม้จะเสี่ยงอันตรายบ้าง เขาก็ต้องทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็ว มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น เขาถึงจะมีโอกาสได้อยู่เคียงข้างและปกป้องนาง
กุ๋ยกุ่ยกล่าวเสียงเบา "อันตรายเกินไปแล้ว ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ไม่ดีทั้งนั้น"
ถังซานหยิบผ้าผืนหนึ่งออกมาจากอก เป็ผ้าที่เขานำติดตัวมาจากโรงเตี๊ยม เขาพับผ้าเป็รูปสามเหลี่ยมแล้วปิดใบหน้า ผูกไว้ด้านหลังศีรษะ ปิดบังรูปโฉมของตน
ถังซานกล่าว "ท่านอาจารย์ ท่านอากุ่ย หลังจากข้าแข่งขันเสร็จจะกลับเอง พวกท่านไม่ต้องสนใจข้า แบบนี้ก็จะไม่มีใครจำได้"
หวังเหยียนเฟิงคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว "ไปเถอะ ระวังตัวด้วย เ้าจะสมัครระดับสามหรือระดับสี่? ถ้าระดับสาม อาจซ่อนพลังได้บ้าง คงไม่มีใครจับได้"
ถังซานตอบ "ระดับสี่ดีกว่า รางวัลมากกว่า ท่านอาจารย์ เช่นนั้นข้าไปก่อนนะ" ถังซานพูดพลางย่อตัวแทรกเข้าไปในฝูงชนด้านหลัง
"ท่านจะปล่อยให้เขาไปแข่งจริง ๆ หรือ?" กุ๋ยกุ่ยมองไปที่หวังเหยียนเฟิงอย่างไม่อยากเชื่อ "แล้วเื่ระดับสี่นี่อย่างไร? เขามีพลังระดับสี่จริงหรือ?"
หวังเหยียนเฟิงพยักหน้าพลางกล่าว "เด็กคนนี้ไม่อาจตัดสินได้ด้วยหลักการทั่วไป แม้จะอายุเพียงเก้าขวบ แต่เขาหนักแน่นกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันมาก แม้จะเรียนกับข้าเพียงปีเดียว แต่เขาทำให้ข้ารู้สึกว่าทำอะไรก็ต้องมีความมั่นใจเสมอ เขาคงมีแผนการของตัวเอง"
ตลอดปีที่ผ่านมา เขาประสิทธิ์ประสาทความรู้ด้านต่าง ๆ ให้ถังซานและเด็ก ๆ อีกสี่คน แต่ก็เพราะสิ่งที่ถังซานสอนให้เขา ทำให้พลังของเขาก้าวหน้าอย่างชัดเจน จนแตะขอบระดับสี่ระดับสูงสุดภายในปีเดียวเท่านั้น! สิ่งนี้เป็เื่ที่คิดไม่ถึงมาก่อน
ดังนั้นความรู้สึกที่มีต่อถังซานจึงต่างจากเด็กอีกสี่คน และเขาก็รู้ดีว่าถังซานก้าวขึ้นระดับสี่แล้ว อายุเพียงแค่เก้าขวบก็บรรลุระดับสี่ แม้แต่ในเผ่าปีศาจที่มีพร์พิเศษก็หาได้ยาก ยกเว้นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งเป็พิเศษแต่กำเนิด ในตระกูลหมาป่าวายุเขาไม่เคยเห็นผู้ใดมีพลังระดับสี่ั้แ่อายุเก้าขวบ นั่นหมายความว่าถังซาน เด็กที่มีหมาป่าวายุสถิตร่างนี้ มีพร์เหนือกว่าหมาป่าวายุสายเืแท้เสียอีก
ในฐานะเผ่าพันธุ์บริวาร ปกติแล้วไม่มีทางเกิดกรณีเช่นนี้ได้ จึงเห็นได้ว่าถังซานมีพร์พิเศษเพียงใด
แม้แต่หวังเหยียนเฟิงเองก็ไม่เข้าใจศิษย์ของตนคนนี้ ว่ามีพลังระดับใดกันแน่ ถังซานแทบไม่เคยเข้าร่วมวิชาการต่อสู้เลย วันนี้ถังซานขอเข้าร่วมการประลองท้าชนเอง ในการแข่งขันที่อันตรายไม่สูงนัก เขาก็อยากดูว่าถังซานจะทำได้ถึงระดับใด
ถังซานแทรกตัวผ่านฝูงชน เมื่อครู่เขาเข้าใจกฎการให้รางวัลแล้ว ไม่ว่าจะแข่งขันระดับใด เพียงชนะหนึ่งครั้งก็จะได้รับเหรียญหลิงซีหนึ่งเหรียญ รางวัลนี้สำหรับชนชั้นบริวารถือเป็ราคาสูงลิบ
ดังนั้นเมื่อเขาไปถึงจุดรับสมัคร จึงเห็นบริวารมนุษย์และเผ่าพันธุ์บริวารอื่น ๆ มาสมัครไม่น้อย เห็นได้ชัดว่า้าเอาชนะสักครั้งเพื่อรับเหรียญหลิงซี
ในการแข่งขันแต่ละระดับ มีเพียงผู้ชนะเท่านั้นที่จะได้รับเหรียญธาตุ ยิ่งระดับสูง รางวัลเหรียญธาตุก็ยิ่งมาก
เมื่อได้รับรางวัลเหรียญธาตุ ยังสามารถเลือกเหรียญธาตุที่เข้ากับธาตุของตนได้
แน่นอนว่าถังซานไม่ได้มาเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อเหรียญเหล่านี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เขา้าใช้การแข่งขันที่มีหลากหลายเผ่าพันธุ์นี้ ฉวยโอกาสดูดพลังสายเืของฝ่ายตรงข้ามมาเป็ตราประทับสายเื เพื่อยกระดับพลังเสวียนเทียนของตน และเพิ่มทักษะยุทธ์ต่าง ๆ ที่มาจากตราประทับสายเื
ทักษะยุทธ์ต่าง ๆ มีประโยชน์แตกต่างกัน พร์ของเผ่าปีศาจแต่ละเผ่าก็มีพลังต่างกัน ยิ่งมีทักษะยุทธ์มาก ความสามารถในการควบคุมก็ยิ่งแข็งแกร่ง
เช่น พร์คมมีดวายุที่ได้จากสายเืหมาป่าวายุในตอนนี้ มีอานุภาพประมาณระดับสี่ ส่วนดาวคะนองวูบไหวของเสือดาววัชระ จริง ๆ แล้วน่าจะอยู่ระดับสาม ยังไม่ถึงระดับสี่ เพราะตอนที่จูเจียซินพบเขานั้นาเ็สาหัส พลังสายเืจึงอ่อนแอ
ตราประทับสายเืเหล่านี้สามารถพัฒนาได้ด้วยการกลืนกินพลังประเภทเดียวกันเพิ่ม จุดนี้ถังซานมั่นใจแล้วจากการทดลองกับหมาป่าวายุ
ดังนั้นจุดประสงค์สำคัญที่สุดที่เขามาแข่งคือ้ากลืนกินพลังสายเืของเผ่าปีศาจเพื่อเพิ่มพูนพลังของตน