ราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล]

    บทที่ 32 ยันต์เลือดที่บ้านป้ากวน (2)

             

            ในสายตานักปรัชญามากมายกลยุทธ์เมืองว่างของขงเบ้งประกอบด้วยหลักปรัชญาลึกล้ำของเล่าจื๊อที่ว่า “มีกับไม่มีเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา” เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน สะเทือนเลื่อนลั่นตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

            ถ้ายันต์เลือดแผ่นนี้ต้องการบอกผมถึงหลักเหตุผลของกลยุทธ์เมืองว่างล่ะก็ผมควรจะเริ่มต้นศึกษาอย่างไร

            “ป้ากวน...”นานแล้วที่ผมไม่ได้ยินเสียงป้ากวน ผมจึงอดร้องเรียกไม่ได้

            แกขานรับผมห่างออกไปเสียงอยู่ไกลอออกไปสิบกว่าก้าวแล้ว

            “ป้ากวนครับ อย่าเพิ่งไป ภาพที่ป้าทิ้งไว้มีความลับอะไรกันแน่”ผมกลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถเรียนรู้ความลับของยันต์เลือดได้จะทำให้ผลงานที่ป้ากวนทุ่มเทด้วยเลือดเนื้อก่อนตายสูญเปล่า

            “วันตายของ...ป้า...มาถึงแล้ว...ชีวิตเป็นเพียงเปลือกนอก...คนสามัญพาดเป็นบันไดส่ง...ผู้มีปัญญา...เหาะ...ขึ้นสู่สวรรค์...” เสียงแกไกลออกไปทุกทีสุดท้ายดูเหมือนไกลออกไปร้อยก้าว

            ผมจำเป็นต้องลืมตาขึ้นแล้ว ทั้งๆที่รู้ว่าไม่อาจมองเห็นป้ากวนที่พูดได้ แต่ขณะนี้ถ้าไม่ลืมตาก็จะรั้งแกไว้ไม่ได้

            ทุกอย่างในห้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงป้ากวนยังคงเอนพิงขอบเตียงอยู่ในท่าเดิม เกรงว่าร่างแกคงเย็นแล้วที่ผมลืมตาขึ้นไม่ใช่มองแก แต่มองเสียงที่ล้อมขื่ออยู่ไม่หายไป

            “ป้ากวน ป้ากวน ป้ากวน...” ผมเรียกติดๆกันสามครั้ง แต่กลับไม่ได้ยินเสียงตอบแล้ว ผมถึงกับคอตก รู้สึกห่อเหี่ยว

            ครั้งนี้ผมเข้าใจความหมายของครึ่งภาพนั้นแล้ว

            ครึ่งภาพนี้มีความหมายว่าโจรญี่ปุ่นตั้งทัพใหญ่และปืนใหญ่ไว้ฝั่งเหนือของแม่น้ำเหลืองพุ่งปลายหอกไปที่ฝั่งใต้ของแม่น้ำเหลืองในกองทัพญี่ปุ่นมีทหารช่างฝีมือดีในการสร้างสะพานทุ่นลอย เมื่อเจอกับแม่น้ำเหลืองที่กระแสน้ำไม่เชี่ยวกรากพวกเขาสร้างสะพานทุ่นลอยได้อย่างง่ายดาย สำหรับให้กองทัพข้ามแม่น้ำขณะที่ปืนใหญ่มีระยะยิงไกลมาก ฝั่งใต้ของแม่น้ำเหลืองอยู่ในระยะยิงด้วยศักยภาพในการป้องกันของกองทัพจีนขณะนั้น จะถูกทำลายอย่างย่อยยับท่ามกลางห่ากระสุนปืนใหญ่ตัวหนังสือภาษาญี่ปุ่นในยันต์เลือด มีความหมายว่า “เตรียมพร้อม ยิง ข้ามแม่น้ำ”พอจะนึกภาพได้ว่าทันทีที่การสู้รบเกิดขึ้นโจรญี่ปุ่นที่ฝั่งเหนือของแม่น้ำจะบุกข้ามแม่น้ำเหลืองทันที ตรงไปที่เมืองจี่หนาน

            ใช่แล้ว ที่กล่าวถึงนี้คือศึกข้ามแม่น้ำเหลืองที่โจรญี่ปุ่นรุกลงใต้ไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยตัวหนังสือ เส้นพู่กันที่ขีดตั้งและขวางเหนือกว่าคำบรรยายนับพัน

            เมืองจี่หนานทางฝั่งใต้ของแม่น้ำชาวบ้านหลายหมื่นคนเหมือนเทียนไขท่ามกลางสายลม อธิษฐานเงียบๆ ต่อสวรรค์ต่อพระพุทธองค์ขอให้รอดชีวิต

            ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ชัดเจนว่าหลังจากโจรญี่ปุ่นข้ามแม่น้ำเหลืองแล้วชาวเมืองจี่หนานเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้ายทารุณยิ่งกว่าในเหตุการณ์นองเลือดวันที่30 พฤษภาคม ในขณะนั้นถ้ามีวีรบุรุษก้าวออกมาทำการโจมตีขัดขวางทัพญี่ปุ่นที่ฝั่งแม่น้ำที่หนาวเย็นบางทีอาจจะสามารถเปลี่ยนชะตากรรมของเมืองจี่หนานและชะตากรรมของชาวจี่หนาน

            วงล้อประวัติศาสตร์หมุนผ่านปี 1937 ไปแล้วไม่มีใครรู้ว่าการข้ามแม่น้ำเหลืองของโจรญี่ปุ่นครั้งนั้นราบรื่นหรือเผชิญอุปสรรค...“ป้ากวนรู้ไหม บางทีอาจจะรู้ ไม่เช่นนั้นก่อนจะเสียชีวิตแกจะทิ้งยันต์เลือดแผ่นนี้ไว้เพื่ออะไรถ้าแกรู้ความจริง แล้วทำไมจึงจากไปอย่างกะทันหัน ไม่ทิ้งความจริงไว้”

             

            ในยันต์เลือดดูเหมือนจะซ่อนการคำนวณหยินหยางนับไม่ถ้วนไว้แต่เวลานี้ความรู้ของผมที่มีต่อวิชาหยินหยางยังไม่สามารถเข้าใจเบาะแสที่อยู่ในนั้นได้อย่างแม่นยำ

            ป้ากวนทิ้งยันต์เลือดไว้พร้อมกับทิ้งปริศนานับไม่ถ้วนไว้ด้วย ทำให้เรื่องที่เดิมซับซ้อนอยู่แล้วยิ่งสับสนมากขึ้น

            นอกห้องถังหว่านนิ่งเงียบตลอดเวลาราวกับหายตัวไปแล้ว

            ผมก้มหน้าเพ่งมองยันต์เลือดอีกครั้งแถบว่างที่แทนแม่น้ำเหลืองในหน้าหนาวยิ่งดูกว้างใหญ่และน่ากลัวขึ้น

            ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา ราชวงศ์ต่างๆถือว่าแม่น้ำใหญ่และทะเลคือปราการธรรมชาติที่กีดขวางข้าศึก ไม่อาจข้ามได้คงอยู่ตลอดไป แต่การผลัดเปลี่ยนราชวงศ์หลายครั้งในประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่าไม่อาจพึ่งปราการธรรมชาติได้ภูมิประเทศอันตรายใดๆ ก็ตามล้วนเป็นสิ่งที่ฝ่ายป้องกันยินดีที่จะเข้าใจผิด

            ถ้าเช่นนั้นประวัติศาสตร์จี่หนานและประวัติศาสตร์สงครามต่อต้านญี่ปุ่นล้วนแสดงให้เห็นว่าแม่น้ำเหลืองและแม่น้ำฉางเจียงที่ทอดข้ามแผ่นดินใหญ่จีนไม่มีแม่น้ำสายใดที่จะเป็นยันต์ช่วยชีวิตของผู้พ่ายแพ้ได้ตรงกันข้ามผู้บุกโจมตีกลับประสบความสำเร็จในการใช้ความเฉื่อยชาของผู้ป้องกันใช้การโจมตีแบบสายฟ้าแลบ เปิดช่องโหว่ของปราการธรรมชาติสุดท้ายละเลงเลือดเมืองโบราณ บนเสาแห่งความอับอายในประวัติศาสตร์จีนได้สลักชื่อผู้พ่ายแพ้นับครั้งไม่ถ้วน

            ผมยืนอยู่ข้างยันต์เลือดมองดูอักษรภาษาญี่ปุ่นเป็นพรืดที่แทนกองทัพใหญ่ของโจรญี่ปุ่นบนฝั่งเหนือของแม่น้ำ ความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่เคยเป็นมาก่อนค่อยๆลุกลามขึ้นในใจผม เกรงว่าครั้งนั้นความหวาดกลัวเช่นนี้คงจะลุกลามในใจชาวจี่หนานเช่นเดียวกัน

            ไฟสงครามไร้ความปรานีมองชาวบ้านทั่วหล้าเหมือนผักปลา

            ผมในวันนี้ได้สัมผัสถึงบาดแผลจากสงครามที่เหลืออยู่ในใจของชาวจี่หนานรุ่นก่อน

            ทำไมป้ากวนจึงทิ้งยันต์แบบนี้ไว้ที่แกต้องการบอกผม ต้องการเหลือไว้ให้ผู้คนคืออะไรกันแน่

            ที่ยิ่งทำให้ผมแปลกใจก็คือด้านใต้ของพื้นที่ว่างอยู่ในสภาวะสงบนิ่งตลอดมา เส้นทั้งหมดล้วนสับสนและเลือนราง มีทั้งที่ไขว้กันเป็นเส้นโค้ง รวมกันก่อนแล้วแยก แยกกันก่อนแล้วรวม วุ่นวายสุดขีด ไร้แบบแผน

            ผมรู้ว่าไม่ว่ายันต์ใดๆ ทันทีที่เขียนออกมาแล้วต้องการแสดงความหมายบางอย่าง

            ในความสับสนวุ่นวายนี้จะต้องมีความหมายขั้นสูงของผู้ทรงภูมิปัญญาสูงสุด

             

            ผมแค้นที่ตัวเองโง่เขลา อดคิดไม่ได้ว่า“ถ้าถังหว่านอยู่ในห้องนี้ ได้ยินเสียงของป้ากวน น่าจะเข้าใจได้ดีกว่าผมหรือไม่”

            พอคิดถึงตรงนี้ผมจึงเดินไปที่ปากประตูเตรียมเลิกม่านขึ้นเรียกถังหว่านเข้ามาช่วยกันคิด

            ทันทีที่นิ้วมือผมแตะม่านประตูก็รู้สึกใจหายวาบแข็งทื่อจากปลายนิ้วไปถึงไหล่

            ไม่รู้ว่าม่านประตูเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่กลายเป็นสีเทาขาว ไม่มีลวดลาย น่าจะผ่านการซักหลายร้อยครั้งแล้ว แทบจะขาดออกเป็นชิ้นๆผ่านลมฝนอีกไม่กี่ครั้งบางทีอาจจะกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย

            “นี่ไม่ใช่...ม่านประตูเมื่อครู่!ทำไมม่านประตูจึงเปลี่ยนไปเว้นแต่...เว้นแต่เวลาและมิติล้วนเปลี่ยนไปแล้ว...เว้นแต่โลกข้างนอกบนถนนชวีสุ่ยถิงก็เปลี่ยนไปแล้ว”ผมยืนตัวแข็งทื่อ ไม่มีความกล้าที่จะเลิกม่านประตูเก่าที่เบาหวิวกลัวว่าพอเงยหน้าขึ้น ที่เห็นจะเป็นวัตถุเดิมแต่คนเปลี่ยนไปในยุคที่แปลกหน้า

            “ถังหว่าน ถังหว่าน...คุณอยู่ข้างนอกไหม”ผมตะโกนถามโดยมีม่านประตูกั้นอยู่

            ด้านนอกของม่านไม่มีเสียงขานรับเงียบเชียบ ราวกับว่าถังหว่านจากไปแล้ว

            ผมเงี่ยหูฟังเสียงรถและเสียงในเมืองที่ควรจะได้ยินรางๆ หายไปด้วย ในห้องเล็กๆห้องนี้เหลือเพียงเสียงหายใจหอบของผมเท่านั้น

            “ถ้าออกไปแล้วเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นผมยังจะถอยกลับมาได้ไหม” ผมถามตัวเอง

            ผมอยากยกมือขึ้นปาดเหงื่อแต่ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้ว

            ก่อนหน้านี้ผมเคยอ่านข้อมูลเกี่ยวกับการทะลุมิติมามากเมื่อประตูแห่งมิติเปิดออก แค่ก้าวพลาดเพียงก้าวเล็กๆ ก็อาจจะตกลงไปในวัฏจักรที่มืดมิดไม่มีวันหวนคืนจากโลกนี้ไปชั่วนิรันดร์

            ผมลังเล แล้วมองดูรอบห้องอีกครั้ง

            ป้ากวนตายแล้ว ไม่อาจให้แรงบันดาลใจแก่ผมอีกมีเพียงยันต์ครึ่งแผ่นบนพื้นที่ยังไขปริศนาไม่ได้ ปกคลุมเงียบๆบนพื้นกระเบื้องสีน้ำเงินขาว

            ผมยังนึกถึงว่าทางบ้านเก่ารอให้ผมกลับไปจัดการพิธีศพนอกจากผมแล้วใครก็สวมชุดไว้ทุกข์ส่งปู่ออกจากประตูใหญ่ไม่ได้ ขืนชักช้าต่อไปเกรงว่าเพื่อนบ้านและแขกเหรื่อจะโวยวายขึ้น

            “ถังหว่าน ผมจะออกไปเดี๋ยวนี้แล้ว”ผมพูดอีก เสียงดังกว่าเดิม

            แม้จะไม่ได้ยินเสียงตอบของถังหว่าน แต่ผมตัดสินใจแล้วว่าจะเปิดม่านประตูออก

            ผ้าทอมือเมื่อหลายสิบปีก่อนต่างกันมากกับผ้าสมัยใหม่ที่เป็นผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมสมัยใหม่ขณะที่ปลายนิ้วลูบผ่านเนื้อผ้า จะรู้สึกว่าขอบผ้าหยาบแข็งราวกับมีดหั่นผักทื่อๆ

            ม่านประตูถูกเปิดออก ผมไม่ได้ก้าวออกไปแต่ออกแรงกดเท้าสองข้างยืนมั่นคงอยู่กับที่ เงยหน้ามองออกไป