พลิกชะตาคราที่สาม {ย้อนเวลา}

    วิ่งหนี

    บทที่ 17 หลักฐานสำคัญ

            เขมจิราลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงที่ไม่คุ้นเคย ร่างกายคล้ายจะขยับเขยื้อนไม่ได้ เมื่อตั้งสติดีๆ กลับพบว่ามีมือข้างหนึ่งกอดเอวเธอไว้หลวมๆ ขณะที่ใบหน้าของเขาซุกไซร้อยู่บริเวณต้นคอของเธอ

            ทำให้เขมจิราเข้าใจคำว่า ‘หายใจรดต้นคอ’ ได้เป็นอย่างดี

            เธอไม่ได้ผลักเขาออก แต่เลือกที่จะกวาดสายตาไปรอบห้องแทน ทุกอย่างภายในห้องถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แตกต่างจากคนเมื่อคืนที่ทิ้งขว้างเสื้อผ้าอย่างไม่ใยดี

            แต่แล้วเขมจิราก็ต้องสะดุดตากับเปียโนตัวหนึ่ง ที่ตั้งเด่นสง่าอยู่ท่ามกลางห้องกว้าง แม้ดูจากภายนอกจะผ่านการใช้งานมานาน ทว่ากลับแสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่ น่าหลงใหลได้เป็นอย่างดี

            “เขาเล่นเปียโนด้วยเหรอ” เขมจิราแปลกใจ เมื่อชีวิตก่อนเธอจ้างนักสืบมากมายแต่กลับไม่มีข่าวว่าเขาเล่นเปียโนเลย

            เขมจิราก้มมองคนในอ้อมแขนที่กำลังหลับสนิทเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่ง ใบหน้าที่คล้ายความระแวงสงสัย ไร้ซึ่งพิษภัย เหลือไว้แค่เพียงความใสซื่อ

            ใส่ซื่อ? อย่างเรวัชเนี่ยนะจะใส่ซื่อ

            เธอรีบสะบัดความคิดแปลกๆ ออกไปจากหัวอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับเป็นการก่อกวนชายร่างโตคนนั้น เขาจึงกอดเธอแน่นยิ่งกว่าเดิม ซุกใบหน้าแนบชิดลำคอ และสูดดมกลิ่นหอมอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะกลับเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้งหนึ่ง

            เขมจิราเกร็งจนแทบทำอะไรไม่ถูก แต่กลับไม่กล้ารบกวนการนอนของเขาอยู่ดี ยิ่งเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้นอนมาเกือบสองวันก็ยิ่งไม่กล้าขยับตัวมากนัก ทำได้เพียงนอนนิ่งๆ เหมือนตุ๊กตา รอจนกระทั่งอีกฝ่ายเริ่มรู้สึกตัว

            “เรวัช ตื่นได้แล้ว” เธอสะกิดแขนเขาเบาๆ

            “อือออ” ชายขี้เซาตอบรับ

            “นี่เช้าแล้ว ฉันต้องไปหาเด็กทั้งสองคน”

            “พวกเขาไม่อยู่หรอก” ตอบเสียงงัวเงีย ขณะที่ยังหลับอยู่ “ตอนนี้เขตคงพาทั้งสองคนไปโรงฝึกแล้ว”

            “โรงฝึกอะไร ทำไมฉันไม่รู้เรื่อง”

            เรวัชลืมตาขึ้นมาช้าๆ คิ้วขมวดเล็กน้อย “ก็เด็กทั้งสองคนมาขอให้เขตช่วยสอนเรื่องป้องกันตัวให้ เขาไม่ได้บอกคุณเหรอ”

            “เปล่า เมื่อวานฉันพึ่งทะเลาะกับน้องชายคุณมา ตอนนี้เขาคงไม่อยากคุยกับฉันหรอก”

            “อืม” เขาพยักหน้ารับ แล้วเอนตัวลงตำแหน่งเดิม

            “ปล่อยได้แล้ว” เธอพยายามผลักเขาออก แต่กลับไม่ขยับเลยสักนิดเดียว

            “ผมง่วง” เขาพูด

            “ง่วงก็นอนสิ มารั้งฉันไว้ทำไม”

            “คุณก็อยู่เฉยๆ สิ จะดิ้นทำไม” เขายอกย้อน แล้วกอดแน่นยิ่งขึ้นไปอีก แม้ว่าเขมจิราจะพยายามมากแค่ไหนก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากแขนแกร่งนี้ไปได้

            ไม่นานความพยายามของเธอก็หมดลง ลมหายใจหอบเหนื่อยพรั่งพรูออกมา ก่อนจะหมดแรงในที่สุด

            “นอนเถอะ” เขากระซิบบอก

            เขมจิราเห็นว่าพยายามต่อไปก็คงไม่มีความหมาย อีกทั้งเด็กๆ ยังไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย เธอมองไปที่นาฬิกาและพบว่ายังเป็นเวลาเช้าพอสมควร สุดท้ายจึงทำได้แค่ปล่อยให้ความง่วงเข้าครอบงำอีกครั้ง โดยไม่สังเกตเลยว่าชายที่กำลังนอนหลับอยู่มีรอยยิ้มผุดขึ้นมา

            กว่าจะตื่นมาอีกทีตะวันก็โผล่พ้นขอบฟ้ามานาน แต่คราวนี้เธอดันเป็นคนกอดเขาเสียเอง

            “ตื่นแล้วเหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น

            “อะ อืม” เขมจิรารีบพยุงตัวลุกขึ้นนั่งทันที “ตอนนี้กี่โมงแล้ว”

            “สิบโมงครึ่งแล้ว” เขาลุกขึ้นนั่งตามเธอ “ถามทำไม คุณหิวข้าวเหรอ”

            เขมจิราไม่ได้ใส่ใจคำถามของอีกฝ่าย ทว่ากลับมุ่งความสนใจไปที่รูปร่างอันยอดเยี่ยมของเขาเสียมากกว่า เมื่อเช้ายังไม่มีสติมากนักจึงไม่ทันได้สังเกตว่าชายคนนี้สวมใส่เพียงแค่กางเกงเท่านั้น

            ท่อนบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็นผิวขาวเนียนน่าสัมผัส ร่างกายอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อทุกสัดส่วน โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องที่ถูกปั้นขึ้นมาอย่างดี แสดงออกถึงความล่ำกำยำน่าหลงไหล ทำเอาหัวใจของคนมองสั่นระริก รู้สึกลมหายใจติดขัด

            “เขมจิรา” เรวัชเรียกอีกครั้ง

            “อะ อะไร” เธอพึ่งได้สติ รีบสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น

            “ผมถามว่าคุณหิวข้าวเหรอ ทำไมไม่ตอบ”

            “ฉันยังไม่หิว แล้วคุณล่ะ” เธอถามกลับ

            “ผมยังไงก็ได้” เขายักไหล่

            ยังไงก็ได้เหรอ? นั่นหมายความว่าอะไรกัน หากเธอกินข้าวเขาถึงจะกินตามหรือไง

            เธอไม่เข้าใจคำตอบของอีกฝ่าย ก่อนที่สายตาจะไปหยุดที่เปียโนเก่าตัวหนึ่ง เขมจิราไม่รอช้ารีบมุ่งตรงไปที่นั่นทันที ขณะที่เรวัชเดินตามมาไม่ห่าง

            “เมื่อคืนคุณบอกว่าคุณเล่นเปียโนด้วยใช่ไหม”

            “ใช่” มือเรียวยาวคู่นั้นสัมผัสลงบนผิวไม้ สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความเก่าแก่

            “งั้นก็ลองเล่นดูสักหน่อยสิ”

            “ฉันไม่ได้เล่นมานานมากแล้ว ความรู้ที่มีก็ลืมไปหมดแล้วล่ะ” เธอปฏิเสธ

            “อย่าโกหก ผมรู้ดีว่าคุณไม่มีทางลืมหรอก มาลองเล่นสักครั้งเถอะ” เรวัชจับมือเขมจิรามานั่งบนเก้าอี้

            เขมจิราไม่ปฏิเสธ นิ้วเรียวยาวเริ่มสัมผัสคีย์บอร์ดอีกครั้งหนึ่ง ความทรงจำ ความเยาว์วัยในอดีต และความรู้สึกที่ได้หลงลืมไปชั่วขณะเริ่มหวนกลับคืนมาให้นึกถึงอีกครั้ง

            นับตั้งแต่ที่เธอแต่งงานเข้าตระกูลเทวราชมาก็ไม่สามารถกลับมาเล่นเปียโนได้อีก แม้จะเคยพยายามทุ่มเทมากแค่ไหนแต่วิ่งนั้นราวกับว่าเป็นเพียงแค่ความฝันช่วงหนึ่ง เมื่อกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงก็ไม่มีใครใส่ใจความฝันนั้นอีก แม้กระทั่งตัวเธอเองก็ด้วย

            เสียงบรรเลงเพลงของเปียโนปลดปล่อยไปตามลม ความเงียบงันที่เคยมีถูกขับไล่ออกไป แทนที่ด้วยความไพเราะอย่างสุดซึ้ง ทั้งสองคนต่างไม่มีใครพูดอะไรออกมา ปล่อยให้ท่วงทำนองเหล่านั้นเป็นคนนำพาบรรยากาศดำเนินไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งเสียงของดนตรีได้จบลง

            “ฉันเล่นได้แค่นี้แหละ นายคง-”

            “เพราะมาก”

            เขมจิราไม่เชื่อ จึงคิดจะหันไปต่อว่าอีกฝ่าย เพราะสำหรับเธอแล้วเปียโนตัวนี้เสียงเพี้ยนพอสมควร แต่อีกฝ่ายกลับพูดคำว่า ‘เพราะมาก’ ได้อย่างไร

            ทว่าก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเผลอสบตาเข้ากับชายตรงหน้า นัยต์ตาสีดำทมิฬลึกล้ำจับจ้องมาที่ใบหน้าของเธอด้วยความรู้สึกยากจะเข้าใจ ภายในนั้นแม้จะมืดสนิททว่ากลับมีประกายแสงสว่างฉายออกมาวูบหนึ่ง

            ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันมากจนสามารถสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนของอีกฝ่าย เขมจิราใจเต้นระรัวเหมือนกับจะระเบิดออกมาเสียให้ได้

            เธอรู้ว่าต้องออกจากสถานการณ์นี้ แต่ร่างกายกลับไม่ขยับเขยื้อน จนอีกฝ่ายเริ่มโน้มตัวเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ

            ใบหน้าหล่อเหลานั้นไม่หยุดการกระทำนี้ ฝ่ามือหนาถูกยกขึ้นมาประคองท้าทายของเธอเอาไว้หลวมๆ ก่อนที่ริมฝีปากได้รูปของเขากำลังจะประทับรอยจูบลงบนริมฝีปากอวบอิ่มของเธออย่างช้าๆ

            แต่เขมจิรากลับตั้งสติได้เสียก่อน ก่อนที่เขาจะได้จูบ เธอกลับจงใจผลักอีกฝ่ายออกไปเต็มแรง  มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาถูไถที่ริมฝีบากอย่างเป็นกังวล

            “ฉะ ฉันขอตัวก่อน” เขมจิราเอ่ยปาก

            ก่อนจะตัดสินใจรีบวิ่งออกจากห้องนอนของเรวัชให้เร็วที่สุด โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าภายใต้นัยน์ตาสีดำทมิฬคู่นั้นเก็บซ่อนความผิดหวังเอาไว้

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาคราที่สาม {ย้อนเวลา} ที่คุณอ่าน