ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    จิ้งจอกกลางแสงจันทร์ 1


    หลับลงไปได้สักครู่ ซูเจินก็ทนข่มตาลงไม่ได้อีกเมื่อนึกถึงคำพูดตอนเย็นของจือเหลียง ถึงเขาจะบอกว่าจะมิปิดบังแต่นางก็ดูออกว่าเขายังมีเรื่องปิดบังอยู่ คนผู้หนึ่งจะมีเหตุผลใดที่ต้องปิดซ่อนตัวตนของตนเอาไว้อย่างมิดชิดถึงเพียงนั้นเด็กกำพร้าผู้หนึ่งต้องเผชิญกับสิ่งใดมาถึงได้มีแววตาเช่นนั้นได้ เป็นพี่น้องกันแท้ๆ ไฉนจึงได้แตกต่างกันเช่นนี้หรือแท้จริงแล้วพวกเขามิได้ต่างกันเลย?เอาเถิด…นางจะไม่คาดคั้นเอาสิ่งใด เมื่อเขาพร้อมเล่าก็คงเล่าให้ฟังเองเมื่อปัดไล่สิ่งกวนใจออกไปจากหัวได้แล้ว จึงตัดสินใจลุกขึ้นหย่อนขาลงพื้น พลันสายตาเหลือบเห็นวิญญาณสาวนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูแล้วก็เหมือนเซียนองค์หนึ่ง แต่ความสงบนิ่งภายนอกมิได้ส่งไปถึงดวงตา ที่แม้จะดูเรียบนิ่งแต่กลับสะท้อนหลากหลายอารมณ์อีกหนึ่งในสิ่งกวนใจของข้า…เหมือนซูซูจะรู้ตัวว่าซูเจินมองอยู่ แววตาก็พลันกลับไปดูเจ้าเล่ห์เหมือนเดิม มองมายังนางอย่างสงสัย ‘นอนมิหลับหรือ?’“แล้วเจ้าเล่ามินอนหรือ?” ซูเจินถามกลับไป ก่อนจะเดินมานั่งที่เก้าอี้ยาวข้างหน้าต่างข้างๆกัน‘ข้ามิเคยหลับ’นางตอบก่อนจะหันกลับไปมองยังดวงจันทร์กลมโต ที่นางเพิ่งเห็นว่าสวยกระจ่างเพียงใด ‘ยามข้าหลับตาลงคราใด ภาพเหล่านั้นก็ยังเด่นชัดแม้ในยามฝัน ข้าพยายามแล้วซูเจิน’นางหลุบตาลงพยายามซ่อนดวงตาที่ฉ่ำวาวนั่น‘ข้าพยายามแล้วแต่ใจข้ามิเคยสงบได้เลย เมื่อภาพเหล่านั้นยังฉายชัดในใจข้าก็มีแต่ความโกรธเกรี้ยว ดำดิ่งสู่ความมืดมิดลงเรื่อยๆ ดังนั้นข้าจึงหวาดกลัวที่จะหลับ’‘หวาดกลัวว่าข้าจะถลำลึกจนหลงลืมตัวตนไป’เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูเจินก็สะท้านในใจ จนเมื่อรู้ตัวอีกทีก็เอื้อมมือออกไปโอบกอดนางไว้แล้ว ก่อนหน้านี้มิเคยสัมผัสนางได้เลย แต่ตอนนี้กลับกำลังโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนมิรู้ว่าเพราะเรากำลังจะไปยังที่ที่เกิดเรื่องราวอันแสนเจ็บปวดหรืออย่างไร? ซูซูที่มิเคยเผยความในใจเลยถึงได้ยอมบอกเล่าให้ฟังซูเจินเข้าใจว่านางรู้สึกเช่นไร ความทรงจำของนางที่ได้รับมาทำให้หวาดหวั่นที่จะไปยังที่แห่งนั้นเพียงไร หรือความทุกข์ทรมานของนางก็ใช่ว่าจะมิรู้ เพราะเข้าใจนาง ซูเจินจึงอยากให้นางสะสางเรื่องราวเหล่านั้นให้จบสิ้นไปแม้มิได้ปลดเปลื้องความทุกข์ออกหมด แต่ก็คงจะทำให้ใจของนางสงบลงได้บ้าง‘ข้าดีใจที่ได้เจอเจ้า’หลังจากเผยความรู้สึกต่อกันไปแล้ว นางกับซูซูก็นั่งชมจันทร์กันอยู่ครู่หนึ่งทำให้อดคิดในใจมิได้เหตุใดวันนี้ถึงมีแต่คนมาเผยความในใจกับนางมากมายเพียงนี้?นางมิชื่นชอบบทเศร้าโศกน้ำตาแตกเช่นนี้เลยจริงๆ นางมาจากภพที่ทุกอย่างก้าวไปไกลกว่าที่นี่มาก การที่มีคนมาเอ่ยสาบานจะติดตามไปทุกชาตินั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปมิได้ ยิ่งมาเจอกับเรื่องราวอันน่าเศร้าเช่นนี้ก็คงมิมีวันได้พบแน่ รักกันซาบซึ้งถึงวิญญาณเช่นนั้นคงเห็นได้เพียงในนิยายหรือละครเท่านั้นในชีวิตจริงที่ทุกคนต่างไขว่คว้าผลประโยชน์ หรือวิ่งตามโลกอันทันสมัยจะหาคนที่รักกันจริงก็ยังยากเลย แทนที่จะดีใจจนน้ำตาไหล นางกลับคิดว่ามันเป็นภาระเสียจนต้องหลั่งน้ำตาแทนมิต้องมีใครมาสาบานติดตามนางหรอก!มิต้องมาคาดหวังสิ่งใดกับนางด้วย!นางเพียงอยากใช้ชีวิตที่ในชาติก่อนมิมีโอกาสได้ทำ อยากเที่ยวเล่นให้สาแก่ใจ อยากลองมีสามีดูสักครั้ง อยากจะครองโลกนี้ดูบ้าง!ใช้ชีวิตที่ไม่น่าเบื่อจนเกินไป เมื่อถึงบั้นปลายชีวิตก็หาที่สงบๆอยู่กับคนที่รัก ทอดกายฝังร่างเคียงข้างกันเท่านี้นางก็พอใจแล้วมิได้คาดหวังให้เป็นเช่นนี้เลยไม่เลยจริงๆ เฮ้อ…‘เจ้าเบื่อหน่ายหรือ? หากนอนมิหลับ เจ้าอยากลองแช่บ่อน้ำร้อนดูหรือไม่?’“หือ ที่นี่มีบ่อน้ำร้อนด้วย? มิเห็นเคยได้ยิน”‘ย่อมมี แต่ลึกเข้าไปในป่านอกเขตหมู่บ้านไปไกลเสียหน่อย เป็นบ่อน้ำที่มีปราณธรรมชาติอยู่มาก เหล่ามารอสูรใช้รักษาบาดแผลหรือแม้แต่เพิ่มพลัง เทพเซียนบางองค์ก็ใช้อาบแช่ยามพลังแตกซ่านให้สงบลง มนุษย์ธรรมดาได้ดื่มกินหนึ่งหยดรักษาโรคภัย พิษ และบาดแผลได้ หากนำมาปรุงโอสถก็สามารถเพิ่มพลังเลื่อนขั้นได้’ ได้ยินสรรพคุณมากมาย ซูเจินก็ได้แต่อ้าปากค้าง“มีของดีเพียงนี้มิมีคนทำทุกวิถีทางที่จะเข้ามาเอาไปหรอกหรือ?” นางว่าคงแทบจะบุกเข้ามาเอากันจนบ่อน้ำเหือดแห้งหมดแล้วกระมัง‘ถึงได้มีเทพอสูรมาคอยคุ้มครองอย่างไรเล่า ในเขตป่านั้นมีของวิเศษมากมาย องค์เทพผู้เป็นใหญ่จึงได้ให้เทพอสูรมาเฝ้าไว้มิให้คนโลภมาเอาไปได้ แต่ก็มิได้กีดกันผู้ที่เหมาะสมหรอก’อ้อ ถึงได้ยกพวกมาตั้งถิ่นฐานกันพวกโลภมากเอาไปใช้สินะ ถึงว่าทำไมถึงได้เป็นที่โจษจันว่าอันตรายมีผู้คนเอาชีวิตมาทิ้งนักหนาเดี๋ยว! หากเป็นเช่นที่ว่า เช่นนั้นที่นี่ก็เป็นดังขุมสมบัติมิใช่หรือ? มาตั้งอยู่ท่ามกลางสมบัติล้ำค่ามากมายถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าเหตุใดถึงได้ปิดที่นี่ไว้เป็นความลับ ทั้งเจี่ยเจียก็ดูกังวลว่าที่ตั้งหมู่บ้านจะถูกเปิดเผยนักหากคนภายนอกล่วงรู้เข้า คาดว่าต่อให้ต้องมีการนองเลือดก็คงทำทุกวิถีทางให้ได้หมู่บ้านไปแน่ และคงใช้วิธีที่แม้จะสกปรกเพียงใดพวกมันก็คงไม่ลังเลแย่แล้ว!ซูเจินทำหน้าตาตื่นมองซูซูอย่างตกใจ นางเพียงหัวเราะกับท่าทางของอีกฝ่ายเบาๆ ‘เจ้าเพิ่งตระหนักได้หรือ?’“เจ้ามิเคยบอกข้า”‘เช่นนั้นต่อไปจะทำสิ่งใดก็คิดให้รอบคอบเถิด’ท่าทีที่มิได้เดือดร้อนสิ่งใดนั่นทำให้หงุดหงิดอยู่ไม่น้อย เห็นว่ามิใช่เรื่องของตนเองกระมัง ใช่สิ เจ้าตายไปแล้วจะยังต้องกังวลสิ่งใดกัน“ข้าไม่อยากไปแล้ว” บอกทั้งยังทำหน้างอง้ำ‘หากแช่แล้วจะคงความอ่อนเยาว์ได้นับสิบปีเลยหนา’จ๋อม…อ่า…อุ่นสบายดีจัง บ่อน้ำร้อนขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มาก แต่หากก็ถูกล้อมรอบด้วยดอกไม้ต้นไม้นานาพันธุ์ น้ำในบ่อก็มีสีเขียวมรกตสวยงาม ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น‘คิดถูกที่มาใช่หรือไม่?’ ซูซูนั่งอยู่บนโขดหินตรงหน้าหัวเราะเสียงใส นางเพียงแค่หย่อนเท้าแช่น้ำร้อนเท่านั้นมิเหมือนซูเจินที่เปลือยทั้งตัวลงแช่น้ำเลยทีเดียวก็แหม…ที่แห่งนี้มิมีใครอยู่เสียหน่อย เห็นจะมีก็แต่หมู่มวลวิหคที่เอ่อ…หน้าตาแปลกๆ แต่ก็แค่แปลกไปบ้างนิดหน่อยเท่านั้นกับผีเสื้อหลากสีตัวใหญ่เป้งเท่าฝ่ามือ แถมมีเขี้ยวงอกออกมาด้วยนั่นใช่ผีเสื้อแน่หรือ! มันคงไม่กัดข้าใช่หรือไม่?“มาลงแช่แบบนี้มิเป็นไรหรือซูซู? ไหนเจ้าบอกว่ามีทั้งเทพอสูรทั้งสัตว์อสูรค่อยเฝ้ามิใช่หรือ?” ว่าแล้วก็หันมองอย่างระแวดระวัง ตอนมาถูกนางล่อลวงไม่ทันคิดสิ่งใดมาตระหนักก็ตอนลงแช่น้ำเสียแล้ว‘มิเป็นไรหรอกน่า เจ้าแช่ให้สบายเถอะ’ถึงจะยังระแวงอยู่บ้างแต่ซูเจินก็ลงแช่น้ำอย่างสบาย น้ำที่นี่อุ่นร้อนกำลังดีทำเอาเคลิบเคลิ้ม ลูบไล้แขนขาดำผุดดำว่ายเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ทั้งยังหยอกล้อเล่นกับซูซูจนหลุดเสียงหัวเราะดังลั่นเห็นนางยิ้มแย้มได้ซูเจินก็เบาใจไปด้วยโฮกกกกกก!สวบๆๆ“บัดซบ!”ในเขตป่าอาถรรพ์ที่ซึ่งควรจะไร้ผู้คน กลับมีชายร่างกายสูงใหญ่กำยำกำลังวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้านหลังนั้นปรากฏสัตว์อสูรตัวใหญ่ ลักษณะคล้ายเสือท่าทีดุดันวิ่งไล่ตามติดผู้บุกรุกยามวิกาลชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่ร่างกายกำยำผู้นี้คือ ‘เจิ้นฮุ่ยเว่ย’ ชินอ๋องแห่งแคว้นหนานเจียงอันยิ่งใหญ่อันเป็นเส้นทางการค้าขาย เรียกได้ว่าเจริญรุ่งเรืองยิ่ง เป็นแคว้นมหาอำนาจที่สุดในห้าแคว้นใหญ่ เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาลไปเมื่อสี่ปีก่อน ปกครองโดย ‘ฮ่องเต้เจิ้นเจี่ยเจิง’ อดีตองค์ชายสิบหก โอรสองค์สุดท้ายทั้งยังเป็นน้องเล็กที่สุดในบรรดาองค์หญิงองค์ชายทั้งหลาย เป็นผู้ซึ่งองค์ไทเฮาโปรดปรานรักใคร่ที่สุดภายหลังการแย่งชิงระหว่างเหล่าองค์ชายจบลงแล้ว เมื่อแต่งตั้งฮ่องเต้พระองค์ใหม่ ก็แต่งตั้งองค์ชายเก้าขึ้นเป็นชินอ๋องทันที ทั้งยังพระราชทานเงินทองและสิ่งของอีกมากมาย พร้อมแต่งตั้งเป็นอ๋องหมวกเหล็กมีการฉลองอย่างยิ่งใหญ่พร้อมกันกับพระองค์ด้วยฮุ่ยชินอ๋องหรือแม่ทัพใหญ่กำลังวิ่งทะยานหนีสัตว์อสูรขั้นแปดอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ในเขตป่าอาถรรพ์แห่งนี้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะกวาดสายตามองหาสิ่งที่เขาต้องเข้ามาเสี่ยงอันตราย ถึงเขาจะมีวรยุทธ์สูงส่งปานใดก็มิมีทางที่จะสู้กับสัตว์อสูรขั้นแปดได้โดยที่มิมีบาดแผล อีกทั้งตอนนี้เขาก็มิเวลาไม่มากนักโฮกกกกกกก!ชายหนุ่มชะลอความเร็วลงเมื่อเห็นว่าอสูรขั้นแปดได้หยุดการไล่ล่าพระองค์ แม้จะแปลกใจแต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีแต่ถึงอย่างไรก็ยังมิอาจไว้วางใจได้ คิดได้ดังนั้นชินอ๋องก็เร่งวิ่งออกไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว วิ่งลัดเลาะไปตามทางไม่ทันไรก็ต้องหยุดวิ่ง เมื่อวิ่งตัดพุ่มไม้แล้วทะลุออกมายังบริเวณที่เป็นที่กว้าง ก่อนจะเจอสิ่งที่กำลังตามหาอยู่บ่อน้ำอสูรแต่หากยังมิทันก้าวเท้าเข้าไป ชินอ๋องก็ต้องชะงักเมื่ออยู่ๆก็มีบางอย่างผุดขึ้นจากบ่อน้ำอย่างกะทันหัน เมื่อมองดูดีๆแล้วจึงกระจ่างแจ้งว่าสิ่งที่เห็นมีรูปร่างเป็นสตรี!ทั้งยังเปลือยเปล่าทั้งตัว!!ฮุ่ยชินอ๋องตกใจจนดวงตาเบิกกว้าง เมื่อเห็นถึงทรวดทรงองค์เอวสตรีที่อยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน ทั้งยังเห็นดอกบัวคู่รำไรจากม่านเกศางาม และยังส่วน…ส่วนนั้น อะแฮ่ม!มิรู้ว่าเป็นเพราะชินอ๋องเก็บอาการเสียงดังไปหรืออย่างไรสตรีนางนั้นจึงรู้สึกตัว ก่อนจะหันมามองพระองค์ตาโต ทั้งยังอ้าปากกว้างอย่างเสียกิริยา และยัง…“กรี๊ดดดดดดด”