รุ่งเช้าสองวันถัดมา สำนักศึกษาเซียนเหรินซานยังคงงดงาม เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งพลังชีวิต ซึ่งขัดแย้งอย่างยิ่งกับสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมของแผ่นดินจงหยวน
ฟางหลงตื่นขึ้นอย่างรวดเร็วจากฝันร้ายที่ซ้ำซาก เขารีบสลัดหัวไปมาเพื่อตั้งสติสำรวจห้องไม้เก่าแก่ บานหน้าต่างด้านข้างเปิดให้แสงแดดอ่อนๆ ส่องลอดเข้ามา น้ำค้างยังเกาะอยู่บนใบไม้ข้างนอก ทำให้บรรยากาศในห้องสดชื่น ทว่าภายใต้ความงามนี้ เขากลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ
แน่นอนว่าความผิดปกตินั้นคืออาการาเ็ที่เขาได้รับกลับหายไปหมดสิ้นแล้ว แม้จะเป็เพียงเวลาสั้นๆ ที่ได้พักผ่อน ทว่าเื่นี้กลับทำให้ผู้ดูแลของสำนักแตกตื่นใ
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” เสียงของผู้ดูแลที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ฟางหลงหันไปมอง เห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งในชุดสีเขียวยืนอยู่หน้าประตู สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยและความกังวล
“ข้าสบายดีแล้ว ขอบคุณท่านผู้เฒ่า”
ฟางหลงตอบกลับอย่างสุภาพ แต่ในใจยังคงเต็มไปด้วยความสงสัยและความคิดคำนึงถึงฝันร้ายที่มักจะฝันเห็นอยู่บ่อยๆ มันเหมือนมีบางสิ่งพยายามจะบอกเขา แต่เขาไม่อาจเข้าใจได้
ผู้ดูแลเฒ่ามองฟางหลงอย่างพินิจพิจารณา ขนคิ้วสีขาวยาวพอประมาณขมวดเข้าหากันแล้วจึงเอ่ยขึ้น
“เ้ายังคงต้องระมัดระวัง แม้ว่าอาการาเ็จะหายเร็ว แต่การฟื้นฟูจิตใจนั้นสำคัญยิ่งกว่า”
ชายชราผู้นี้ย่อมได้รับรายงานทั้งหมดจากเฉินเมิ่งแล้ว จึงรู้ว่าเมื่อสองคืนที่ผ่านมาเด็กหนุ่มคนนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง หลังจากเอ่ยเตือนอีกสองสามประโยค เขาจึงเดินไปยังอีกด้านของห้อง ซึ่งมีร่างของฟางจื่อเหลียนนอนหลับสนิท ยังไม่ได้สติ
เมื่อสอบถามอาการาเ็จากผู้ดูแลเฒ่าแล้ว ฟางหลงจึงวางใจ แน่นอนว่าสหายร่วมเป็ร่วมตายผู้นี้เขาไม่อาจนิ่งเฉยได้ หากอีกฝ่ายเป็อะไรขึ้นมา
ฟางหลงละสายตาหันไปมองนอกหน้าต่าง เห็นทิวทัศน์ที่งดงามของ สำนักศึกษาเซียนเหรินซาน ูเาสูงที่ล้อมรอบด้วยเมฆหมอกบางเบา ทำให้จิตใจที่เหนื่อยล้าหายเป็ปลิดทิ้ง
“ข้ามาถึงที่หมายแล้วสินะ”
ฟางหลงเอ่ยพึมพำ พร้อมกับคิดถึงแผ่นหลังหนากว้างที่แบกตนฝ่าออกมาจากวงล้อมของภูตผี “คนผู้นั้นเป็ใครกัน?” ขณะที่จะหันกลับไปเพื่อสอบถามผู้ดูแลเฒ่าผู้นั้น แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า นอกจากร่างของสหายแล้วก็ไม่มีใครอีกเลย สิ่งนี้สร้างความประหลาดใจเป็อย่างยิ่งให้กับเด็กหนุ่มตระกูลฟาง
หลังจากนอนพักคิดอะไรไปเรื่อย ฟางหลงจึงหยิบจดหมายปิดผนึกออกมาจากอกเสื้อ จดหมายฉบับนี้เป็ของท่านปู่ผู้นำตระกูลฟาง เขียนเอาไว้และฝากให้เขานำมาส่งให้เ้าสำนักเฒ่า หลังจากรายงานตัวเพื่อเข้าเรียนที่สำนักศึกษา โดยกำชับกับเขาหลายครั้งว่าห้ามเปิดอ่านระหว่างทาง
ฟางหลงนั่งอยู่ในห้องไม้เล็กๆ ที่ใช้นอนรักษาอาการาเ็ เมื่อมองออกไปที่ทิวเขาไกลๆ ความคิดและความสงสัยประดังเข้ามาในใจ
“ทำไมท่านปู่ถึงกำชับข้าหนักหนาเช่นนี้?” เขาพึมพำกับตัวเอง แต่ในที่สุดก็เก็บจดหมายเอาไว้ตามเดิม เพราะไม่อยากทำลายความไว้วางใจที่ท่านปู่มอบให้
หลังจากมื้อเที่ยงได้ผ่านพ้นไป ฟางหลงจึงสอบถามเส้นทางจากศิษย์ในสำนักที่ผ่านไปมาเพื่อตรงไปยังที่ทำการของสำนักศึกษา ระหว่างทางเขาได้พบกับศิษย์พี่คนหนึ่ง ซึ่งมีท่าทางอบอุ่นและเป็มิตร จึงโบกมือแล้วรีบตรงดิ่งเข้าไป
“เ้ามีธุระอะไรหรือ?”
ศิษย์พี่ตรงหน้าชิงถามด้วยรอยยิ้ม ฟางหลงยิ้มตอบและกล่าวว่า
“ข้า้าไปส่งจดหมายให้ท่านเ้าสำนัก ท่านพอจะช่วยชี้ทางให้ข้าได้หรือไม่?” ศิษย์พี่ร่างสูงผู้นั้นพยักหน้าแล้วชี้ทางให้ฟางหลงไปยังที่ทำการของสำนักศึกษา ฟางหลงรีบประสานมือขอบคุณแล้วเดินไปตามเส้นทางนั้น
ระหว่างทาง เด็กหนุ่มตระกูลฟางผู้ไม่เคยเห็นโลกภายนอกในยามนี้เขาทั้งรู้สึกตื่นเต้นและกังวลใจ เหมือนกับว่าจดหมายในอกเสื้อของเขามีความสำคัญมากกว่าที่คิด เมื่อมาถึงที่ทำการของสำนักศึกษา ฟางหลงจึงเดินเข้าไปทักทายและยื่นจดหมายให้ผู้ดูแลในศาลาไม้แห่งนี้
“ข้าถูกสั่งให้นำจดหมายนี้มามอบให้ท่านเ้าสำนัก”
ฟางหลงประสานมือกล่าวอย่างนอบน้อมแต่ท่าทางของเขากลับสง่าผ่าเผย
ผู้ดูแลคนนั้นเหลือบแลจดหมายแล้วพยักหน้าเล็กน้อย รับจดหมายและพิจารณาภายนอกอย่างละเอียด ฟางหลงรู้สึกถึงความตึงเครียดในอากาศ และเริ่มเข้าใจว่าจดหมายฉบับนี้อาจมีความสำคัญซ่อนอยู่ก็เป็ได้
“หรือว่า…ท่านปู่กับท่านเ้าสำนักจะรู้จักกัน?”
ฟางหลงแอบคิดในใจ
…
ข้างเตียงไม้ที่ฟางจื่อเหลียนใช้นอนรักษามักปรากฏร่างของฟางหลงอยู่เป็ประจำ และในวันนี้อีกเช่นกัน สายตาของเขามองดูสหายผู้ร่วมทุกข์ด้วยความห่วงใย ห้าวันผ่านไปแล้วหลังจากที่ทั้งคู่มาถึง ณ ที่แห่งนี้ และตอนนี้ใบหน้าของพวกเขาดูสดใสขึ้นมาก ฟางหลงรู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นสหายรักของเขาฟื้นตัวขึ้นมาได้
“นายน้อย ลำบากท่านแล้ว” ฟางจื่อเหลียนพูดขอบคุณด้วยเสียงอ่อนโยน หลังจากทานข้าวต้มที่ฟางหลงเตรียมมาให้จนหมด
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าเรียกนายน้อย เราเป็สหายกัน” ฟางหลงรีบตัดบท รอยยิ้มของเขาส่องประกายออกมาจากดวงตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
ฟางหลงรู้มาว่าในวันพรุ่งนี้จะมีการทดสอบของศิษย์ใหม่เพื่อคัดเลือกคนจำนวนมากเข้าศึกษาในสำนัก แม้พวกเขาจะมีจดหมายแนะนำจากท่านปู่ แต่ฟางหลงก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจ
“พรุ่งนี้เราจะต้องทำให้ดีที่สุด” ฟางหลงกล่าวเสียงหนักแน่น “แม้จะมีจดหมายแนะนำ แต่ข้าก็ไม่อยากพึ่งพาสิ่งนั้นเพียงอย่างเดียว เราต้องแสดงให้เห็นว่าเรามีความสามารถพอที่จะผ่านการทดสอบด้วยตัวเอง”
ฟางจื่อเหลียนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ใช่ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
เสียงของเขามั่นคง แต่แฝงความกังวลอยู่เล็กน้อย สายตาของเขามองออกไปนอกหน้าต่าง ฟางหลงยิ้มและวางมือลงบนไหล่ของอีกฝ่ายอย่างปลอบโยน
“เราจะผ่านมันไปด้วยกัน มิเช่นนั้นเราจะเสี่ยงอันตรายมาเพื่ออะไร เราไม่อาจทำให้ท่านปู่ต้องผิดหวัง” ฟางหลงพูดด้วยความเชื่อมั่น ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกัน พร้อมกับจินตนาการถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้
…
เช้าวันต่อมา
ลานกว้างที่ถูกตัดเลียบบนยอดเขาของสำนักศึกษาในเวลานี้เต็มไปด้วยศิษย์หนุ่มสาวจำนวนหลายร้อยคนที่วาดหวังเอาไว้ว่าจะเข้ามาศึกษาในสถานที่แห่งนี้ให้จงได้ หลังจากฟังคำปราศรัยของผู้าุโท่านหนึ่งจบ เวลาถัดมา ศิษย์พี่คนหนึ่งจึงเข้ามายืนแทนที่ พร้อมกับประกาศกฎระเบียบในการฝ่าด่านทดสอบ
“สวัสดีข้าชื่อเซียนเหยา…ศิษย์ปีสามและยังเป็หัวหน้า
ผู้คุมกฎ…หลังจากแบ่งกลุ่มแล้ว ขอเพียงพวกเ้าทำภารกิจที่มอบหมายให้สำเร็จก็ถือว่าสอบผ่าน แต่ข้าขอเตือนเอาไว้ว่าอันตรายย่อมมีอยู่ทุกที่ อย่าได้ประมาท”
สิ้นสุดเสียงของศิษย์พี่ผู้นั้น คนนับร้อยก็เริ่มแบ่งกลุ่มตามหมายเลขที่จัดสุ่มเอาไว้
ฟางหลงยืนนิ่งอยู่กลางลาน สายตาเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของผู้คนรอบข้าง ในใจเขากลับมีความกังวลที่ไม่สามารถอธิบายได้
“นายน้อย เอ๊ย! ฟางหลง ข้ากับท่านไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน ดังนั้นท่านต้องระมัดระวังตัวเอาไว้ด้วย” ฟางจื่อเหลียนหันมากำชับด้วยสีหน้ากังวล ก่อนรีบเดินจากไป ฟางหลงยิ้มบางๆ พลางพยักหน้า
“ข้าจะระวังตัว เ้าเองก็ด้วย”
เสียงลมที่พัดผ่านยอดเขายังคงก้องอยู่ในหูของฟางหลง หัวใจของเขาเต้นแรง ความท้าทายที่อยู่เบื้องหน้าทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น แต่ก็แฝงไปด้วยความกลัว เขามองไปยังทิวทัศน์ที่สวยงามของยอดเขาที่สูงส่ง ในใจรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้านั้นไม่ได้ราบรื่น เขาหันไปมองกลุ่มที่ถูกจัดเข้าร่วม หวังว่าสหายใหม่เหล่านี้จะเป็กำลังสำคัญในการฝ่าฟันภารกิจครั้งนี้
“เราต้องผ่านด่านนี้ไปให้ได้” ฟางหลงย้ำคำกับตัวเองในใจ แล้วก้าวเดินไปสู่กลุ่มที่ถูกจัดไว้ ความมุ่งมั่นในดวงตาของเขาเปล่งประกาย
หลังจากรับป้ายภารกิจทดสอบมาแล้ว กลุ่มคนหนุ่มสาวทั้งแปดคนก็ยืนออกันเป็วงกลมเพื่อปรึกษากันและวางแผนการเดินทาง เสียงลมที่พัดเบาๆ ผ่านยอดเขาทำให้อากาศเย็นสบาย แต่ในใจของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความกังวลและความตื่นเต้น
ในฐานะนายน้อยตระกูลเล็กๆ อย่างเช่นตระกูลฟาง ฟางหลงย่อมมีภาวะผู้นำมากกว่าคนอื่นๆ เมื่อทุกคนประเมินท่าทีของสหายร่วมทางแต่ละคนแล้ว ท้ายที่สุดเสียงส่วนมากจึงยกให้ฟางหลงเป็ผู้นำกลุ่มไปโดยปริยาย
ด้วยความรวดเร็ว ฟางหลงจึงก้าวออกมายืนอยู่กลางวงเพราะเวลาทดสอบมีจำกัด ท่ามกลางสหายแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เขาส่งสายตาให้กับเพื่อนร่วมทางแต่ละคนเพื่อประเมินความพร้อม
“ภารกิจนี้ดูเหมือนจะง่าย แต่เราต้องระวัง มันไม่ใช่เื่ปกติที่จะหาสมุนไพรในยุคที่พลังปฐมแห่งฟ้าดินร่อยหรอเช่นนี้”
ฟางหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ท่ามกลางความเงียบสงบของธรรมชาติ ความเคร่งเครียดเริ่มครอบคลุมทุกคน
“ฮึ!” เสียงแค่นจมูกไม่พอใจเล็กน้อยของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น
หรงโหรว สาวน้อยจากฉางอัน ซึ่งนับได้ว่าเป็เมืองที่เจริญที่สุดในเวลานี้นางก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เมื่อเห็นว่ามีชายหนุ่มที่ไม่รู้มาจากชนบท ณ ที่แห่งใดกำลังแสดงความเป็ผู้นำต่อหน้าตน ก็เกิดความไม่พอใจเล็กน้อย แน่นอนว่านับจากวินาทีนี้ไป ชายหนุ่มผู้นี้ย่อมต้องตกอยู่ในสายตาของนาง เพราะนางอยากรู้ว่าเ้าบ้านนอกคนนี้จะนำพากลุ่มไปได้รอดสักกี่น้ำกันแน่
“ทุกคนต้องระวังตัวไว้ สมุนไพรที่เรา้าอาจอยู่ในพื้นที่อันตราย อีกทั้งเมื่อออกนอกเชิงเขาแห่งนี้ไปด้านนอกนั่น…”
ฟางหลงเอ่ยเตือนสหายในกลุ่ม แต่ก็หยุดชะงักไป
เมื่อกลุ่มคนเริ่มเคลื่อนตัวลงเนินเขา จู่ๆ ศิษย์พี่ผู้มีใบหน้าเ็าคนหนึ่งก็เดินตามมาด้วยอยู่ห่างๆ ฟางหลงรู้สึกถึงการจ้องมองนั้น แต่เขาไม่พูดอะไรออกมา เขารู้ว่าภารกิจในครั้งนี้ต้องมีศิษย์พี่ในสำนักตามไปด้วย แม้ว่าจะไม่ได้ช่วยทำให้ภารกิจลุล่วง แต่ก็ถือว่าคอยดูแลความปลอดภัยของผู้ทำการทดสอบ
หลังออกห่างจากสำนักศึกษาได้เพียงสิบลี้
สภาพแวดล้อมรอบข้างก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางย่ำแย่ ความสดใสมีชีวิตชีวาที่เคยมีให้เห็นบนเนินเขาของสำนักศึกษา บัดนี้กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมหนาวเย็นไร้ชีวิตชีวา แน่นอนว่าทุกคนในกลุ่มย่อมชินชากับภาพเช่นนี้แล้ว เพราะเมื่อลืมตาเกิดมา แผ่นดินแห่งนี้ก็อยู่ในสภาพเช่นนี้มานานแล้ว
มีเพียงฟางหลงเท่านั้นที่ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ เพราะเทือกเขาตะวันออกที่เขาอาศัยอยู่นั้นแตกต่างจากสภาพเช่นนี้มาก แม้ท่านปู่จะคอยพร่ำบอกเสมอถึงการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้
เวลายังคงหมุนไป ฟางหลงหยุดเดินชั่วครู่ มองดูสภาพรอบข้างอย่างถี่ถ้วน “ที่นี่ช่างเหมือนสุสานที่ไร้ชีวิต” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ เสียงของเขาดูเหมือนจะลอยไปกับสายลมที่พัดผ่าน ท้องฟ้ามืดมัวและพื้นหินแห้งแล้งทำให้ทุกคนในกลุ่มรู้สึกอึดอัด
เมื่อเดินทางต่อไปได้อีกสักพัก ในฐานะผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรคนหนึ่ง ทันใดนั้นหางตาของฟางหลงก็เหลือบไปเห็น ถังเช่าหิมะ ที่ซุกซ่อนอยู่ตามเหลือบหินบนพื้นดิน แน่นอนว่าสมุนไพรหายากชนิดนี้อยู่ในรายชื่อการทดสอบที่สำนักศึกษาให้มา เขาหยุดเดินแล้วชี้ไปที่สมุนไพรนั้น
“ดูนั่นสิ ถังเช่าหิมะ!” เขากล่าวด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เสียงพึมพำของเพื่อนร่วมทางเริ่มดังขึ้น ทุกคนต่างพากันเฮโลเข้าไปแล้วรีบช่วยกันเก็บมันขึ้นมา แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยแต่ก็ถือว่าพอควรแก่การผ่านด่านทดสอบ
วันที่สองแห่งการทดสอบภารกิจ ทุกคนในกลุ่มย่อมรู้ดีว่าทางสำนักศึกษาให้เวลาเพียงแค่สามวันเท่านั้น ดังนั้นเมื่อจัดแจงธุระส่วนตัวเสร็จ กลุ่มคนทั้งแปดก็เริ่มออกเดินทางทันที
หลังจากผ่านพ้นไปครึ่งวัน สมุนไพรตามรายชื่อที่ทางสำนักให้มาก็ถูกขีดฆ่าไปแล้วมากกว่าครึ่ง ทั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้แก่ฟางหลง ซึ่งเป็ผู้นำกลุ่ม แน่นอนว่าความสามารถด้านการหาสมุนไพรของเขาเป็ที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน
แต่ในขณะที่สมาชิกคนอื่นๆ ยิ้มแย้ม หรงโหรว สาวน้อยแห่งฉางอันกลับยู่จมูกอย่างไม่พอใจในมุมหนึ่งของกลุ่ม ความรู้สึกในใจของนางราวกับมีเมฆดำครอบคลุม
นางเป็หนึ่งในคุณหนูทายาทของร้านขายยาสมุนไพรที่มีสาขากระจายตัวอยู่ทั่วเมืองหลวง เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็เริ่มเกิดความอวดดี อยากทดสอบอะไรบางอย่างกับฟางหลง
ในฐานะทายาทร้านขายยาสมุนไพร แน่นอนว่าตำแหน่งของสมุนไพรที่มีอยู่ในหัวของนางย่อมมากมาย เพียงแต่นางไม่เอ่ยปากบอกออกไปเพราะเป็ความลับของตระกูล
เมื่อหงุดหงิดมากๆ เข้า นางจึงเผยความลับนั้นออกมาในท้ายที่สุด
“เ้าคนบ้านนอก บนเนินผานั่นมี ดอกจื่อเยว่ ขึ้นอยู่”
นางพูดกับฟางหลงเพียงเท่านี้แล้วเดินจากไป หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอีกฝ่าย ไม่เกี่ยวอะไรกับนางอีกต่อไป
ฟางหลงมองตามหลังหรงโหรวที่เดินจากไปด้วยความสงสัย เขารู้สึกว่าเื้ัคำพูดและท่าทางของนางมีบางอย่างซับซ้อนกว่าที่เห็น นั่นเป็เหตุผลที่เขาตัดสินใจจะลองไปที่เนินผานั้น ไม่ใช่เพียงเพราะ้าพิสูจน์ความสามารถ แต่เขาต้องเร่งทำเวลาเพื่อให้ตนได้ผ่านการทดสอบ
ขณะที่เขาก้าวเดินไปยังเนินผา ลมเย็นจากูเาพัดโชยผ่านใบหน้า ฟางหลงหวนคิดถึงคำพูดของหรงโหรว
“เ้าคนบ้านนอก” เขาหัวเราะเบาๆ กับตัวเอง คำพูดนี้ไม่ได้ทำให้เขาหยุดนิ่ง แต่กลับทำให้เขามุ่งมั่นยิ่งขึ้น